ตอนที่ 419. อุบาย "สลับแขกเป็นเจ้าเรือน"
โจโฉกรีฑาทัพใหญ่กำลังพลสี่สิบหมื่นไปป้องกันเมืองฮันต๋งจากการโจมตีของกองทัพกำลังพลสิบหมื่นซึ่งเล่าปี่คุมมาแต่เมืองเสฉวน โดยปลงทัพอยู่ที่เมืองลำเต๋งแล้วให้แฮหัวเอี๋ยนและเตียวคับซึ่งรักษาเขาเตงกุนสันเร่งรบแตกหักกับฮองตง แฮหัวเอี๋ยนจึงให้แฮหัวชงเป็นกองทัพหน้าไปท้ารบ โดยแฮหัวเอี๋ยนซุ่มทหารไว้บนยอดเขาปากทางเข้าช่องเขาเตงกุนสัน
ตันเซ็กซึ่งเป็นนายทหารรองเห็นฮองตงจะออกไปรบกับแฮหัวชงก็ท้วงว่าแม่ทัพของข้าศึกที่นำพลมาครานี้เป็นแต่นายทหารรอง ไม่ชอบที่ท่านจะลดตัวลงไปรบกับแฮหัวชง การเพียงเท่านี้ข้าพเจ้าขออาสาออกไปจับแฮหัวชงเอง
ฮองตงได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี จึงอนุญาตให้ตันเซ็กคุมทหารพันหนึ่งยกออกไปรบกับแฮหัวชง สองนายทหารรองของเมืองเสฉวนและเมืองฮูโต๋รบกันบนหลังม้าท่ามกลางสายตาของเหล่าทหารของทั้งสองฝ่าย แต่พอเพลงรบผ่านไปได้แค่เจ็ดเพลงแฮหัวชงก็แสร้งขับม้าหนี
ตันเซ็กไม่รู้กลจึงขับม้าไล่ตามแฮหัวชงไปเป็นระยะทางยี่สิบเส้นถึงช่องเขาที่แฮหัวเอี๋ยนซุ่มทหารอยู่ ในทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงประทัดสัญญาณดังขึ้น ท่อนไม้และก้อนศิลาได้ถูกทุ่มมาจากยอดเขาขวางทางข้างหน้าของตันเซ็ก ก้อนหินและท่อนไม้ถูกตันเซ็กบาดเจ็บเป็นหลายแห่ง จนไม่อาจขี่ม้ารุดไปข้างหน้าได้อีกต่อไป
ตันเซ็กเห็นเหตุการณ์ดังนั้นก็ตกใจ รู้ว่าต้องกลจึงชักม้ากลับหลังหันแล้วควบกลับไปตามทางเดิม เห็นแฮหัวเอี๋ยนคุมทหารเป็นอันมากสกัดอยู่ปากทาง ยากที่จะตีฝ่าออกไปได้ ทางด้านหลังเล่าก็ถูกก้อนศิลาและท่อนไม้ปิดกั้นไว้จนหมดสิ้น ในขณะที่ตันเซ็กกำลังพะว้าพะวังอยู่นั้น แฮหัวเอี๋ยนก็ขี่ม้าพุ่งปราดเข้าถึงตัว แล้วจับตัวตันเซ็กไว้ได้โดยละม่อม
ทหารของตันเซ็กแตกหนีกระจัดกระจายไปคนละทิศละทางแล้วพากันกลับไปที่ค่าย ทางฝ่ายแฮหัวเอี๋ยนก็ให้ทหารเอาเชือกมัดตัวตันเซ็กและพากลับไปที่ค่าย
ทหารเมืองเสฉวนแตกหนีกลับไปถึงค่ายแล้วรายงานความให้ฮองตงทราบ ฮองตงได้ทราบรายงานก็ตกใจ รีบปรึกษากับหวดเจ้งว่าจะทำประการใด
หวดเจ้งจึงว่าแฮหัวเอี๋ยนนี้มีกำลังฝีมือกล้าหาญก็จริง แต่เป็นคนแรงด้วยโทสะ มิได้มีความคิดอ่านที่ลึกซึ้งสมกับตำแหน่งผู้เป็นแม่ทัพ ข้าพเจ้า “จะคิดกลศึกอันหนึ่งชื่อฮวนเค่กอุยจู๋จีอวด แปลภาษาไทยว่าแขกกลับมาช่วยเจ้าเรือน เราจะตั้งค่ายรายเรียงออกไปไว้ระยะห่างกันเส้นหนึ่งจงหลายค่าย เอาทรัพย์สิ่งของไว้ในค่าย ให้ทหารรักษาแต่น้อย แฮหัวเอี๋ยนเห็นว่าเราตั้งค่ายประชิดเรียงใกล้เข้าไปก็จะยกออกมาตี เราจะให้ทหารซึ่งรักษาค่ายอยู่นั้นทำแตกหนีทิ้งค่ายเสีย แฮหัวเอี๋ยนได้ทรัพย์สิ่งของเป็นอันมากก็จะยกตีล่วงลามเข้ามา เราจึงยกทหารออกตีล้อมวงสกัดไว้ เห็นจะจับตัวแฮหัวเอี๋ยนได้โดยง่าย”
