ตอนที่ 423. กลยุทธ์ "เอ็งหยุดข้าแหย่"
สองนายทหารใหญ่ของโจโฉปรึกษาไม่ตกลงกันว่าจะตั้งค่ายฟากตะวันตกหรือฟากตะวันออกของแม่น้ำฮันซุย ดังนั้นซิหลงจึงให้อองเป๋งตั้งค่ายอยู่ฝั่งตะวันออก แต่ตัวซิหลงนั้นคุมทหารยกข้ามแม่น้ำฮันซุยมาตั้งค่ายอยู่ฝั่งตะวันตก ด้านหลังค่ายอิงแม่น้ำฮันซุย ด้านหน้าค่ายเตรียมเผชิญหน้ากับกองทัพของเล่าปี่ซึ่งตั้งค่ายห่างไปสามร้อยเส้น
จูล่งและฮองตงทราบความศึกจึงเข้าไปรายงานแก่เล่าปี่และขออาสายกทหารไปตีค่ายของซิหลง ครั้นได้รับอนุญาตจากเล่าปี่แล้วฮองตงและจูล่งจึงคุมทหารยกไปทางด้านแม่น้ำฮันซุย พอยกไปได้ร้อยเส้นฮองตงจึงกล่าวกับจูล่งว่าทหารข้าศึกพึ่งยกข้ามแม่น้ำมายังสดชื่นอยู่ ชอบที่จะตั้งค่ายดูเชิงข้าศึกให้อ่อนล้าอิดโรยก่อนจึงค่อยเข้าตี คงจะได้ชัยชนะเป็นมั่นคง
จูล่งได้ฟังดังนั้นก็เห็นด้วย สองนายทหารเมืองเสฉวนจึงให้ทหารตั้งค่ายห่างจากค่ายของซิหลงร้อยเส้นเศษ ทางฝ่ายซิหลงทราบว่าจูล่งและฮองตงยกทหารมาตั้งค่ายดังนั้นก็คิดจะยกทหารมาตีค่าย แต่ติดด้วยเป็นเวลาใกล้ค่ำจึงงดไว้
ครั้นรุ่งขึ้นซิหลงจึงคุมทหารออกมาท้ารบกับจูล่งถึงที่หน้าค่าย ฮองตงได้กล่าวกับจูล่งว่า ข้าศึกเพิ่งยกมายังเป็นเวลาเช้านัก ควรจะถ่วงเวลาให้ข้าศึกอิดโรยก่อนแล้วจึงค่อยยกเข้าโจมตี
ข้อเสนอของฮองตงดังกล่าวเป็นอย่างเดียวกันกับแผนการของหวดเจ้งเมื่อครั้งที่ตั้งรับศึกเตียวคับบนยอดเขาปักสัน จูล่งได้ฟังแผนการดังนั้นก็เห็นด้วย ดังนั้นแม้ว่าทหารของซิหลงจะร้องด่าท้าทายประการใด ทหารในค่ายของจูล่งและฮองตงก็ไม่ยกออกไปรบ คงป้องกันรักษาค่ายไว้เป็นมั่นคง
ครั้นถึงเวลาเย็นทหารของซิหลงก็ระดมยิงเกาทัณฑ์มาที่ค่าย ฮองตงจึงบอกจูล่งว่าข้าศึกระดมยิงเกาทัณฑ์มาดังนี้ เป็นการยิงข่มขวัญเพื่อจะล่าถอยกลับ โอกาสเป็นทีแล้วท่านจงเตรียมกำลังยกเข้าตีเถิด
ในขณะนั้นหน่วยสอดแนมได้เข้ามารายงานว่า กองหลังของทหารซิหลงกำลังถอยกลับแล้ว ฮองตงได้ฟังดังนั้นก็ย้ำกับจูล่งว่าการเป็นดังที่ได้คาดไว้ เมื่อทหารทางด้านหลังกลับขบวนล่าถอย ทหารที่อยู่ข้างหน้าก็คงจะล่าถอยตาม
ปรึกษากันดังนั้นแล้วทั้งฮองตงและจูล่งจึงคุมทหารออกไปนอกค่าย ตีม้าล่อฆ้องกลองเป็นสัญญาณให้ทุกหน่วยรุกไล่โจมตีทหารของซิหลงพร้อมกัน ทหารเมืองเสฉวนออมกำลังมาทั้งวัน พอได้ยินสัญญาณก็ชิงกรูกันขึ้นหน้า เข้าโจมตีฆ่าฟันทหารของซิหลงบาดเจ็บล้มตายลงเป็นอันมาก
ทหารของซิหลงกรำแดดทั้งวันก็อ่อนอิดโรย พอได้รับสัญญาณให้ถอยทัพก็เตรียมปรับขบวนล่าถอยมิทันได้ระวังหลัง จึงถูกกองทหารของฮองตงและจูล่งโจมตีแตกกระจัดกระจาย ซิหลงเห็นทหารบาดเจ็บล้มตายและแตกตื่นดังนั้นจึงพาทหารหนีกลับไปทางแม่น้ำฮันซุย
จูล่งและฮองตงเห็นได้ทีก็พาทหารไล่ตามตีกองทหารของซิหลงไปจนถึงริมฝั่งน้ำ ซิหลงพาทหารข้ามแม่น้ำอย่างทุลักทุเล เหยียบกันจมน้ำตายเป็นอันมาก เหลือทหารจำนวนหนึ่งพากันขึ้นฝั่งตะวันออกแล้วพากันไปที่ค่ายของอองเป๋ง
