ตอนที่ 402. เมื่อปลาใหญ่กว่าหนองน้ำ

 โจโฉแก้กลยุทธ์ของซุนกวนด้วยการโหมกำลังเข้าโจมตีกองทัพเมืองกังตั๋งถึงห้าสายพร้อมกัน เปิดสงครามตะลุมบอนครั้งใหญ่ที่สุดในแดนใต้หลังสงครามเซ็กเพ็ก ทั้งเป็นเวลาสองฝ่ายต่างเสียหายยับเยิน ต้องหยุดรบแล้วตั้งยันกันร่วมเดือน ซุนกวนจึงตัดสินใจขอเจรจาสงบศึก

            เมื่อซุนกวนตัดสินใจเห็นชอบตามข้อเสนอของเตียวเจียวแล้ว จึงแต่งให้เปาจิดเจ้ากรมการทูตไปเจรจาสงบศึกกับโจโฉ ครั้นโจโฉทราบว่าซุนกวนแต่งทูตมาเจรจาความเมืองจึงให้หาเปาจิดเข้ามาถึงค่ายพัก

            เปาจิดคำนับโจโฉตามธรรมเนียมแล้วจึงว่า “ซุนกวนให้ข้าพเจ้ามาแจ้งแก่ท่านว่าซึ่งจะตั้งรบพุ่งกันสืบไปฉะนี้ ทหารทั้งสองฝ่ายก็จะได้ความเดือดร้อนล้มตายเปลืองไป ขอให้ท่านยกกองทัพกลับไป ถ้าถึงกำหนดปีจะแต่งเครื่องบรรณาการไปขึ้นตามประเพณีผู้ใหญ่ผู้น้อย”

            โจโฉได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดีจึงว่า “ตัวเราเป็นผู้ใหญ่ ซุนกวนนายท่านอายุอ่อนกว่าเรา ครั้นเราจะเลิกทัพกลับไปก่อนก็มีความละอายอยู่ ท่านจงไปบอกซุนกวนให้ยกทัพกลับเมืองแล้วเราจึงจะเลิกทัพกลับไป”

            ว่าแล้วโจโฉจึงสั่งให้ปูนบำเหน็จแก่เปาจิดตามธรรมเนียม เปาจิดรับของบำเหน็จแล้วคำนับลาโจโฉกลับไปรายงานความทั้งปวงให้ซุนกวนทราบ

            ซุนกวนทราบความแล้วจึงสั่งให้จิวท่ายและเจียวขิมคุมทหารอยู่รักษาค่ายเมืองยี่สู ส่วนซุนกวนยกกองทัพกลับไปเมืองกังตั๋งในวันรุ่งขึ้น

            ทางฝ่ายโจโฉได้ตั้งให้เตียวเลี้ยวและโจหยินอยู่รักษาเมืองหับป๋า ส่วนโจโฉก็ยกกองทัพกลับคืนเมืองหลวง

            ซุนกวนยกกองทัพมาตีเมืองหับป๋าตามที่ได้ตกลงกับเล่าปี่ แต่ตีเมืองหับป๋าไม่ได้ดังความปรารถนา กลับต้องเสียหายทั้งทหาร เสบียง และเกียรติยศอย่างยับเยิน ส่วนโจโฉนั้นจำเป็นต้องยกกองทัพออกจากเมืองฮันต๋งเพื่อป้องกันรักษาเมืองหับป๋าไว้ ทำให้แผนการยึดครองภาคตะวันตกต้องถูกทำลายลง โจโฉป้องกันรักษาเมืองหับป๋าไว้ได้ก็จริงอยู่ แต่ก็ไม่สามารถรุกคืบเข้าตีเมืองกังตั๋งได้ ทั้งต้องสูญเสียทหารและเสบียงเป็นอันมาก กองทัพของซุนกวนและโจโฉสู้รบกันจนอ่อนล้าอิดโรยลง ไม่อาจทำศึกสงครามต่อไปได้ โจโฉจะถอยทัพกลับเมืองหลวงก็มิได้ เพราะจำต้องรักษาจุดยุทธศาสตร์คือเมืองหับป๋าไว้ ซุนกวนเองจะถอยทัพกลับเมืองกังตั๋งก็ไม่ได้ เพราะกองทัพ โจโฉตั้งประชิดอยู่ที่ชายแดน ต่างฝ่ายต่างจะรุกคืบก็มิได้ จะถอยตามอำเภอใจก็ไม่ได้ จะตั้งยันกันอยู่สืบไปก็ไม่ได้ เหตุนี้สถานการณ์จึงกำหนดให้ต้องหย่าศึก ดังนั้นเมื่อซุนกวนเจรจาขอหย่าศึกโจโฉจึงตกลง ต่างฝ่ายจึงเลิกทัพกลับคืนเมืองท่ามกลางความบอบช้ำ ในขณะที่กองทัพของเล่าปี่ยังคงสดชื่นและได้รับการบำรุงอย่างเต็มที่