อุบายดังกล่าวนี้ถือเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ของคัมภีร์สามสิบหกยอดกลยุทธ์ มีชื่อว่า “สลับแขกเป็นเจ้าเรือน” ในขณะที่สามก๊กฉบับสมบูรณ์ระบุว่า มีความหมายอีกนัยหนึ่งว่าเป็นการเปลี่ยนกลยุทธ์รับเป็นกลยุทธ์รุก แต่เนื้อหาที่แท้จริงก็คือการแก้ไขสถานการณ์ที่ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบให้เป็นฝ่ายที่ควบคุมสถานการณ์ทั้งหมดไว้ได้
ฮองตงได้ฟังดังนั้นก็เห็นชอบ จึงสั่งทหารให้ตั้งค่ายรายเรียงเข้าไปทางเขาเตงกุนสันเป็นหลายค่าย ระยะห่างกันค่ายละหนึ่งเส้น ให้ลำเลียงเสบียงและอาวุธไปเก็บไว้ในค่ายต่าง ๆ ตามแผนการของหวดเจ้งทุกประการ
แฮหัวเอี๋ยนได้รับรายงานจากหน่วยสอดแนมว่าฮองตงตั้งค่ายรุกคืบเข้ามาดังนั้นจึงคิดว่าฮองตงเป็นคนชรา กำหนดแผนการรุกคืบอย่างเป็นระลอกคลื่น หากไม่รีบตีสกัดไว้ ฮองตงก็จะให้ทหารตั้งค่ายรุกเข้ามาจนประชิดค่ายใหญ่ที่รักษาเขาเตงกุนสัน
ดังนั้นแฮหัวเอี๋ยนจึงสั่งให้เตรียมการโจมตีค่ายของฮองตง อย่าให้ทันตั้งค่ายรายเรียงเข้ามาใกล้จนเกินไป เตียวคับเห็นแฮหัวเอี๋ยนสั่งการดังนั้นก็ท้วงว่าท่านอย่าเพิ่งยกออกไปรบกับฮองตงก่อน ซึ่งฮองตงทำการทั้งนี้คือกลยุทธ์ที่เรียกว่าสลับแขกเป็นเจ้าเรือน หากประมาทก็จะเสียทีแก่ฮองตงเป็นมั่นคง
แฮหัวเอี๋ยนไม่สนใจคำทักท้วงของเตียวคับ สั่งการให้แฮหัวชงคุมทหารพันหนึ่งเป็นกองหน้ายกเข้าตีค่ายฮองตงในทันที
แฮหัวชงคุมทหารยกเข้าตีค่ายหน้าสุดซึ่งมีทหารรักษาการณ์อยู่ไม่กี่คนค่ายนั้นก็แตก ทหารเมืองเสฉวนพากันหนีมาที่ค่ายถัดมา แฮหัวชงก็คุมทหารไล่ตามไปโดยลำดับ จนถลำมาถึงค่ายที่ห้า เห็นฮองตงขี่ม้าถือดาบยืนสกัดขวางทางอยู่
แฮหัวชงเห็นฮองตงชราแล้วก็นึกประมาทคิดจะจับเป็นฮองตงเป็นความชอบ จึงขี่ม้าเข้ารบกับฮองตง แต่ประมือกันได้เพียงเพลงเดียวฮองตงก็คว้าจับแฮหัวชงบนหลังม้าได้โดยละม่อม แล้วให้ทหารมัดพากลับมาที่ค่าย
ทหารของแฮหัวชงเห็นตัวนายถูกจับก็พากันแตกตื่นหนีกลับไปรายงานให้แฮหัวเอี๋ยนทราบ แฮหัวเอี๋ยนทราบว่าแฮหัวชงผู้เป็นญาติถูกจับก็ตกใจ สั่งทหารให้ถือธงเจรจาไปหาฮองตงที่ค่าย แล้วเจรจาขอแลกแฮหัวชงกับตันเซ็ก
ฮองตงได้ฟังข้อเสนอก็เห็นชอบ จึงว่าในวันพรุ่งนี้ให้แฮหัวเอี๋ยนพาตันเซ็กออกมาที่ทุ่งราบหน้าปากทางเข้าช่องเขาเตงกุนสัน เราก็จะพาแฮหัวชงออกไป อย่าให้ทั้งสองฝ่ายใส่เกราะถืออาวุธ แล้วแลกนักโทษกันต่อหน้าทหารทั้งปวง
ทหารของแฮหัวเอี๋ยนจึงกลับมารายงานให้แฮหัวเอี๋ยนทราบ พอวันรุ่งขึ้นทั้งสองฝ่ายต่างก็พาเชลยศึกออกไปที่จุดนัดพบ แฮหัวเอี๋ยนคุมตัวตันเซ็กอยู่ฟากหนึ่ง โดยมีขบวนทหารอยู่ทางด้านหลัง ในขณะที่ฮองตงก็คุมตัวแฮหัวชงอยู่อีกฟากหนึ่งและมีขบวนทหารอยู่ทางด้านหลังเช่นเดียวกัน
ทั้งฮองตงและแฮหัวเอี๋ยนต่างยืนม้าอยู่ใต้ธงประจำตัวแม่ทัพ ครู่หนึ่งทั้งสองฝ่ายก็ตีกลองสัญญาณว่าให้ปล่อยตัวเชลยศึกพร้อมกัน ตันเซ็กก็ขี่ม้ากลับมาทางฮองตง ส่วนแฮหัวชงก็ขี่ม้ากลับไปหาแฮหัวเอี๋ยน
