ตอนที่ 41. อภินิหารพระมาโจ๊ว
สำหรับพระมาโจ๊วซึ่งก๋งฝ่ายพ่อนำมาจากเมืองจีนนั้น ในที่สุดหลังจากได้เห็นปาฏิหาริย์ในคืนนั้นแล้ว เกือบ 40 ปีต่อมาพระมาโจ๊วนี้ก็ได้มาอยู่กับผมที่กรุงเทพฯ นับเป็นเรื่องที่มหัศจรรย์และจัดเป็นบุรพกรรมแต่หนหลังอีกเรื่องหนึ่ง
หลังจากผมมาเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ แล้ว ทุกครั้งที่ผมเดินทางกลับไปเยี่ยมบ้านก็จะถือโอกาสไปกราบไหว้พระมาโจ๊วที่บ้านก๋งฝ่ายพ่อเกือบทุกครั้งไป เหมือนกับว่ากลับไปกราบไหว้เยี่ยมเยือนบรรพบุรุษผู้มีพระคุณฉะนั้น
กลับไปกราบไหว้คราใดก็น้อมใจรำลึกบอกกล่าวเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับชีวิตผม เช่นเดียวกับที่บอกกล่าวเล่าขานเรื่องราวให้ญาติผู้ใหญ่ทางบ้านได้รับฟังทุกประการ
ต่อมาอาเจ็กหรือน้องของพ่อได้ย้ายถิ่นฐานจากหมู่บ้านเดิมเข้ามาตั้งถิ่นฐานใหม่ในตัวอำเภอใกล้กับบ้านผม ได้ย้ายพระและชื่อบรรพบุรุษมาไว้ที่บ้านใหม่ตามประเพณี
อาเจ็กของผมมีลูกหลานหลายคน กิตติศัพท์ความศักดิ์สิทธิ์ของพระมาโจ๊วตั้งแต่รุ่นก๋งเป็นที่เล่าขานสืบมาจนกระทั่งถึงชั้นลูกหลาน ดังนั้นลูกหลานของอาเจ็กต่างก็มีความปรารถนาที่จะได้ครองพระมาโจ๊วในลักษณะที่สืบทอดให้กับวงศ์ตระกูลกันทุกคน
อาเจ็กเคยปรารภให้ฟังว่าเมื่อเวลามีอายุมากขึ้นก็มีความวิตกว่าสืบไปภายหน้าจะมอบพระที่รับสืบทอดมาแต่รุ่นก๋งไว้กับผู้ใดจึงจะดูแลรักษากราบไหว้พระได้ตลอดรอดฝั่ง
ดังนั้นแทบทุกตรุษสารทอาเจ็กก็จะเขียนชื่อลูกหลานใส่กระดาษแล้วทอดเบี้ยเสี่ยงทายว่าสืบไปภายหน้าพระมาโจ๊วจะไปอยู่กับผู้ใด และเป็นเรื่องแปลกที่การทอดเบี้ยเสี่ยงทายทุกครั้งผลจะออกมาตรงกันว่าพระมาโจ๊วจะมาอยู่กับผม
ผมฟังคำอาเจ็กเล่าก็ไม่ได้คิดฝันอะไรเพราะรู้ดีว่าอาเจ็กมีลูกหลานหลายคน และต่างคนก็มีการศึกษาค่อนข้างดี มีอาชีพการงานเป็นหลักฐาน มีฐานะและโอกาสสมควรที่จะได้ครอบครองดูแลพระมาโจ๊วประจำตระกูลองค์นี้มากกว่าผม
ต่อมาราวปี 2539 ผมขึ้นบ้านใหม่ ได้ส่งข่าวไปทางบ้านเพื่อบอกกล่าวให้พ่อและญาติพี่น้องทราบ ทั้งขอเชิญให้ขึ้นมากรุงเทพฯ ร่วมทำบุญบ้านพร้อมกัน
หลังจากนั้นไม่กี่วัน พ่อก็มีหนังสือมาบอกว่าการขึ้นบ้านใหม่คราวนี้อาเจ็กจะเชิญพระมาโจ๊วมามอบให้ผมด้วย ขอให้เตรียมที่ทางให้เป็นการสมควร เพราะถือว่าเป็นพระประจำตระกูล จะได้กราบไหว้บูชารักษาไว้ประจำวงศ์ตระกูลสืบไป พ่อบอกมาด้วยว่าอาเจ็กจะเชิญพระขึ้นมากรุงเทพฯ ด้วยตนเอง
ผมได้ทราบข่าวดังนั้นก็ดีใจและแปลกใจระคนกัน เพราะไม่นึกฝันว่าการขึ้นบ้านใหม่ครั้งนั้นจะได้รับพระประจำตระกูลมาไว้ประจำบ้าน และอีกสถานหนึ่งอาเจ็กของผมเป็นคนเชื้อสายจีนโบราณ ไม่เคยไปไหนไกลจากบ้านเลย
อาเจ็กไม่เคยนั่งรถยนต์ รถไฟ หรือเครื่องบินเลย เคยนั่งก็แต่เรือ การแต่งเนื้อแต่งตัวก็เป็นแบบคนเชื้อสายจีนในยุคนั้น คือนุ่งกางเกขาสั้น และถึงขนาดนุ่งกางเกงขายาวไม่เป็นด้วย อีกอุปสรรคสำคัญคืออาเจ็กมีอัธยาศัยไม่ชอบไปไหนไกลบ้าน เนื่องจากหากไปค้างที่อื่นแล้วก็จะถ่ายไม่ได้
จะเป็นเพราะผมนึกสังหรณ์ใจไว้ล่วงหน้าก็เป็นไปได้ เพราะในการขึ้นบ้านใหม่ครั้งนี้ผมได้จัดทำห้องพระสำหรับพระจีนไว้เป็นการเฉพาะต่างหากจากห้องพระพุทธรูปบูชา ทำเป็นห้องเป็นหับและมีฐานชุกชีสำหรับพระจีนไว้เป็นการเฉพาะ พอจะตั้งพระได้ถึงสามองค์ และได้เชิญพระกวนกงที่ได้มาจากอาซิ้มมาประดิษฐานไว้ตรงกลางฐานชุกชีที่วางพระอยู่แล้ว
