ตอนที่ 424. สองมังกรเผชิญหน้า

กองทัพหน้าของโจโฉเสียทีแก่ฮองตงและจูล่ง ต้องถอนตัวออกจากบริเวณแม่น้ำฮันซุย โจโฉจึงกรีฑาทัพใหญ่ข้ามแม่น้ำฮันซุยมาทางฟากตะวันตกเพื่อทำศึกขั้นแตกหักกับเล่าปี่ แต่ขงเบ้งใช้ยุทธวิธี “เอ็งหยุดข้าแหย่” ให้จูล่งคุมทหารไปตีม้าล่อฆ้องกลองกวนทหารโจโฉในตอนกลางคืนจนไม่ได้หลับนอน

            ในค่ำคืนที่สองเหตุการณ์ก็เกิดขึ้นซ้ำรอยกับคืนแรก พอตกดึกจูล่งเห็นสัญญาณจากค่ายหลวงของเล่าปี่แล้ว จึงให้ทหารตีม้าล่อฆ้องกลองโห่ร้องก้องสนั่น ทำทีประหนึ่งมีกองทัพยกเข้าปล้นค่ายของโจโฉ ทำให้โจโฉและทหารไม่เป็นอันหลับนอน ต้องตื่นขึ้นป้องกันระมัดระวังรักษาค่ายจนสว่าง

            ครั้นวันรุ่งขึ้นโจโฉเห็นทหารอ่อนเพลีย จึงสั่งให้ตั้งมั่นอยู่ในค่าย แต่พอถึงค่ำคืนที่สามเหตุการณ์ก็เป็นอย่างเดียวกันอีก โจโฉให้โกรธแค้นเล่าปี่และขงเบ้งเป็นอันมาก แต่กลับคิดได้ว่าเล่าปี่ ขงเบ้ง แต่งกลอุบายก่อกวนหลอกลวงเรามาสองค่ำคืนแล้ว คืนนี้เป็นคืนที่สาม ชะรอยเล่าปี่และขงเบ้งจะยกกองทัพมาปล้นค่ายเป็นมั่นคง

            โจโฉสำคัญดังนั้นจึงกำชับทหารทุกหน่วยไม่ให้หลับนอน ให้ทุกคนแต่งตัวใส่เสื้อเกราะพร้อมรบ และให้ระมัดระวังป้องกันรักษาค่ายอย่างเข้มงวด ปรากฏว่าเหตุการณ์เงียบสงบจนถึงเวลาใกล้สว่างทหารส่วนใหญ่ก็พากันงีบหลับไหลด้วยความอ่อนเพลีย ในทันใดนั้นเสียงม้าล่อฆ้องกลองและเสียงโห่ร้องของทหารเมืองเสฉวนก็ดังก้องราวกับจะรุกรบเข้าปล้นค่ายอีกครั้งหนึ่ง โจโฉและทหารต้องตื่นขึ้นเข้าประจำที่ แต่ก็ไม่มีกองทัพของเมืองเสฉวนยกมารบ

            พอฟ้าสว่างโจโฉก็คิดว่ากองทัพถูกก่อกวนจนไม่เป็นอันพักผ่อนหลับนอน ขวัญหนีดีฝ่ออ่อนล้าอิดโรยเช่นนี้ หากกองทัพเมืองเสฉวนยกมารบแล้วก็จะเสียที ดังนั้นโจโฉจึงสั่งให้รื้อค่ายและถอยทัพข้ามกลับไปยังฟากตะวันออกของแม่น้ำฮันซุย แล้วล่าถอยไปตั้งค่ายห่างจากแม่น้ำฮันซุยสามร้อยเส้น เป็นทุ่งราบกว้างขวาง

            สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) พรรณนาสภาพกองทัพของโจโฉในตอนนี้ว่า “ครั้นเวลาดึกแล้วได้ยินเสียงกลองแลประทัดอื้ออึงขึ้นอีกก็ประหลาดใจ ตั้งแต่เวลาคืนวันนั้นจนสามคืนมิได้เป็นอันหลับนอน โจโฉคิดครั่นคร้ามใจนักก็ให้ล่าทัพไปจากที่นั่น ไกลได้ประมาณสามร้อยเส้น ตั้งค่ายอยู่ที่กว้างขวางแห่งหนึ่ง”

