ตอนที่ 407. เทพโลกบาลทิศอุดร

 เคาจีโหรหลวงบ่ายเบี่ยงไม่ยอมพยากรณ์โชคเคราะห์ให้แก่โจโฉเพราะเห็นว่าผลได้ไม่คุ้มเสีย จึงแนะนำว่ากวนลอว่ามีวิชาเก่งกล้าสามารถนัก โดยได้พรรณนาประวัติและความสามารถของกวนลอให้โจโฉฟัง โจโฉกำลังป่วยและปวดศีรษะเป็นกำลัง ได้ฟังเรื่องอันเพลิดเพลินใจก็ค่อยสดชื่นขึ้น

            โจโฉฟังเคาจีเล่ามาถึงตอนเทวดาซึ่งปลอมเป็นชายชราสองคนหลงเสพสุราและเนื้อกวางแห้งของเตียวหงันด้วยความสนใจว่าจะแก้ไขปัญหาอย่างไร

            เคาจีได้เล่าต่อไปว่าชายชราสองคนนั้นจึงปรึกษากันว่าเราได้หลงเสพสุราและกินเนื้อกวางแห้งของเขาแล้ว จะเพิกเฉยไม่ช่วยเหลือก็ไม่เป็นการสมควร ชายชราที่ใส่เสื้อคลุมสีขาวได้กล่าวว่า กฎแห่งสวรรค์ที่ไม่อาจฝ่าฝืนได้ก็มีอยู่ข้อหนึ่งว่าบุญคุณต้องทดแทน เมื่อเรารับกินของเขาแล้วก็ต้องตอบแทนคุณของเขา

            ว่าแล้วชายชราที่ใส่เสื้อคลุมสีขาวจึงล้วงเอาบัญชีคนในแขนเสื้อออกมาดู เห็นชื่อเตียวหงันนั้นมีกำหนดถึงแก่ความตายตอนอายุสิบเก้าปี และบัดนี้เหลือเวลาอีกสองวันก็จะถึงกำหนดเวลาที่ระบุในบัญชีแล้ว

            ชายชราที่ใส่เสื้อคลุมสีขาวหยิบพู่กันขึ้นมาแล้วกล่าวกับเตียวหงันว่า “อายุของท่านก็ครบสิบเก้าปีแล้ว ยังอีกสองวันก็จะตาย เราจะช่วยแถมตัวเก้าใส่ลงแทนตัวสิบ ให้สืบอายุไปเก้าสิบเก้าปีจึงตาย”

            ว่าแล้วชายชรานั้นก็เอาพู่กันแก้อายุของเตียวหงันจากสิบเก้าปีเป็นเก้าสิบเก้าปี เขียนเสร็จแล้วก็ปิดบัญชีเก็บไว้ในแขนเสื้อเหมือนดังเดิม และหันมากล่าวกับเตียวหงันอีกว่าจงไปบอกกวนลอว่าความลับแห่งสวรรค์นั้นอย่าได้เปิดเผยแก่ผู้ใดอีกเป็นอันขาด มิฉะนั้นก็จะต้องรับผิดชอบในชะตากรรม กล่าวสิ้นคำแล้วชายชราทั้งสองคนก็ลุกขึ้นยืน

            พลันมีหมอกควันสีขาวบังเกิดขึ้น ชายชราทั้งสองคนได้กลายเป็นนกกระเรียนบินโผไปในท้องฟ้าแล้วหายลับตาไป

            เตียวหงันเห็นดังนั้นก็มีความยินดี คุกเข่าลงคำนับขอบคุณเทพยดาทั้งสององค์แล้วกลับมาบ้านชวนบิดาไปหากวนลอ และแจ้งให้กวนลอทราบความทุกประการ กวนลอฟังคำของเตียวหงันด้วยความยินดี แต่มิได้ว่ากล่าวประการใด