อองเป๋งรู้ว่าซิหลงแตกทัพหนีมาดังนั้นจึงออกมาต้อนรับตามธรรมเนียม พอซิหลงเห็นอองเป๋งก็โกรธ สำคัญว่าอองเป๋งเยาะเย้ยประชดประชัน จึงตะคอกถามอองเป๋งว่าเรายกทหารไปทำศึกเพลี่ยงพล้ำมา เหตุไฉนตัวจึงไม่ยกทหารออกไปช่วย ปล่อยให้เราเสียทีมาดังนี้
อองเป๋งจึงว่าข้าพเจ้าได้ห้ามปรามท่านก่อนแล้วแต่ท่านก็ไม่ฟัง ครั้นข้าพเจ้าจะยกทหารออกไปช่วยก็จะไม่มีผู้ใดรักษาค่าย หากข้าศึกยกมาปล้นค่ายก็จะเสียทีแก่ข้าศึกเพิ่มขึ้นอีก
ซิหลงได้ฟังดังนั้นก็ยิ่งโกรธ ชักกระบี่ออกจากฝักจะฆ่าอองเป๋งเสีย แต่บรรดาทหารรองได้ช่วยกันห้ามปรามไว้ ซิหลงขัดเคืองใจเป็นอันมากจึงผลุนผลันพาทหารที่แตกหนีมาไปตั้งค่ายอยู่ใกล้กับค่ายของอองเป๋ง
ทางฝ่ายอองเป๋งเห็นซิหลงโกรธเคืองถึงขนาดคิดจะสังหารผลาญชีวิตดังนั้นก็คิดว่าตัวเราเป็นผู้น้อย ซิหลงเป็นผู้ใหญ่ เป็นที่ไว้วางใจของวุยอ๋อง การครั้งนี้ซิหลงโกรธแค้นเคืองเราเป็นอันมาก หากพลาดท่าเสียทีไม่ถูกซิหลงฆ่าก็อาจถูกวุยอ๋องลงโทษประหารชีวิต ชอบที่เราจะหนีไปให้พ้นจากอันตราย
พอค่ำลงอองเป๋งก็ชักชวนทหารซึ่งสนิทเอาไฟเผาค่าย แล้วโห่ร้องทำทีเป็นข้าศึกยกทหารมาปล้นค่าย ซิหลงไม่ทันกลสำคัญว่าทหารเมืองเสฉวนยกกำลังข้ามแม่น้ำฮันซุยมาปล้นค่ายอองเป๋งแล้วคงจะปล้นค่ายของตัวด้วย คิดว่าไม่สามารถต้านทานได้จึงพา ทหารหนีกลับไปสมทบกับกองทัพหลวงของโจโฉ
ทางฝ่ายอองเป๋งเมื่อเผาค่ายแล้ว จึงพาทหารสนิทข้ามแม่น้ำฮันซุยไปขอสวามิภักดิ์อยู่กับจูล่ง จูล่งไต่สวนทราบความแล้วมีความยินดีเป็นอันมาก จึงพาอองเป๋งกลับไปหาเล่าปี่ที่ค่ายหลวง
เล่าปี่เห็นอองเป๋งมีบุคลิกลักษณะโอ่โถง บ่งบอกถึงความมีฝีมือที่เข้มแข็งแกร่งกล้าและสติปัญญาอันหลักแหลมจึงมีความยินดี รับเอาอองเป๋งเข้าสังกัดในกองทัพเมืองเสฉวน แล้วเล่าปี่จึงถามว่า ภูมิประเทศแถบถิ่นนี้ชอบกลนัก จะทำการประการใดจึงจะได้ชัยชนะแก่ข้าศึก
อองเป๋งจึงว่าท่านอย่าได้วิตก ข้าพเจ้าเป็นคนพื้นเพเมืองปาเส แต่มาเติบใหญ่ในแถบถิ่นนี้ มีความรู้จักมักคุ้นสภาพภูมิประเทศเป็นอย่างดี
เล่าปี่จึงว่าซึ่งท่านมาอยู่กับเราทั้งนี้ คงเป็นเพราะเทพยดาดลใจให้ได้มาอยู่ร่วมกัน การที่เราคิดจะยกไปตีเมืองฮันต๋งคงจะสำเร็จสมความปรารถนาเป็นแน่แท้
เล่าปี่กล่าวดังนั้นแล้วจึงสั่งให้อองเป๋งสังกัดในกองทัพหน้าของจูล่งและฮองตง
ทางฝ่ายซิหลงครั้นแตกหนีกลับไปถึงทัพหลวงของโจโฉแล้วก็ทูลรายงานความทั้งปวงให้โจโฉทราบ และว่าบัดนี้อองเป๋งได้แปรพักตร์ไปสวามิภักดิ์กับเล่าปี่แล้ว โจโฉได้ทราบความดังนั้นก็โกรธ สั่งให้เคลื่อนกองทัพสี่สิบหมื่นตรงไปที่แม่น้ำฮันซุย