            เล่าปี่และขงเบ้งทราบข่าวว่าโจโฉถอยทัพข้ามกลับไปยังฝั่งตะวันออกของแม่น้ำฮันซุยดังนั้นก็มีความยินดี เล่าปี่ได้สรรเสริญว่ากุนซือคิดอ่านวางแผนการโดยไม่ต้องเสียทหารแม้แต่สักคนเดียว ก็ทำให้กองทัพโจโฉล่าถอยกลับไปได้ถึงสามร้อยเส้นลึกซึ้งยิ่งกว่าเทพยดาเข้าดลใจอีก

            ขงเบ้งได้ฟังก็หัวเราะแล้วว่า โจโฉชำนาญการสงครามก็จริงแต่มักขี้ระแวง ดังนั้นเมื่อเผชิญกับกลลวงจึงไม่อาจแยกแยะจริงเท็จได้ บัดนี้โจโฉล่าถอยไปตั้งค่ายอยู่ไกลสามร้อยเส้น จึงขอให้ท่านเคลื่อนกองทัพยกไปตั้งอยู่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำฮันซุย ห่างริมแม่น้ำหนึ่งร้อยเส้น

            เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็ท้วงว่า ซึ่งจะยกกองทัพไปตั้งค่ายริมแม่น้ำนั้น ไม่ขัดกับพิชัยสงครามดอกหรือ ขงเบ้งหัวเราะแล้วตอบว่า เพราะเหตุที่โจโฉมักขี้ระแวงจึงต้องทำการให้ผิดแผกไปจากที่คัมภีร์พิชัยสงครามกำหนด เหมือนกับเมื่อครั้งที่ฮั่นสินทำศึกกับพระเจ้าฌ้อปาอ๋องแล้วได้ชัยชนะที่ริมแม่น้ำนั้นเอง

            การทำศึกริมแม่น้ำฮันซุยครั้งแรกระหว่างซิหลงและอองเป๋งซึ่งเป็นทหารของ โจโฉกับฮองตงและจูล่งซึ่งเป็นทหารของเล่าปี่ ซิหลงและอองเป๋งก็เคยทักท้วงโต้แย้งกันด้วยการตั้งค่ายทำศึกริมแม่น้ำฮันซุย ทั้งยกตัวอย่างครั้งฮั่นสินทำศึกกับพระเจ้าฌ้อปาอ๋อง แต่ครั้งนั้นซิหลงต้องพ่ายแพ้แก่ฮองตงและจูล่ง มาในครั้งนี้ขงเบ้งเสนอให้เล่าปี่ตั้งค่ายใกล้แม่น้ำฮันซุยเหมือนกับซิหลง และเหมือนกับครั้งที่ฮั่นสินทำสงครามกับพระเจ้าฌ้อปาอ๋อง ซึ่งแม้จะเป็นวิธีการอย่างเดียวกัน กลยุทธ์เหมือนกัน แต่เมื่อบัญชาการภายใต้สภาพการณ์ตื้นลึกหนาบางแห่งสงครามที่แตกต่างกันแล้ว ผลก็ได้หาเหมือนกันไม่

            เล่าปี่ได้ฟังคำขงเบ้งดังนั้นแม้จะวางใจแต่ก็ซักถามถึงแผนยุทธการสืบไปว่า กุนซือวางแผนการรบครั้งนี้ประการใด

            ขงเบ้งจึงว่า ข้าพเจ้าจะแต่งทหารเป็นสองกองยกไปซุ่มในแนวป่าเชิงเขาทั้งเหนือใต้ของแม่น้ำฮันซุยฟากตะวันออก เมื่อโจโฉยกทหารมารบให้ท่านกับเล่าฮองและเบ้งตัดคุมทหารออกไปรบกับโจโฉ แล้วทำทีเป็นแตกหนีถอยร่นลงมาทางริมแม่น้ำ ทิ้งค่ายและศาสตราวุธเสียทั้งสิ้น ตัวข้าพเจ้าจะตั้งค่ายอยู่บนเนินเขาฝั่งตะวันตกของแม่น้ำคอยสังเกตการณ์สถานการณ์ทั้งปวง เมื่อท่านถอยลงมานั้นให้สังเกตดูสัญญาณธง เมื่อเห็นข้าพเจ้าโบกธงสีแดงก็ให้ยกทหารกลับเข้าตีกองทัพของโจโฉ

