ตอนที่ 3 - จากบ้านป่าสู่นาคร

 หลังการสอบไล่ใหญ่สำหรับปีการศึกษานั้นเพียงไม่กี่วัน ถึงแม้ยังไม่ทันประกาศผลการสอบแต่ทั้งผมและพ่อแม่ต่างมีความเชื่อมั่นตรงกันว่าผมสอบได้แน่ ดังนั้นกำหนดการเดินทางไปเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ จึงถูกกำหนดขึ้นอย่างกระชั้นชิด รวดเร็ว น่าใจหาย จนผมตั้งตัวแทบไม่ทัน

            แม่ผมมีน้องสาวคนเดียวที่รักและผูกพันกันมาก ผมจึงเรียกน้องแม่ว่าน้าและน้าก็ได้เลี้ยงดูผมมาตั้งแต่น้อยจนเป็นประหนึ่งแม่คนที่สอง เพราะน้าอยู่บ้านเดียวกันกับก๋งและยาย ลูกคนโตของน้าก็เป็นผู้ชาย อายุน้อยกว่าผมเพียง 3 เดือน เรียนหนังสือมาด้วยกันพร้อม ๆ กัน เมื่อน้าทราบว่าแม่จะให้ผมไปเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ น้าจึงตัดสินใจให้ลูกผู้น้องไปเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ พร้อมกัน โดยพ่อผมจะเป็นผู้นำพาไปกรุงเทพฯ ด้วยตนเอง


            ผมเชื่อพ่อ วางใจพ่อ และมั่นใจว่าจะถึงที่หมายปลายทางโดยไม่เป็นอุปสรรค เพราะพ่อผมแม้จะเป็นลูกครึ่งจีน เคยใช้แซ่ แต่ก็เคยถูกเกณฑ์ไปเป็นทหารในสงครามโลกครั้งที่สอง กลายเป็นทหารผ่านศึก มีความเป็นผู้นำ เด็ดขาด กล้าหาญ และเข้มแข็งในทุกสถานการณ์ พ่อเป็นคนที่มั่นคงในคุณงามความดีจึงเป็นที่นับถือของเพื่อนบ้านตลอดเวลาที่ผมจำความได้มาจนถึงปัจจุบันนี้ เมื่อพ่อจะเป็นผู้นำพาไปกรุงเทพฯ เองก็รู้สึกอุ่นใจ

            หลังจากรู้กำหนดเดินทางแน่นอนแล้ว ผมก็ได้แต่ถามไถ่ผู้คนที่รู้จักว่าในการเดินทางไปเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯนั้นต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง ก็ได้รับคำแนะนำแปลก ๆ แตกต่างกัน ถึงที่สุดแล้วก็ไม่มีอะไรที่จะต้องตระเตรียมเพราะไม่มีอะไรที่จะต้องตระเตรียมเลย นอกจากไปตัดเสื้อผ้าสำหรับไปกรุงเทพฯ สองชุด และเร่งช่างตัดเสื้อขอให้เสร็จภายใน 2-3 วัน เขาก็รับปาก รวมความว่าการเตรียมตัวเดินทางไปเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ ผมมีแต่เสื้อผ้าใหม่เก่า 3-4 ชุด หนังสือสวดมนต์เล่มหนึ่ง และคัมภีร์ยันต์อีกเล่มหนึ่งเท่านั้น

            จากนั้นผมก็ได้ไปกราบลาพระอาจารย์ ร่ำลาครูอาจารย์ ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง ตลอดจนพรรคพวกที่รู้จัก ร่ำลาว่าจะต้องเดินทางไปเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ แล้ว อีกนานนักหนากว่าจะได้พบกันอีก น้ำใจอาลัยอาวรณ์ก็ประดังขึ้นมาในอก แต่มิรู้ที่จะทำฉันใดได้เพราะภารกิจที่จะต้องเดินทางจากบ้านไปเรียนหนังสือไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้แล้ว