ในขณะที่แฮหัวชงขี่ม้ากลับไปทางแฮหัวเอี๋ยนนั้น ฮองตงได้เรียกเอาเกาทัณฑ์จากทหารคนสนิทมาถือไว้ แล้วน้าวเกาทัณฑ์จนสุดล้าเตรียมพร้อมคอยทีอยู่ พอตันเซ็กกลับมาถึงแฮหัวชงก็ขี่ม้าไปถึงแฮหัวเอี๋ยนเช่นเดียวกัน ฮองตงจึงเล็งเกาทัณฑ์แล้วยิงไปถูกหลังแฮหัวชงพลัดตกลงจากหลังม้าถึงแก่ความตาย
แฮหัวเอี๋ยนตั้งตารอแฮหัวชงเพื่อจะปลอบใจผู้เป็นญาติ ในพลันที่เห็นแฮหัวชงถูกเกาทัณฑ์ตกม้าตายก็โกรธฮองตงเป็นอันมาก ควบม้าตรงเข้าไปหาฮองตง ทางฝ่ายฮองตงคอยทีอยู่ก่อนแล้ว เห็นดังนั้นจึงขี่ม้าเข้ารบกับแฮหัวเอี๋ยน
แฮหัวเอี๋ยนรบกับฮองตงได้ยี่สิบเพลงทหารในค่ายของแฮหัวเอี๋ยนก็ตีระฆังสัญญาณให้แฮหัวเอี๋ยนถอยกลับเข้ามาที่ค่าย แฮหัวเอี๋ยนไม่รู้ความนัยจึงชักม้าผละออกจากวงรบแล้วพาทหารกลับไปที่ค่าย ฮองตงเห็นได้ทีก็พาทหารไล่ตามฆ่าฟันทหารของแฮหัวเอี๋ยนบาดเจ็บล้มตายลงเป็นอันมาก
แฮหัวเอี๋ยนกลับถึงค่ายก็ถามนายทหารรองว่า เจ้าตีสัญญาณให้เราถอยกลับเข้าค่ายเพราะเหตุผลอันใด ทหารรองได้รายงานว่าในขณะที่ท่านรบอยู่กับฮองตงนั้น หน่วยลาดตระเวนได้เข้ามารายงานว่า เห็นธงทิวของทหารเมืองเสฉวนปักอยู่ตามแนวเขาเตงกุนสันเป็นอันมาก มีลักษณะคล้ายกับขบวนทัพใหญ่ เกรงว่าข้าศึกจะแต่งกลซุ่มทหารไว้ทำอันตรายท่าน จึงทำสัญญาณให้ท่านกลับมา
แฮหัวเอี๋ยนได้ฟังดังนั้นก็พรั่นใจ ไม่คิดจะยกทหารไปรบกับฮองตงอีก และสั่งบรรดาทหารทั้งปวงให้ระมัดระวังกวดขันรักษาค่าย และด่านเส้นทางต่าง ๆ มิให้ประมาท
ฮองตงเห็นแฮหัวเอี๋ยนไม่ยกทหารออกมารบตามปกติก็ประหลาดใจ จึงปรารภกับหวดเจ้งว่าการศึกครั้งนี้กองทัพเราตั้งอยู่ในชัยภูมิที่เสียเปรียบ เพราะแฮหัวเอี๋ยนตั้งกองทัพในหุบเขา มีช่องทางเดินแคบ เมื่อใดเห็นเป็นทีได้เปรียบแฮหัวเอี๋ยนก็ยกมารบ เมื่อใดเห็นว่าไม่ได้เปรียบก็ตั้งสงบคุมเชิงอยู่ เราจะยกทหารรุกเข้าไปก็ขัดสน ท่านจะคิดอ่านประการใดจึงจะเอาชนะแฮหัวเอี๋ยนได้
หวดเจ้งจึงว่าเบื้องทิศตะวันตกของเขาเตงกุนสันมีภูเขาลูกหนึ่งชื่อว่าภูเขาไทสัน เป็นที่สูง และเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญถ้าหากยึดไว้ได้แล้วจะเห็นเหตุการณ์ตื้นลึกหนาบางทั้งปวงในหุบเขาเตงกุนสัน แล้วจะคิดอ่านทำการได้โดยสะดวก จึงให้ท่านแต่งทหารไปยึดจุดยุทธศาสตร์นี้ไว้ให้จงได้ก็จะได้ชัยชนะแก่แฮหัวเอี๋ยนเป็นมั่นคง
ฮองตงได้ฟังดังนั้นก็ยินดี ครั้นเวลาใกล้สองยามจึงให้ปลุกทหารหน่วยเคลื่อนที่เร็วและชำนาญการรบในเวลากลางคืนห้าร้อยคนลอบยกไปทางเขาไทสัน เห็นบนยอดเขามีแสงไฟสลัวอยู่ก็รู้ว่ามีทหารของแฮหัวเอี๋ยนรักษายอดเขานี้ไม่กี่คน
ฮองตงพาทหารขึ้นไปบนยอดเขาอย่างเงียบกริบ พอใกล้ถึงยอดเขาก็ให้ทหารโห่ ร้องขึ้นพร้อมกัน ทางฝ่ายโตสิดซึ่งแฮหัวเอี๋ยนสั่งให้มารักษายอดเขาไว้ได้ยินเสียงอึกทึกก็ตกใจตื่น เห็นทหารเมืองเสฉวนยกกำลังขึ้นเขามาเป็นจำนวนมากก็ตกใจ จึงพาทหารที่รักษาเขาไทสันหนีกลับไปที่ค่ายของแฮหัวเอี๋ยน
