ตอนที่ 426. การส่อรู้เกินนาย
เล่าปี่ยึดเมืองลำเต๋งได้แล้วจึงรุกต่อไปยังด่านเองเปงก๋วน โดยดำเนินกลยุทธ์ตัดเสบียงที่เลี้ยงกองทัพโจโฉประสานกับกลยุทธ์สร้างความสับสนโดยการปิดกั้นเส้นทางถอยทัพของโจโฉจากด่านเองเปงก๋วนตามเส้นทางที่จะไปยังเมืองฮูโต๋ ทำให้โจโฉเสียทีถอยหนีไปตั้งหลักที่หุบเขาเสียดก๊ก แล้วพบกับโจเจียงบุตรคนที่สองซึ่งยกหนุนมาช่วย
ทางฝ่ายเล่าปี่ครั้นทราบว่าโจโฉยกกองทัพกลับมาตั้งที่หุบเขาเสียดก๊กอีก โดยมีกองทัพของโจเจียงเป็นกำลังหนุน จึงให้เล่าฮองและเบ้งตัดคุมทหารคนละห้าพันแยกเป็นสองกอง โดยเล่าฮองเป็นกองทัพหน้า เบ้งตัดเป็นกองทัพหนุนยกไปโจมตีกองทัพของโจโฉ
กองทัพของเล่าฮองและเบ้งตัดยกมาใกล้หุบเขาเสียดก๊กก็ปะทะกับโจเจียงซึ่งคุมกองทัพหน้าของโจโฉยกมาสกัดไว้ เล่าฮองรบกับโจเจียงได้สามเพลงสู้กำลังโจเจียงไม่ได้จึงพาทหารถอยกลับลงมา
เบ้งตัดเห็นเล่าฮองเสียทีถอยร่นมาดังนั้นจึงขับทหารยกหนุนเล่าฮองขึ้นไป ในทันใดนั้นได้ยินเสียงทหารโห่ร้องอึกทึกกึกก้องทางข้างหลังของกองทัพโจเจียง เห็นทหารเมืองเสฉวนเป็นอันมากยกมา มีชื่อนายทัพในผืนธงว่าม้าเฉียวตีกระทบเข้ามาเกิดการชุลมุนขึ้นทางด้านหลังของกองทัพโจเจียง
เบ้งตัดเห็นดังนั้นก็ประหลาดใจ เพราะไม่รู้ความนัยว่าขงเบ้งมีหนังสือสั่งการให้ม้าเฉียวยกทหารจากเมืองปาเสมาสกัดทางถอยทัพของโจโฉตามเส้นทางหุบเขาเสียดก๊ก ม้าเฉียวคุมทหารยกมาถึงเห็นทหารของเล่าฮอง เบ้งตัด กำลังรบพุ่งกับทหารของโจเจียง จึงนำทหารตีกระหนาบกระทบเข้ามาเป็นสองด้าน เบ้งตัดเห็นได้ทีจึงสั่งทหารให้ตีกระทบเข้าไปหาทหารของม้าเฉียว
โจเจียงและทหารตกอยู่ในท่ามกลางศึกกระหนาบทั้งสองด้านก็ตกใจ ทหารพากันแตกตื่นคุมกันไม่ติด ถูกทหารเมืองเสฉวนฆ่าฟันบาดเจ็บล้มตายลงเป็นจำนวนมาก โจเจียงเห็นสู้ไม่ได้จึงพาทหารตีฝ่าจะกลับไปทางกองทัพของโจโฉ
งอหลันทหารของม้าเฉียวเห็นโจเจียงนำทหารตีฝ่ามาดังนั้นจึงขี่ม้าเข้าสกัดหน้าโจเจียงไว้ ทั้งสองฝ่ายรบกันไม่ถึงเพลงโจเจียงก็เอาทวนแทงถูกงอหลันตกม้าตาย พอดีโจโฉยกกองทัพหนุนมาช่วยโจเจียงได้ทันท่วงที ทหารของทั้งสองฝ่ายจึงตะลุมบอนกันอีกครั้งหนึ่ง โจโฉเห็นกำลังศึกฮึกเหิมนักจึงให้สัญญาณให้ทหารถอยกลับไปที่ค่ายหุบเขาเสียดก๊ก
ค่ำลงโจโฉนั่งใคร่ครวญการสงคราม พิเคราะห์ความศึกตลอดแล้วเห็นว่าเล่าปี่ยกกองทัพมาครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก อาศัยกำลังสติปัญญาของขงเบ้งคิดอ่านอุบายล่อลวงนานัปการยากที่จะต้านทานได้ แล้วเล่าปี่ยังระดมทหารเสือจำนวนมากเข้าโหมกระหน่ำทำศึกในครั้งนี้ ยึดได้จุดยุทธศาสตร์สำคัญเกือบหมดสิ้น คลังเสบียงสำคัญ ๆ ก็ถูกยึดไปจนหมดสิ้น จึงยากที่จะตีกองทัพเล่าปี่ให้ถอยกลับไปได้ ครั้นจะถอยทัพเสียเองเล่าก็รู้สึกอัปยศแก่ทหารทั้งปวงนัก เพราะศึกครั้งนี้มีความหมายสำคัญถึงสองประการ คือประการแรก เป็นศึกครั้งแรกหลังจากโจโฉได้รับพระราชทานอิสริยยศเป็นที่วุยอ๋อง และประการที่สอง เป็นศึกที่ชี้ขาดถึงบารมีและอำนาจปกครองในภาคตะวันตก หากล่าถอยก็เท่ากับเล่าปี่ได้ครองภาคตะวันตกทั้งหมด โจโฉตระหนักดังนั้นก็คิดไม่ตกว่าจะรุดหน้าตีกองทัพเล่าปี่หรือว่าจะถอยทัพกลับคืนเมืองหลวงดี
