ตอนที่ 39. ศาลเจ้าอันฮกเก็ง

พอเทข้าวเม่าดินสอซึ่งคั่วได้ที่แล้วลงไปในขันน้ำมนต์ ข้าวเม่าดินสอก็จะละลายกลายเป็นผง จากนั้นจึงนำไปกรองเอาน้ำทิ้ง เหลือแต่แป้งข้าวเม่าดินสอ แล้วนำมาปั้นเป็นแท่งดินสอ ผึ่งแดดไว้จนแห้ง

            เมื่อได้ดินสอตามกรรมวิธีดังกล่าวแล้วก็ต้องรอวันฤกษ์ดี แล้วจึงเอาดินสอนั้นเขียนยันต์อิทธะเจและอักขระประกอบยันต์ลงบนกระดานชนวน เขียนไปก็ภาวนาบทพระคาถาไป แล้วลบเอาผงนั้นเก็บไว้

            เมื่อได้ผงตามต้องการแล้วพระอาจารย์ก็จะปลุกเสกผงตามกรรมวิธี เสร็จแล้วจึงนำไปไว้ในพระอุโบสถในช่วงเทศกาลเข้าพรรษาอีก พอออกพรรษาแล้วก็จะเอาผงนั้นมาปลุกเสกและเสกตรึงอีกครั้งหนึ่ง ดังนี้แล้วจึงได้ชื่อว่าเป็นผงอิทธิเจที่ถูกต้องตามตำราแต่โบราณ

            พระอาจารย์ได้บอกว่าผงอิทธิเจนี้นอกจากมีอานุภาพทางเมตตามหานิยม ใช้สำหรับเสกทาใบหน้าเวลาไปเข้าหาผู้ใหญ่ หรือเวลาไปค้าขาย หรือเวลาไปทำการสำคัญแล้ว ยังสามารถแก้คุณไสยได้อีกด้วย

            สรรพคุณในการแก้คุณไสยนั้นใช้ได้สำหรับแก้คุณไสยจำพวกที่ถูกทำหรือถูกของให้ผัวเมียต้องเลิกร้างหรือทะเลาะเบาะแว้งกัน โดยปลุกเสกผงด้วยพระคาถาอิทธิเจแล้วผสมผงลงในน้ำหรืออาหารให้ดื่มกิน ก็จะทำลายคุณไสยที่ถูกทำได้

            การใช้ผงอิทธิเจเพื่อแก้คุณไสยเป็นไปในทางสร้างคุณ และแม้การใช้เพื่อเมตตามหานิยมก็ยังถือว่าเป็นเรื่องการสร้างคุณ ให้ผู้คนมีไมตรีจิตต่อกัน เหตุนี้พระอาจารย์จึงทำผงอิทธะเจสำหรับแจกแก่ลูกศิษย์และรักษาคุณไสยให้กับญาติโยมดังนี้

            เรื่องราวของผงอิทธิเจถูกเล่าขานมีมานานแล้ว แต่มักหาตำรับกรรมวิธีในการทำผงไม่ค่อยได้ เพราะคนที่ได้มาก็รู้แต่ว่าเป็นผงอิทธิเจ แต่จะมีกรรมวิธีทำประการใดก็มักไม่ใคร่ได้รู้ จึงทำให้ความรู้เรื่องผงอิทธิเจขาดห้วงสูญหายไปอย่างน่าเสียดาย

            เพราะมาถึงชั้นหลังทุกวันนี้ก็มักใช้วิธีแบบมักง่าย คือใช้แป้งมาทำเป็นดินสอเสียเป็นพื้น จนทำให้ไม่รู้จักเรื่องข้าวเม่าดินสอ และทำให้กรรมวิธีทำผงอิทธิเจเลือนหายไป จนแทบไม่มีใครรู้อีกเลย

            ระหว่างที่ผมสำนักอยู่กับพระอาจารย์ในช่วงปิดเทอมก็ได้ประพฤติปฏิบัติตนเป็นเด็กวัดเหมือนดังเดิม ดังนั้นวันใดที่ผมไปค้างคืนที่วัด ในวันรุ่งขึ้นก็จะช่วยพายเรือแทนเณรหรือเด็กวัดอื่นให้พระอาจารย์ออกบิณฑบาตรไปตามลำคลองเหมือนกับที่เคยปฏิบัติมาแต่ก่อน 

            วันหนึ่งขณะที่ไปลงเรือในคลองซอยใกล้กุฏิเพื่อออกไปบิณฑบาตร เป็นช่วงขาน้ำลง มีขยะและผักตบชวาลอยมาตามน้ำจะไปออกทะเลเป็นจำนวนมาก พระอาจารย์นึกอะไรขึ้นมาก็ไม่รู้ จึงสั่งให้เทียบเรือกับท่าที่หน้าวัดก่อน และชวนผมขึ้นไปยืนบนท่าเรือ

            พระอาจารย์ชี้ให้ดูผักตบชวาและขยะที่ลอยมาตามน้ำ และบอกว่าที่ปากน้ำนี้ถ้ามองให้ดีก็สามารถเห็นความเป็นไปหลายสิ่งหลายอย่างที่จะเป็นคติสอนใจไปในภายภาคหน้า