ดังนั้นเมื่อได้ข่าวว่าอาเจ็กจะขึ้นมากรุงเทพฯ และเชิญพระมาโจ๊วมามอบให้จึงไม่เป็นเรื่องยากลำบากเพิ่มเติมแต่ประการใด
ครั้นถึงวันกำหนดพ่อและอาเจ็กก็ขึ้นมาจากทางบ้านเดิม ในวันนั้นมีเหตุมหัศจรรย์เกิดขึ้น คือมีฝูงนกนางแอ่นฝูงใหญ่นับพัน ๆ ตัวซึ่งไม่เคยปรากฏมาแต่ก่อน บินว่อนมาวนเวียนอยู่แถวบ้าน พักหนึ่งพ่อและอาเจ็กก็เดินทางมาถึงพร้อมกับพระ
พ่อ อาเจ็ก ตลอดจนญาติพี่น้องที่มาร่วมงานขึ้นบ้านใหม่ ครั้นได้เห็นเหตุการณ์นกนางแอ่นฝูงใหญ่บินมาวนเวียนอยู่รอบบ้านเป็นที่อัศจรรย์ก็พากันแปลกประหลาดใจ
พ่อบอกว่าคงเป็นอภินิหารของพระ เพราะเมื่อครั้งที่ก๋งเชิญพระมาจากเมืองฮกเกี้ยนนั้นมาโดยทางเรือสำเภา หลังจากมาตั้งหลักแหล่งที่เมืองไทยแล้วก็มีฝูงนกนางแอ่นบินมาวนเวียนอยู่เสมอ แต่คิดไม่ถึงว่าการเชิญพระมากรุงเทพฯ ครั้งนี้จะมีฝูงนกนางแอ่นจำนวนมากมาบินวนเวียนให้เห็นอีก
อาเจ็กได้ฟังคำพ่อก็ยืนยันว่าเป็นนิมิตหรืออภินิหารของพระมาโจ๊วอย่างแน่นอน เพราะเมื่อครั้งอยู่ที่บ้าน หากมีเหตุการณ์สำคัญก็มักจะมีฝูงนกนางแอ่นมาบินวนเวียนให้เห็นเช่นนี้เหมือนกัน
อาเจ็กได้บอกว่าได้ตัดสินใจตามคำเสี่ยงทายมานานแล้วว่าจะเชิญพระมามอบให้กับผม มาครั้งนี้เป็นโอกาสดีที่ผมขึ้นบ้านใหม่ จึงเชิญพระมาด้วยตนเอง ซึ่งบรรดาลูกหลานก็ทักท้วง แต่ได้บอกกล่าวให้ได้ทราบทั่วกันว่าพระมาโจ๊วนี้เป็นของก๋งมาแต่เดิม อาเจ็กเป็นแต่เพียงผู้ดูแลรักษา ไม่มีสิทธิ์ที่จะยกให้กับใครได้ตามอำเภอใจ ถึงแม้จะเป็นลูกหรือหลานของตัวเองก็ตาม จะต้องถามพระถามก๋งก่อน
ที่ถามพระนั้นก็พอเข้าใจได้ว่าอาเจ็กถามโดยวิธีทอดเบี้ยเสี่ยงทาย แต่ที่ถามก๋งนั้นผมก็เข้าใจเอาเองว่าก๋งฝ่ายพ่อของผมสิ้นบุญไปตั้งแต่ก่อนที่ผมจะเกิด ดังนั้นการถามความของเจ็กจึงน่าจะเป็นการถามโดยวิธีทอดเบี้ยเสี่ยงทายเช่นเดียวกัน
พระมาโจ๊วองค์นี้มีตู้พระประจำมาแต่ครั้งที่ก๋งเชิญมาจากเมืองจีน ตู้พระเป็นลักษณะศาลเจ้าเก่าแก่ ทำจากไม้สีดำ เก่าคร่ำคร่า และชำรุดไปบ้างตามกาลเวลาที่ผ่านพ้นมานับร้อยปี
เดิมทีผมซื้อตู้พระใหม่เตรียมเอาไว้แล้ว แต่อาเจ็กทักท้วงว่าตู้พระเดิมนั้นเป็นของเก่าคู่กับพระมาแต่รุ่นก๋ง ไม่สมควรที่จะเปลี่ยนแปลงเป็นของใหม่ หากควรใช้ตู้พระเดิม ผมก็เห็นด้วย ดังนั้นจึงได้ใช้ตู้พระเดิมที่อาเจ็กนำมาด้วยเป็นที่ประดิษฐานพระมาโจ๊ว และเชิญพระขึ้นประดิษฐานบนที่ที่เตรียมไว้ โดยจัดที่ไว้ทางด้านขวาของพระกวนกงที่ได้มาก่อน
รุ่งขึ้นเป็นวันขึ้นบ้านใหม่ ผมทำบุญเลี้ยงพระตามประเพณี และทำพิธีไหว้พระจีนทั้งสององค์ จากนั้นก็ทำพิธีไหว้บรรพบุรุษตามธรรมเนียม
พอบ่ายลงฝูงนกนางแอ่นฝูงเดิมหลายพันตัวก็พากันมาบินวนเวียนรอบบ้านอีกครั้งหนึ่ง จนเวลาค่ำจึงหายไป ครั้นวันรุ่งขึ้นนกนางแอ่นฝูงนี้ก็ยังคงมาบินวนเวียนอยู่ตามเวลาเดิม เป็นที่อัศจรรย์นัก
รวมความว่าฝูงนกนางแอ่นฝูงนี้ได้บินมาวนเวียนอยู่ที่บ้านตั้งแต่วันที่พระมาโจ๊วเดินทางมาถึง และบินวนเวียนอยู่ถึง 3 วันจึงหายไป
รุ่งอีกปีหนึ่ง ผมนึกถึงเมื่อตอนเด็ก ๆ ซึ่งมีการจัดงานเล่นงิ้วฉลองพระประจำโรงพระ ผมจึงได้ไปว่าจ้างงิ้วจากประเทศสิงคโปร์มาเล่นถวายพระที่ลานหญ้าหน้าบ้าน เป็นงิ้วคณะใหญ่ และมีพิธีรีตองค่อนข้างมาก