ในขณะที่โจโฉคิดใคร่ครวญการศึกอยู่นั้น พ่อครัวได้นำอาหารเย็นมาถวายตามปกติ อาหารมื้อนี้มีไก่ตัวใหญ่ตัวหนึ่งและอาหารอุปกรณ์อื่น ๆ อีกหลายอย่าง โจโฉกินเนื้อไก่แล้วก็เอาตะเกียบคีบขาไก่ขึ้นมาแทะกิน
สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) พรรณนาความรู้สึกของโจโฉในขณะกินขาไก่ว่า “จะทิ้งเสียก็เสียดายด้วยยังมีรสอยู่ ขาไก่นี้เปรียบดังการสงครามครั้งนี้ ครั้นจะเลิกละเสียก็อัปยศ จะทำเอาชัยชนะก็ไม่สะดวก”
การรำพึงการสงครามในขณะกินอาหารนี้เป็นวิสัยของผู้นำทัพ และในหลายครั้งผู้นำทัพหลายคนก็สามารถคิดอ่านการสงครามในขณะกินอาหารได้ ก่อนยุทธการครั้งสำคัญในปลายสงครามปลดแอก เหมาเจ๋อตงนั่งกินข้าวแล้วไตร่ตรองการสงครามพิจารณาสถานการณ์ที่กองทัพปลดแอกประชาชนจีนกองหนึ่งกำลังเผชิญอยู่กับข้าศึกซึ่งมีกำลังมากกว่าว่าจะทำการประการใดจึงจะได้ชัยชนะแก่ข้าศึก ในขณะที่กำลังใช้ตะเกียบคีบปลาแยกออกเป็นส่วน ๆ เพื่อหยิบแต่ละชิ้นกินกับข้าวนั้น พลางก็รำพึงว่าแยกทีละส่วน กินทีละคำ โจวเอินไหลเข้ามาหาเหมาเจ๋อตง เห็นกิริยาอาการเช่นนั้นก็ไม่กล้ารบกวนเพราะรู้ดีว่าเป็นลักษณาการใคร่ครวญการศึก จนกระทั่งเหมาเจ๋อตงรู้สึกตัวแล้ว จึงหัวเราะแล้วบอกแก่โจวเอินไหลว่า กลยุทธ์ในการศึกนี้จะต้องทำให้ข้าศึกแยกกำลังออกเป็นส่วน ๆ แล้วกองทัพปลดแอกประชาชนจีนจะรวมศูนย์กำลังเข้าตีส่วนเล็ก ๆ นั้นให้แตกสลายไป และได้กลายเป็นหลักกลยุทธ์สำคัญที่เรียกว่า “โดยยุทธศาสตร์เราใช้หนึ่งสู้สิบ โดยยุทธวิธีเราใช้สิบสู้หนึ่ง” อันลือลั่นจนถึงปัจจุบันนี้
ในขณะที่โจโฉกำลังรำพึงกับขาไก่นั้น แฮหัวตุ้นได้เข้ามาทูลถามถึงรหัสที่จะใช้ในการทักทายสอบถามภายในกองทัพสำหรับคืนวันนี้ว่าจะใช้รหัสอย่างไร
โจโฉกำลังรำพึงรำพันอยู่กับขาไก่ไม่ทันคิด ก็พลั้งปากว่า “ขาไก่” แฮหัวตุ้นได้ฟังดังนั้นก็สำคัญว่าโจโฉกำหนดรหัสในการสอบถามซึ่งกันและกันในการเปลี่ยนเวรยามหรือในการเดินทางว่า “ขาไก่” จึงออกมาถ่ายทอดรหัสนั้นให้บรรดาแม่ทัพนายกองทั้งปวงได้ทราบตามปกติ
ฝ่ายเอียวสิ้วซึ่งเป็นที่ปรึกษาผู้มีสติปัญญาหลักแหลมของโจโฉ แต่เป็นสมาชิกของชมรมคนปากเสียอย่างเดียวกับยีเอ๋งและเตียวสง ครั้นได้ทราบรหัสประจำค่ำคืนนั้นว่า “ขาไก่” ก็สำคัญว่าเป็นความนัยที่สะท้อนความนึกคิดของโจโฉว่าเตรียมการเลิกทัพกลับเมืองหลวง จึงบอกคนใกล้ชิดให้เตรียมเก็บข้าวของเพื่อกลับเมืองฮูโต๋
ทหารซึ่งใกล้ชิดกับเอียวสิ้วล้วนนับถือสติปัญญาของเอียวสิ้ว จึงพร้อมกันเก็บข้าวของแล้วบอกกล่าวต่อ ๆ กันไปยังสมัครพรรคพวกที่อยู่ในกองทัพว่าโจโฉกำลังจะเลิกทัพกลับเมืองหลวง ทหารจำนวนมากจึงเตรียมตัวเก็บข้าวของตามไปด้วย