            ในวันไปกราบลาพระอาจารย์ ท่านได้มอบภาพถ่ายให้รูปหนึ่งพร้อมกับผ้ายันต์ผืนหนึ่ง และสั่งว่าหากการข้างหน้าคับขันประการใดก็ให้เชิญผ้ายันต์ผืนนั้นและสวดมนต์กำกับผ้ายันต์ ตั้งจิตอธิษฐานถึงท่าน แล้วยังสั่งด้วยว่าไปไกลบ้านอย่าห่างพระ เมื่อไปกรุงเทพฯ แล้วให้ถือโอกาสไปกราบสมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี ที่วัดระฆัง

            ผมได้ยินคำว่าสมเด็จพระพุฒาจารย์โต วัดระฆัง ก็ติดใจ จึงกราบถามว่าเป็นพระอะไร พระอาจารย์ก็บอกว่าเป็นพระมหาเถระที่ทรงพรหมจรรย์ บรรลุภูมิธรรมขั้นสูง สถิตอยู่ ณ วัดระฆัง มีความศักดิ์สิทธิ์ ติดขัดประการใดก็ให้ไปกราบบอกท่าน

            นามสมเด็จวัดระฆังเป็นนามที่ติดตรึงใจผมมาแต่นานเนิ่นแล้ว มาได้ยินนามขยายว่าสมเด็จวัดระฆังนี้คือสมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี จากปากของพระอาจารย์ ก็ยิ่งเพิ่มความศรัทธาประสาทะในใจมั่นคงยิ่งขึ้น แต่กระนั้นในขณะนั้นก็ยังไม่รู้ว่าวัดระฆังตั้งอยู่ที่ไหน และไม่รู้ว่าสมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี มีพรรษาอายุเท่าใด แก่หนุ่มประการใด
ผมจำคำสั่งของพระอาจารย์ไว้ในใจอย่างมั่นคง และตั้งใจว่าเมื่อเดินทางไปถึงกรุงเทพฯ แล้วจะต้องหาเวลาไปกราบสมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี สักครั้งหนึ่ง ให้สมกับที่ได้มีความผูกพัน ความเคารพศรัทธาที่มีมาแต่เดิมแล้ว

            ภาพถ่ายที่ได้รับในวันนั้นเป็นภาพของพระอาจารย์ ถ่ายเมื่ออายุ 73 พรรษา 53 คือพระอาจารย์บวชมาแล้ว 53 ปี เป็นที่น่าแปลกใจว่าพระอาจารย์อาจจะล่วงรู้ด้วยญาณอันประเสริฐว่าผมจะมากราบลาไปเรียนหนังสือ จึงเตรียมรูปของท่านเอาไว้ให้ ผมได้นำรูปนี้ไปใส่กรอบในวันนั้นเพื่อนำติดตัวไปสักการะบูชาที่กรุงเทพฯ

            ส่วนผ้ายันต์ที่พระอาจารย์ได้มอบพร้อมกับรูปถ่ายนั้นความเป็นมาค่อนข้างมหัศจรรย์พันลึก ผมรู้จักยันต์และผ้ายันต์นี้เป็นอย่างดีว่าเป็นยันต์ที่มีชื่อว่ายันต์คาบสมุทร พระอาจารย์เป็นคนเขียนผ้ายันต์นี้ด้วยมือของท่านเองสำหรับแจกจ่ายแก่ลูกศิษย์ลูกหา ผมก็เคยได้มาก่อนผืนหนึ่งแล้ว แต่มาคราวนี้เมื่อพระอาจารย์มอบให้อีกผืนหนึ่งก็เป็นเรื่องที่เป็นมงคลและเป็นปิติอย่างยิ่ง แต่ก็หาได้รู้ความหมายประการใดไม่ว่าเหตุใดพระอาจารย์จึงได้มอบผ้ายันต์เพิ่มให้อีกผืนหนึ่ง

            ยันต์ดังกล่าวนั้นไม่ใช่ของพระอาจารย์คิดขึ้นเอง หากเป็นยันต์ประจำตัวของอดีตพ่อท่านเฒ่าซึ่งล่วงลับดับขันธ์ไปเมื่อร้อยปีก่อน พ่อท่านเฒ่าเป็นพระมหาเถระที่ทรงพรหมจรรย์ ทรงธรรม และมีอิทธิปาฏิหาริย์มาก มีวาจาอันศักดิ์สิทธิ์ ขนที่ใบหูเป็นสีทองแดง และเมื่อถอนมอบให้กับผู้ใดแล้วก็จะมีลักษณะคล้ายกับเป็นลวดทองแดง