เมื่อฮองตงยึดเขาไทสันได้แล้วจึงให้ย้ายค่ายและยกกำลังไปตั้งไว้บนเขาไทสัน ในวันรุ่งขึ้นฮองตงมองลงไปในหุบเขาก็เห็นสภาพการณ์ทั้งปวงของฝ่ายแฮหัวเอี๋ยนจนหมดสิ้น หวดเจ้งจึงว่า “ครั้งนี้เราได้ทีอยู่แล้ว ให้ท่านตั้งมั่นอยู่ที่เนินเขานี้เถิด ข้าพเจ้าจะคุมทหารขึ้นอยู่บนยอดเขา แม้แฮหัวเอี๋ยนจะยกมาว่ากล่าวท้าทายประการใดก็ดี ให้ดูสำคัญข้าพเจ้าก่อน ถ้าเห็นข้าพเจ้าถือธงขาวอยู่ก็อย่าเพ่อยกออกรบกับแฮหัวเอี๋ยน ถ้าเห็นข้าพเจ้ายกธงแดงขึ้นแล้วก็ให้ทหารยกออกรบเถิด แฮหัวเอี๋ยนจะเสียทีแก่เราเป็นมั่นคง”
หวดเจ้งมั่นใจว่าภูเขาไทสันเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ เมื่อยึดได้แล้วก็จะกำหนดสภาพการณ์ให้ฝ่ายแฮหัวเอี๋ยนจำเป็นต้องออกรบ ไม่สามารถตั้งมั่นรักษาตัวอยู่ในค่ายได้อีกต่อไป เพราะทางฝ่ายกองทัพเมืองเสฉวนสามารถรู้ตื้นลึกหนาบางที่เป็นไปในค่ายฝ่ายเมืองฮูโต๋จนหมดสิ้น และเมื่อแฮหัวเอี๋ยนจำต้องยกออกมารบก็ใช้แผนการถ่วงเวลาให้ข้าศึกอ่อนอิดโรยก่อนจึงยกเข้าตี
ฮองตงเห็นชอบกับแผนการของหวดเจ้ง จึงให้ทหารพักผ่อนเตรียมพร้อมอยู่บนเนินเขาไทสัน โดยหวดเจ้งได้คุมทหารร้อยคนเศษขึ้นไปอยู่บนยอดเขา คอยสังเกตการณ์ความเป็นไปในค่ายของแฮหัวเอี๋ยน
ทางฝ่ายแฮหัวเอี๋ยนไม่คาดคิดว่าฮองตงและหวดเจ้งจะลอบวกไปยึดเอาเขาไทสันซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ได้เปรียบกว่าภูมิประเทศที่ตั้งค่ายอยู่ก็ร้อนใจ เพราะเมื่อแหงนหน้าขึ้นไปดูก็เห็นทหารเมืองเสฉวนชุมนุมกันอยู่บนเนินเขา สามารถเห็นการยักย้ายถ่ายเททหารและเหตุการณ์ในค่ายของแฮหัวเอี๋ยนได้ทั้งสิ้น และเห็นว่าหากเนิ่นช้าต่อไปเมื่อฮองตงกุมสภาพการทั้งปวงได้แม่นยำแล้วก็จะยกกองทัพเข้าโจมตี กองทัพเมืองฮูโต๋ก็จะเสียทีแก่กองทัพเมืองเสฉวน จึงสั่งให้เตรียมการยึดเขาไทสันคืน
เตียวคับเห็นดังนั้นก็ท้วงว่าท่านอย่าเพิ่งวู่วาม การทั้งนี้เป็นอุบายของฮองตงเพื่อจะล่อให้ท่านยกทหารออกไปรบ ควรที่จะตั้งมั่นรอฟังกำลังศึกให้กระจ่างก่อน
แฮหัวเอี๋ยนไม่ฟังคำท้วงของเตียวคับ เพราะเห็นว่าหากเนิ่นช้าต่อไปก็จะเสียทีแก่ ฮองตง ในวันรุ่งขึ้นแฮหัวเอี๋ยนจึงสั่งให้ยกทหารออกจากค่ายล้อมเขาไทสันไว้ทั้งสี่ด้าน และให้ทหารร้องท้าทายให้ฮองตงลงมารบกันให้รู้แพ้แลชนะ
ฮองตงได้ยินคำท้าก็โกรธ คิดจะยกทหารลงไปรบกับแฮหัวเอี๋ยน แต่นึกถึงคำหวดเจ้งแล้วทอดสายตาขึ้นไปบนยอดเขา เห็นหวดเจ้งยังคงถือสัญญาณธงขาวเป็นสำคัญอยู่จึงสงบใจไว้
แฮหัวเอี๋ยนให้ทหารร้องด่าฮองตงตั้งแต่เช้าจนถึงเวลาบ่ายฮองตงก็ไม่ยกทหารลงมารบ จนทหารของแฮหัวเอี๋ยนอ่อนล้าอิดโรยลง ทั้งแสงแดดก็ร้อนจัด ทหารของแฮหัวเอี๋ยนจึงคลายความระมัดระวังตัว ลงจากหลังม้ามาหลบความร้อนอยู่ภายใต้ชายไม้ บ้างนั่ง บ้างนอน บ้างก็เล่นหัวกัน
หวดเจ้งเห็นทหารของแฮหัวเอี๋ยนอ่อนล้าอิดโรยลง ทั้งเป็นเวลาบ่ายแก่แล้วจึงลดสัญญาณธงขาว แล้วยกธงแดงขึ้นโบกเป็นสำคัญ ให้สัญญาณแก่ฮองตงรีบรุกเข้าโจมตีข้าศึก.