            เตียวหงันจึงถามกวนลอว่า ชายชราทั้งสองคนนี้เป็นผู้ใดหรือ

            กวนลอจึงว่าชายชราทั้งสองคนนี้คือเทพโลกบาลประจำทิศเหนือและทิศใต้ ชายชราที่สวมเสื้อคลุมสีแดงคือเทพโลกบาลประจำทิศทักษิณ ส่วนชายที่สวมเสื้อคลุมสีขาวคือเทพโลกบาลประจำทิศอุดร ทั้งสององค์มีหน้าที่แตกต่างกัน โดยเทพโลกบาลประจำทิศทักษิณมีหน้าที่จดบัญชีและกำกับการเกิดของมนุษย์ ส่วนเทพโลกบาลประจำทิศอุดรมีหน้าที่จดบัญชีและกำกับการตายของมนุษย์ กรณีของเจ้านี้เทพโลกบาลประจำทิศอุดรซึ่งกำกับการตายและถือบัญชีตายของมนุษย์ได้แก้ไขอายุของเจ้าเป็นเก้าสิบเก้าปีแล้ว ดังนั้นอายุขัยของเจ้าจึงยืนยาวต่อไปอีกแปดสิบปี

            สองพ่อลูกได้ฟังคำกวนลอดังนั้นก็มีความยินดี คุกเข่าลงกับพื้นหันหน้าไปทางทิศเหนือคำนับขอบคุณเทพโลกบาลประจำทิศอุดรอีกครั้งหนึ่งที่ได้เมตตาต่ออายุขัยสืบไปอีกแปดสิบปี

            เตียวหงันเป็นเด็กฉลาดและขี้สงสัย ยังคงติดใจเรื่องเทพโลกบาลประจำทิศอุดรจึงถามกวนลอต่อไปว่า ข้าพเจ้าได้ฟังคำเล่าลือมาว่าเทพโลกบาลประจำทิศอุดรก็คือเทพดาราเหนือซึ่งมีกิตติศัพท์ว่ามีจำนวนถึงเก้าดวง แต่เหตุไฉนจึงเป็นเทพเพียงองค์เดียวเล่า

            กวนลอจึงว่าเก้ากับหนึ่งความจริงก็เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เมื่อกระจายเป็นดวงดาวมีเก้าดวง แต่เมื่อรวมกันเป็นหนึ่งก็กลายเป็นเทพองค์เดียว แล้วกวนลอจึงว่าการเปิดเผยความลับของสวรรค์เป็นเรื่องไม่สมควร พวกเจ้าอย่าได้แพร่งพรายเรื่องนี้ให้ผู้ใดล่วงรู้ ตัวเราเองก็จะไม่แนะนำเรื่องนี้กับผู้ใดอีก

            โจโฉได้ฟังเรื่องราวกลวิธีต่ออายุก็มีความสนใจยิ่งนัก เคาจีเห็นดังนั้นจึงถามว่าบัดนี้กวนลออยู่ที่เมืองเพงง้วนก๋วน ควรที่วุยอ๋องจะเรียกหาให้มาดูโชคเคราะห์ว่าดีแลร้าย

            โจโฉเห็นด้วยจึงสั่งทหารให้แจ้งความไปยังเมืองเพงง้วนก๋วนให้เชิญกวนลอมาที่เมืองเงียบกุ๋นโดยด่วนที่สุด

            ครั้นกวนลอมาถึงเมืองเงียบกุ๋นแล้วโจโฉก็ต้อนรับโอภาปราศรัยเป็นอันดี และขอให้กวนลอช่วยตรวจตราโชคชะตาว่าดีร้ายประการใด

            กวนลอจ้องมองหน้าและบุคลิกลักษณะของโจโฉแล้วจึงว่า “ซึ่งท่านป่วยนี้เป็นแต่คนมีความรู้คะนองทำเล่ห์กระเท่ห์ต่าง ๆ อย่าวิตกเลยเห็นหาเป็นไรไม่”

            โจโฉได้ฟังคำกวนลอดังนั้นก็ค่อยคลายใจ อาการซึ่งป่วยไข้ก็หายไปดังปลิดทิ้ง โจโฉให้มีความยินดีเป็นอันมาก จึงแต่งโต๊ะเลี้ยงกวนลอแล้วถามต่อไปว่า โชคชะตาราศีส่วนตัวของเราก็แจ้งแล้ว จะขอให้ท่านช่วยตรวจชะตาราศีของบ้านเมืองว่าจะดีร้ายประการใด

            กวนลอนั่งคำนวณอยู่ในใจครู่ใหญ่ จึงหันมากล่าวกับโจโฉเป็นปริศนาว่า “ฝูงสุกรเที่ยวซ่อนอยู่ในป่า เสือโคร่งตัวกล้าไล่กระจัดพลัดพราย จะมีศึก ณ เขาเตงกุนสัน ท่านจะเสียแขนซ้ายข้างหนึ่ง ข้อหนึ่งคือทหารเอกแลพี่น้องของท่านจะตายก็ว่าได้”