ทางฝ่ายจูล่งและฮองตงพอได้ข่าวคราวจากหน่วยสอดแนมว่าโจโฉยกทัพสี่สิบหมื่นตรงมาที่ริมแม่น้ำฮันซุยจึงปรึกษากัน และเห็นว่ากองหน้าของเรามีจำนวนน้อย คงไม่อาจต้านรับกองทัพใหญ่ของโจโฉได้ จึงให้ทหารถอนค่ายแล้วล่าถอยกลับไปสมทบกับกองทัพหลวงของเล่าปี่
กองทัพของโจโฉเคลื่อนมาถึงฝั่งแม่น้ำฮันซุยฟากตะวันออก เห็นปลอดจากกองทัพของข้าศึก จึงสั่งทหารให้ข้ามแม่น้ำฮันซุยไปทางฟากตะวันตก แล้วให้ตั้งค่ายตามกระบวนศึกห่างจากริมแม่น้ำร้อยเส้น เพื่อเตรียมทำศึกชิงทุ่งฮันซุยขั้นแตกหักกับเล่าปี่
ทางฝ่ายกองทัพของเล่าปี่เมื่อทราบว่าโจโฉยกกองทัพข้ามแม่น้ำฮันซุยมาตั้งค่ายในระยะห่างกันสองร้อยเส้นดังนั้น จึงปรึกษากับขงเบ้งเพื่อจะตีกองทัพโจโฉให้แตกพ่ายไป ในเย็นวันนั้นขงเบ้งจึงชวนเล่าปี่ขึ้นไปบนเนินเขา ตรวจตราดูภูมิประเทศอีกครั้งหนึ่ง
ขงเบ้งชี้มือไปยังเทือกเขาฝั่งตะวันตกของแม่น้ำฮันซุยทางด้านเหนือของค่ายโจโฉ แล้วกล่าวกับเล่าปี่ว่าเทือกเขาเหล่านี้อยู่ไม่ไกลจากค่ายของโจโฉเท่าใดนัก สภาพภูมิประเทศชอบกล ข้าพเจ้าจะคิดกลอุบายให้โจโฉต้องถอยทัพข้ามแม่น้ำฮันซุยกลับไปอย่างน้อยสองร้อยเส้น ท่านอย่าได้วิตกเลย
กล่าวแล้วขงเบ้งก็มีสีหน้ายิ้มย่อมผ่องใสเบิกบานยิ่งนัก ชักชวนให้เล่าปี่ดูทิวทัศน์โดยรอบบริเวณของแม่น้ำฮันซุย เห็นฝูงนกเป็นจำนวนมากกำลังบินกลับรัง ท้องฟ้าก็เริ่มจะมืดลง ขงเบ้งจึงชวนเล่าปี่กลับไปค่าย
พอถึงค่ายขงเบ้งให้ทหารไปตามจูล่งเข้ามาพบ แล้วสั่งว่าให้ท่านคุมทหารห้าร้อยคนพร้อมเครื่องมโหรีปี่กลอง ยกไปตั้งซุ่มอยู่ในป่าบนเนินเขาทางด้านเหนือของค่ายโจโฉ แล้วให้คอยสังเกตสัญญาณที่ค่ายเรา หากแม้นเห็นสัญญาณไฟลุกและดับสามครั้งเมื่อใด ก็ให้ทหารตีม้าล่อฆ้องกลองเสมือนหนึ่งเข้าปล้นค่ายข้าศึก และให้ทหารโห่ร้องขึ้นพร้อมกัน โจโฉก็จะยกทหารออกมาป้องกันรักษาค่าย แต่ท่านอย่ายกออกไปรบ จงสงบม้าล่อและฆ้องกลองไว้แล้วคอยสังเกตสัญญาณไฟที่ค่ายเราต่อไป จนเวลาใกล้สว่างแล้วจึงค่อยยกกลับมา
จูล่งรับคำสั่งขงเบ้งแล้วจึงคำนับลาเล่าปี่และขงเบ้ง ออกไปจัดแจงทหารและม้าล่อฆ้องกลองเตรียมพร้อมไว้ พอพ้นยามหนึ่งจูล่งก็พาทหารลอบยกไปซุ่มอยู่ที่เนินเขาตามแผนการของขงเบ้งทุกประการ
ทางค่ายของเล่าปี่นั้น ขงเบ้งได้สั่งให้แต่งสุราเลี้ยงบรรดาทหารซึ่งสนิท และให้เตรียมเชื้อเพลิงสุมไว้เป็นหลายกอง พร้อมกับผ้าดำอีกหลายผืน เล่าปี่และทหารทั้งปวงเห็นขงเบ้งเตรียมการประหลาดดังนั้นก็แปลกใจ แต่ก็เชื่อมั่นว่าขงเบ้งทำการทั้งนี้ย่อมมีความนัยที่สำคัญ ดังนั้นต่างคนจึงต่างไม่ถามไถ่ คงกินโต๊ะดื่มสุราอย่างเพลิดเพลิน
ขงเบ้งกล่าวกับเล่าปี่ว่า ค่ำวันนี้ท่านอย่าได้เห็นแก่การนอนเลย คอยดูท่วงทีของกองทัพโจโฉเถิด เล่าปี่ก็รับคำ นั่งดื่มสุรากับขงเบ้งอย่างเพลิดเพลิน ขณะที่ในใจก็หวนรำลึกถึงเหตุการณ์เมื่อครั้งที่ไปเชิญขงเบ้งออกจากเขาโงลังกั๋งและดื่มน้ำชาดูดาวกับขงเบ้งที่เก๋งหน้ากระท่อมน้อยนั้น