ตันเซ็กซึ่งเป็นนายทหารรองเห็นฮองตงจะออกไปรบกับแฮหัวชงก็ท้วงว่าแม่ทัพของข้าศึกที่นำพลมาครานี้เป็นแต่นายทหารรอง ไม่ชอบที่ท่านจะลดตัวลงไปรบกับแฮหัวชง การเพียงเท่านี้ข้าพเจ้าขออาสาออกไปจับแฮหัวชงเอง
ฮองตงได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี จึงอนุญาตให้ตันเซ็กคุมทหารพันหนึ่งยกออกไปรบกับแฮหัวชง สองนายทหารรองของเมืองเสฉวนและเมืองฮูโต๋รบกันบนหลังม้าท่ามกลางสายตาของเหล่าทหารของทั้งสองฝ่าย แต่พอเพลงรบผ่านไปได้แค่เจ็ดเพลงแฮหัวชงก็แสร้งขับม้าหนี
ตันเซ็กไม่รู้กลจึงขับม้าไล่ตามแฮหัวชงไปเป็นระยะทางยี่สิบเส้นถึงช่องเขาที่แฮหัวเอี๋ยนซุ่มทหารอยู่ ในทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงประทัดสัญญาณดังขึ้น ท่อนไม้และก้อนศิลาได้ถูกทุ่มมาจากยอดเขาขวางทางข้างหน้าของตันเซ็ก ก้อนหินและท่อนไม้ถูกตันเซ็กบาดเจ็บเป็นหลายแห่ง จนไม่อาจขี่ม้ารุดไปข้างหน้าได้อีกต่อไป
ตันเซ็กเห็นเหตุการณ์ดังนั้นก็ตกใจ รู้ว่าต้องกลจึงชักม้ากลับหลังหันแล้วควบกลับไปตามทางเดิม เห็นแฮหัวเอี๋ยนคุมทหารเป็นอันมากสกัดอยู่ปากทาง ยากที่จะตีฝ่าออกไปได้ ทางด้านหลังเล่าก็ถูกก้อนศิลาและท่อนไม้ปิดกั้นไว้จนหมดสิ้น ในขณะที่ตันเซ็กกำลังพะว้าพะวังอยู่นั้น แฮหัวเอี๋ยนก็ขี่ม้าพุ่งปราดเข้าถึงตัว แล้วจับตัวตันเซ็กไว้ได้โดยละม่อม
ทหารของตันเซ็กแตกหนีกระจัดกระจายไปคนละทิศละทางแล้วพากันกลับไปที่ค่าย ทางฝ่ายแฮหัวเอี๋ยนก็ให้ทหารเอาเชือกมัดตัวตันเซ็กและพากลับไปที่ค่าย
ทหารเมืองเสฉวนแตกหนีกลับไปถึงค่ายแล้วรายงานความให้ฮองตงทราบ ฮองตงได้ทราบรายงานก็ตกใจ รีบปรึกษากับหวดเจ้งว่าจะทำประการใด
หวดเจ้งจึงว่าแฮหัวเอี๋ยนนี้มีกำลังฝีมือกล้าหาญก็จริง แต่เป็นคนแรงด้วยโทสะ มิได้มีความคิดอ่านที่ลึกซึ้งสมกับตำแหน่งผู้เป็นแม่ทัพ ข้าพเจ้า “จะคิดกลศึกอันหนึ่งชื่อฮวนเค่กอุยจู๋จีอวด แปลภาษาไทยว่าแขกกลับมาช่วยเจ้าเรือน เราจะตั้งค่ายรายเรียงออกไปไว้ระยะห่างกันเส้นหนึ่งจงหลายค่าย เอาทรัพย์สิ่งของไว้ในค่าย ให้ทหารรักษาแต่น้อย แฮหัวเอี๋ยนเห็นว่าเราตั้งค่ายประชิดเรียงใกล้เข้าไปก็จะยกออกมาตี เราจะให้ทหารซึ่งรักษาค่ายอยู่นั้นทำแตกหนีทิ้งค่ายเสีย แฮหัวเอี๋ยนได้ทรัพย์สิ่งของเป็นอันมากก็จะยกตีล่วงลามเข้ามา เราจึงยกทหารออกตีล้อมวงสกัดไว้ เห็นจะจับตัวแฮหัวเอี๋ยนได้โดยง่าย”
อุบายดังกล่าวนี้ถือเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ของคัมภีร์สามสิบหกยอดกลยุทธ์ มีชื่อว่า “สลับแขกเป็นเจ้าเรือน” ในขณะที่สามก๊กฉบับสมบูรณ์ระบุว่า มีความหมายอีกนัยหนึ่งว่าเป็นการเปลี่ยนกลยุทธ์รับเป็นกลยุทธ์รุก แต่เนื้อหาที่แท้จริงก็คือการแก้ไขสถานการณ์ที่ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบให้เป็นฝ่ายที่ควบคุมสถานการณ์ทั้งหมดไว้ได้