ความทราบไปถึงแฮหัวตุ้นก็สงสัย ในค่ำคืนวันนั้นแฮหัวตุ้นจึงรีบมาหาเอียวสิ้ว แล้วถามว่าท่านทราบอย่างไรว่ามหาอุปราชจะเลิกทัพกลับเมืองหลวง
เอียวสิ้วจึงว่า ก็รหัสที่กำหนดในค่ำคืนนี้ว่า “ขาไก่” คือความนัยบอกความหมายว่ามหาอุปราชจะเลิกทัพกลับเมืองหลวง แฮหัวตุ้นได้ฟังดังนั้นก็เชื่อตามเอียวสิ้ว จึงสั่งทหารทั้งปวงให้เตรียมเก็บข้าวของ ทหารทั่วทั้งกองทัพทราบคำสั่งก็เก็บข้าวของกันชุลมุนด้วยความดีอกดีใจว่าจะได้กลับบ้าน
ทางฝ่ายโจโฉกินไก่เสร็จแล้วยังนอนไม่หลับ ด้วยกังวลในการสงคราม มิรู้ที่จะตัดสินใจประการใดว่าจะรุกตีกองทัพเล่าปี่หรือว่าจะเลิกทัพกลับเมืองหลวง จึงออกมาเดินเล่นอกค่ายพัก เห็นทหารทั้งปวงกำลังเก็บข้าวของกันจ้าละหวั่นก็รู้สึกประหลาดใจ
โจโฉกลับเข้าไปในค่ายพักแล้วสั่งทหารให้หาแฮหัวตุ้นเข้ามาถามว่า เหตุใดทหารทั้งปวงจึงเก็บข้าวของเตรียมตัวจะกลับบ้าน แฮหัวตุ้นก็ทูลตอบตามความจริงว่าเป็นความคิดของเอียวสิ้ว โจโฉได้ยินดังนั้นจึงให้ทหารไปตามตัวเอียวสิ้วมาที่ค่าย แล้วถามว่าท่านเป็นผู้บอกแฮหัวตุ้นว่ากองทัพเราจะเลิกทัพกลับเมืองหลวงกระนั้นหรือ
เอียวสิ้วจึงว่า “ข้าพเจ้าได้ยินทหารขานยามว่า “ขาไก่” ก็รู้ว่าจะเลิกทัพ”
โจโฉได้ยินคำตอบดังนั้นก็โกรธเอียวสิ้ว ตวาดใส่เอียวสิ้วแล้วว่าท่านจะสู่รู้ถึงน้ำใจเราได้อย่างไร การที่ท่านบอกทหารว่าเราจะเลิกทัพทำให้ทหารเสียขวัญไม่เป็นอันสู้รบ โทษท่านครั้งนี้ร้ายแรงถึงตาย ว่าแล้วโจโฉจึงสั่งทหารให้คุมตัวเอียวสิ้วไปประหารชีวิต แล้วเอาศีรษะเสียบไว้ที่ประตูค่ายมิให้ผู้ใดเอาเยี่ยงอย่าง
ความจริงโทษทัณฑ์เอียวสิ้วในครั้งนี้ถึงแม้จะมีความผิด แต่ก็ไม่ร้ายแรงถึงขนาดต้องลงโทษประหาร และโจโฉอาจภาคทัณฑ์หรือลดโทษเป็นเฆี่ยนหรือลดตำแหน่งก็ยังได้ แต่การที่เอียวสิ้วทำผิดเพียงเท่านี้โจโฉถึงกับต้องลงโทษประหารก็เพราะมีความเคียดแค้นอยู่ในใจอย่างลึกซึ้ง
สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ได้แสดงเหตุผลในจิตใจลึกของโจโฉที่ประหารเอียวสิ้วในครั้งนี้ว่า “แลเอียวสิ้วคนนี้แต่ก่อนมาเป็นคนมักอวดตัว ว่าวิชาการดีมีความคิดโจโฉเกรงขามแก่เอียวสิ้วอยู่ แลเมื่อครั้งมีผู้คิดร้ายโจโฉ โจโฉอุบายสั่งคนใช้สนิทว่าเรานอนร้ายมักละเมอฆ่าคน ถ้าเรานอนอย่าให้ผู้ใดเข้ามาใกล้ วันหนึ่งเวลากลางวันโจโฉทำนอนหลับอยู่บนเตียง แกล้งทำให้ผ้าห่มนอนตกลงจากตัว จึงมีข้าสนิทคนหนึ่งเข้ามาหยิบผ้าห่มขึ้นห่มให้ โจโฉทำละเมอลุกขึ้นชักกระบี่ฟันคนนั้นถึงแก่ความตาย แล้วก็กลับมานอนไปอีกสักครู่หนึ่ง จึงลุกขึ้นแกล้งทำเป็นตกใจ ถามว่าผู้ใดมาฆ่าคนสนิทของเราเสีย คนทั้งปวงก็บอกโดยความจริง โจโฉก็ทำเป็นร้องไห้ สั่งให้เอาศพนั้นไปฝังไว้ คนทั้งปวงไม่รู้เท่าจึงว่าโจโฉนอนร้ายมักละเมอฆ่าคน จำเพาะเอียวสิ้วคนเดียวล่วงรู้อุบาย ครั้นให้ยกเอาศพผู้ตายไปฝัง เอียวสิ้วก็สงสาร จึงว่าแก่ศพนั้นว่ามหาอุปราชหานอนฝันร้ายไม่ เป็นกรรมของท่านจึงตาย โจโฉแจ้งเหตุดังนั้นเห็นว่าเอียวสิ้วรู้เท่าก็โกรธแต่ในใจ”