            โจโฉฟังคำทำนายเป็นปริศนาดังนั้นก็ไม่รู้ความนัย คงเข้าใจแต่เพียงว่าจะเกิดศึก ณ เขาเตงกุนสัน แล้วจะเสียทหารเอกหรือพี่น้องคนใดคนหนึ่ง ซึ่งโจโฉเห็นว่าเป็นธรรมดาของบ้านเมืองย่อมเกิดศึกสงคราม และเมื่อเกิดศึกสงครามแล้วการบาดเจ็บล้มตายย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมดาหาได้มีความสลักสำคัญประการใดไม่ โจโฉจึงไม่หวั่นไหวไปกับคำทำนายนั้น

            โจโฉมีความศรัทธาในตัวกวนลอ จึงสรรเสริญว่ากวนลอนี้มีความชำนาญในการพยากรณ์ยิ่งนัก แล้วชวนให้กวนลอทำราชการจะแต่งตั้งให้มีตำแหน่งเป็นโหรหลวงประจำวังวุยอ๋อง

            กวนลอได้ฟังดังนั้นก็รีบปฏิเสธว่า “ข้าพเจ้านี้บุญน้อยนัก ควรแต่เที่ยวอยู่ในถ้ำธารแลป่าเขา บำราบได้แต่ปีศาจแลโขมดป่า อันจะอยู่ในเมืองหลวงบังคับผู้คนนั้นไม่ได้”

            โจโฉได้ฟังคำกวนลอปฏิเสธอย่างนุ่มนวลว่าคุ้นแต่อยู่ป่าเขาปราบผีสางนางไม้ ไม่คุ้นเคยกับการควบคุมปกครองคน ก็เข้าใจว่ากวนลอยกย่องตัวเองที่เป็นถึงสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยามหาอุปราช มีความสามารถปกครองผู้คนทั้งแผ่นดิน จึงยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ แล้วถามกวนลอว่าอันวาสนาของเรานี้จะมีบุญยิ่งไปกว่านี้หรือไม่

            กวนลอได้ฟังจึงว่า “ท่านก็มีบุญเป็นถึงพระเจ้าวุยอ๋องเสมอพระเจ้าเหี้ยนเต้อยู่ฉะนี้แล้ว ซึ่งจะให้ดูขึ้นไปอีกนั้นสิ้นตำราแล้ว”

            กวนลอไม่ยอมทำนายทายทักว่าโจโฉจะล้มราชบัลลังก์ครองตำแหน่งฮ่องเต้เสียเองหรือไม่ แต่ถ่อมตนว่าความรู้ที่มีนั้นทำนายได้แต่วาสนาคนอันสูงสุดเสมอด้วยโจโฉเท่านี้ ไม่อาจทำนายทายทักเกินไปกว่านี้ได้

            โจโฉจึงถามต่อไปว่า เมื่อท่านว่าตัวเรามีบุญสูงสุดเพียงนี้แล้ว บรรดาขุนนางแลแม่ทัพนายกองทั้งปวงเล่าจะเป็นประการใด

            กวนลอหัวเราะแล้วว่าอันขุนนางทั้งปวงนั้นล้วนเก่งกล้ามีสติปัญญาความสามารถ ควรแก่ราชการทั้งสิ้น

            โจโฉหัวเราะด้วยความพอใจ และถามว่าถ้าเช่นนั้นชะตาเมืองกังตั๋งและเมืองเสฉวนเล่าจะเป็นประการใด

            กวนลอพิเคราะห์ดูอยู่ครู่หนึ่งจึงว่า “เมืองกังตั๋งนั้นจะเสียทหารเอกคนหนึ่ง อัน เล่าปี่เจ้าเมืองเสฉวนนั้นก็จะยกกองทัพมาตีเมืองฮันต๋ง ซึ่งจะว่าเป็นปรกตินั้นยังไม่ได้”