            ขงเบ้งกล่าวแล้วอมยิ้มเป็นนัย จากนั้นจึงกล่าวสืบไปว่าศึกครั้งนี้โจโฉจะต้องพ่ายแพ้แตกหนีกลับไปเมืองลำเต๋ง แต่โจโฉจะเข้าเมืองลำเต๋งไม่ได้ เพราะข้าพเจ้าได้สั่งการให้เตียวหุยและอุยเอี๋ยนลอบยกทหารไปซุ่มคอยทีอยู่ที่นอกเมืองลำเต๋ง ให้คอยสังเกตพลุสัญญาณจากค่ายหลวง แล้วค่อยยกทหารไปตีเอาเมืองลำเต๋ง

            เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็ยินดี และสรรเสริญสติปัญญาของขงเบ้งเป็นอันมากว่าคิดอ่านการสงครามแยบคาย หาผู้ใดเสมอเหมือนมิได้ แล้วสั่งการให้ยกทหารข้ามแม่น้ำฮันซุยไปยังฟากตะวันออก จัดแจงตั้งค่ายแล้วแยกย้ายดำเนินการตามแผนการที่ขงเบ้งได้กำหนดทุกประการ

            ทางฝ่ายโจโฉทราบข่าวว่าเล่าปี่ยกกองทัพข้ามแม่น้ำมาตั้งค่ายอยู่ฟากตะวันออก อันเป็นการฝืนลักษณะการตั้งค่ายตามคัมภีร์พิชัยสงครามที่ห้ามตั้งค่ายหลังอิงน้ำ หันหน้าเผชิญกับข้าศึก ก็ให้รู้สึกแปลกประหลาดใจว่าไฉนขงเบ้งซึ่งเชี่ยวชาญการสงครามจึงทำการประหนึ่งเด็กไร้เดียงสาฉะนี้

            โจโฉแม้แปลกประหลาดใจแต่ก็คิดไม่ออกว่ามีเหตุผลต้นปลายประการใด จึงแต่งหนังสือให้ม้าเร็วถือไปหาเล่าปี่ ชวนให้ยกทหารออกมาเผชิญหน้ากันสักครั้งหนึ่ง เล่าปี่ได้รับหนังสือของโจโฉแล้วก็รับคำ ขงเบ้งได้สั่งทหารของโจโฉให้กลับไปบอกว่าพรุ่งนี้เพลาสายให้ทั้งสองฝ่ายยกทหารออกมาเผชิญหน้ากันที่เขาเงาไกสัน ทหารของ โจโฉก็คำนับลากลับไปแจ้งให้โจโฉทราบ

            ครั้นวันรุ่งขึ้นกองทัพของทั้งสองฝ่ายก็ยกมาเผชิญหน้ากันที่ท้องทุ่งเชิงเขาเงาไกสัน ต่างฝ่ายต่างตีกลองสัญญาณให้แม่ทัพของอีกฝ่ายหนึ่งออกมาเจรจากัน

            โจโฉขี่ม้าสีขาวกั้นสัปทนภายใต้ธงสมเด็จเจ้าพระยามหาอุปราชโจโฉ สองข้างประดับด้วยธงหงส์ ธงมังกร และเครื่องแห่แหนอย่างพระมหากษัตริย์ กระหนาบข้างด้วยแม่ทัพนายกองข้างละสามสิบคน ตามหลังด้วยขบวนทัพเนืองแน่นดุจดังคลื่นในพระมหาสมุทร

            ทางฝ่ายเล่าปี่ขี่ม้าสีขาวภายใต้ธงขอบแสดพื้นเหลืองจารึกชื่อเล่าปี่ และเครื่องแห่แหนในตำแหน่งเจ้าเมืองในราชวงศ์ฮั่น กระหนาบข้างด้วยเล่าฮอง เบ้งตัด และแม่ทัพนายกองข้างละสามสิบคน ตามหลังด้วยขบวนทัพเนืองแน่น

            สองพญามังกรเผชิญหน้ากันครั้งล่าสุดเมื่อครั้งที่เล่าปี่ยกไปตีเมืองฮูโต๋ในเจี้ยนอันศกปีที่เจ็ด ครั้งนั้นทั้งสองฝ่ายยังอยู่ในวัยฉกรรจ์ ผมเผ้าดำขลับ สิบเจ็ดปีผ่านไปต่างฝ่ายต่างอยู่ในปัจฉิมวัย โจโฉมีผมเผ้าหงอกขาวเกือบทั้งศีรษะ ในขณะที่เล่าปี่ก็มีผมขาวแซมประปรายแล้ว ทั้งสองฝ่ายเผชิญหน้ากันอีกครั้งหนึ่งจึงจ้องมองกันแต่ไกล ๆ