หัวหน้าคณะงิ้วได้จัดที่ทางสำหรับพระชมงิ้วขึ้นเป็นพิเศษ และได้เชิญพระจีนทั้งสององค์ไปประดิษฐานบนที่ชมงิ้วนั้น และในวันนั้นก็ปรากฏเหตุการณ์ประหลาดอีก คือเมื่อเชิญพระออกจากที่ประดิษฐานไปยังที่ชมงิ้วแล้ว ก็มีฝูงนกนางแอ่นนับพัน ๆ ตัวบินมาวนเวียนเหมือนกับครั้งที่พระมาโจ๊วมาถึงกรุงเทพฯ ใหม่ ๆ
งานเล่นงิ้วถวายพระดังกล่าวเป็นข่าวไปทั้งหมู่บ้าน บรรดาคนเชื้อสายจีนได้ทราบความก็พากันชวนมาดูงิ้วและกราบไหว้บูชาพระกันเป็นจำนวนมาก
เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของทุกผู้คนที่ไปไหว้บูชาว่าพระทั้งสององค์นี้ผุดผ่องเปล่งปลั่งเป็นที่อัศจรรย์ยิ่งนัก คือพระมาโจ๊วนั้นแม้จะเก่าคร่ำคร่าปานใด และโดยทั่วไปจะเห็นรูปองค์เป็นสีดำ แต่เมื่อยามเชิญออกไปนั่งชมงิ้วกลับเปล่งประกายสีทองเปล่งปลั่งทั่วทั้งองค์ ส่วนพระกวนกงนั้นเล่า ถึงจะเก่าแก่นับร้อย ๆ ปีจนรูปองค์เป็นสีเขียวแกมดำ แต่กลับเปล่งประกายเป็นสีเขียวเข้ม โดยเฉพาะใบหน้ามีสีแดงเปล่งปลั่งดั่งผลพุทราสุก
ผมจัดงานแสดงงิ้วถวายพระอยู่สองคืน ครั้นเสร็จงานแล้วจึงเชิญพระทั้งสององค์เข้าประดิษฐาน ณ ที่เดิม
ผมอาศัยช่วงเวลาปิดเทอมไปเยี่ยมคนโน้นคนนี้ที่เคยคุ้นเคยกันมาแต่ก่อน และคนหนึ่งซึ่งผมตั้งใจตั้งแต่กลับจากกรุงเทพฯ คือลุงผลหรือจ่าสิบตำรวจเอกผล ซึ่งเป็นคนที่ผมถือว่ามีพระคุณกับผมมาแต่น้อย
ลุงผลเป็นตำรวจมาตั้งแต่หนุ่มจนแก่ ก่อนที่จะย้ายมาอยู่บ้านผมเคยเป็นตำรวจอยู่ที่ทุ่งลุง ครั้นย้ายมารับราชการที่บ้านผมแล้วได้มาเช่าบ้านก๋งอยู่ จึงมีความสนิทคุ้นเคยกันมาเนื่องจากลุงผลไม่มีบุตร ขอลูกเขามาเลี้ยงคนหนึ่งและส่งให้เรียนครูอยู่ที่กรุงเทพฯ ดังนั้นลุงผลและภรรยาจึงรักเด็ก ผมและเพื่อน ๆ นักเรียนแวะเวียนกันไปกินข้าวกินปลาคบหากับลุงผลอย่างสนิทชิดเชื้อ
ผมจำได้ว่าเมื่อตอนอายุ 13-14 ปีนั้น มีหนังสือกำลังภายในเรื่องมังกรหยกกำลังแพร่หลายเข้ามาในประเทศไทย ลุงผลติดหนังสือกำลังภายใน จึงได้ซื้อหนังสือมังกรหยกมาอ่านทุกเล่ม ผมจึงพลอยได้อ่านและรู้จักเรื่องมังกรหยกไปด้วย ทำให้ได้รู้เรื่องราวเกี่ยวกับเรื่องกำลังภายในซึ่งกำลังโด่งดังอยู่ในขณะนั้นได้เป็นอย่างดี
นอกจากหนังสือมังกรหยกแล้วลุงผลยังอ่านหนังสือมากมายหลายชนิด และสนับสนุนให้ผมอ่านหนังสือ จึงเป็นอัธยาศัยติดตัวมาตั้งแต่น้อย
ลุงผลเป็นคนพาผมไปเที่ยวตัวจังหวัดเป็นครั้งแรก ทำให้ผมได้รู้จักถนนลาดยางและรถจักรยานยนต์เป็นครั้งแรกในชีวิต เพราะก่อนหน้านั้นผมไม่เคยไปไหนไกลจากบ้านเลย รถจักรยานยนต์และถนนลาดยางก็ไม่เคยเห็น ตู้เย็นก็ไม่เคยพบ การได้ไปเที่ยวในตัวจังหวัดกับลุงผลทำให้ผมได้เปิดหูเปิดตาในวัยเด็กเป็นครั้งแรก ทำให้ได้รู้ว่าโลกเรานี้ยังมีสิ่งที่เราไม่รู้ไม่เห็นไม่รู้จักมากมายสุดจะคณานับ
เพราะเหตุนี้กระมัง นักปราชญ์จีนผู้มีชื่อเสียงคนหนึ่งจึงกล่าวว่าเดินทางพันลี้ดีกว่าอ่านหนังสือหมื่นเล่ม ซึ่งหมายความว่าการเดินทางท่องเที่ยวไปในที่ต่าง ๆ ทำให้ได้พบเห็นสิ่งทั้งหลายได้ด้วยตาตนเอง เป็นความรู้ก่อเป็นความคิดและก่อเกิดประสบการณ์แก่ชีวิตหลากหลายยิ่งกว่าการอ่านหนังสือ