อีกเรื่องหนึ่งเป็นเรื่องที่โจโฉคิดลองใจโจผีกับโจสิดว่าบุตรคนใดจะมีสติปัญญามากกว่ากัน จึงแกล้งสั่งนายประตูว่าวันนี้ห้ามไม่ให้ผู้ใดออกจากจวน แล้วกลับมาสั่งให้โจผีและโจสิดออกไปธุระที่ด้านนอก โจผีจะออกจากจวนนายประตูก็ห้ามปรามไว้ โจผีก็กลับไปที่พักแต่โดยดี แต่พอโจสิดถูกนายประตูห้ามก็กลับไปถามเอียวสิ้ว เอียวสิ้วรู้ทันความคิดโจโฉจึงบอกความแก่โจสิดว่า ก็แลมหาอุปราชสั่งให้ท่านออกจากจวน จะต้องถือเอาคำสั่งมหาอุปราชเป็นใหญ่ ใครขัดขวางก็ต้องฆ่าเสียจึงจะชอบ โจสิดได้คิดจึงเดินไปที่ประตูอีกครั้งหนึ่ง พอถูกนายประตูห้ามโจสิดก็ชักกระบี่ฟันนายประตูถึงแก่ความตาย โจโฉทราบความก็สำคัญว่าเป็นความคิดของโจสิดจึงสรรเสริญโจสิดเป็นอันมาก แต่ต่อมาทราบว่าเป็นความคิดของเอียวสิ้วบอกความคิดแก่โจสิดก็พาลโกรธเอียวสิ้ว
หลังจากเรื่องที่สองนั้นแล้ว ต่อมาโจโฉยังสอบถามลองภูมิปัญญาของบุตรอยู่เนือง ๆ และไม่ว่าโจโฉจะลองภูมิปัญญาประการใด ไม่ว่าการเมือง การปกครองหรือการสงคราม โจสิดก็ตอบและแก้ปัญหาได้โดยไม่ขัดสน โจโฉก็ยิ่งสงสัยว่าที่เป็นดังนั้นเพราะเอียวสิ้วลอบบอกความนัยให้แก่โจสิด
ต่อมาโจผีได้ล่วงรู้ความจริงจากทหารคนสนิทว่าซึ่งโจสิดแก้ปริศนาและปัญหาหลากหลายได้นั้น หาใช่ความคิดสติปัญญาของโจสิดเองไม่ แต่เป็นเพราะเอียวสิ้วบอกให้ โจผีจึงไปทูลให้โจโฉทราบ โจโฉทราบความก็โกรธเอียวสิ้วเป็นเรื่องที่สาม หาว่าเอียวสิ้วแส่เข้ายุ่งเกี่ยวการภายในครอบครัว
สามเรื่องสามคราประดังเข้ามา โจโฉยิ่งเคียดแค้นเอียวสิ้วเป็นอันมากที่ส่อรู้อวดรู้จนเกินหน้าผู้เป็นนาย จึงคิดฆ่าเอียวสิ้วอยู่ในใจ
ดังนั้นเมื่อประดังเรื่องขาไก่เข้าเป็นเรื่องที่สี่ แรงพยาบาทที่กรุ่นอยู่ในใจของโจโฉจึงปะทุขึ้น เห็นได้ทีโจโฉจึงสั่งฆ่าเอียวสิ้วเสีย แต่เมื่อฆ่าเอียวสิ้วแล้วก็เกรงว่าคนทั้งปวงจะครหานินทาว่าแลเมื่อเอียวสิ้วเป็นคนคิดมีความผิดแล้ว ไฉนแฮหัวตุ้นซึ่งเป็นคนสั่งการให้ทหารเก็บข้าวของจึงไม่มีความผิด โจโฉเกรงถูกหาว่าอาธรรม์ จึงแกล้งสั่งให้ประหารชีวิตแฮหัวตุ้นเสียด้วย
พวกที่ปรึกษานักวิชาการพลอยพยัก เห็นกิริยาอาการโจโฉดังนั้นก็รู้เท่าทันว่าไม่ต้องการประหารชีวิตแฮหัวตุ้นจริง ๆ จึงพร้อมกันคุกเข่าคำนับร้องขอให้โจโฉไว้ชีวิตแฮหัวตุ้นสักครั้งหนึ่ง
โจโฉเห็นดังนั้นก็ระแวงว่าบรรดาที่ปรึกษารู้เท่าทันความคิด จึงกวาดหน้าชำเลืองมองเพื่อตรวจสอบว่าเป็นการขออภัยโทษโดยสุจริตหรือว่ารู้เท่าทันความคิด บรรดาที่ปรึกษาเหล่านั้นก็รู้ทันอีก จึงก้มหน้าทำทีเป็นร้องขอชีวิตโดยสุจริต หลอกกันไปหลอกกันมาดังนี้แล้ว โจโฉจึงทำทีตวาดไล่แฮหัวตุ้นออกไปจากค่าย.