            โจโฉได้ฟังดังนั้นก็มิได้ว่ากล่าวประการใด แต่ในใจไม่เชื่อว่าเมืองกังตั๋งจะสูญเสียทหารเอกผู้หนึ่งผู้ใดเพราะบัดนี้ศึกสงครามก็สงบแล้ว ส่วนเล่าปี่เล่าก็ยังต้องปราบปรามหัวเมืองใหญ่น้อยให้มีเสถียรภาพเสียก่อน จึงจะกล้ายกกองทัพมาตีเมืองฮันต๋ง

            ในค่ำวันนั้นเองทหารฝ่ายสอดแนมได้เข้ามารายงานว่าเมื่อสามวันก่อนโลซกซึ่งเป็นทหารเอกในตำแหน่งที่ปรึกษาผู้ใหญ่ของซุนกวนป่วยถึงแก่ความตายแล้ว โจโฉได้ฟังรายงานก็สรรเสริญความสามารถของกวนลอเป็นอันมากว่าพยากรณ์เหตุการณ์ได้แม่นยำราวกับเทพยดาเข้าดลใจ

            ในขณะที่โลซกถึงแก่ความตายนั้นเป็นเทศกาลเดือนยี่ ปลายเจี้ยนอันศกปีที่ยี่สิบสอง ซุนกวนได้แต่งการพิธีศพของโลซกอย่างสมเกียรติ แล้วนำศพของโลซกไปฝังไว้ในสุสานวีรชนของแคว้นกังตั๋ง

            รุ่งอีกวันหนึ่งก็มีม้าเร็วถือหนังสือด่วนมาแต่เมืองฮันต๋งเข้ามารายงานข้อราชการแก่โจโฉว่า บัดนี้เล่าปี่ให้เตียวหุยและม้าเฉียวยกทหารมารักษาเมืองปาเส และมีความเคลื่อนไหวทางการทหารของเมืองเสฉวนอย่างคึกคัก มีการลำเลียงเสบียงอาหารอย่างต่อเนื่อง คาดว่าเล่าปี่เตรียมการจะยกกองทัพมาตีเมืองฮันต๋ง

            โจโฉได้ฟังรายงานดังนั้นก็ประหลาดใจและตกใจไปพร้อมกัน เพราะคำพยากรณ์ของกวนลอเกี่ยวกับการบ้านเมืองข้างเมืองกังตั๋งและเมืองเสฉวนประจักษ์ชัดเจนว่าถูกต้อง แต่การซึ่งเล่าปี่เตรียมการจะยกกองทัพมาตีเมืองฮันต๋งนั้น ทำให้โจโฉโกรธแค้นเป็นอันมาก

            ดังนั้นโจโฉจึงให้หากวนลอมาปรึกษา แล้วปรารภว่าเราจะยกกองทัพไปช่วยเมือง ฮันต๋ง และถ้าโอกาสอำนวยก็จะยกล่วงไปตีเมืองเสฉวนเสียทีเดียว ให้ท่านช่วยหาฤกษ์งามยามดีที่จะเอื้ออำนวยให้การสงครามครั้งนี้ประสบความสำเร็จ

            กวนลอพิเคราะห์ความอยู่ครู่หนึ่งจึงว่า เวลาบัดนี้เป็นเทศกาลปลายปีใกล้จะขึ้นปีใหม่แล้ว ท่านจะยกกองทัพไปแดนไกลไม่ได้เป็นอันขาด เพราะในเมืองหลวงนี้จะเกิดเหตุเพลิงไหม้ใหญ่หลวงนัก หากไม่ป้องกันรักษาให้เข้มงวดกวดขันก็จะเป็นอันตราย

            โจโฉได้ฟังดังนั้นก็เชื่อคำกวนลอเพราะได้เห็นประจักษ์ถึงความแม่นยำครั้งแล้วครั้งเล่าจึงสั่งให้งดกองทัพไว้ แต่สั่งให้โจหองคุมทหารห้าหมื่นยกไปหนุนแฮหัวเอี๋ยนและเตียวคับซึ่งรักษาจุดยุทธศาสตร์สำคัญอยู่ที่ชายแดน ให้แฮหัวตุ้นคุมทหารอีกสามหมื่นเป็นกองลาดตระเวนรอบนอกเมืองฮูโต๋ และกำชับให้ทุกหน่วยรายงานข่าวสารให้โจโฉทราบทุกระยะ