ลุงผลเป็นตำรวจแต่เป็นตำรวจที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากตำรวจด้วยกันเอง เหตุทั้งนี้เนื่องจากลุงผลเป็นคนดี เป็นคนซื่อสัตย์สุจริต ไม่เคยคิดข่มเหงรังแกเบียดเบียนใคร ไม่เคยคิดไม่เคยทำการฉ้อราษฎร์บังหลวงใด ๆ ตั้งหน้าทำราชการด้วยความเอาใจใส่และขยันหมั่นเพียร บางทีไปจับเหล้า จับบ่อนที่เขาส่งส่วยกันอยู่ แทนที่จะเป็นความชอบก็ถูกผู้ใหญ่ไม่พอใจ
ลุงผลเล่าว่าทั้งชีวิตเป็นมาอย่างนี้จึงไม่มีความก้าวหน้าในทางราชการ หลังสุดไปรับราชการอยู่ที่ทุ่งลุงซึ่งเป็นทางผ่านของสินค้าจากมาเลเซียเข้ามาภาคใต้และจากภาคใต้ออกไปมาเลเซีย ลุงผลไม่เคยเรียกร้องเงินทองเอาจากใคร ไม่ว่าเพื่อตัวเองหรือเพื่อนำไปเป็นบรรณาการให้แก่ผู้ใหญ่ ดังนั้นจึงถูกตั้งข้อรังเกียจว่าเป็นตำรวจเสียเปล่า ไม่ดูแลผู้ใหญ่ แต่ลุงผลก็ไม่ปรับตัวยังคงทำหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเหมือนเดิม
ผู้ใหญ่ทางตำรวจก็ไม่รู้ที่จะทำอะไรกับลุงผลได้ เพราะจะเอาผิดถึงขนาดขับออกจากราชการก็ไม่มีความผิดอะไร ในที่สุดเขาก็ย้ายลุงผลออกจากอำเภอทุ่งลุงแล้วเอาคนอื่นที่สามารถหาประโยชน์ไปบรรณาการผู้ใหญ่เข้าไปแทนที่ ลุงผลจึงต้องมารับราชการในถิ่นที่ทุรกันดารห่างไกลด้วยประการฉะนี้
ลุงผลบอกว่าคนที่คิดจะทำราชการต้องทำตามคำโบราณที่ว่า ต้องทำความดีความชอบ ความดีนั้นลุงทำได้และทำเป็น คือทำหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตด้วยวิริยะอุตสาหะ แต่ความชอบนั้นหมายรวมถึงความชอบใจของนาย แต่ลุงทำไม่เป็น เพราะอายุมากแล้ว จะไปนั่งเฝ้าแหนติดตามเอาใจเจ้านายทุกเวล่ำเวลาก็ทำไม่ได้ จะเอาทรัพย์สินเงินทองข้าวของไปบรรณาการก็ไม่มี จะไปรีดนาทาเร้นชาวบ้านเอาไปมอบให้เจ้านายก็สงสารชาวบ้าน ทำไม่ลงอีก
ดังนั้นเวลาถึงวันเกิดเจ้านาย หรือวันปีใหม่ หรือวันเทศกาลใด ๆ ก็ตาม ลุงผลจึงได้แต่ไปอวยพรเจ้านาย แต่ไปมือเปล่า อวยพรปากเปล่า เขาก็หาว่ามากินข้าวเปล่า ๆ อีก นานวันเข้าลุงผลจึงไม่ไปอวยพรใคร เหตุนี้ความชอบก็ไม่มี ความดีเจ้านายก็ไม่เห็น ลุงผลบอกว่าชีวิตลุงทำเป็นแต่ความดี จึงต้องมีชีวิตเป็นอยู่เช่นนี้ แต่ลุงก็ไม่เสียดาย เพราะไม่ต้องอายฟ้าไม่ต้องอายดิน เวลาไปไหนฝนตกฟ้าร้องก็ไม่ต้องเกรงกลัวว่าฟ้าจะผ่า
ลุงผลบอกว่าในชีวิตจริงของคนเราอย่าได้เอาแบบของลุง เพราะทำความดีอย่างเดียวไม่พอ ต้องรู้จักทำความชอบด้วย จึงจะต้องด้วยคำโบราณว่าทำความดีความชอบ แต่ก็มีคนจำนวนมากที่อย่างไรเสียก็ไม่ยอมทำชั่ว ถึงจะทำความดีความชอบก็จะทำแต่ในทางที่ชอบ คือชอบใจตัว แต่ไม่ชอบใจคนอื่น ก็ต้องรับผลและชะตาชีวิตตามที่ได้ทำไว้
ผมจำได้แม่นยำถึงเหตุการณ์วันหนึ่งเมื่อครั้งที่ผมยังอยู่บ้านเดิม วันนั้นลุงผลลุกลี้ลุกลนกลับมาบ้านตอนเที่ยง บังเอิญวันนั้นผมอยู่ที่บ้านก๋ง ลุงผลรีบมาหาผมแล้วบอกว่าบ่ายวันนี้ทางอำเภอเขาจะค้นบ้านและร้านค้าต่าง ๆ ของพ่อผม และจะจับพ่อผมด้วย ให้หาทางคิดอ่านป้องกันเพราะลุงช่วยได้แต่เพียงเท่านี้
ผมพอทราบความอยู่บ้างว่าพ่อผมมีความขัดแย้งกับนายอำเภอ ซึ่งเป็นข้าราชการที่ถูกย้ายไปจากเมืองใหญ่เนื่องจากกระทำความผิดข่มเหงราษฎร จึงต้องถูกลงโทษย้ายไปอยู่ในถิ่นทุรกันดาร ซึ่งผลที่แท้จริงนั้นแทนที่นายอำเภอจะเป็นฝ่ายถูกลงโทษ กลับกลายเป็นว่าราษฎรต่างหากที่เป็นฝ่ายถูกลงโทษ เพราะคนชั่วนั้นไม่ว่าไปอยู่แห่งหนไหนก็ย่อมทำกรรมชั่วเสมอไป.
หลังจากผมมาเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ แล้ว ทุกครั้งที่ผมเดินทางกลับไปเยี่ยมบ้านก็จะถือโอกาสไปกราบไหว้พระมาโจ๊วที่บ้านก๋งฝ่ายพ่อเกือบทุกครั้งไป เหมือนกับว่ากลับไปกราบไหว้เยี่ยมเยือนบรรพบุรุษผู้มีพระคุณฉะนั้น
กลับไปกราบไหว้คราใดก็น้อมใจรำลึกบอกกล่าวเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับชีวิตผม เช่นเดียวกับที่บอกกล่าวเล่าขานเรื่องราวให้ญาติผู้ใหญ่ทางบ้านได้รับฟังทุกประการ
ต่อมาอาเจ็กหรือน้องของพ่อได้ย้ายถิ่นฐานจากหมู่บ้านเดิมเข้ามาตั้งถิ่นฐานใหม่ในตัวอำเภอใกล้กับบ้านผม ได้ย้ายพระและชื่อบรรพบุรุษมาไว้ที่บ้านใหม่ตามประเพณี
อาเจ็กของผมมีลูกหลานหลายคน กิตติศัพท์ความศักดิ์สิทธิ์ของพระมาโจ๊วตั้งแต่รุ่นก๋งเป็นที่เล่าขานสืบมาจนกระทั่งถึงชั้นลูกหลาน ดังนั้นลูกหลานของอาเจ็กต่างก็มีความปรารถนาที่จะได้ครองพระมาโจ๊วในลักษณะที่สืบทอดให้กับวงศ์ตระกูลกันทุกคน
อาเจ็กเคยปรารภให้ฟังว่าเมื่อเวลามีอายุมากขึ้นก็มีความวิตกว่าสืบไปภายหน้าจะมอบพระที่รับสืบทอดมาแต่รุ่นก๋งไว้กับผู้ใดจึงจะดูแลรักษากราบไหว้พระได้ตลอดรอดฝั่ง
ดังนั้นแทบทุกตรุษสารทอาเจ็กก็จะเขียนชื่อลูกหลานใส่กระดาษแล้วทอดเบี้ยเสี่ยงทายว่าสืบไปภายหน้าพระมาโจ๊วจะไปอยู่กับผู้ใด และเป็นเรื่องแปลกที่การทอดเบี้ยเสี่ยงทายทุกครั้งผลจะออกมาตรงกันว่าพระมาโจ๊วจะมาอยู่กับผม
ผมฟังคำอาเจ็กเล่าก็ไม่ได้คิดฝันอะไรเพราะรู้ดีว่าอาเจ็กมีลูกหลานหลายคน และต่างคนก็มีการศึกษาค่อนข้างดี มีอาชีพการงานเป็นหลักฐาน มีฐานะและโอกาสสมควรที่จะได้ครอบครองดูแลพระมาโจ๊วประจำตระกูลองค์นี้มากกว่าผม
ต่อมาราวปี 2539 ผมขึ้นบ้านใหม่ ได้ส่งข่าวไปทางบ้านเพื่อบอกกล่าวให้พ่อและญาติพี่น้องทราบ ทั้งขอเชิญให้ขึ้นมากรุงเทพฯ ร่วมทำบุญบ้านพร้อมกัน
หลังจากนั้นไม่กี่วัน พ่อก็มีหนังสือมาบอกว่าการขึ้นบ้านใหม่คราวนี้อาเจ็กจะเชิญพระมาโจ๊วมามอบให้ผมด้วย ขอให้เตรียมที่ทางให้เป็นการสมควร เพราะถือว่าเป็นพระประจำตระกูล จะได้กราบไหว้บูชารักษาไว้ประจำวงศ์ตระกูลสืบไป พ่อบอกมาด้วยว่าอาเจ็กจะเชิญพระขึ้นมากรุงเทพฯ ด้วยตนเอง
ผมได้ทราบข่าวดังนั้นก็ดีใจและแปลกใจระคนกัน เพราะไม่นึกฝันว่าการขึ้นบ้านใหม่ครั้งนั้นจะได้รับพระประจำตระกูลมาไว้ประจำบ้าน และอีกสถานหนึ่งอาเจ็กของผมเป็นคนเชื้อสายจีนโบราณ ไม่เคยไปไหนไกลจากบ้านเลย
อาเจ็กไม่เคยนั่งรถยนต์ รถไฟ หรือเครื่องบินเลย เคยนั่งก็แต่เรือ การแต่งเนื้อแต่งตัวก็เป็นแบบคนเชื้อสายจีนในยุคนั้น คือนุ่งกางเกขาสั้น และถึงขนาดนุ่งกางเกงขายาวไม่เป็นด้วย อีกอุปสรรคสำคัญคืออาเจ็กมีอัธยาศัยไม่ชอบไปไหนไกลบ้าน เนื่องจากหากไปค้างที่อื่นแล้วก็จะถ่ายไม่ได้
จะเป็นเพราะผมนึกสังหรณ์ใจไว้ล่วงหน้าก็เป็นไปได้ เพราะในการขึ้นบ้านใหม่ครั้งนี้ผมได้จัดทำห้องพระสำหรับพระจีนไว้เป็นการเฉพาะต่างหากจากห้องพระพุทธรูปบูชา ทำเป็นห้องเป็นหับและมีฐานชุกชีสำหรับพระจีนไว้เป็นการเฉพาะ พอจะตั้งพระได้ถึงสามองค์ และได้เชิญพระกวนกงที่ได้มาจากอาซิ้มมาประดิษฐานไว้ตรงกลางฐานชุกชีที่วางพระอยู่แล้ว
ดังนั้นเมื่อได้ข่าวว่าอาเจ็กจะขึ้นมากรุงเทพฯ และเชิญพระมาโจ๊วมามอบให้จึงไม่เป็นเรื่องยากลำบากเพิ่มเติมแต่ประการใด