ฮองตงได้ฟังดังนั้นก็เห็นชอบ จึงสั่งทหารให้ตั้งค่ายรายเรียงเข้าไปทางเขาเตงกุนสันเป็นหลายค่าย ระยะห่างกันค่ายละหนึ่งเส้น ให้ลำเลียงเสบียงและอาวุธไปเก็บไว้ในค่ายต่าง ๆ ตามแผนการของหวดเจ้งทุกประการ
แฮหัวเอี๋ยนได้รับรายงานจากหน่วยสอดแนมว่าฮองตงตั้งค่ายรุกคืบเข้ามาดังนั้นจึงคิดว่าฮองตงเป็นคนชรา กำหนดแผนการรุกคืบอย่างเป็นระลอกคลื่น หากไม่รีบตีสกัดไว้ ฮองตงก็จะให้ทหารตั้งค่ายรุกเข้ามาจนประชิดค่ายใหญ่ที่รักษาเขาเตงกุนสัน
ดังนั้นแฮหัวเอี๋ยนจึงสั่งให้เตรียมการโจมตีค่ายของฮองตง อย่าให้ทันตั้งค่ายรายเรียงเข้ามาใกล้จนเกินไป เตียวคับเห็นแฮหัวเอี๋ยนสั่งการดังนั้นก็ท้วงว่าท่านอย่าเพิ่งยกออกไปรบกับฮองตงก่อน ซึ่งฮองตงทำการทั้งนี้คือกลยุทธ์ที่เรียกว่าสลับแขกเป็นเจ้าเรือน หากประมาทก็จะเสียทีแก่ฮองตงเป็นมั่นคง
แฮหัวเอี๋ยนไม่สนใจคำทักท้วงของเตียวคับ สั่งการให้แฮหัวชงคุมทหารพันหนึ่งเป็นกองหน้ายกเข้าตีค่ายฮองตงในทันที
แฮหัวชงคุมทหารยกเข้าตีค่ายหน้าสุดซึ่งมีทหารรักษาการณ์อยู่ไม่กี่คนค่ายนั้นก็แตก ทหารเมืองเสฉวนพากันหนีมาที่ค่ายถัดมา แฮหัวชงก็คุมทหารไล่ตามไปโดยลำดับ จนถลำมาถึงค่ายที่ห้า เห็นฮองตงขี่ม้าถือดาบยืนสกัดขวางทางอยู่
แฮหัวชงเห็นฮองตงชราแล้วก็นึกประมาทคิดจะจับเป็นฮองตงเป็นความชอบ จึงขี่ม้าเข้ารบกับฮองตง แต่ประมือกันได้เพียงเพลงเดียวฮองตงก็คว้าจับแฮหัวชงบนหลังม้าได้โดยละม่อม แล้วให้ทหารมัดพากลับมาที่ค่าย
ทหารของแฮหัวชงเห็นตัวนายถูกจับก็พากันแตกตื่นหนีกลับไปรายงานให้แฮหัวเอี๋ยนทราบ แฮหัวเอี๋ยนทราบว่าแฮหัวชงผู้เป็นญาติถูกจับก็ตกใจ สั่งทหารให้ถือธงเจรจาไปหาฮองตงที่ค่าย แล้วเจรจาขอแลกแฮหัวชงกับตันเซ็ก
ฮองตงได้ฟังข้อเสนอก็เห็นชอบ จึงว่าในวันพรุ่งนี้ให้แฮหัวเอี๋ยนพาตันเซ็กออกมาที่ทุ่งราบหน้าปากทางเข้าช่องเขาเตงกุนสัน เราก็จะพาแฮหัวชงออกไป อย่าให้ทั้งสองฝ่ายใส่เกราะถืออาวุธ แล้วแลกนักโทษกันต่อหน้าทหารทั้งปวง
ทหารของแฮหัวเอี๋ยนจึงกลับมารายงานให้แฮหัวเอี๋ยนทราบ พอวันรุ่งขึ้นทั้งสองฝ่ายต่างก็พาเชลยศึกออกไปที่จุดนัดพบ แฮหัวเอี๋ยนคุมตัวตันเซ็กอยู่ฟากหนึ่ง โดยมีขบวนทหารอยู่ทางด้านหลัง ในขณะที่ฮองตงก็คุมตัวแฮหัวชงอยู่อีกฟากหนึ่งและมีขบวนทหารอยู่ทางด้านหลังเช่นเดียวกัน
ทั้งฮองตงและแฮหัวเอี๋ยนต่างยืนม้าอยู่ใต้ธงประจำตัวแม่ทัพ ครู่หนึ่งทั้งสองฝ่ายก็ตีกลองสัญญาณว่าให้ปล่อยตัวเชลยศึกพร้อมกัน ตันเซ็กก็ขี่ม้ากลับมาทางฮองตง ส่วนแฮหัวชงก็ขี่ม้ากลับไปหาแฮหัวเอี๋ยน
ในขณะที่แฮหัวชงขี่ม้ากลับไปทางแฮหัวเอี๋ยนนั้น ฮองตงได้เรียกเอาเกาทัณฑ์จากทหารคนสนิทมาถือไว้ แล้วน้าวเกาทัณฑ์จนสุดล้าเตรียมพร้อมคอยทีอยู่ พอตันเซ็กกลับมาถึงแฮหัวชงก็ขี่ม้าไปถึงแฮหัวเอี๋ยนเช่นเดียวกัน ฮองตงจึงเล็งเกาทัณฑ์แล้วยิงไปถูกหลังแฮหัวชงพลัดตกลงจากหลังม้าถึงแก่ความตาย