ยันต์คาบสมุทรของพ่อท่านเฒ่าเลื่องชื่อลือชามานานช้าแล้ว จากคนรุ่นหนึ่งไปสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง ซึ่งตอนผมเด็ก ๆ ก็เคยได้ยินกิตติศัพท์นี้แต่ไม่เคยเห็นของจริง เพราะคนรุ่นที่เคยรับผ้ายันต์จากพ่อท่านเฒ่าล้วนล้มหายตายจากไปหมดแล้ว หรือที่แม้มีตัวตนอยู่บ้างก็ไม่มีผ้ายันต์หลงเหลืออยู่กับตัวแล้ว

ยันต์ดังกล่าวมาปรากฏขึ้นอีกครั้งหนึ่งหลังจากเหตุการณ์วาตะภัยแหลมตะลุมพุกที่ผู้คนจังหวัดนครศรีธรรมราชถูกวาตะภัยพัดล้มหายตายจากเป็นจำนวนมาก การปรากฏขึ้นของยันต์คาบสมุทรครั้งใหมี่นี้มีมาแต่เหตุเนื่องจากคืนวันหนึ่งเวลาใกล้สางพระอาจารย์นั่งทำสมาธิตามปกติ ก็ปรากฏขึ้นในนิมิตว่าพ่อท่านเฒ่ามาหาแล้วบอกว่าบ้านเมืองจะยุคเข็ญมากขึ้น ให้ทำผ้ายันต์คาบสมุทรไปแจกจ่ายแก่ผู้มีน้ำใจใฝ่ธรรม และได้บอกรูปลักษณะของยันต์ไว้กับพระอาจารย์ และบอกไว้ด้วยว่าสำหรับคาถากำกับยันต์คาบสมุทรนี้ได้บอกไว้แล้วแก่พ่อหลวงทองรองสมภาร

            พระอาจารย์ผมมีความเชี่ยวชาญในการเขียนยันต์ ทั้งเสื้อยันต์ ผ้ายันต์และประเจียดทุกชนิด เลื่องชื่อลือชาไปทั่วทั้งบางและนอกบาง มีลายมืออักขระขอม อักขระพระ ลักษณะยันต์ และอุณาโลมที่งดงามประณีตมาก จึงสามารถจำรูปแบบยันต์คาบสมุทรที่พ่อท่านเฒ่าได้บอกในนิมิตได้อย่างแม่นยำ

            เมื่อออกจากสมาธิในยามรุ่งวันนั้นแล้วพระอาจารย์ก็ได้เขียนยันต์ตามที่พ่อท่านเฒ่าได้บอกไว้เป็นต้นแบบ ครั้นถึงเวลาจังหัน พระอาจารย์ลงไปฉันจังหันที่โรงครัวก็ได้พบกับรองสมภาร จึงถามว่ามีอะไรบ้างไหม รองสมภารก็บอกว่ากำลังจะบอกพ่อท่านอยู่พอดีว่าเมื่อใกล้สางวันนี้พ่อท่านเฒ่ามาเข้าฝันบอกคาถากำกับยันต์คาบสมุทรไว้ และสั่งว่าให้ไปบอกกับพ่อท่าน ว่าแล้วก็ท่องยันต์คาบสมุทรให้พระอาจารย์ฟัง

            พ่อหลวงทองรองสมภารนั้นเป็นคนช่างจำและเป็นคนช่างทำ แต่ไม่เป็นคนช่างพูด บางทีสองวัน สามวันพ่อหลวงทองก็ไม่พูดสักคำเดียว ได้แต่ทำงานไม่หยุดไม่หย่อน จนชาวบ้านกล่าวขานว่าวัดนี้มีครบทั้งพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์

            คือถือกันว่าพระอาจารย์เป็นพระพุทธเพราะมีวัตรปฏิบัติตามแบบอย่างของพระบรมศาสดา ส่วนรองสมภารนั้นเป็นพระธรรมคือพระทำเนื่องจากมุ่งแต่ทำการงานของวัดและพระศาสนาไม่เคยหยุดไม่เคยหย่อน สำหรับพระลูกวัดก็เป็นพระสงฆ์ พระอาจารย์ให้เณรจดคาถาคาบสมุทรตามที่พ่อหลวงทองรองสมภารได้บอกจนจบ