            พอเสียงกลองหยุดลงโจโฉจึงเอาแส้ม้าชี้หน้าเล่าปี่ แล้วด่าว่าเจ้าก็เป็นถึงเชื้อพระวงศ์ของพระเจ้าเหี้ยนเต้ ไฉนจึงคิดขบถต่อราชวงศ์ฮั่น ตั้งตนแข็งเมือง ทำศึกสงครามจนแผ่นดินเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้าดังนี้

            เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็เอาแส้ม้าชี้หน้าโจโฉบ้าง แล้วกล่าวว่าตัวเราเป็นเชื้อพระวงศ์ในราชวงศ์ฮั่น ตั้งปณิธานแน่วแน่ว่าจะจงรักภักดีต่อแผ่นดิน ปกป้องพระมหากษัตริย์และราษฎร ตัวท่านเป็นถึงอัครมหาเสนาบดีแต่ประพฤติตนเป็นทรราช ข่มเหงยำเยงพระมหากษัตริย์ ประหารชีวิตพระมเหสี ข้าราชการ ขุนนาง และอาณาประชาราษฎรจำนวนมาก พระเจ้าเหี้ยนเต้จึงมีพระบรมราชโองการโลหิตให้เราคิดกำจัดท่านเสีย ตัวท่านต่างหากเล่าที่คิดคดกบฎต่อราชวงศ์ฮั่น ในวันนี้ก็ได้ประจักษ์ชัดมิใช่หรือว่าท่านได้ประพฤติตนราวกับเป็นพระมหากษัตริย์เสียเอง

            โจโฉได้ฟังดังนั้นก็โกรธ หันไปสั่งซิหลงให้จู่โจมไปจับกุมตัวเล่าปี่ให้จงได้ เล่าปี่จึงสั่งให้เล่าฮองออกไปรบกับซิหลง ในขณะที่เสียงกลองรบของทั้งสองฝ่ายดังกระหึ่มขึ้นเล่าปี่ก็ค่อย ๆ ขี่ม้าหลบเข้ามาในขบวนทหาร

            เล่าฮองรบกับซิหลงได้สิบกว่าเพลงก็ทานกำลังซิหลงไม่ได้ จึงชักม้าหนีกลับเข้ามาที่ขบวนทหาร เล่าปี่เห็นดังนั้นจึงสั่งทหารให้ถอยทัพ โจโฉสำคัญว่าได้ทีจึงสั่งทหารทุกหน่วยให้รุกไล่ตามตีและประกาศเป็นคำสั่งสนามว่า “ถ้าผู้ใดจับเล่าปี่ได้เราจะปูนบำเหน็จให้เป็นเจ้าเมืองเสฉวน”

            บำเหน็จรางวัลอันมหึมาจูงใจบรรดาทหารทั้งปวง ทหารของโจโฉได้แย่งกันรุกขึ้นหน้าไล่ตามตีหวังจะจับเล่าปี่เอาความชอบ เล่าปี่และทหารก็ทำเป็นทิ้งอาวุธ ทรัพย์สินและสิ่งของไว้เป็นอันมาก แล้วแตกหนีผ่านค่ายไปทางแม่น้ำฮันซุย

            ทหารของโจโฉจึงเข้ายึดค่ายของเล่าปี่แล้วแย่งชิงเอาทรัพย์สินในค่ายเป็นชุลมุน โจโฉเห็นเหตุการณ์ดังนั้นก็ได้ยั้งคิดว่าเป็นกลอุบายของขงเบ้ง จึงสั่งทหารให้ตีกลองสัญญาณให้หยุดไล่ตามตี บรรดาทหารทั้งปวงก็หยุดยั้งตามคำสั่งของโจโฉ แล้วถามโจโฉว่าการศึกกำลังได้ทีดังนี้ เหตุไฉนจึงหยุดยั้งเสียเล่า