            ในส่วนการป้องกันเมืองหลวงนั้น โจโฉสั่งตั้งอองปิดเป็นผู้บัญชาการกองกำลังรักษาพระนคร คอยป้องกันรักษาความสงบเรียบร้อยของเมืองหลวง และให้มีอำนาจบังคับบัญชาทหารทั้งปวงในเขตเมืองหลวง

            สุมาอี้ซึ่งเป็นเจ้ากรมกำลังพลได้ฟังคำสั่งโจโฉดังนั้นจึงท้วงว่า ซึ่งวุยอ๋องจะให้อองปิดเป็นผู้บัญชาการกองกำลังรักษาพระนคร ควบคุมบังคับบัญชาทหารทั้งปวงในเมืองหลวงนั้นไม่สมควร เนื่องจากอองปิดมักเสพสุราเป็นอาจิณ มีนิสัยหยาบช้าดุดัน ข่มเหงรังแกข้าทหาร

            โจโฉก็แย้งว่าอันอองปิดผู้นี้เป็นคนที่เราไว้วางใจ ด้วยเป็นสหายศึกติดตามใกล้ชิดเรามาเป็นเวลาช้านาน มีน้ำใจซื่อสัตย์จงรักภักดี สมควรที่จะรักษาเมืองหลวงได้

            โจหอง แฮหัวตุ้น และอองปิดรับคำสั่งโจโฉแล้ว คำนับลาโจโฉแล้วยกทหารไปทำการตามคำสั่ง เฉพาะอองปิดนั้นเมื่อยกทหารมาถึงเมืองหลวงแล้วก็ตั้งกองบัญชาการชั่วคราวอยู่ที่ข้างประตูเมืองด้านทิศตะวันออก

            ปลายเจี้ยนอันศกปีที่ยี่สิบสอง ซึ่งตรงกับปีพุทธศักราชเจ็ดร้อยหกสิบเอ็ด ย่างเดือนสาม ใกล้เทศกาลขึ้นปีใหม่ เหตุการณ์วิกฤตในเมืองหลวงก็เกิดเค้าก่อตัวขึ้นอีกครั้งหนึ่ง

            เหตุเกิดแต่เกงจีซึ่งเดิมเป็นขุนนางในสังกัดของโจโฉ แต่ต่อมาได้รับพระมหากรุณา ธิคุณให้เลื่อนตำแหน่งแล้วย้ายมาเป็นขุนนางประจำราชสำนัก พระเจ้าเหี้ยนเต้ไว้วาง     พระราชหฤทัย ให้ความสนิทชิดเชื้อ จึงมีน้ำใจภักดีสวามิภักดิ์ต่อพระเจ้าเหี้ยนเต้ เกงจีนี้มีเพื่อนขุนนางที่สนิทอยู่คนหนึ่งชื่ออุยหลง ทั้งสองคนปรึกษาหารือกันแล้วเห็นว่าบัดนี้โจโฉมีน้ำใจกำเริบ นานไปคงจะชิงเอาราชสมบัติของพระเจ้าเหี้ยนเต้ เราทั้งสองคนเป็นข้าแผ่นดิน กินข้าวแดงแกงร้อนของท่าน ชอบที่จะคิดอ่านสนองพระคุณไปตามกำลัง

            เกงจีและอุยหลงจึงตกลงพร้อมใจกันจะคิดอ่านกำจัดโจโฉเพื่อสนองพระเดชพระคุณของพระเจ้าเหี้ยนเต้ วันหนึ่งอุยหลงจึงบอกเกงจีว่าข้าพเจ้ามีเพื่อนรักอยู่อีกคนหนึ่งชื่อกิมหัน เป็นเชื้อสายของมหาอุปราชในรัชกาลก่อน กิมหันมีน้ำใจภักดีต่อราชวงศ์ฮั่น เคยออกปากว่าใคร่จะคิดกำจัดโจโฉเสีย หากเป็นทีวันใดกิมหันก็พร้อมจะร่วมทำการ

            แลกิมหันนั้นมีเพื่อนรักชื่ออองปิด ซึ่งบัดนี้ได้รับความวางใจจากโจโฉตั้งให้เป็นผู้บัญชาการกองกำลังรักษาพระนคร ถ้าหากได้เกลี้ยกล่อมอองปิดให้ปลงใจด้วยแล้วก็จะปราบปรามศัตรูราชสมบัติได้สำเร็จ.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

I miss you all กับ I miss all of you ต่างกันอย่างไร

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