            โดยสรุปก็คือเล่าปี่เสียหัวเมืองโทซึ่งขึ้นแก่เมืองเกงจิ๋วสามหัวเมือง ได้แก่เมืองกังแฮ เมืองเตียงสา และเมืองฮุยเอี๋ยง ให้แก่ซุนกวน โดยได้มาซึ่งความปลอดภัยและความเข้มแข็งของกองทัพเมืองเสฉวน ในขณะที่โจโฉต้องสูญเสียเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ที่จะยึดครองภาคตะวันตก เพราะจำต้องถอนทัพไปป้องกันรักษาเมืองหับป๋า และสูญเสียทหารตลอดจนเสบียงเป็นอันมาก และซุนกวนก็ต้องสูญเสียนายทหารเอกถึงสองคนคือตังสิดและตันบู และสูญเสียทหารบก ทหารเรือ ตลอดจนเสบียงอาหารเป็นจำนวนมาก ทำให้กองทัพของทั้งฝ่ายกังตั๋งและฝ่ายเมืองฮูโต๋ต่างอ่อนล้าอิดโรยและอ่อนแอลง

            โจโฉเลิกทัพกลับถึงเมืองหลวงแล้วเก็บตัวเงียบอยู่ภายในจวน เพราะเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ที่จะยึดครองภาคตะวันตกได้เลื่อนลอยออกไปไกล เนื่องจากการถอนทัพออกจากเมืองฮันต๋งนั้นทำให้เล่าปี่เสริมสร้างความเข้มแข็งของกองทัพ และสร้างเสถียรภาพทางการเมืองและการปกครองอย่างขนานใหญ่ ยากที่จะปราบปรามให้ราบคาบได้อีก ส่วนทางใต้เล่าก็ไม่สามารถปราบปรามซุนกวนให้สำเร็จได้ดังประสงค์ ข้อเสนอหย่าศึกของซุนกวนที่ว่าจะส่งเครื่องบรรณาการเข้าเมืองหลวงทุกปีนั้นเป็นข้อเสนอแบบขอไปที เพื่อมิให้ทั้งสองฝ่ายเสียหน้าเท่านั้น และซุนกวนก็ยังคงครองอำนาจเป็นใหญ่ในภาคใต้ดังเดิม

            ดังนั้นในแต่ละวันโจโฉจึงพยายามหาความสำราญบานใจ เสพสุราฟังดนตรี มีรำฟ้อนขับกล่อมให้พอเป็นที่คลายความทุกข์ใจ ทำให้สุขภาพของโจโฉเริ่มทรุดโทรมลง อาการปวดศีรษะที่เคยเกิดขึ้นเป็นครั้งคราวค่อยกำเริบแรงขึ้นและเป็นบ่อยขึ้น แต่ด้วยวิสัยที่เป็นผู้ทรหดอดทน โจโฉจึงข่มความเจ็บปวดไว้จนคล้ายกับว่ามีความเป็นปกติ

            เจี้ยนอันศกปีที่ยี่สิบเอ็ด เดือนห้า บรรดาที่ปรึกษานักวิชาการที่แวดล้อมสอพลอผู้มีอำนาจจึงได้จุดชนวนความคิดขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งว่า ที่โจโฉเป็นดังนี้เพราะต้องการประชดเนื่องจากได้ทำความดีความชอบไว้กับบ้านเมืองเป็นอันมาก แต่ไม่มีผู้ใดเห็นคุณงามความดีช่วยกราบทูลยกย่องให้โปรดเกล้าแต่งตั้งเป็นที่วุยอ๋องหรือสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยามหาอุปราช

            บรรดาที่ปรึกษานักวิชาการเหล่านั้นจึงก่อการเคลื่อนไหวกับบรรดาที่ปรึกษาขุนนางข้าราชการซึ่งใกล้ชิดกับโจโฉ ก็ได้รับความเห็นชอบพร้อมกัน และต่างคนต่างช่วยกันเคลื่อนไหวเป็นวงกว้างเพื่อเตรียมการให้ขุนนางข้าราชการทั้งปวงเข้าชื่อทูลเกล้าถวายฎีกาต่อพระเจ้าเหี้ยนเต้ ให้โปรดเกล้าเลื่อนอิสริยยศโจโฉขึ้นเป็นที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยามหาอุปราชหรือวุยอ๋อง

            ฝ่ายซุนต่ำซึ่งเป็นขุนนางผู้เคร่งครัดในกฎมณเทียรบาลได้ทราบความเคลื่อนไหวของบรรดาที่ปรึกษานักวิชาการและขุนนางข้าราชการเหล่านั้นแล้ว จึงสวมวิญญาณพวกเอ็นจีโอที่คัดค้านทุกเรื่องราวออกทำการเคลื่อนไหวคัดค้านการขอเลื่อนอิสริยยศให้แก่โจโฉ

            พอซุนต่ำเคลื่อนไหวคัดค้านความก็ทราบไปถึงขบวนการเคลื่อนไหวที่ต้องการให้เลื่อนอิสริยยศโจโฉเป็นที่วุยอ๋อง ดังนั้นจึงส่งหน่วยอุ้มเข้าไปว่ากล่าวกับซุนต่ำว่า “ท่านไม่รู้หรือเมื่อครั้งซุนฮกขัดขวางก็ถึงแก่ความตาย”

            ซุนต่ำถึงจะถูกข่มขู่ก็ไม่ยอมเลิกล้มความคิด กลับท้าทายว่าตัวเราเป็นผู้ถือคุณธรรม และถือความจงรักภักดีต่อพระราชวงศ์ฮั่น มิได้เกรงกลัวแก่ความตาย หากพวกท่านถือว่ามีอำนาจแล้วจะทำการประการใดได้ตามอำเภอใจ ก็จงทำไปตามแต่ใจของพวกท่าน อย่าได้หวังว่าเราจะหวาดหวั่นจำนนเลย 

            เมื่อซุนต่ำแสดงท่าทีไม่กลัวผีไม่เกรงมารดังนั้น ฝ่ายที่ข่มขู่คุกคามก็จำต้องล่าถอย แล้วนำความไปรายงานให้โจโฉทราบ พร้อมกับใส่ความว่าซุนต่ำได้กล่าวหาว่าโจโฉคิดอ่านเป็นขบถจะแย่งชิงเอาราชสมบัติ

            โจโฉนับแต่ขาดซุนฮก ซุนฮิว ที่ปรึกษาผู้ใหญ่แล้วก็ขาดผู้เตือนสติ ทำให้ชีวิตตกอยู่ในความประมาทอย่างใหญ่หลวง ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสว่าคนเรานั้นการมีผู้เตือนถือได้ว่าเป็นผู้มีทรัพย์อันประเสริฐ ดังนั้นพอได้ฟังคำยุโจโฉก็โกรธ สั่งทหารให้ไปจับตัวซุนต่ำแล้วจำขังไว้

            ซุนต่ำถือตัวว่าไม่ได้กระทำความผิดคิดร้ายต่อแผ่นดินหรือผู้ใด ดังนั้นเมื่อถูกจองจำก็โกรธ ทุกวันเวลาร้องด่าโจโฉเป็นข้อหยาบช้าว่าเป็นเผด็จการบ้าอำนาจ

            ผู้คุมได้ยินคำด่าก็นำความไปรายงานแก่โจโฉ ครั้งแรก ๆ โจโฉก็ทนฟังด้วยอารมณ์ขุ่นเคือง แต่พอหลายครั้งเข้าโจโฉก็โกรธ จนวันหนึ่งโจโฉกำลังปวดศีรษะ ผู้คุมก็มารายงานอีกว่าซุนต่ำด่าว่าประณามโจโฉว่าคิดคดกบฎต่อพระเจ้าเหี้ยนเต้