ครั้นเวลาสองยามขงเบ้งสังเกตเห็นไฟทางค่ายของโจโฉดับมืดลง และเสียงผู้คนในค่ายก็เงียบสนิท จึงสั่งให้ทหารจุดเพลิงขึ้นที่หน้าค่าย แสงเพลิงก็ลุกโชติช่วงขึ้น ครู่หนึ่งขงเบ้งก็ให้เอาผ้าดำกั้นบังแสงเพลิงไว้ และเปิดออกสลับไปมาถึงสามครั้ง
ฝ่ายจูล่งคุมทหารสังเกตการณ์อยู่ตั้งแต่หัวค่ำ ครั้นเห็นสัญญาณเพลิงจากค่ายของ เล่าปี่ตามที่ขงเบ้งกำหนด จึงสั่งทหารให้ตีม้าล่อฆ้องกลองและโห่ร้องขึ้นพร้อมเพรียงกัน เสียงดังสนั่นหวั่นไหวไปทั้งแนวป่า
ทางฝ่ายกองทัพโจโฉ ทหารกำลังพักผ่อนหลับนอนอย่างสุขสบาย ครั้นได้ยินเสียงม้าล่อฆ้องกลองและเสียงโห่ร้องของทหารดังลั่นสนั่นฝ่าความมืดมาดังนั้นก็สำคัญว่าเล่าปี่ยกกองทัพมาปล้นค่าย จึงตีกลองสัญญาณให้ทหารตื่นป้องกันรักษาค่าย โจโฉเองรีบตื่นจากที่นอนแต่งตัวใส่เกราะแล้วออกมาบัญชาทหารอยู่ที่ด้านนอกค่ายพัก
เพียงครู่เดียวทุกค่ายของโจโฉก็พร้อมรบ ทหารทุกคนเข้าประจำที่ตั้งพร้อมอาวุธครบมือ แต่รีรออยู่พักใหญ่ก็ไม่เห็นข้าศึกยกมา ทั้งเสียงม้าล่อฆ้องกลองก็เงียบลง
โจโฉสังเกตการณ์อยู่อีกครู่หนึ่ง จึงสั่งทหารให้พักผ่อนเข้านอน บรรดาทหารทั้งปวงก็ถอดเกราะและเข้านอนตามคำสั่ง แต่พองีบไปเพียงครู่หนึ่งเสียงม้าล่อฆ้องกลองและเสียงโห่ร้องของทหารประหนึ่งข้าศึกยกกองทัพเข้าปล้นค่ายก็ดังขึ้นอีก
โจโฉรีบลุกออกจากที่นอน แต่งตัวใส่เสื้อเกราะและบัญชาให้ทหารทุกหน่วยเตรียมพร้อมรบอีกครั้งหนึ่ง แต่เพียงครู่เดียวเสียงม้าล่อฆ้องกลองและเสียงโห่ร้องของทหารก็เงียบลงอีก
โจโฉและทหารให้รู้สึกแปลกประหลาดใจ มองไปด้านนอกค่ายก็มืดสนิท ไม่เห็นว่าจะมีทหารข้าศึกมากหรือน้อยประการใด แต่โจโฉนั้นหวั่นใจว่าข้าศึกลวงเราสองครั้งแล้วหรือว่าครั้งที่สามจะเป็นการเข้าปล้นค่ายจริง โจโฉคิดดังนั้นจึงสั่งทหารไม่ให้พักผ่อนหลับนอน ให้เตรียมพร้อมรับมือกับข้าศึกที่จะยกมาปล้นค่าย
จนฟ้าสางก็ไม่มีทหารข้าศึกยกมาปล้นค่าย โจโฉให้โกรธแค้นเป็นอันมาก สั่งทหารให้เตรียมตัวให้พร้อม แล้วยกออกไปที่หน้าค่ายของเล่าปี่ ท้าให้เล่าปี่ยกทหารออกมารบกัน
แต่ในค่ายของเล่าปี่ยังคงเงียบกริบ ไม่เห็นแม้แต่ทหารรักษาการณ์ คงมีแต่ธงทิวปลิวไสวอยู่ตามค่าย โจโฉเห็นดังนั้นก็เกรงว่าเป็นกลของขงเบ้งลวงให้ยกเข้าตีค่าย จึงพาทหารถอยออกมาสามสิบเส้น
จนกระทั่งเวลาใกล้เที่ยงโจโฉมีอาการง่วงเหงาหาวนอน และเห็นทหารทั้งปวงก็ง่วงนอนโดยทั่วกัน โจโฉเกรงว่าทหารจะอิดโรยจึงสั่งให้ถอยกลับไปที่ค่าย
ยุทธวิธีของขงเบ้งที่กระทำกับกองทัพโจโฉในครั้งนี้คือยุทธวิธีที่เรียกว่า “เอ็งหยุดข้าแหย่” ของหลักยุทธวิธีสงครามจรยุทธ์ที่ว่า “เอ็งมาข้ามุด เอ็งหยุดข้าแหย่ เอ็งแย่ข้าตี เอ็งหนีข้าตาม” อันลือลั่นในสงครามปลดแอกของประเทศจีน และได้ถูกนำไปใช้ในการทำสงครามจรยุทธ์ของสงครามประชาชนทั่วโลกในกาลต่อมา.