ทางฝ่ายเล่าปี่ครั้นทราบว่าโจโฉยกกองทัพกลับมาตั้งที่หุบเขาเสียดก๊กอีก โดยมีกองทัพของโจเจียงเป็นกำลังหนุน จึงให้เล่าฮองและเบ้งตัดคุมทหารคนละห้าพันแยกเป็นสองกอง โดยเล่าฮองเป็นกองทัพหน้า เบ้งตัดเป็นกองทัพหนุนยกไปโจมตีกองทัพของโจโฉ
กองทัพของเล่าฮองและเบ้งตัดยกมาใกล้หุบเขาเสียดก๊กก็ปะทะกับโจเจียงซึ่งคุมกองทัพหน้าของโจโฉยกมาสกัดไว้ เล่าฮองรบกับโจเจียงได้สามเพลงสู้กำลังโจเจียงไม่ได้จึงพาทหารถอยกลับลงมา
เบ้งตัดเห็นเล่าฮองเสียทีถอยร่นมาดังนั้นจึงขับทหารยกหนุนเล่าฮองขึ้นไป ในทันใดนั้นได้ยินเสียงทหารโห่ร้องอึกทึกกึกก้องทางข้างหลังของกองทัพโจเจียง เห็นทหารเมืองเสฉวนเป็นอันมากยกมา มีชื่อนายทัพในผืนธงว่าม้าเฉียวตีกระทบเข้ามาเกิดการชุลมุนขึ้นทางด้านหลังของกองทัพโจเจียง
เบ้งตัดเห็นดังนั้นก็ประหลาดใจ เพราะไม่รู้ความนัยว่าขงเบ้งมีหนังสือสั่งการให้ม้าเฉียวยกทหารจากเมืองปาเสมาสกัดทางถอยทัพของโจโฉตามเส้นทางหุบเขาเสียดก๊ก ม้าเฉียวคุมทหารยกมาถึงเห็นทหารของเล่าฮอง เบ้งตัด กำลังรบพุ่งกับทหารของโจเจียง จึงนำทหารตีกระหนาบกระทบเข้ามาเป็นสองด้าน เบ้งตัดเห็นได้ทีจึงสั่งทหารให้ตีกระทบเข้าไปหาทหารของม้าเฉียว
โจเจียงและทหารตกอยู่ในท่ามกลางศึกกระหนาบทั้งสองด้านก็ตกใจ ทหารพากันแตกตื่นคุมกันไม่ติด ถูกทหารเมืองเสฉวนฆ่าฟันบาดเจ็บล้มตายลงเป็นจำนวนมาก โจเจียงเห็นสู้ไม่ได้จึงพาทหารตีฝ่าจะกลับไปทางกองทัพของโจโฉ
งอหลันทหารของม้าเฉียวเห็นโจเจียงนำทหารตีฝ่ามาดังนั้นจึงขี่ม้าเข้าสกัดหน้าโจเจียงไว้ ทั้งสองฝ่ายรบกันไม่ถึงเพลงโจเจียงก็เอาทวนแทงถูกงอหลันตกม้าตาย พอดีโจโฉยกกองทัพหนุนมาช่วยโจเจียงได้ทันท่วงที ทหารของทั้งสองฝ่ายจึงตะลุมบอนกันอีกครั้งหนึ่ง โจโฉเห็นกำลังศึกฮึกเหิมนักจึงให้สัญญาณให้ทหารถอยกลับไปที่ค่ายหุบเขาเสียดก๊ก
ค่ำลงโจโฉนั่งใคร่ครวญการสงคราม พิเคราะห์ความศึกตลอดแล้วเห็นว่าเล่าปี่ยกกองทัพมาครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก อาศัยกำลังสติปัญญาของขงเบ้งคิดอ่านอุบายล่อลวงนานัปการยากที่จะต้านทานได้ แล้วเล่าปี่ยังระดมทหารเสือจำนวนมากเข้าโหมกระหน่ำทำศึกในครั้งนี้ ยึดได้จุดยุทธศาสตร์สำคัญเกือบหมดสิ้น คลังเสบียงสำคัญ ๆ ก็ถูกยึดไปจนหมดสิ้น จึงยากที่จะตีกองทัพเล่าปี่ให้ถอยกลับไปได้ ครั้นจะถอยทัพเสียเองเล่าก็รู้สึกอัปยศแก่ทหารทั้งปวงนัก เพราะศึกครั้งนี้มีความหมายสำคัญถึงสองประการ คือประการแรก เป็นศึกครั้งแรกหลังจากโจโฉได้รับพระราชทานอิสริยยศเป็นที่วุยอ๋อง และประการที่สอง เป็นศึกที่ชี้ขาดถึงบารมีและอำนาจปกครองในภาคตะวันตก หากล่าถอยก็เท่ากับเล่าปี่ได้ครองภาคตะวันตกทั้งหมด โจโฉตระหนักดังนั้นก็คิดไม่ตกว่าจะรุดหน้าตีกองทัพเล่าปี่หรือว่าจะถอยทัพกลับคืนเมืองหลวงดี