แฮหัวเอี๋ยนตั้งตารอแฮหัวชงเพื่อจะปลอบใจผู้เป็นญาติ ในพลันที่เห็นแฮหัวชงถูกเกาทัณฑ์ตกม้าตายก็โกรธฮองตงเป็นอันมาก ควบม้าตรงเข้าไปหาฮองตง ทางฝ่ายฮองตงคอยทีอยู่ก่อนแล้ว เห็นดังนั้นจึงขี่ม้าเข้ารบกับแฮหัวเอี๋ยน
แฮหัวเอี๋ยนรบกับฮองตงได้ยี่สิบเพลงทหารในค่ายของแฮหัวเอี๋ยนก็ตีระฆังสัญญาณให้แฮหัวเอี๋ยนถอยกลับเข้ามาที่ค่าย แฮหัวเอี๋ยนไม่รู้ความนัยจึงชักม้าผละออกจากวงรบแล้วพาทหารกลับไปที่ค่าย ฮองตงเห็นได้ทีก็พาทหารไล่ตามฆ่าฟันทหารของแฮหัวเอี๋ยนบาดเจ็บล้มตายลงเป็นอันมาก
แฮหัวเอี๋ยนกลับถึงค่ายก็ถามนายทหารรองว่า เจ้าตีสัญญาณให้เราถอยกลับเข้าค่ายเพราะเหตุผลอันใด ทหารรองได้รายงานว่าในขณะที่ท่านรบอยู่กับฮองตงนั้น หน่วยลาดตระเวนได้เข้ามารายงานว่า เห็นธงทิวของทหารเมืองเสฉวนปักอยู่ตามแนวเขาเตงกุนสันเป็นอันมาก มีลักษณะคล้ายกับขบวนทัพใหญ่ เกรงว่าข้าศึกจะแต่งกลซุ่มทหารไว้ทำอันตรายท่าน จึงทำสัญญาณให้ท่านกลับมา
แฮหัวเอี๋ยนได้ฟังดังนั้นก็พรั่นใจ ไม่คิดจะยกทหารไปรบกับฮองตงอีก และสั่งบรรดาทหารทั้งปวงให้ระมัดระวังกวดขันรักษาค่าย และด่านเส้นทางต่าง ๆ มิให้ประมาท
ฮองตงเห็นแฮหัวเอี๋ยนไม่ยกทหารออกมารบตามปกติก็ประหลาดใจ จึงปรารภกับหวดเจ้งว่าการศึกครั้งนี้กองทัพเราตั้งอยู่ในชัยภูมิที่เสียเปรียบ เพราะแฮหัวเอี๋ยนตั้งกองทัพในหุบเขา มีช่องทางเดินแคบ เมื่อใดเห็นเป็นทีได้เปรียบแฮหัวเอี๋ยนก็ยกมารบ เมื่อใดเห็นว่าไม่ได้เปรียบก็ตั้งสงบคุมเชิงอยู่ เราจะยกทหารรุกเข้าไปก็ขัดสน ท่านจะคิดอ่านประการใดจึงจะเอาชนะแฮหัวเอี๋ยนได้
หวดเจ้งจึงว่าเบื้องทิศตะวันตกของเขาเตงกุนสันมีภูเขาลูกหนึ่งชื่อว่าภูเขาไทสัน เป็นที่สูง และเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญถ้าหากยึดไว้ได้แล้วจะเห็นเหตุการณ์ตื้นลึกหนาบางทั้งปวงในหุบเขาเตงกุนสัน แล้วจะคิดอ่านทำการได้โดยสะดวก จึงให้ท่านแต่งทหารไปยึดจุดยุทธศาสตร์นี้ไว้ให้จงได้ก็จะได้ชัยชนะแก่แฮหัวเอี๋ยนเป็นมั่นคง
ฮองตงได้ฟังดังนั้นก็ยินดี ครั้นเวลาใกล้สองยามจึงให้ปลุกทหารหน่วยเคลื่อนที่เร็วและชำนาญการรบในเวลากลางคืนห้าร้อยคนลอบยกไปทางเขาไทสัน เห็นบนยอดเขามีแสงไฟสลัวอยู่ก็รู้ว่ามีทหารของแฮหัวเอี๋ยนรักษายอดเขานี้ไม่กี่คน
ฮองตงพาทหารขึ้นไปบนยอดเขาอย่างเงียบกริบ พอใกล้ถึงยอดเขาก็ให้ทหารโห่ ร้องขึ้นพร้อมกัน ทางฝ่ายโตสิดซึ่งแฮหัวเอี๋ยนสั่งให้มารักษายอดเขาไว้ได้ยินเสียงอึกทึกก็ตกใจตื่น เห็นทหารเมืองเสฉวนยกกำลังขึ้นเขามาเป็นจำนวนมากก็ตกใจ จึงพาทหารที่รักษาเขาไทสันหนีกลับไปที่ค่ายของแฮหัวเอี๋ยน
