ตอนที่ 425. การดำเนินสงคราม

โจโฉพ่ายแพ้แก่สงครามประสาทจึงต้องล่าถอยข้ามไปตั้งค่ายทางฟากตะวันออกของแม่น้ำฮันซุยระยะห่างสามร้อยเส้น ขงเบ้งวางกลอุบายรุกคืบหน้าต่อไป โดยให้เล่าปี่ยกข้ามแม่น้ำฮันซุยไปตั้งอยู่ฟากเดียวกับโจโฉ สองพญามังกรได้เผชิญหน้ากันอีกครั้งหนึ่งหลังจากไม่พบหน้ากันสิบเจ็ดปี เล่าปี่ตีกองทัพโจโฉแตก ยึดเมืองลำเต๋งได้ โจโฉต้องแตกหนีไปอยู่ที่ด่านเองเปงก๋วน

            วันหนึ่งเล่าปี่จึงปรึกษาด้วยขงเบ้งเพื่อจะรุกคืบต่อไปว่าจะทำประการใดจึงจะยึดเมืองฮันต๋งได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด

            ขงเบ้งจึงว่าข้าพเจ้าได้คิดแผนการไว้พร้อมแล้ว ชอบที่ท่านจะรุดหน้าไล่ตามตีโจโฉให้แตกพ่ายกลับไปเมืองฮูโต๋จงได้ ว่าแล้วขงเบ้งจึงเรียกเตียวหุยและอุยเอี๋ยนมาสั่งการว่า อันด่านเองเปงก๋วนนี้ต้องอาศัยเสบียงซึ่งลำเลียงมาจากแนวหลังเป็นสองสาย ให้ท่านทั้งสองยกทหารคนละกอง จัดกำลังกองละหนึ่งพันคนวกอ้อมไปทางด้านหลังด่านเองเปงก๋วน คอยสกัดตีเสบียงอย่าให้ส่งไปถึงด่านได้

            อุยเอี๋ยนและเตียวหุยรับคำขงเบ้งแล้ว คำนับลาเล่าปี่และขงเบ้งออกไปจัดแจงทหารแล้วยกไปแต่เพลานั้น พออุยเอี๋ยนและเตียวหุยออกไปแล้ว ขงเบ้งจึงเรียกฮองตงและจูล่งเข้ามาหาแล้วสั่งการว่า เส้นทางถอยจากด่านเองเปงก๋วนของโจโฉแม้ว่ามีหลายเส้นทาง แต่เส้นทางริมเขานั้นเป็นทางใกล้ ให้ท่านทั้งสองคุมทหารห้าร้อยคนยกไปตัดกิ่งไม้ท่อนไม้สุมไว้ตามทางริมเขาแล้ววางเพลิงเผาอย่าให้ขาด จะทำให้โจโฉเกิดความสับสนพะว้าพะวังตั้งรับไม่ถนัด จะถอยก็ไม่ถนัดคงจะเสียทีแก่เราเป็นมั่นคง

            จูล่งและฮองตงรับคำขงเบ้งแล้วจึงออกไปจัดแจงทหาร แล้วยกไปทำการตามแผนการของขงเบ้งทุกประการ

            ฝ่ายโจโฉหลังจากเสียทีแตกหนีมาอยู่ที่ด่านเองเปงก๋วนแล้วก็ไม่มีความสบายใจ แต่ละวันมีความประหวั่นพรั่นใจว่าเหตุไฉนทำสงครามกับเล่าปี่ครั้งนี้จึงไม่ถนัดมือ จะคิดการประการใดก็ไม่สมหวัง ประหนึ่งรบกับข้าศึกซึ่งไร้ตัวตน คาดการสถานการณ์ประการใดก็ไม่ได้ แม้ร่องรอยของข้าศึกก็ไม่มีความแน่ชัด โจโฉจึงได้แต่แต่งหน่วยสอดแนมออกไปสอดแนมข่าวคราวของกองทัพเล่าปี่ทุกตำบล

            วันหนึ่งหน่วยสอดแนมได้รายงานความแก่โจโฉว่า “บัดนี้เล่าปี่ให้ทหารตัดไม้ทับทางน้อยแลทางใหญ่เสียสิ้น แล้วเอาเพลิงจุดไว้ ไม่รู้ว่าทหารเล่าปี่จะซุ่มซ่อนอยู่ที่ไหนแน่”