จูล่งและฮองตงทราบความศึกจึงเข้าไปรายงานแก่เล่าปี่และขออาสายกทหารไปตีค่ายของซิหลง ครั้นได้รับอนุญาตจากเล่าปี่แล้วฮองตงและจูล่งจึงคุมทหารยกไปทางด้านแม่น้ำฮันซุย พอยกไปได้ร้อยเส้นฮองตงจึงกล่าวกับจูล่งว่าทหารข้าศึกพึ่งยกข้ามแม่น้ำมายังสดชื่นอยู่ ชอบที่จะตั้งค่ายดูเชิงข้าศึกให้อ่อนล้าอิดโรยก่อนจึงค่อยเข้าตี คงจะได้ชัยชนะเป็นมั่นคง
จูล่งได้ฟังดังนั้นก็เห็นด้วย สองนายทหารเมืองเสฉวนจึงให้ทหารตั้งค่ายห่างจากค่ายของซิหลงร้อยเส้นเศษ ทางฝ่ายซิหลงทราบว่าจูล่งและฮองตงยกทหารมาตั้งค่ายดังนั้นก็คิดจะยกทหารมาตีค่าย แต่ติดด้วยเป็นเวลาใกล้ค่ำจึงงดไว้
ครั้นรุ่งขึ้นซิหลงจึงคุมทหารออกมาท้ารบกับจูล่งถึงที่หน้าค่าย ฮองตงได้กล่าวกับจูล่งว่า ข้าศึกเพิ่งยกมายังเป็นเวลาเช้านัก ควรจะถ่วงเวลาให้ข้าศึกอิดโรยก่อนแล้วจึงค่อยยกเข้าโจมตี
ข้อเสนอของฮองตงดังกล่าวเป็นอย่างเดียวกันกับแผนการของหวดเจ้งเมื่อครั้งที่ตั้งรับศึกเตียวคับบนยอดเขาปักสัน จูล่งได้ฟังแผนการดังนั้นก็เห็นด้วย ดังนั้นแม้ว่าทหารของซิหลงจะร้องด่าท้าทายประการใด ทหารในค่ายของจูล่งและฮองตงก็ไม่ยกออกไปรบ คงป้องกันรักษาค่ายไว้เป็นมั่นคง
ครั้นถึงเวลาเย็นทหารของซิหลงก็ระดมยิงเกาทัณฑ์มาที่ค่าย ฮองตงจึงบอกจูล่งว่าข้าศึกระดมยิงเกาทัณฑ์มาดังนี้ เป็นการยิงข่มขวัญเพื่อจะล่าถอยกลับ โอกาสเป็นทีแล้วท่านจงเตรียมกำลังยกเข้าตีเถิด
ในขณะนั้นหน่วยสอดแนมได้เข้ามารายงานว่า กองหลังของทหารซิหลงกำลังถอยกลับแล้ว ฮองตงได้ฟังดังนั้นก็ย้ำกับจูล่งว่าการเป็นดังที่ได้คาดไว้ เมื่อทหารทางด้านหลังกลับขบวนล่าถอย ทหารที่อยู่ข้างหน้าก็คงจะล่าถอยตาม
ปรึกษากันดังนั้นแล้วทั้งฮองตงและจูล่งจึงคุมทหารออกไปนอกค่าย ตีม้าล่อฆ้องกลองเป็นสัญญาณให้ทุกหน่วยรุกไล่โจมตีทหารของซิหลงพร้อมกัน ทหารเมืองเสฉวนออมกำลังมาทั้งวัน พอได้ยินสัญญาณก็ชิงกรูกันขึ้นหน้า เข้าโจมตีฆ่าฟันทหารของซิหลงบาดเจ็บล้มตายลงเป็นอันมาก
ทหารของซิหลงกรำแดดทั้งวันก็อ่อนอิดโรย พอได้รับสัญญาณให้ถอยทัพก็เตรียมปรับขบวนล่าถอยมิทันได้ระวังหลัง จึงถูกกองทหารของฮองตงและจูล่งโจมตีแตกกระจัดกระจาย ซิหลงเห็นทหารบาดเจ็บล้มตายและแตกตื่นดังนั้นจึงพาทหารหนีกลับไปทางแม่น้ำฮันซุย
จูล่งและฮองตงเห็นได้ทีก็พาทหารไล่ตามตีกองทหารของซิหลงไปจนถึงริมฝั่งน้ำ ซิหลงพาทหารข้ามแม่น้ำอย่างทุลักทุเล เหยียบกันจมน้ำตายเป็นอันมาก เหลือทหารจำนวนหนึ่งพากันขึ้นฝั่งตะวันออกแล้วพากันไปที่ค่ายของอองเป๋ง
อองเป๋งรู้ว่าซิหลงแตกทัพหนีมาดังนั้นจึงออกมาต้อนรับตามธรรมเนียม พอซิหลงเห็นอองเป๋งก็โกรธ สำคัญว่าอองเป๋งเยาะเย้ยประชดประชัน จึงตะคอกถามอองเป๋งว่าเรายกทหารไปทำศึกเพลี่ยงพล้ำมา เหตุไฉนตัวจึงไม่ยกทหารออกไปช่วย ปล่อยให้เราเสียทีมาดังนี้