ในขณะที่โจโฉคิดใคร่ครวญการศึกอยู่นั้น พ่อครัวได้นำอาหารเย็นมาถวายตามปกติ อาหารมื้อนี้มีไก่ตัวใหญ่ตัวหนึ่งและอาหารอุปกรณ์อื่น ๆ อีกหลายอย่าง โจโฉกินเนื้อไก่แล้วก็เอาตะเกียบคีบขาไก่ขึ้นมาแทะกิน
สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) พรรณนาความรู้สึกของโจโฉในขณะกินขาไก่ว่า “จะทิ้งเสียก็เสียดายด้วยยังมีรสอยู่ ขาไก่นี้เปรียบดังการสงครามครั้งนี้ ครั้นจะเลิกละเสียก็อัปยศ จะทำเอาชัยชนะก็ไม่สะดวก”
การรำพึงการสงครามในขณะกินอาหารนี้เป็นวิสัยของผู้นำทัพ และในหลายครั้งผู้นำทัพหลายคนก็สามารถคิดอ่านการสงครามในขณะกินอาหารได้ ก่อนยุทธการครั้งสำคัญในปลายสงครามปลดแอก เหมาเจ๋อตงนั่งกินข้าวแล้วไตร่ตรองการสงครามพิจารณาสถานการณ์ที่กองทัพปลดแอกประชาชนจีนกองหนึ่งกำลังเผชิญอยู่กับข้าศึกซึ่งมีกำลังมากกว่าว่าจะทำการประการใดจึงจะได้ชัยชนะแก่ข้าศึก ในขณะที่กำลังใช้ตะเกียบคีบปลาแยกออกเป็นส่วน ๆ เพื่อหยิบแต่ละชิ้นกินกับข้าวนั้น พลางก็รำพึงว่าแยกทีละส่วน กินทีละคำ โจวเอินไหลเข้ามาหาเหมาเจ๋อตง เห็นกิริยาอาการเช่นนั้นก็ไม่กล้ารบกวนเพราะรู้ดีว่าเป็นลักษณาการใคร่ครวญการศึก จนกระทั่งเหมาเจ๋อตงรู้สึกตัวแล้ว จึงหัวเราะแล้วบอกแก่โจวเอินไหลว่า กลยุทธ์ในการศึกนี้จะต้องทำให้ข้าศึกแยกกำลังออกเป็นส่วน ๆ แล้วกองทัพปลดแอกประชาชนจีนจะรวมศูนย์กำลังเข้าตีส่วนเล็ก ๆ นั้นให้แตกสลายไป และได้กลายเป็นหลักกลยุทธ์สำคัญที่เรียกว่า “โดยยุทธศาสตร์เราใช้หนึ่งสู้สิบ โดยยุทธวิธีเราใช้สิบสู้หนึ่ง” อันลือลั่นจนถึงปัจจุบันนี้
ในขณะที่โจโฉกำลังรำพึงกับขาไก่นั้น แฮหัวตุ้นได้เข้ามาทูลถามถึงรหัสที่จะใช้ในการทักทายสอบถามภายในกองทัพสำหรับคืนวันนี้ว่าจะใช้รหัสอย่างไร
โจโฉกำลังรำพึงรำพันอยู่กับขาไก่ไม่ทันคิด ก็พลั้งปากว่า “ขาไก่” แฮหัวตุ้นได้ฟังดังนั้นก็สำคัญว่าโจโฉกำหนดรหัสในการสอบถามซึ่งกันและกันในการเปลี่ยนเวรยามหรือในการเดินทางว่า “ขาไก่” จึงออกมาถ่ายทอดรหัสนั้นให้บรรดาแม่ทัพนายกองทั้งปวงได้ทราบตามปกติ
ฝ่ายเอียวสิ้วซึ่งเป็นที่ปรึกษาผู้มีสติปัญญาหลักแหลมของโจโฉ แต่เป็นสมาชิกของชมรมคนปากเสียอย่างเดียวกับยีเอ๋งและเตียวสง ครั้นได้ทราบรหัสประจำค่ำคืนนั้นว่า “ขาไก่” ก็สำคัญว่าเป็นความนัยที่สะท้อนความนึกคิดของโจโฉว่าเตรียมการเลิกทัพกลับเมืองหลวง จึงบอกคนใกล้ชิดให้เตรียมเก็บข้าวของเพื่อกลับเมืองฮูโต๋
ทหารซึ่งใกล้ชิดกับเอียวสิ้วล้วนนับถือสติปัญญาของเอียวสิ้ว จึงพร้อมกันเก็บข้าวของแล้วบอกกล่าวต่อ ๆ กันไปยังสมัครพรรคพวกที่อยู่ในกองทัพว่าโจโฉกำลังจะเลิกทัพกลับเมืองหลวง ทหารจำนวนมากจึงเตรียมตัวเก็บข้าวของตามไปด้วย
ความทราบไปถึงแฮหัวตุ้นก็สงสัย ในค่ำคืนวันนั้นแฮหัวตุ้นจึงรีบมาหาเอียวสิ้ว แล้วถามว่าท่านทราบอย่างไรว่ามหาอุปราชจะเลิกทัพกลับเมืองหลวง