            โจโฉฟังรายงานก็สงสัยว่ากองทัพเล่าปี่ชุมนุมพลอยู่ ณ แห่งหนตำบลใด แล้วไฉนจึงต้องจุดไฟสุมทางไว้ โจโฉยิ่งคิดก็ยิ่งพรั่นใจว่าชะรอยเล่าปี่จะโจมตีครั้งใหญ่ จึงสุมไฟสกัดทางถอยของกองทัพเรา

            โจโฉคิดการไม่ทันตลอด หน่วยสอดแนมอีกหน่วยหนึ่งก็รายความเข้ามาว่าขณะนี้เตียวหุยและอุยเอี๋ยนคุมทหารมาตีสกัดหน่วยลำเลียงเสบียง หากไม่ขับไล่ไปให้พ้นคงจะเสียทีแก่เล่าปี่

            โจโฉได้ฟังรายงานก็ยิ่งสงสัย แต่เหตุการณ์ที่เตียวหุยและอุยเอี๋ยนคุมทหารมาตีเสบียงนั้นเป็นเหตุการณ์เฉพาะหน้า จำเป็นต้องป้องกันโดยรีบด่วน โจโฉจึงสั่งให้เคาทูนำทหารหนึ่งพันคนยกไปป้องกันหน่วยลำเลียงเสบียงมิให้เป็นอันตราย

            เคาทูรับคำสั่งแล้วรีบจัดแจงทหารและให้คนนำทางไปยังตำบลที่กองลำเลียงเสบียงจะยกมา ครั้นพบกับกองเสบียงแล้วผู้คุมเสบียงได้เข้ามาคำนับเคาทูด้วยความดีใจ ละล่ำละลักว่า “ถ้าเรามิได้ท่านก็เห็นจะไม่ถึงด่านเองเปงก๋วนได้” ว่าแล้วก็ให้เอาสุราอาหารมาเลี้ยงขอบคุณเคาทู

            เคาทูนำขบวนเสบียงเดินทางต่อเพื่อจะเร่งให้ถึงด่านเองเปงก๋วนในวันรุ่งขึ้น พอค่ำลงก็ถึงปากทางจะเข้าช่องเขาอันเป็นที่เปลี่ยว นายกองเสบียงเกรงว่าจะเป็นอันตรายจึงเสนอต่อเคาทูให้พักกองเสบียงไว้ก่อน ค่อยเดินทางในวันรุ่งขึ้น

            เคาทูได้ฟังดังนั้นก็สำคัญว่านายกองเสบียงไม่มั่นใจในกำลังฝีมือ จึงว่าตัวข้าพเจ้ามีกำลังฝีมือเข้มแข็ง จะเกรงกลัวอะไรกับข้าศึก ทั้งคืนนี้ก็เป็นเทศกาลข้างขึ้น พระจันทร์สว่างกลางเวหา จะคอยท่าอยู่ไยให้เสียเวลา จงรุดหน้าต่อไปเถิด

            นายกองเสบียงเกรงใจเคาทู จึงสั่งเคลื่อนขบวนต่อไป เคาทูขี่ม้าถือทวนนำหน้ากองเสบียงไป พอเวลายามเศษแสงพระจันทร์งามผ่องทาบท้องฟ้าทางทิศตะวันออก สายลมเย็นจากแนวป่าพัดมาเป็นที่สบาย กองขบวนซึ่งเคลื่อนอยู่ตามทางริมแนวเขาก็มาถึงเขตตำบลโปจิ๋ว

            ในทันใดนั้นเสียงม้าล่อฆ้องกลองดังกระหึ่มขึ้นทั้งด้านหน้าด้านหลัง แล้วทหารเมืองเสฉวนก็โห่ร้องดังก้องสนั่นไปทั้งแนวป่า เตียวหุยขี่ม้าคุมทหารยกมาสกัดอยู่ข้างหน้า นำหน้าทหารรุกโจมตีเข้ามาอย่างรวดเร็ว