ครั้นถึงวันกำหนดพ่อและอาเจ็กก็ขึ้นมาจากทางบ้านเดิม ในวันนั้นมีเหตุมหัศจรรย์เกิดขึ้น คือมีฝูงนกนางแอ่นฝูงใหญ่นับพัน ๆ ตัวซึ่งไม่เคยปรากฏมาแต่ก่อน บินว่อนมาวนเวียนอยู่แถวบ้าน พักหนึ่งพ่อและอาเจ็กก็เดินทางมาถึงพร้อมกับพระ
พ่อ อาเจ็ก ตลอดจนญาติพี่น้องที่มาร่วมงานขึ้นบ้านใหม่ ครั้นได้เห็นเหตุการณ์นกนางแอ่นฝูงใหญ่บินมาวนเวียนอยู่รอบบ้านเป็นที่อัศจรรย์ก็พากันแปลกประหลาดใจ
พ่อบอกว่าคงเป็นอภินิหารของพระ เพราะเมื่อครั้งที่ก๋งเชิญพระมาจากเมืองฮกเกี้ยนนั้นมาโดยทางเรือสำเภา หลังจากมาตั้งหลักแหล่งที่เมืองไทยแล้วก็มีฝูงนกนางแอ่นบินมาวนเวียนอยู่เสมอ แต่คิดไม่ถึงว่าการเชิญพระมากรุงเทพฯ ครั้งนี้จะมีฝูงนกนางแอ่นจำนวนมากมาบินวนเวียนให้เห็นอีก
อาเจ็กได้ฟังคำพ่อก็ยืนยันว่าเป็นนิมิตหรืออภินิหารของพระมาโจ๊วอย่างแน่นอน เพราะเมื่อครั้งอยู่ที่บ้าน หากมีเหตุการณ์สำคัญก็มักจะมีฝูงนกนางแอ่นมาบินวนเวียนให้เห็นเช่นนี้เหมือนกัน
อาเจ็กได้บอกว่าได้ตัดสินใจตามคำเสี่ยงทายมานานแล้วว่าจะเชิญพระมามอบให้กับผม มาครั้งนี้เป็นโอกาสดีที่ผมขึ้นบ้านใหม่ จึงเชิญพระมาด้วยตนเอง ซึ่งบรรดาลูกหลานก็ทักท้วง แต่ได้บอกกล่าวให้ได้ทราบทั่วกันว่าพระมาโจ๊วนี้เป็นของก๋งมาแต่เดิม อาเจ็กเป็นแต่เพียงผู้ดูแลรักษา ไม่มีสิทธิ์ที่จะยกให้กับใครได้ตามอำเภอใจ ถึงแม้จะเป็นลูกหรือหลานของตัวเองก็ตาม จะต้องถามพระถามก๋งก่อน
ที่ถามพระนั้นก็พอเข้าใจได้ว่าอาเจ็กถามโดยวิธีทอดเบี้ยเสี่ยงทาย แต่ที่ถามก๋งนั้นผมก็เข้าใจเอาเองว่าก๋งฝ่ายพ่อของผมสิ้นบุญไปตั้งแต่ก่อนที่ผมจะเกิด ดังนั้นการถามความของเจ็กจึงน่าจะเป็นการถามโดยวิธีทอดเบี้ยเสี่ยงทายเช่นเดียวกัน
พระมาโจ๊วองค์นี้มีตู้พระประจำมาแต่ครั้งที่ก๋งเชิญมาจากเมืองจีน ตู้พระเป็นลักษณะศาลเจ้าเก่าแก่ ทำจากไม้สีดำ เก่าคร่ำคร่า และชำรุดไปบ้างตามกาลเวลาที่ผ่านพ้นมานับร้อยปี
เดิมทีผมซื้อตู้พระใหม่เตรียมเอาไว้แล้ว แต่อาเจ็กทักท้วงว่าตู้พระเดิมนั้นเป็นของเก่าคู่กับพระมาแต่รุ่นก๋ง ไม่สมควรที่จะเปลี่ยนแปลงเป็นของใหม่ หากควรใช้ตู้พระเดิม ผมก็เห็นด้วย ดังนั้นจึงได้ใช้ตู้พระเดิมที่อาเจ็กนำมาด้วยเป็นที่ประดิษฐานพระมาโจ๊ว และเชิญพระขึ้นประดิษฐานบนที่ที่เตรียมไว้ โดยจัดที่ไว้ทางด้านขวาของพระกวนกงที่ได้มาก่อน
รุ่งขึ้นเป็นวันขึ้นบ้านใหม่ ผมทำบุญเลี้ยงพระตามประเพณี และทำพิธีไหว้พระจีนทั้งสององค์ จากนั้นก็ทำพิธีไหว้บรรพบุรุษตามธรรมเนียม
พอบ่ายลงฝูงนกนางแอ่นฝูงเดิมหลายพันตัวก็พากันมาบินวนเวียนรอบบ้านอีกครั้งหนึ่ง จนเวลาค่ำจึงหายไป ครั้นวันรุ่งขึ้นนกนางแอ่นฝูงนี้ก็ยังคงมาบินวนเวียนอยู่ตามเวลาเดิม เป็นที่อัศจรรย์นัก
รวมความว่าฝูงนกนางแอ่นฝูงนี้ได้บินมาวนเวียนอยู่ที่บ้านตั้งแต่วันที่พระมาโจ๊วเดินทางมาถึง และบินวนเวียนอยู่ถึง 3 วันจึงหายไป
รุ่งอีกปีหนึ่ง ผมนึกถึงเมื่อตอนเด็ก ๆ ซึ่งมีการจัดงานเล่นงิ้วฉลองพระประจำโรงพระ ผมจึงได้ไปว่าจ้างงิ้วจากประเทศสิงคโปร์มาเล่นถวายพระที่ลานหญ้าหน้าบ้าน เป็นงิ้วคณะใหญ่ และมีพิธีรีตองค่อนข้างมาก