อองเป๋งจึงว่าข้าพเจ้าได้ห้ามปรามท่านก่อนแล้วแต่ท่านก็ไม่ฟัง ครั้นข้าพเจ้าจะยกทหารออกไปช่วยก็จะไม่มีผู้ใดรักษาค่าย หากข้าศึกยกมาปล้นค่ายก็จะเสียทีแก่ข้าศึกเพิ่มขึ้นอีก
ซิหลงได้ฟังดังนั้นก็ยิ่งโกรธ ชักกระบี่ออกจากฝักจะฆ่าอองเป๋งเสีย แต่บรรดาทหารรองได้ช่วยกันห้ามปรามไว้ ซิหลงขัดเคืองใจเป็นอันมากจึงผลุนผลันพาทหารที่แตกหนีมาไปตั้งค่ายอยู่ใกล้กับค่ายของอองเป๋ง
ทางฝ่ายอองเป๋งเห็นซิหลงโกรธเคืองถึงขนาดคิดจะสังหารผลาญชีวิตดังนั้นก็คิดว่าตัวเราเป็นผู้น้อย ซิหลงเป็นผู้ใหญ่ เป็นที่ไว้วางใจของวุยอ๋อง การครั้งนี้ซิหลงโกรธแค้นเคืองเราเป็นอันมาก หากพลาดท่าเสียทีไม่ถูกซิหลงฆ่าก็อาจถูกวุยอ๋องลงโทษประหารชีวิต ชอบที่เราจะหนีไปให้พ้นจากอันตราย
พอค่ำลงอองเป๋งก็ชักชวนทหารซึ่งสนิทเอาไฟเผาค่าย แล้วโห่ร้องทำทีเป็นข้าศึกยกทหารมาปล้นค่าย ซิหลงไม่ทันกลสำคัญว่าทหารเมืองเสฉวนยกกำลังข้ามแม่น้ำฮันซุยมาปล้นค่ายอองเป๋งแล้วคงจะปล้นค่ายของตัวด้วย คิดว่าไม่สามารถต้านทานได้จึงพา ทหารหนีกลับไปสมทบกับกองทัพหลวงของโจโฉ
ทางฝ่ายอองเป๋งเมื่อเผาค่ายแล้ว จึงพาทหารสนิทข้ามแม่น้ำฮันซุยไปขอสวามิภักดิ์อยู่กับจูล่ง จูล่งไต่สวนทราบความแล้วมีความยินดีเป็นอันมาก จึงพาอองเป๋งกลับไปหาเล่าปี่ที่ค่ายหลวง
เล่าปี่เห็นอองเป๋งมีบุคลิกลักษณะโอ่โถง บ่งบอกถึงความมีฝีมือที่เข้มแข็งแกร่งกล้าและสติปัญญาอันหลักแหลมจึงมีความยินดี รับเอาอองเป๋งเข้าสังกัดในกองทัพเมืองเสฉวน แล้วเล่าปี่จึงถามว่า ภูมิประเทศแถบถิ่นนี้ชอบกลนัก จะทำการประการใดจึงจะได้ชัยชนะแก่ข้าศึก
อองเป๋งจึงว่าท่านอย่าได้วิตก ข้าพเจ้าเป็นคนพื้นเพเมืองปาเส แต่มาเติบใหญ่ในแถบถิ่นนี้ มีความรู้จักมักคุ้นสภาพภูมิประเทศเป็นอย่างดี
เล่าปี่จึงว่าซึ่งท่านมาอยู่กับเราทั้งนี้ คงเป็นเพราะเทพยดาดลใจให้ได้มาอยู่ร่วมกัน การที่เราคิดจะยกไปตีเมืองฮันต๋งคงจะสำเร็จสมความปรารถนาเป็นแน่แท้
เล่าปี่กล่าวดังนั้นแล้วจึงสั่งให้อองเป๋งสังกัดในกองทัพหน้าของจูล่งและฮองตง
ทางฝ่ายซิหลงครั้นแตกหนีกลับไปถึงทัพหลวงของโจโฉแล้วก็ทูลรายงานความทั้งปวงให้โจโฉทราบ และว่าบัดนี้อองเป๋งได้แปรพักตร์ไปสวามิภักดิ์กับเล่าปี่แล้ว โจโฉได้ทราบความดังนั้นก็โกรธ สั่งให้เคลื่อนกองทัพสี่สิบหมื่นตรงไปที่แม่น้ำฮันซุย
ทางฝ่ายจูล่งและฮองตงพอได้ข่าวคราวจากหน่วยสอดแนมว่าโจโฉยกทัพสี่สิบหมื่นตรงมาที่ริมแม่น้ำฮันซุยจึงปรึกษากัน และเห็นว่ากองหน้าของเรามีจำนวนน้อย คงไม่อาจต้านรับกองทัพใหญ่ของโจโฉได้ จึงให้ทหารถอนค่ายแล้วล่าถอยกลับไปสมทบกับกองทัพหลวงของเล่าปี่