            เคาทูกำลังเมาสุราเห็นเตียวหุยขี่ม้ามาดังนั้น จึงขี่ม้าออกไปรบกับเตียวหุย ไม่ทันถึงสิบเพลงเตียวหุยก็เอาทวนแทงถูกไหล่เคาทูพลัดลงจากหลังม้า บรรดาลูกน้องคนสนิทของเคาทูเห็นดังนั้นก็ทิ้งเกวียนเสบียงแล้วกรูกันเข้ามาช่วยเหลือเคาทู หน่วยหนึ่งสกัดเตียวหุยไว้ อีกพวกหนึ่งอุ้มเคาทูขึ้นม้าแล้วพาหนีไปที่ด่านเองเปงก๋วน

            เตียวหุยได้ทีก็ให้ทหารไล่ฆ่าฟันทหารของเคาทูบาดเจ็บล้มตายลงเป็นอันมาก ทหารข้าศึกที่หนีไม่ทันก็ถูกเตียวหุยจับเป็นเชลยและยึดเสบียงอาหารได้เป็นจำนวนมาก

            ทางฝ่ายทหารซึ่งพาเคาทูหนีไปที่ด่านเองเปงก๋วนนั้น พอไปถึงด่านก็เข้าไปรายงานให้โจโฉทราบ โจโฉทราบความก็ตกใจ สั่งหมอให้มาพยาบาลเคาทู แล้วเกณฑ์ทหารจะยกไปตีกองทัพเล่าปี่ที่เมืองลำเต๋งเป็นการแก้แค้น

            ทางฝ่ายเล่าปี่ครั้นจัดแจงให้เตียวหุย อุยเอี๋ยน ฮองตงและจูล่งยกทหารไปทำการตามแผนการของขงเบ้งแล้ว เล่าปี่จึงยกกองทัพออกจากเมืองลำเต๋งจะยกไปตีด่านเองเปงก๋วนต่อไป โดยเล่าปี่และเล่าฮองคุมทหารเป็นกองหน้า ขงเบ้งคุมทหารเป็นกองหลัง

            พอกองทัพเล่าปี่เคลื่อนมาถึงเขตแดนเมืองโปจิ๋วก็ปะทะกับกองทัพของโจโฉ ทางฝ่ายเล่าปี่ให้เล่าฮองออกไปรบ ในขณะที่ทางฝ่ายโจโฉให้ซิหลงออกมารบ ทหารเอกของทั้งสองฝ่ายต่อสู้กันได้สิบเพลง เล่าฮองก็ทำทีชักม้าหนี

            ในทันใดนั้นเล่าปี่ก็สั่งทหารให้จุดประทัดสัญญาณขึ้นเป็นสำคัญ เสียงม้าล่อฆ้องกลองและเสียงโห่ร้องของทหารดังขึ้นจากราวป่าด้านหลังกองทัพเล่าปี่ โจโฉสำคัญว่าเล่าปี่ซุ่มทหารไว้เป็นจำนวนมากก็เกรงว่าหากจะรุกโจมตีจะเสียที จึงสั่งทหารให้ล่าถอย

            เล่าปี่เห็นกองทัพโจโฉล่าถอยจึงลั่นกลองสัญญาณให้กองทัพทุกหน่วยเคลื่อนขบวนไล่ตามตีกองทัพของโจโฉ ทหารของเล่าปี่ก็โห่ร้องรุกรบเข้าโจมตีพร้อมกันทุกด้าน

            โจโฉพาทหารเคลื่อนหนีไปตามทุ่งราบ พลันเห็นที่แนวป่าด้านหน้ามีกองทหารเมืองเสฉวนแห่ธงนายทัพชื่อเตียวหุยยกมาสกัดอยู่ด้านหน้า และมีเสียงโห่ร้องของทหารตามมาทางด้านหลัง เหลียวกลับไปเห็นทหารเมืองเสฉวนแห่ธงนายทัพชื่อจูล่ง และมีเสียงทหารเมืองเสฉวนอีกกองหนึ่งโห่ร้องมาจากทางด้านเมืองโปจิ๋ว โจโฉมองไปเห็นฮองตงขี่ม้านำหน้าทหารยกมาอย่างรวดเร็วก็ตกใจ รีบพาทหารหนีไปทางด้านตำบลหุบเขาเสียดก๊ก