            โจโฉโกรธถึงขีดสุด จึงสั่งทหารให้เอาตะบองตีซุนต่ำจนถึงแก่ความตาย สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ระบุว่าโจโฉ “สั่งให้ชักคอซุนต่ำเสียให้ถึงแก่ความตาย” ซึ่งมีผู้เข้าใจเป็นสองอย่าง อย่างหนึ่งว่าเอาเชือกผูกคอแล้วชักจนตาย อีกอย่างหนึ่งว่าเอาเชือกผูกคอแล้วชักแขวนกับที่คุมขังจนถึงแก่ความตาย

            พอซุนต่ำถึงแก่ความตายแล้วบรรดาขุนนางทั้งปวงที่เคยสงบปากสงบคำไม่ออกความเห็นได้ทราบข่าวก็เกรงความผิดจะมาถึงตัว จึงพากันสนับสนุนฝ่ายที่เคลื่อนไหวให้เลื่อนอิสริยยศจนความเห็นเป็นเอกฉันท์

            สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ระบุว่า “ขณะนั้นพระเจ้าเหี้ยนเต้มาอยู่เมืองฮูโต๋ได้ยี่สิบเอ็ดปี (พ.ศ. 759) เมื่อเดือนเจ็ดข้างขึ้นนั้นขุนนางแลทหารทั้งปวงซึ่งมีใจรักโจโฉก็ร่วมคิดกันแต่งเรื่องราวกราบทูลพระเจ้าเหี้ยนเต้เป็นใจความว่า วุยก๋งมีความชอบ ได้ปราบปรามข้าศึกเป็นอันมาก ขอให้ตั้งวุยก๋งขึ้นเป็นเจ้าวุยอ๋อง”

            เมื่อพระเจ้าเหี้ยนเต้ทอดพระเนตรเห็นฎีกาของเหล่าขุนนางข้าราชการดังกล่าว จึงมีพระราชดำริว่าทุกวันนี้อำนาจการปกครองบ้านเมืองและการบังคับบัญชาขุนนางข้าราชการทั้งปวงก็อยู่ในเงื้อมมือของโจโฉทั้งสิ้นแล้ว แม้ตัวเราเองก็เหมือนหนึ่งกับเจว็ดที่ถูกโจโฉยกตั้งไว้ จะรื้อถอนลงเสียเมื่อใดก็ขึ้นอยู่กับน้ำใจเขาฝ่ายเดียว ทุกวันนี้เขายังเห็นพอมีประโยชน์อยู่บ้างจึงทำทีเป็นบูชา เหมือนหนึ่งการเล่นละคร เมื่อขุนนางทั้งปวงเสนอฎีกามาดังนี้เราจะขัดขวางกระไรได้ จึงควรที่อนุโลมตาม

            พระเจ้าเหี้ยนเต้มีพระราชดำริดังนั้นแล้วจึงตรัสสั่งให้เจงอิ้วผู้เป็นอาลักษณ์ทำประกาศพระบรมราชโองการสถาปนาโจโฉขึ้นเป็นที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยามหาอุปราชหรือวุยอ๋อง มีเครื่องอุปราชูปโภคประกอบด้วยมงกุฎประดับหยก มีระย้าไข่มุกหน้าหลังมงกุฎข้างละสิบสองเส้น ขี่รถทองคำตบแต่งแบบรถพระที่นั่งเทียมด้วยม้าหกตัว เครื่องแต่งตัวและเครื่องแห่แหนเหมือนกับเครื่องแต่งตัวและเครื่องแห่แหนของพระมหากษัตริย์

            ครั้นแต่งประกาศพระบรมราชโองการตั้งโจโฉเป็นที่วุยอ๋องเสร็จแล้ว เจงอิ้วจึงเชิญประกาศพระบรมราชโองการนั้นไปมอบแก่โจโฉถึงในจวน แต่โจโฉไม่ยอมรับอิสริยยศและขอให้กราบบังคมทูลว่ามิได้ปรารถนายศศักดิ์แต่ประการใด ที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณในทุกวันนี้ก็เป็นที่สุดแล้ว