กองทัพของโจโฉเคลื่อนมาถึงฝั่งแม่น้ำฮันซุยฟากตะวันออก เห็นปลอดจากกองทัพของข้าศึก จึงสั่งทหารให้ข้ามแม่น้ำฮันซุยไปทางฟากตะวันตก แล้วให้ตั้งค่ายตามกระบวนศึกห่างจากริมแม่น้ำร้อยเส้น เพื่อเตรียมทำศึกชิงทุ่งฮันซุยขั้นแตกหักกับเล่าปี่
ทางฝ่ายกองทัพของเล่าปี่เมื่อทราบว่าโจโฉยกกองทัพข้ามแม่น้ำฮันซุยมาตั้งค่ายในระยะห่างกันสองร้อยเส้นดังนั้น จึงปรึกษากับขงเบ้งเพื่อจะตีกองทัพโจโฉให้แตกพ่ายไป ในเย็นวันนั้นขงเบ้งจึงชวนเล่าปี่ขึ้นไปบนเนินเขา ตรวจตราดูภูมิประเทศอีกครั้งหนึ่ง
ขงเบ้งชี้มือไปยังเทือกเขาฝั่งตะวันตกของแม่น้ำฮันซุยทางด้านเหนือของค่ายโจโฉ แล้วกล่าวกับเล่าปี่ว่าเทือกเขาเหล่านี้อยู่ไม่ไกลจากค่ายของโจโฉเท่าใดนัก สภาพภูมิประเทศชอบกล ข้าพเจ้าจะคิดกลอุบายให้โจโฉต้องถอยทัพข้ามแม่น้ำฮันซุยกลับไปอย่างน้อยสองร้อยเส้น ท่านอย่าได้วิตกเลย
กล่าวแล้วขงเบ้งก็มีสีหน้ายิ้มย่อมผ่องใสเบิกบานยิ่งนัก ชักชวนให้เล่าปี่ดูทิวทัศน์โดยรอบบริเวณของแม่น้ำฮันซุย เห็นฝูงนกเป็นจำนวนมากกำลังบินกลับรัง ท้องฟ้าก็เริ่มจะมืดลง ขงเบ้งจึงชวนเล่าปี่กลับไปค่าย
พอถึงค่ายขงเบ้งให้ทหารไปตามจูล่งเข้ามาพบ แล้วสั่งว่าให้ท่านคุมทหารห้าร้อยคนพร้อมเครื่องมโหรีปี่กลอง ยกไปตั้งซุ่มอยู่ในป่าบนเนินเขาทางด้านเหนือของค่ายโจโฉ แล้วให้คอยสังเกตสัญญาณที่ค่ายเรา หากแม้นเห็นสัญญาณไฟลุกและดับสามครั้งเมื่อใด ก็ให้ทหารตีม้าล่อฆ้องกลองเสมือนหนึ่งเข้าปล้นค่ายข้าศึก และให้ทหารโห่ร้องขึ้นพร้อมกัน โจโฉก็จะยกทหารออกมาป้องกันรักษาค่าย แต่ท่านอย่ายกออกไปรบ จงสงบม้าล่อและฆ้องกลองไว้แล้วคอยสังเกตสัญญาณไฟที่ค่ายเราต่อไป จนเวลาใกล้สว่างแล้วจึงค่อยยกกลับมา
จูล่งรับคำสั่งขงเบ้งแล้วจึงคำนับลาเล่าปี่และขงเบ้ง ออกไปจัดแจงทหารและม้าล่อฆ้องกลองเตรียมพร้อมไว้ พอพ้นยามหนึ่งจูล่งก็พาทหารลอบยกไปซุ่มอยู่ที่เนินเขาตามแผนการของขงเบ้งทุกประการ
ทางค่ายของเล่าปี่นั้น ขงเบ้งได้สั่งให้แต่งสุราเลี้ยงบรรดาทหารซึ่งสนิท และให้เตรียมเชื้อเพลิงสุมไว้เป็นหลายกอง พร้อมกับผ้าดำอีกหลายผืน เล่าปี่และทหารทั้งปวงเห็นขงเบ้งเตรียมการประหลาดดังนั้นก็แปลกใจ แต่ก็เชื่อมั่นว่าขงเบ้งทำการทั้งนี้ย่อมมีความนัยที่สำคัญ ดังนั้นต่างคนจึงต่างไม่ถามไถ่ คงกินโต๊ะดื่มสุราอย่างเพลิดเพลิน
ขงเบ้งกล่าวกับเล่าปี่ว่า ค่ำวันนี้ท่านอย่าได้เห็นแก่การนอนเลย คอยดูท่วงทีของกองทัพโจโฉเถิด เล่าปี่ก็รับคำ นั่งดื่มสุรากับขงเบ้งอย่างเพลิดเพลิน ขณะที่ในใจก็หวนรำลึกถึงเหตุการณ์เมื่อครั้งที่ไปเชิญขงเบ้งออกจากเขาโงลังกั๋งและดื่มน้ำชาดูดาวกับขงเบ้งที่เก๋งหน้ากระท่อมน้อยนั้น