            ทหารเมืองเสฉวนทุกหน่วยตีกระหนาบเข้ามาพร้อมกัน ฆ่าฟันทหารของโจโฉที่หนีตามโจโฉไม่ทันบาดเจ็บล้มตาย ยึดได้ม้าแลอาวุธที่ตกกลาดเกลื่อนทั่วทั้งสมรภูมิได้เป็นจำนวนมาก

            โจโฉพาทหารที่เหลือตายหนีไปถึงหุบเขาเสียดก๊ก พ้นจากการติดตามของกองทัพเมืองเสฉวนแล้วก็ค่อยคลายใจ แต่เพียงครู่เดียวเท่านั้นก็เห็นฝุ่นคลีคลุ้งขึ้นทางด้านหน้า จะหนีกลับไปทางด้านหลังก็ไม่ได้ ทั้งข้างซ้ายข้างขวาของทางก็เป็นเขาสูงชัน โจโฉเห็นดังนั้นก็รำพึงว่าครั้งนี้หากเป็นทหารเล่าปี่ยกมา เราคงเอาชีวิตมาทิ้งไว้ในที่นี้เป็นมั่นคง

            แต่พอกองทหารซึ่งสวนมานั้นยกใกล้เข้ามา โจโฉเห็นธงประจำตัวนายทัพชื่อโจเจียงผู้บุตรคนที่สองก็มีความยินดี กล่าวขึ้นอย่างลอย ๆ ว่า “เจ้าหนวดเหลืองบุตรเรามาถึงแล้ว การซึ่งจะสู้รบกับเล่าปี่เห็นจะไม่เป็นไรนัก”

            อันโจเจียงบุตรคนที่สองของโจโฉนี้มีหนวดสีเหลือง แข็งแรงกำยำยิ่งกว่าคนทั่วไป ชอบขี่ม้า ยิงธนู โจโฉเห็นบุตรรักการต่อสู้ก็ชี้แนะว่าอันฝีมืออาวุธนั้น แม้จะฝึกปรือจนแข็งกล้าสักปานไหน ก็เอาชนะคนได้เพียงสิบคน ยี่สิบคน หรือร้อยคน ไม่อาจบัญชาคนเรือนแสนเรือนล้านได้ ไม่อาจครองใจอาณาประชาราษฎรทั้งปวงได้ หากแม้นคิดจะสร้างชื่อลือชาให้ปรากฏก็จำต้องศึกษาศิลปศาสตร์ การปกครอง และพิชัยสงคราม แต่ถ้าคิดจะเป็นเพียงทหารมีฝีมือก็จงฝึกปรือเกาทัณฑ์หอกทวนต่อไปเถิด

            โจเจียงก็แย้งโจโฉว่าอันศิลปศาสตร์ การปกครอง และพิชัยสงครามนั้นลูกก็ใฝ่ศึกษา หวังจะให้เกียรติยศลือชาปรากฏไปในภาคหน้า แต่วิชาต่อสู้สำหรับตัวลูกผู้ชายก็ต้องหมายศึกษาให้แกร่งกล้าเสมอกัน จึงจะนำคนทั้งปวงให้ยำเกรงได้

            โจโฉได้ฟังโจเจียงแย้งดังนั้นก็ชอบใจ ถามบุตรอีกสามคนว่าซึ่งโจเจียงกล่าวทั้งนี้พวกเจ้าจะมีความเห็นประการใด บุตรทั้งสามคนต่างคนต่างนิ่ง ไม่ตอบความแต่ประการใด

            โจโฉจึงถามโจเจียงเป็นทำนองซักไซร้ว่า ในเมื่อเจ้าใฝ่การทหาร ชอบการสงคราม เจ้าจะดำเนินกระบวนสงครามประการใด

            โจเจียงตอบว่า “ข้าพเจ้าจะทำสงครามแก่ข้าศึกนั้น จะใส่เสื้อเกราะถืออาวุธออกหน้าทหารทั้งปวง ถึงจะอับจนก็ไม่อาลัยแก่ลูกเมียเลย ถ้าทหารผู้ใดมีความชอบในสงครามก็จะปูนบำเหน็จ ถ้าผู้ใดผิดก็จะประหารชีวิตเสีย”