เอียวสิ้วจึงว่า ก็รหัสที่กำหนดในค่ำคืนนี้ว่า “ขาไก่” คือความนัยบอกความหมายว่ามหาอุปราชจะเลิกทัพกลับเมืองหลวง แฮหัวตุ้นได้ฟังดังนั้นก็เชื่อตามเอียวสิ้ว จึงสั่งทหารทั้งปวงให้เตรียมเก็บข้าวของ ทหารทั่วทั้งกองทัพทราบคำสั่งก็เก็บข้าวของกันชุลมุนด้วยความดีอกดีใจว่าจะได้กลับบ้าน
ทางฝ่ายโจโฉกินไก่เสร็จแล้วยังนอนไม่หลับ ด้วยกังวลในการสงคราม มิรู้ที่จะตัดสินใจประการใดว่าจะรุกตีกองทัพเล่าปี่หรือว่าจะเลิกทัพกลับเมืองหลวง จึงออกมาเดินเล่นอกค่ายพัก เห็นทหารทั้งปวงกำลังเก็บข้าวของกันจ้าละหวั่นก็รู้สึกประหลาดใจ
โจโฉกลับเข้าไปในค่ายพักแล้วสั่งทหารให้หาแฮหัวตุ้นเข้ามาถามว่า เหตุใดทหารทั้งปวงจึงเก็บข้าวของเตรียมตัวจะกลับบ้าน แฮหัวตุ้นก็ทูลตอบตามความจริงว่าเป็นความคิดของเอียวสิ้ว โจโฉได้ยินดังนั้นจึงให้ทหารไปตามตัวเอียวสิ้วมาที่ค่าย แล้วถามว่าท่านเป็นผู้บอกแฮหัวตุ้นว่ากองทัพเราจะเลิกทัพกลับเมืองหลวงกระนั้นหรือ
เอียวสิ้วจึงว่า “ข้าพเจ้าได้ยินทหารขานยามว่า “ขาไก่” ก็รู้ว่าจะเลิกทัพ”
โจโฉได้ยินคำตอบดังนั้นก็โกรธเอียวสิ้ว ตวาดใส่เอียวสิ้วแล้วว่าท่านจะสู่รู้ถึงน้ำใจเราได้อย่างไร การที่ท่านบอกทหารว่าเราจะเลิกทัพทำให้ทหารเสียขวัญไม่เป็นอันสู้รบ โทษท่านครั้งนี้ร้ายแรงถึงตาย ว่าแล้วโจโฉจึงสั่งทหารให้คุมตัวเอียวสิ้วไปประหารชีวิต แล้วเอาศีรษะเสียบไว้ที่ประตูค่ายมิให้ผู้ใดเอาเยี่ยงอย่าง
ความจริงโทษทัณฑ์เอียวสิ้วในครั้งนี้ถึงแม้จะมีความผิด แต่ก็ไม่ร้ายแรงถึงขนาดต้องลงโทษประหาร และโจโฉอาจภาคทัณฑ์หรือลดโทษเป็นเฆี่ยนหรือลดตำแหน่งก็ยังได้ แต่การที่เอียวสิ้วทำผิดเพียงเท่านี้โจโฉถึงกับต้องลงโทษประหารก็เพราะมีความเคียดแค้นอยู่ในใจอย่างลึกซึ้ง
สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ได้แสดงเหตุผลในจิตใจลึกของโจโฉที่ประหารเอียวสิ้วในครั้งนี้ว่า “แลเอียวสิ้วคนนี้แต่ก่อนมาเป็นคนมักอวดตัว ว่าวิชาการดีมีความคิดโจโฉเกรงขามแก่เอียวสิ้วอยู่ แลเมื่อครั้งมีผู้คิดร้ายโจโฉ โจโฉอุบายสั่งคนใช้สนิทว่าเรานอนร้ายมักละเมอฆ่าคน ถ้าเรานอนอย่าให้ผู้ใดเข้ามาใกล้ วันหนึ่งเวลากลางวันโจโฉทำนอนหลับอยู่บนเตียง แกล้งทำให้ผ้าห่มนอนตกลงจากตัว จึงมีข้าสนิทคนหนึ่งเข้ามาหยิบผ้าห่มขึ้นห่มให้ โจโฉทำละเมอลุกขึ้นชักกระบี่ฟันคนนั้นถึงแก่ความตาย แล้วก็กลับมานอนไปอีกสักครู่หนึ่ง จึงลุกขึ้นแกล้งทำเป็นตกใจ ถามว่าผู้ใดมาฆ่าคนสนิทของเราเสีย คนทั้งปวงก็บอกโดยความจริง โจโฉก็ทำเป็นร้องไห้ สั่งให้เอาศพนั้นไปฝังไว้ คนทั้งปวงไม่รู้เท่าจึงว่าโจโฉนอนร้ายมักละเมอฆ่าคน จำเพาะเอียวสิ้วคนเดียวล่วงรู้อุบาย ครั้นให้ยกเอาศพผู้ตายไปฝัง เอียวสิ้วก็สงสาร จึงว่าแก่ศพนั้นว่ามหาอุปราชหานอนฝันร้ายไม่ เป็นกรรมของท่านจึงตาย โจโฉแจ้งเหตุดังนั้นเห็นว่าเอียวสิ้วรู้เท่าก็โกรธแต่ในใจ”