ครั้นเวลาสองยามขงเบ้งสังเกตเห็นไฟทางค่ายของโจโฉดับมืดลง และเสียงผู้คนในค่ายก็เงียบสนิท จึงสั่งให้ทหารจุดเพลิงขึ้นที่หน้าค่าย แสงเพลิงก็ลุกโชติช่วงขึ้น ครู่หนึ่งขงเบ้งก็ให้เอาผ้าดำกั้นบังแสงเพลิงไว้ และเปิดออกสลับไปมาถึงสามครั้ง
ฝ่ายจูล่งคุมทหารสังเกตการณ์อยู่ตั้งแต่หัวค่ำ ครั้นเห็นสัญญาณเพลิงจากค่ายของ เล่าปี่ตามที่ขงเบ้งกำหนด จึงสั่งทหารให้ตีม้าล่อฆ้องกลองและโห่ร้องขึ้นพร้อมเพรียงกัน เสียงดังสนั่นหวั่นไหวไปทั้งแนวป่า
ทางฝ่ายกองทัพโจโฉ ทหารกำลังพักผ่อนหลับนอนอย่างสุขสบาย ครั้นได้ยินเสียงม้าล่อฆ้องกลองและเสียงโห่ร้องของทหารดังลั่นสนั่นฝ่าความมืดมาดังนั้นก็สำคัญว่าเล่าปี่ยกกองทัพมาปล้นค่าย จึงตีกลองสัญญาณให้ทหารตื่นป้องกันรักษาค่าย โจโฉเองรีบตื่นจากที่นอนแต่งตัวใส่เกราะแล้วออกมาบัญชาทหารอยู่ที่ด้านนอกค่ายพัก
เพียงครู่เดียวทุกค่ายของโจโฉก็พร้อมรบ ทหารทุกคนเข้าประจำที่ตั้งพร้อมอาวุธครบมือ แต่รีรออยู่พักใหญ่ก็ไม่เห็นข้าศึกยกมา ทั้งเสียงม้าล่อฆ้องกลองก็เงียบลง
โจโฉสังเกตการณ์อยู่อีกครู่หนึ่ง จึงสั่งทหารให้พักผ่อนเข้านอน บรรดาทหารทั้งปวงก็ถอดเกราะและเข้านอนตามคำสั่ง แต่พองีบไปเพียงครู่หนึ่งเสียงม้าล่อฆ้องกลองและเสียงโห่ร้องของทหารประหนึ่งข้าศึกยกกองทัพเข้าปล้นค่ายก็ดังขึ้นอีก
โจโฉรีบลุกออกจากที่นอน แต่งตัวใส่เสื้อเกราะและบัญชาให้ทหารทุกหน่วยเตรียมพร้อมรบอีกครั้งหนึ่ง แต่เพียงครู่เดียวเสียงม้าล่อฆ้องกลองและเสียงโห่ร้องของทหารก็เงียบลงอีก
โจโฉและทหารให้รู้สึกแปลกประหลาดใจ มองไปด้านนอกค่ายก็มืดสนิท ไม่เห็นว่าจะมีทหารข้าศึกมากหรือน้อยประการใด แต่โจโฉนั้นหวั่นใจว่าข้าศึกลวงเราสองครั้งแล้วหรือว่าครั้งที่สามจะเป็นการเข้าปล้นค่ายจริง โจโฉคิดดังนั้นจึงสั่งทหารไม่ให้พักผ่อนหลับนอน ให้เตรียมพร้อมรับมือกับข้าศึกที่จะยกมาปล้นค่าย
จนฟ้าสางก็ไม่มีทหารข้าศึกยกมาปล้นค่าย โจโฉให้โกรธแค้นเป็นอันมาก สั่งทหารให้เตรียมตัวให้พร้อม แล้วยกออกไปที่หน้าค่ายของเล่าปี่ ท้าให้เล่าปี่ยกทหารออกมารบกัน
แต่ในค่ายของเล่าปี่ยังคงเงียบกริบ ไม่เห็นแม้แต่ทหารรักษาการณ์ คงมีแต่ธงทิวปลิวไสวอยู่ตามค่าย โจโฉเห็นดังนั้นก็เกรงว่าเป็นกลของขงเบ้งลวงให้ยกเข้าตีค่าย จึงพาทหารถอยออกมาสามสิบเส้น
จนกระทั่งเวลาใกล้เที่ยงโจโฉมีอาการง่วงเหงาหาวนอน และเห็นทหารทั้งปวงก็ง่วงนอนโดยทั่วกัน โจโฉเกรงว่าทหารจะอิดโรยจึงสั่งให้ถอยกลับไปที่ค่าย
ยุทธวิธีของขงเบ้งที่กระทำกับกองทัพโจโฉในครั้งนี้คือยุทธวิธีที่เรียกว่า “เอ็งหยุดข้าแหย่” ของหลักยุทธวิธีสงครามจรยุทธ์ที่ว่า “เอ็งมาข้ามุด เอ็งหยุดข้าแหย่ เอ็งแย่ข้าตี เอ็งหนีข้าตาม” อันลือลั่นในสงครามปลดแอกของประเทศจีน และได้ถูกนำไปใช้ในการทำสงครามจรยุทธ์ของสงครามประชาชนทั่วโลกในกาลต่อมา.