            หลังจากนั้นพระอาจารย์ก็เขียนยันต์และปลุกเสกยันต์คาบสมุทรแจกจ่ายแก่ลูกศิษย์ลูกหาและผู้มาทำบุญเป็นลำดับมา ผมจึงมียันต์คาบสมุทรติดตัวมากรุงเทพฯ ถึงสองผืน


            วันจะออกเดินทางจากบ้านผมกราบลาก๋ง ยาย และน้า ก็ได้รับคำอวยชัยให้พรตามประสาคนแก่ และท่านยังมอบเงินเป็นขวัญถุงให้ ก๋งมอบให้มา 300 บาท ยายให้มา 20 บาท ซึ่งนับว่าเป็นเงินที่มากโขอยู่สำหรับคนในวัยผมขณะนั้น เพราะขณะนั้นทองคำราคาบาทละประมาณ 300 บาทเท่านั้น จากนั้นผมก็ไปกราบลาแม่

            แม่ก็อวยชัยให้พรเช่นเดียวกัน และย้ำว่าในตระกูลของเรานี้ยังไม่มีใครจบการศึกษาชั้นสูงเลยสักคนเดียว จึงหวังตั้งใจให้ผมเพียรพยายามในเรื่องการศึกษาให้เต็มที่ โดยแม่จะสนับสนุนส่งเสียอย่างเต็มที่เช่นเดียวกัน และบอกอีกว่าหากผมประสพความสำเร็จ พวกน้อง ๆ และญาติพี่น้อง ตลอดจนคนบ้านเดียวกันจะได้พึ่งพาอาศัยในวันข้างหน้า

            แล้วแม่ก็พนมมือตั้งอธิษฐานให้ผมเดินทางโดยสวัสดิภาพ อย่าได้มีความชั่วร้ายใด ๆ มาแผ้วพาน ทั้งขอให้ประสพความสำเร็จในการเดินทางไปศึกษาดังที่ตั้งความประสงค์จงทุกประการ ผมพนมมือไหว้แม่แล้วกราบลงที่ตัก รับพรจากแม่ด้วยความเชื่อมั่นว่าพรของแม่นั้นล้ำเลิศประเสริฐและจะบังเกิดเป็นผลตามพรเป็นแม่นมั่น

            การเดินทางไปกรุงเทพฯ ในยุคนั้นลำบากลำบนมาก เพราะจะต้องเดินทางจากบ้านไปยังตัวจังหวัดก่อน แล้วจึงไปขึ้นรถไฟที่สถานีรถไฟอีกอำเภอหนึ่ง จากนั้นจึงเป็นการเดินทางเข้ากรุงเทพฯ

            การเดินทางไปยังตัวจังหวัดมีเส้นทางคมนาคมทางเดียวคือทางเรือ ซึ่งแม้ว่าจะผ่านพ้นยุคเรือใบไปแล้วและใช้เรือยนต์วิ่งจากพื้นบ้านผมไปตัวจังหวัดแต่ก็ต้องใช้เวลาถึงหนึ่งคืนหรือหนึ่งวัน คือถ้าเรือออกจากท่าเวลาเช้าก็จะถึงตัวจังหวัดเวลาค่ำ และถ้าเรือออกจากท่าเวลาค่ำก็จะถึงตัวจังหวัดเวลาเช้า เว้นแต่จะเป็นจังหวะที่น้ำลงและเรือเกยตื้นก็อาจจะต้องเสียเวลาไปอีกครึ่งวันหรือมากกว่านั้น

            ผมเดินทางไปตัวจังหวัดโดยทางเรือ มีพ่อเป็นผู้นำเดินทาง และมีผู้ลูกผู้น้องร่วมเดินทางไปด้วยรวมเป็น 3 คน พวกเราลงเรือที่ท่าเรือตอนหัวค่ำ และโชคดีที่วันนั้นน้ำไม่ลงจัดนัก เรือไม่ติดเกยตื้นจึงถึงตัวจังหวัดตามกำหนดในตอนเช้า