            โจโฉได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะแล้วว่า อันการสงครามนั้นเป็นแต่เครื่องมือชนิดหนึ่ง สำหรับใช้ในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ดังนั้นก่อนการดำเนินสงครามจึงต้องพินิจพิเคราะห์ให้ถ่องแท้ก่อนว่าใครเป็นมิตร ใครเป็นศัตรู พึงรู้โดยตระหนักว่าสมควรรบหรือไม่สมควรรบ แม้หากการรบจะได้ชัยชนะแต่ถ้าไม่สมควรรบแล้วก็รบไม่ได้ “อันกองทัพหนึ่งซึ่งกอปรด้วยพลรบมากหลาย แต่อาจบัญชาให้รบข้าศึกได้โดยไม่เพลี่ยงพล้ำนั้นก็ด้วยรู้จักวิธีรบซึ่งหน้าและวิธีรบพลิกแพลง กองทัพรุกพุ่งไปทางใดเสมือนหนึ่งกลิ้งหินเข้ากระทบไข่ เพราะรู้วิธีใช้กำลังอันแข็งแกร่งทลายจุดอ่อนแอของข้าศึกนั่นเอง ผู้จัดเจนการรบพลิกแพลงวิธีการย่อมไม่อับจน ดั่งดินฟ้าอันไม่รู้จักสิ้นสูญ ดุจแม่น้ำอันไหลรินไม่ขาดสาย พอจบแล้วก็เริ่มใหม่เช่นเดือนตะวันที่ตกแล้วขึ้นอีก ตายแล้วก็ผุดเกิดเช่นการหมุนเวียนแห่งฤดูกาลทั้งสี่ สรรพสำเนียงมีเพียงห้า แต่ความเปลี่ยนแปรแห่งเสียงทั้งห้านั้นจะฟังไม่สิ้น สีมีเพียงห้าแต่การแปรแห่งสีทั้งห้าจะทัศนาไม่หมด รสมีเพียงห้าแต่ความแปรเปลี่ยนแห่งรสทั้งห้าย่อมชิมไม่รู้จบฉันใด การยุทธ์ซึ่งมีเพียงการรบซึ่งหน้าและรบพลิกแพลงเท่านั้น แต่ความเปลี่ยนแปรแห่งวิธีการทั้งสองก็ไม่รู้จักสิ้นสุดดุจกัน การรบซึ่งหน้าและการรบพลิกแพลงย่อมเกื้อกันเหมือนห่วงโซ่ ติดเป็นพืดหาข้อขึ้นต้นมิได้”

            หลังจากโจโฉแนะนำบุตรเกี่ยวกับการสงครามและการปกครองแล้ว ในขณะนั้นออหวนซึ่งอยู่เมืองไตกุ๋นเป็นกบฏ โจโฉจึงให้โจเจียงคุมทหารไปปราบ ก่อนการเดินทัพโจโฉได้ให้โอวาทแก่โจเจียงว่า “เมื่อเราอยู่บ้านอยู่เรือนนั้นเป็นพ่อลูกกัน บัดนี้เจ้าจะไปทำการศึกก็เหมือนข้ากับเจ้าอย่าได้คิดประมาท ถ้าผิดก็จะเอาโทษตามผิด เราสั่งสอนเจ้าจงควรจำเถิด”

            โจเจียงก็รับคำโจโฉแล้วพาทหารไปปราบปรามกบฏทางภาคเหนือที่เมืองไตกุ๋น ครั้นปราบปรามฝ่ายกบฏราบคาบแล้ว โจเจียงได้กิตติศัพท์ว่าโจโฉเสียทีแก่เล่าปี่ ล่าทัพมาตั้งอยู่ที่ด่านเองเปงก๋วนจึงยกหนุนมาช่วย และสวนกับโจโฉซึ่งกำลังพาทหารแตกหนีเล่าปี่อย่างทุลักทุเล

            สองพ่อลูกได้ทักทายกันตามธรรมเนียมแล้ว โจโฉจึงพาโจเจียงและทหารยกย้อนกลับมาที่เขาเสียดก๊กและตั้งค่ายไว้.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

I miss you all กับ I miss all of you ต่างกันอย่างไร

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