            เจงอิ้วนำความกลับไปกราบบังคมทูลให้พระเจ้าเหี้ยนเต้ทรงทราบ พระเจ้าเหี้ยนเต้ถึงแม้ว่าจะเป็นพระมหากษัตริย์ที่ประพฤติพระองค์เป็นต้นอ้อลู่ลม แต่ก็คุ้นเคยความคิดและอัธยาศัยของโจโฉ ได้ฟังคำกราบบังคมทูลดังนั้นก็ทรงรู้ว่าเป็นเล่ห์อุบายของโจโฉเพื่อป้องกันข้อครหาว่ามักใหญ่ใฝ่สูง คิดตั้งตัวขึ้นเป็นเจ้า โดยความปรารถนาที่แท้จริงก็คือการได้ครองอิสริยยศเป็นที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยามหาอุปราชหรือวุยอ๋อง ดังนั้นถ้าหากไม่พระราชทานซ้ำไปก็จะเกิดวิกฤตทางการเมืองต่อไปอีก

            พระเจ้าเหี้ยนเต้ทรงพระดำริดังนั้นแล้วจึงรับสั่งให้เจงอิ้วเชิญพระบรมราชโองการไปมอบแก่โจโฉอีกครั้งหนึ่ง

            โจโฉยังคงปฏิเสธดังเดิม เจงอิ้วก็นำความกลับมากราบบังคมทูลพระเจ้าเหี้ยนเต้ให้ทรงทราบ พระเจ้าเหี้ยนเต้ก็ทรงยืนยันพระราชทานดังเดิม

            พระมหากษัตริย์พระราชทานอิสริยยศถึงสามครั้งสามครา โจโฉก็แสร้งปฏิเสธถึงสามครั้งสามครา โดยที่ต่างฝ่ายต่างก็รู้ความปรารถนาที่แท้จริงว่าเป็นประการใด ดังนั้นเมื่อถึงคราที่สี่พระเจ้าเหี้ยนเต้จึงมีพระบรมราชโองการสั่งว่า การเลื่อนอิสริยยศครั้งนี้เป็นเพราะวุยก๋งมีความดีความชอบต่อบ้านเมือง ดังนั้นจึงห้ามมิให้วุยก๋งปฏิเสธไม่รับพระบรมราชโองการอีก มิฉะนั้นจะทรงถือว่าวุยก๋งหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

            เมื่อเป็นดังนี้โจโฉจึงทำเป็นจำใจต้องน้อมรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าแต่งตั้งให้เป็นที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยามหาอุปราช ประกอบด้วยอิสริยยศเกือบเสมอด้วยพระมหากษัตริย์

            เมื่อโจโฉได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าเลื่อนอิสริยยศเป็นที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยามหาอุปราชดังนั้นแล้ว บรรดาขุนนางผู้แวดล้อมใกล้ชิดจึงเสนอแก่โจโฉว่า จวนที่อาศัยในปัจจุบันเป็นจวนสำหรับผู้มีอิสริยยศวุยก๋ง บัดนี้ท่านได้รับสถาปนาเลื่อนอิสริยยศขึ้นแล้วจึงสมควรที่จะสร้างวังให้สมกับอิสริยยศที่พระราชทาน อุปมาเหมือนปลาใหญ่ในหนองน้ำเล็ก เมื่อเจริญเติบกล้าแล้วจะอยู่อาศัยในหนองน้ำอันเล็กนั้นมิได้ ชอบที่จะเปลี่ยนที่อาศัยเป็นทะเลใหญ่แลพระมหาสมุทรจึงจะชอบ

            โจโฉได้ฟังข้อเสนอดังนั้นก็ปลาบปลื้มใจ จึงสั่งให้สร้างวังใหม่ที่ใหญ่โตอัครฐานณ เมืองเงียบกุ๋น โดยรอบวังให้ก่อสร้างกำแพงเมืองสูงใหญ่ มีค่ายคูประตูหอรบเสมอด้วยพระราชวังหลวงทุกประการ.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

I miss you all กับ I miss all of you ต่างกันอย่างไร

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