หัวหน้าคณะงิ้วได้จัดที่ทางสำหรับพระชมงิ้วขึ้นเป็นพิเศษ และได้เชิญพระจีนทั้งสององค์ไปประดิษฐานบนที่ชมงิ้วนั้น และในวันนั้นก็ปรากฏเหตุการณ์ประหลาดอีก คือเมื่อเชิญพระออกจากที่ประดิษฐานไปยังที่ชมงิ้วแล้ว ก็มีฝูงนกนางแอ่นนับพัน ๆ ตัวบินมาวนเวียนเหมือนกับครั้งที่พระมาโจ๊วมาถึงกรุงเทพฯ ใหม่ ๆ
งานเล่นงิ้วถวายพระดังกล่าวเป็นข่าวไปทั้งหมู่บ้าน บรรดาคนเชื้อสายจีนได้ทราบความก็พากันชวนมาดูงิ้วและกราบไหว้บูชาพระกันเป็นจำนวนมาก
เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของทุกผู้คนที่ไปไหว้บูชาว่าพระทั้งสององค์นี้ผุดผ่องเปล่งปลั่งเป็นที่อัศจรรย์ยิ่งนัก คือพระมาโจ๊วนั้นแม้จะเก่าคร่ำคร่าปานใด และโดยทั่วไปจะเห็นรูปองค์เป็นสีดำ แต่เมื่อยามเชิญออกไปนั่งชมงิ้วกลับเปล่งประกายสีทองเปล่งปลั่งทั่วทั้งองค์ ส่วนพระกวนกงนั้นเล่า ถึงจะเก่าแก่นับร้อย ๆ ปีจนรูปองค์เป็นสีเขียวแกมดำ แต่กลับเปล่งประกายเป็นสีเขียวเข้ม โดยเฉพาะใบหน้ามีสีแดงเปล่งปลั่งดั่งผลพุทราสุก
ผมจัดงานแสดงงิ้วถวายพระอยู่สองคืน ครั้นเสร็จงานแล้วจึงเชิญพระทั้งสององค์เข้าประดิษฐาน ณ ที่เดิม
ผมอาศัยช่วงเวลาปิดเทอมไปเยี่ยมคนโน้นคนนี้ที่เคยคุ้นเคยกันมาแต่ก่อน และคนหนึ่งซึ่งผมตั้งใจตั้งแต่กลับจากกรุงเทพฯ คือลุงผลหรือจ่าสิบตำรวจเอกผล ซึ่งเป็นคนที่ผมถือว่ามีพระคุณกับผมมาแต่น้อย
ลุงผลเป็นตำรวจมาตั้งแต่หนุ่มจนแก่ ก่อนที่จะย้ายมาอยู่บ้านผมเคยเป็นตำรวจอยู่ที่ทุ่งลุง ครั้นย้ายมารับราชการที่บ้านผมแล้วได้มาเช่าบ้านก๋งอยู่ จึงมีความสนิทคุ้นเคยกันมาเนื่องจากลุงผลไม่มีบุตร ขอลูกเขามาเลี้ยงคนหนึ่งและส่งให้เรียนครูอยู่ที่กรุงเทพฯ ดังนั้นลุงผลและภรรยาจึงรักเด็ก ผมและเพื่อน ๆ นักเรียนแวะเวียนกันไปกินข้าวกินปลาคบหากับลุงผลอย่างสนิทชิดเชื้อ
ผมจำได้ว่าเมื่อตอนอายุ 13-14 ปีนั้น มีหนังสือกำลังภายในเรื่องมังกรหยกกำลังแพร่หลายเข้ามาในประเทศไทย ลุงผลติดหนังสือกำลังภายใน จึงได้ซื้อหนังสือมังกรหยกมาอ่านทุกเล่ม ผมจึงพลอยได้อ่านและรู้จักเรื่องมังกรหยกไปด้วย ทำให้ได้รู้เรื่องราวเกี่ยวกับเรื่องกำลังภายในซึ่งกำลังโด่งดังอยู่ในขณะนั้นได้เป็นอย่างดี
นอกจากหนังสือมังกรหยกแล้วลุงผลยังอ่านหนังสือมากมายหลายชนิด และสนับสนุนให้ผมอ่านหนังสือ จึงเป็นอัธยาศัยติดตัวมาตั้งแต่น้อย
ลุงผลเป็นคนพาผมไปเที่ยวตัวจังหวัดเป็นครั้งแรก ทำให้ผมได้รู้จักถนนลาดยางและรถจักรยานยนต์เป็นครั้งแรกในชีวิต เพราะก่อนหน้านั้นผมไม่เคยไปไหนไกลจากบ้านเลย รถจักรยานยนต์และถนนลาดยางก็ไม่เคยเห็น ตู้เย็นก็ไม่เคยพบ การได้ไปเที่ยวในตัวจังหวัดกับลุงผลทำให้ผมได้เปิดหูเปิดตาในวัยเด็กเป็นครั้งแรก ทำให้ได้รู้ว่าโลกเรานี้ยังมีสิ่งที่เราไม่รู้ไม่เห็นไม่รู้จักมากมายสุดจะคณานับ
เพราะเหตุนี้กระมัง นักปราชญ์จีนผู้มีชื่อเสียงคนหนึ่งจึงกล่าวว่าเดินทางพันลี้ดีกว่าอ่านหนังสือหมื่นเล่ม ซึ่งหมายความว่าการเดินทางท่องเที่ยวไปในที่ต่าง ๆ ทำให้ได้พบเห็นสิ่งทั้งหลายได้ด้วยตาตนเอง เป็นความรู้ก่อเป็นความคิดและก่อเกิดประสบการณ์แก่ชีวิตหลากหลายยิ่งกว่าการอ่านหนังสือ