เมื่อฮองตงยึดเขาไทสันได้แล้วจึงให้ย้ายค่ายและยกกำลังไปตั้งไว้บนเขาไทสัน ในวันรุ่งขึ้นฮองตงมองลงไปในหุบเขาก็เห็นสภาพการณ์ทั้งปวงของฝ่ายแฮหัวเอี๋ยนจนหมดสิ้น หวดเจ้งจึงว่า “ครั้งนี้เราได้ทีอยู่แล้ว ให้ท่านตั้งมั่นอยู่ที่เนินเขานี้เถิด ข้าพเจ้าจะคุมทหารขึ้นอยู่บนยอดเขา แม้แฮหัวเอี๋ยนจะยกมาว่ากล่าวท้าทายประการใดก็ดี ให้ดูสำคัญข้าพเจ้าก่อน ถ้าเห็นข้าพเจ้าถือธงขาวอยู่ก็อย่าเพ่อยกออกรบกับแฮหัวเอี๋ยน ถ้าเห็นข้าพเจ้ายกธงแดงขึ้นแล้วก็ให้ทหารยกออกรบเถิด แฮหัวเอี๋ยนจะเสียทีแก่เราเป็นมั่นคง”
หวดเจ้งมั่นใจว่าภูเขาไทสันเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ เมื่อยึดได้แล้วก็จะกำหนดสภาพการณ์ให้ฝ่ายแฮหัวเอี๋ยนจำเป็นต้องออกรบ ไม่สามารถตั้งมั่นรักษาตัวอยู่ในค่ายได้อีกต่อไป เพราะทางฝ่ายกองทัพเมืองเสฉวนสามารถรู้ตื้นลึกหนาบางที่เป็นไปในค่ายฝ่ายเมืองฮูโต๋จนหมดสิ้น และเมื่อแฮหัวเอี๋ยนจำต้องยกออกมารบก็ใช้แผนการถ่วงเวลาให้ข้าศึกอ่อนอิดโรยก่อนจึงยกเข้าตี
ฮองตงเห็นชอบกับแผนการของหวดเจ้ง จึงให้ทหารพักผ่อนเตรียมพร้อมอยู่บนเนินเขาไทสัน โดยหวดเจ้งได้คุมทหารร้อยคนเศษขึ้นไปอยู่บนยอดเขา คอยสังเกตการณ์ความเป็นไปในค่ายของแฮหัวเอี๋ยน
ทางฝ่ายแฮหัวเอี๋ยนไม่คาดคิดว่าฮองตงและหวดเจ้งจะลอบวกไปยึดเอาเขาไทสันซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ได้เปรียบกว่าภูมิประเทศที่ตั้งค่ายอยู่ก็ร้อนใจ เพราะเมื่อแหงนหน้าขึ้นไปดูก็เห็นทหารเมืองเสฉวนชุมนุมกันอยู่บนเนินเขา สามารถเห็นการยักย้ายถ่ายเททหารและเหตุการณ์ในค่ายของแฮหัวเอี๋ยนได้ทั้งสิ้น และเห็นว่าหากเนิ่นช้าต่อไปเมื่อฮองตงกุมสภาพการทั้งปวงได้แม่นยำแล้วก็จะยกกองทัพเข้าโจมตี กองทัพเมืองฮูโต๋ก็จะเสียทีแก่กองทัพเมืองเสฉวน จึงสั่งให้เตรียมการยึดเขาไทสันคืน
เตียวคับเห็นดังนั้นก็ท้วงว่าท่านอย่าเพิ่งวู่วาม การทั้งนี้เป็นอุบายของฮองตงเพื่อจะล่อให้ท่านยกทหารออกไปรบ ควรที่จะตั้งมั่นรอฟังกำลังศึกให้กระจ่างก่อน
แฮหัวเอี๋ยนไม่ฟังคำท้วงของเตียวคับ เพราะเห็นว่าหากเนิ่นช้าต่อไปก็จะเสียทีแก่ ฮองตง ในวันรุ่งขึ้นแฮหัวเอี๋ยนจึงสั่งให้ยกทหารออกจากค่ายล้อมเขาไทสันไว้ทั้งสี่ด้าน และให้ทหารร้องท้าทายให้ฮองตงลงมารบกันให้รู้แพ้แลชนะ
ฮองตงได้ยินคำท้าก็โกรธ คิดจะยกทหารลงไปรบกับแฮหัวเอี๋ยน แต่นึกถึงคำหวดเจ้งแล้วทอดสายตาขึ้นไปบนยอดเขา เห็นหวดเจ้งยังคงถือสัญญาณธงขาวเป็นสำคัญอยู่จึงสงบใจไว้
แฮหัวเอี๋ยนให้ทหารร้องด่าฮองตงตั้งแต่เช้าจนถึงเวลาบ่ายฮองตงก็ไม่ยกทหารลงมารบ จนทหารของแฮหัวเอี๋ยนอ่อนล้าอิดโรยลง ทั้งแสงแดดก็ร้อนจัด ทหารของแฮหัวเอี๋ยนจึงคลายความระมัดระวังตัว ลงจากหลังม้ามาหลบความร้อนอยู่ภายใต้ชายไม้ บ้างนั่ง บ้างนอน บ้างก็เล่นหัวกัน
หวดเจ้งเห็นทหารของแฮหัวเอี๋ยนอ่อนล้าอิดโรยลง ทั้งเป็นเวลาบ่ายแก่แล้วจึงลดสัญญาณธงขาว แล้วยกธงแดงขึ้นโบกเป็นสำคัญ ให้สัญญาณแก่ฮองตงรีบรุกเข้าโจมตีข้าศึก.