อีกเรื่องหนึ่งเป็นเรื่องที่โจโฉคิดลองใจโจผีกับโจสิดว่าบุตรคนใดจะมีสติปัญญามากกว่ากัน จึงแกล้งสั่งนายประตูว่าวันนี้ห้ามไม่ให้ผู้ใดออกจากจวน แล้วกลับมาสั่งให้โจผีและโจสิดออกไปธุระที่ด้านนอก โจผีจะออกจากจวนนายประตูก็ห้ามปรามไว้ โจผีก็กลับไปที่พักแต่โดยดี แต่พอโจสิดถูกนายประตูห้ามก็กลับไปถามเอียวสิ้ว เอียวสิ้วรู้ทันความคิดโจโฉจึงบอกความแก่โจสิดว่า ก็แลมหาอุปราชสั่งให้ท่านออกจากจวน จะต้องถือเอาคำสั่งมหาอุปราชเป็นใหญ่ ใครขัดขวางก็ต้องฆ่าเสียจึงจะชอบ โจสิดได้คิดจึงเดินไปที่ประตูอีกครั้งหนึ่ง พอถูกนายประตูห้ามโจสิดก็ชักกระบี่ฟันนายประตูถึงแก่ความตาย โจโฉทราบความก็สำคัญว่าเป็นความคิดของโจสิดจึงสรรเสริญโจสิดเป็นอันมาก แต่ต่อมาทราบว่าเป็นความคิดของเอียวสิ้วบอกความคิดแก่โจสิดก็พาลโกรธเอียวสิ้ว
หลังจากเรื่องที่สองนั้นแล้ว ต่อมาโจโฉยังสอบถามลองภูมิปัญญาของบุตรอยู่เนือง ๆ และไม่ว่าโจโฉจะลองภูมิปัญญาประการใด ไม่ว่าการเมือง การปกครองหรือการสงคราม โจสิดก็ตอบและแก้ปัญหาได้โดยไม่ขัดสน โจโฉก็ยิ่งสงสัยว่าที่เป็นดังนั้นเพราะเอียวสิ้วลอบบอกความนัยให้แก่โจสิด
ต่อมาโจผีได้ล่วงรู้ความจริงจากทหารคนสนิทว่าซึ่งโจสิดแก้ปริศนาและปัญหาหลากหลายได้นั้น หาใช่ความคิดสติปัญญาของโจสิดเองไม่ แต่เป็นเพราะเอียวสิ้วบอกให้ โจผีจึงไปทูลให้โจโฉทราบ โจโฉทราบความก็โกรธเอียวสิ้วเป็นเรื่องที่สาม หาว่าเอียวสิ้วแส่เข้ายุ่งเกี่ยวการภายในครอบครัว
สามเรื่องสามคราประดังเข้ามา โจโฉยิ่งเคียดแค้นเอียวสิ้วเป็นอันมากที่ส่อรู้อวดรู้จนเกินหน้าผู้เป็นนาย จึงคิดฆ่าเอียวสิ้วอยู่ในใจ
ดังนั้นเมื่อประดังเรื่องขาไก่เข้าเป็นเรื่องที่สี่ แรงพยาบาทที่กรุ่นอยู่ในใจของโจโฉจึงปะทุขึ้น เห็นได้ทีโจโฉจึงสั่งฆ่าเอียวสิ้วเสีย แต่เมื่อฆ่าเอียวสิ้วแล้วก็เกรงว่าคนทั้งปวงจะครหานินทาว่าแลเมื่อเอียวสิ้วเป็นคนคิดมีความผิดแล้ว ไฉนแฮหัวตุ้นซึ่งเป็นคนสั่งการให้ทหารเก็บข้าวของจึงไม่มีความผิด โจโฉเกรงถูกหาว่าอาธรรม์ จึงแกล้งสั่งให้ประหารชีวิตแฮหัวตุ้นเสียด้วย
พวกที่ปรึกษานักวิชาการพลอยพยัก เห็นกิริยาอาการโจโฉดังนั้นก็รู้เท่าทันว่าไม่ต้องการประหารชีวิตแฮหัวตุ้นจริง ๆ จึงพร้อมกันคุกเข่าคำนับร้องขอให้โจโฉไว้ชีวิตแฮหัวตุ้นสักครั้งหนึ่ง
โจโฉเห็นดังนั้นก็ระแวงว่าบรรดาที่ปรึกษารู้เท่าทันความคิด จึงกวาดหน้าชำเลืองมองเพื่อตรวจสอบว่าเป็นการขออภัยโทษโดยสุจริตหรือว่ารู้เท่าทันความคิด บรรดาที่ปรึกษาเหล่านั้นก็รู้ทันอีก จึงก้มหน้าทำทีเป็นร้องขอชีวิตโดยสุจริต หลอกกันไปหลอกกันมาดังนี้แล้ว โจโฉจึงทำทีตวาดไล่แฮหัวตุ้นออกไปจากค่าย.