            พวกเรากินข้าวเช้ากันที่ตลาดหน้าท่าเรือนั่นเอง จากนั้นก็นั่งรถยนต์ไปที่สถานีรถไฟซึ่งอยู่ที่อีกอำเภอหนึ่ง ใช้เวลาเดินทางราวครึ่งชั่วโมงก็ถึงสถานีรถไฟ แต่ยังพอมีเวลาเหลือเพราะกว่ารถไฟจะออกจากสถานีก็จะเป็นเวลาบ่ายแก่ ดังนั้นเมื่อซื้อตั๋วรถไฟได้แล้วพวกเราจึงพากันเที่ยวเตร่ในตัวอำเภออีกครั้งหนึ่ง จนกระทั่งถึงเวลาจึงไปขึ้นรถไฟ

            ผมตื่นตาตื่นใจเป็นอันมาก เพราะเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้เห็นและได้นั่งรถยนต์ และเป็นครั้งแรกที่ได้เห็นและได้นั่งรถไฟ ดังนั้นพอรถไฟเริ่มเคลื่อนออกจากสถานีผมจึงลงมือนับสถานีเรื่อยไป ซึ่งผมคิดว่าคนไทยจำนวนหนึ่งซึ่งนั่งรถไฟครั้งแรก ๆ ก็อาจเคยทำเหมือนอย่างผมทำก็ได้

            รถไฟวิ่งตลอดคืนโดยแวะบ้างตามบางสถานี และแวะนานหน่อยที่สถานีเขาชุมทองเพื่อเติมเชื้อเพลิง และให้ผู้โดยสารได้ลงไปเดินเล่นซื้อหาข้าวของกินในยามดึก รถไฟออกจากสถานีเขาชุมทองแล้วก็แล่นตรงเข้ากรุงเทพฯ โดยแวะบ้างเป็นบางสถานีเช่นเดิม จนถึงบ่ายอีกวันหนึ่งจึงถึงสถานีหัวลำโพง

            ที่สถานีหัวลำโพงมีผู้คนมากหน้าหลายตามากมายจนหูตาลายไปหมดเพราะตั้งแต่เกิดมาผมไม่เคยเห็นผู้คนมากมายขนาดนี้ และภาษาที่พูดจากันก็เป็นภาษาภาคกลางซึ่งผมพูดไม่เป็น เห็นบ้านเมืองเป็นตึกรามบ้านช่องใหญ่โตเทียบกันไม่ได้กับบ้านเรือนในพื้นบ้านผม ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นบ้านไม้เล็ก ๆ หรือถ้าเป็นแถวก็เป็นแถวเล็ก ๆ หลังคามุงกระเบื้อง หรือไม่ก็มุงสังกะสี หรือไม่ก็มุงจาก จึงออกจะประหวั่นใจอยู่ไม่น้อย แต่น้ำใจหนึ่งก็คิดเอาเสียว่าตัวเรานี้โชคดีที่ได้มาเห็นความศิวิไลซ์เช่นนี้ราวกับว่าได้มาแดนสวรรค์

            ดังนั้นในท่ามกลางความประหวั่นใจก็มีความกระหยิ่มใจอยู่ไม่น้อย แล้วรู้สึกว่าตัวเรานี้ก็โชคดีอยู่เหมือนกันที่ได้มากรุงเทพฯ ทั้ง ๆ ที่ผู้คนตามพื้นบ้านอีกจำนวนมากไม่มีโอกาสหรือวาสนาได้มากรุงเทพฯเลย นี่แหละคือความเป็นธรรมดาที่ไม่มีอะไรสมบูรณ์พร้อม หรือได้พร้อมไปเสียทุกสิ่ง หรือเสียไปหมดทุกสิ่ง ความสำคัญอยู่ตรงที่จะสามารถเห็นข้อดี ข้อได้ ให้พบในทุกเรื่องราวก็จะไม่ต้องประหวั่นพรั่นใจไปกับข้อร้ายข้อเสียแต่เพียงอย่างเดียว ก็จะเป็นทางให้ความคิดจิตใจมีความสุขกว่าที่จะเห็นหรือยึดติดกับสิ่งไร ๆ เพียงด้านเดียว.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