            โจโฉอธิบายว่า “เราพิเคราะห์ดูการผิดประหลาด ซึ่งเล่าปี่ข้ามน้ำมาตั้งค่ายฟากข้างนี้ ยังมิทันช้านานแตกไป ก็เป็นที่สงสัยข้อหนึ่ง แลทิ้งม้า เครื่องศาสตราวุธไว้ในค่ายเป็นอันมาก ก็สงสัยเป็นข้อสอง ควรเราจะล่าทัพเสียก่อน อย่าเพ่อให้ทหารทั้งปวงเก็บเอาข้าวของเลย ถ้าผู้ใดไม่ฟังเราจะเอาโทษถึงตาย ว่าแล้วเร่งทหารล่าทัพกลับไป”

            กองทัพของโจโฉกำลังรุกไล่ก็ต้องหยุดยั้งละทิ้งค่าย ศาสตราวุธและม้าของฝ่ายเล่าปี่จนสิ้น และเตรียมการล่าถอยทัพกลับ ดังนั้นทหารส่วนใหญ่ซึ่งไม่ทราบความนัยจึงต่างคนต่างพากันงุนงงสงสัย

            ในขณะที่โจโฉกำลังจะเคลื่อนทหารถอยกลับนั้น ขงเบ้งก็โบกสัญญาณธงแดงขึ้นเป็นสำคัญ ทหารทั้งสองกองที่ขงเบ้งให้ไปตั้งซุ่มอยู่ทั้งด้านเหนือด้านใต้ของแม่น้ำฮันซุยและเล่าปี่ก็ยกเข้าตีกองทัพโจโฉพร้อมกันเป็นสามทาง

            กองทัพของโจโฉกำลังจะล่าถอย พอถูกกระหนาบตีพร้อมกันถึงสามทางดังนั้นก็แตกตื่นคุมกันไม่ติด ถูกทหารเมืองเสฉวนฆ่าฟันบาดเจ็บล้มตายลงเป็นอันมาก ทหารในกองหลังหนีกระทบขึ้นไปถึงกองกลางและกองหน้า แล้วต่างพากันหนีอย่างไม่คิดชีวิต

            โจโฉรู้ว่าต้องกลขงเบ้งก็พาทหารหนีจะกลับไปค่าย แต่ไม่สามารถเข้าค่ายได้เพราะกองทัพเมืองเสฉวนรุกไล่กระชั้นชิด โจโฉจึงจำต้องทิ้งค่ายหนีกลับไปทางเมืองลำเต๋ง ขงเบ้งได้สั่งการให้ไล่ตามตีกองทัพโจโฉไปตลอดทั้งคืน จับเชลยศึก ม้าและอาวุธยุทโธปกรณ์ไว้ได้เป็นจำนวนมาก

            โจโฉพาทหารหนีกองทัพเมืองเสฉวนตลอดทั้งคืน จนใกล้สว่างก็เข้าเขตเมืองลำเต๋ง ในทันใดนั้นเห็นแสงเพลิงสว่างรอบตัวเมืองทั้งสี่ทิศก็ตกใจเป็นอันมาก ทหารสอดแนมได้เข้ามารายงานว่า บัดนี้เมืองลำเต๋งเสียแก่เล่าปี่แล้ว เพราะขงเบ้งใช้ให้เตียวหุยและอุยเอี๋ยนยกทหารมาซุ่มอยู่นอกเมือง แล้วยกกำลังเข้าปล้นตีเมืองลำเต๋งได้

            โจโฉได้ฟังดังนั้นก็เสียใจ จึงพาทหารหนีอ้อมไปทางด่านเองเปงก๋วนซึ่งเป็นด่านสำคัญระหว่างเมืองฮันต๋งและเมืองฮูโต๋

            ทางฝ่ายเล่าปี่และขงเบ้งยกทหารไล่ตามโจโฉมาจนถึงเมืองลำเต๋งแล้วจึงยกกองทัพเข้าไปตั้งอยู่ในเมือง เกลี้ยกล่อมอาณาประชาราษฎรทั้งปวงจนเป็นปกติสุข และจัดระเบียบการปกครองให้ขึ้นสังกัดต่อเมืองเสฉวนตามประเพณี 

            วันหนึ่งเล่าปี่สนทนากับขงเบ้ง เกิดความสงสัยว่าในการสงครามครั้งนี้โจโฉมีทหารเป็นอันมาก เหตุใดจึงพ่ายแพ้โดยง่ายดาย ขงเบ้งจึงตอบว่า “โจโฉเป็นคนมีสันดานมักคิดสงสัยมาก ชำนาญแต่ใช้ทหารรบสิ่งเดียว เหตุนี้จึงพ่ายแพ้เราโดยง่าย”.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