ลุงผลเป็นตำรวจแต่เป็นตำรวจที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากตำรวจด้วยกันเอง เหตุทั้งนี้เนื่องจากลุงผลเป็นคนดี เป็นคนซื่อสัตย์สุจริต ไม่เคยคิดข่มเหงรังแกเบียดเบียนใคร ไม่เคยคิดไม่เคยทำการฉ้อราษฎร์บังหลวงใด ๆ ตั้งหน้าทำราชการด้วยความเอาใจใส่และขยันหมั่นเพียร บางทีไปจับเหล้า จับบ่อนที่เขาส่งส่วยกันอยู่ แทนที่จะเป็นความชอบก็ถูกผู้ใหญ่ไม่พอใจ
ลุงผลเล่าว่าทั้งชีวิตเป็นมาอย่างนี้จึงไม่มีความก้าวหน้าในทางราชการ หลังสุดไปรับราชการอยู่ที่ทุ่งลุงซึ่งเป็นทางผ่านของสินค้าจากมาเลเซียเข้ามาภาคใต้และจากภาคใต้ออกไปมาเลเซีย ลุงผลไม่เคยเรียกร้องเงินทองเอาจากใคร ไม่ว่าเพื่อตัวเองหรือเพื่อนำไปเป็นบรรณาการให้แก่ผู้ใหญ่ ดังนั้นจึงถูกตั้งข้อรังเกียจว่าเป็นตำรวจเสียเปล่า ไม่ดูแลผู้ใหญ่ แต่ลุงผลก็ไม่ปรับตัวยังคงทำหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเหมือนเดิม
ผู้ใหญ่ทางตำรวจก็ไม่รู้ที่จะทำอะไรกับลุงผลได้ เพราะจะเอาผิดถึงขนาดขับออกจากราชการก็ไม่มีความผิดอะไร ในที่สุดเขาก็ย้ายลุงผลออกจากอำเภอทุ่งลุงแล้วเอาคนอื่นที่สามารถหาประโยชน์ไปบรรณาการผู้ใหญ่เข้าไปแทนที่ ลุงผลจึงต้องมารับราชการในถิ่นที่ทุรกันดารห่างไกลด้วยประการฉะนี้
ลุงผลบอกว่าคนที่คิดจะทำราชการต้องทำตามคำโบราณที่ว่า ต้องทำความดีความชอบ ความดีนั้นลุงทำได้และทำเป็น คือทำหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตด้วยวิริยะอุตสาหะ แต่ความชอบนั้นหมายรวมถึงความชอบใจของนาย แต่ลุงทำไม่เป็น เพราะอายุมากแล้ว จะไปนั่งเฝ้าแหนติดตามเอาใจเจ้านายทุกเวล่ำเวลาก็ทำไม่ได้ จะเอาทรัพย์สินเงินทองข้าวของไปบรรณาการก็ไม่มี จะไปรีดนาทาเร้นชาวบ้านเอาไปมอบให้เจ้านายก็สงสารชาวบ้าน ทำไม่ลงอีก
ดังนั้นเวลาถึงวันเกิดเจ้านาย หรือวันปีใหม่ หรือวันเทศกาลใด ๆ ก็ตาม ลุงผลจึงได้แต่ไปอวยพรเจ้านาย แต่ไปมือเปล่า อวยพรปากเปล่า เขาก็หาว่ามากินข้าวเปล่า ๆ อีก นานวันเข้าลุงผลจึงไม่ไปอวยพรใคร เหตุนี้ความชอบก็ไม่มี ความดีเจ้านายก็ไม่เห็น ลุงผลบอกว่าชีวิตลุงทำเป็นแต่ความดี จึงต้องมีชีวิตเป็นอยู่เช่นนี้ แต่ลุงก็ไม่เสียดาย เพราะไม่ต้องอายฟ้าไม่ต้องอายดิน เวลาไปไหนฝนตกฟ้าร้องก็ไม่ต้องเกรงกลัวว่าฟ้าจะผ่า
ลุงผลบอกว่าในชีวิตจริงของคนเราอย่าได้เอาแบบของลุง เพราะทำความดีอย่างเดียวไม่พอ ต้องรู้จักทำความชอบด้วย จึงจะต้องด้วยคำโบราณว่าทำความดีความชอบ แต่ก็มีคนจำนวนมากที่อย่างไรเสียก็ไม่ยอมทำชั่ว ถึงจะทำความดีความชอบก็จะทำแต่ในทางที่ชอบ คือชอบใจตัว แต่ไม่ชอบใจคนอื่น ก็ต้องรับผลและชะตาชีวิตตามที่ได้ทำไว้
ผมจำได้แม่นยำถึงเหตุการณ์วันหนึ่งเมื่อครั้งที่ผมยังอยู่บ้านเดิม วันนั้นลุงผลลุกลี้ลุกลนกลับมาบ้านตอนเที่ยง บังเอิญวันนั้นผมอยู่ที่บ้านก๋ง ลุงผลรีบมาหาผมแล้วบอกว่าบ่ายวันนี้ทางอำเภอเขาจะค้นบ้านและร้านค้าต่าง ๆ ของพ่อผม และจะจับพ่อผมด้วย ให้หาทางคิดอ่านป้องกันเพราะลุงช่วยได้แต่เพียงเท่านี้
ผมพอทราบความอยู่บ้างว่าพ่อผมมีความขัดแย้งกับนายอำเภอ ซึ่งเป็นข้าราชการที่ถูกย้ายไปจากเมืองใหญ่เนื่องจากกระทำความผิดข่มเหงราษฎร จึงต้องถูกลงโทษย้ายไปอยู่ในถิ่นทุรกันดาร ซึ่งผลที่แท้จริงนั้นแทนที่นายอำเภอจะเป็นฝ่ายถูกลงโทษ กลับกลายเป็นว่าราษฎรต่างหากที่เป็นฝ่ายถูกลงโทษ เพราะคนชั่วนั้นไม่ว่าไปอยู่แห่งหนไหนก็ย่อมทำกรรมชั่วเสมอไป.