            สิ่งที่พระอาจารย์บอกกล่าวในวันนั้นมีหลายสิ่ง แต่เท่าที่จำได้ไม่เคยลืมเลือนมีประการดังต่อไปนี้

            ประการแรก พระอาจารย์บอกว่าทะเลซึ่งอยู่ห่างไปทางซ้ายมือนั้นไม่เคยไปแสวงหาน้ำจากที่ไหน แต่เพราะเหตุที่ทะเลตั้งตนอยู่ในที่ต่ำ ดังนั้นน้ำทั้งปวงจึงไหลไปรวมกันที่ทะเล คนเราควรศึกษาเอาอย่างทะเล เมื่อได้ประพฤติปฏิบัติตนเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน มีน้ำใจเมตตาอาทร ไม่รังเกียจรังงอนผู้อื่น ต้อนรับผู้อื่นแล้ว ผู้คนก็จะหลั่งไหลมาหาเป็นพรรคเป็นพวก คนที่มีพรรคพวกมากย่อมสามารถทำการใหญ่ให้สำเร็จได้

            ประการที่สอง ทะเลไม่เคยรังเกียจรังงอนสิ่งใดที่ไหลหลั่งไปสู่ทะเล ไม่ว่าขยะ สวะ หรือสิ่งปฏิกูลใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นน้ำฝน น้ำคลอง น้ำโคลน น้ำตม หรือน้ำครำ ทะเลก็ต้อนรับเอาไว้ทั้งหมด เป็นแต่ว่าเมื่อไปถึงทะเลแล้วแม้แต่ละสิ่งจะมีที่มาหลากหลายแต่ก็จะกลายเป็นความเค็มเหมือนกันทั้งสิ้น พวกขยะ สวะ และสิ่งปฏิกูลก็จะจมลงไปในทะเล คนเราก็เป็นอย่างเดียวกัน ไม่ควรรังเกียจเดียดฉันท์เพื่อนมนุษย์ หากพึงมีความเมตตาอาทรและโอบอ้อมอารีต่อคนทั้งปวง แต่ต้องทำการศึกษาให้รู้จักให้เข้าใจว่าใครเป็นใคร มีความคิดจิตใจอย่างไร มีอัชฌาสัยอย่างไร จากนั้นจึงค่อยกล่อมเกลาหล่อหลอมให้เป็นแบบอย่างเดียวกัน คือเป็นคนดี คิดดี พูดดี แล้วทำดีก็มีแต่จะเป็นประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น

            ประการที่สาม ทะเลนั้นเหมือนดังผู้เป็นใหญ่ แม้ดูสงบเงียบเรียบร้อยเคร่งขรึมแต่อยู่ใกล้มากย่อมไม่ได้ อยู่ไกลมากย่อมไม่ดี และเป็นสิ่งที่ประมาทพลาดพลั้งไม่ได้ ในประการนี้โบราณได้จัดให้ทะเลเป็นหนึ่งในห้าสิ่งที่ประมาทไม่ได้ ใครประมาทก็อาจถึงตาย ดังคำกลอนที่ว่า

            “จะไว้ใจอะไรไว้ใจเถิด               แต่อย่าเกิดไว้ใจในสิ่งห้า
             หนึ่งอย่าไว้ใจทะเลทุกเวลา        สองสัตว์เล็บเขี้ยวงาอย่าวางใจ
             สามผู้ถืออาวุธสุดจักร้าย            สี่ผู้หญิงทั้งหลายอย่ากรายใกล้
             ห้าพระมหากษัตริย์ทรงฉัตรชัย   ถ้าแม้นใครประมาทอาจตายเอย”

            ประการที่สี่ ทะเลเหมือนหนึ่งจิตใจคน ย่อมมีสิ่งรบเร้าเข้ามาสู่จิตใจไม่เคยว่างเว้น ทำให้จิตใจไม่มีวันสงบ ครั้นจิตใจไม่สงบ ไม่เพียงแต่จะไม่อาจฝึกฝนอบรมจิตให้เจริญก้าวหน้าไปได้เท่านั้น ยังทำให้กิเลสและความเศร้าหมองเข้าครองจิต ทะเลมีขยะ มีสวะ มีสิ่งปฏิกูล มีน้ำคลอง น้ำครำ รวมห้าประการหลั่งไหลมาไม่ขาดสาย จิตใจคนก็มีสิ่งห้าประการนี้เข้าแทรกซ้อนครอบงำสิงสู่อยู่เป็นนิตย์ หรือที่พระท่านเรียกว่าอุปกิเลส หรือนิวรณ์ซึ่งมีห้าประการ เป็นต้น

            พระอาจารย์สอนว่าผู้ฝึกฝนอบรมจิตจะต้องเพียรพยายามฝึกฝนอบรมทำลายนิวรณ์ทั้งห้าให้สิ้นสูญไปโดยลำดับ จึงจะสามารถอบรมจิตให้เจริญก้าวหน้าและบรรลุภูมิธรรมที่สูงขึ้นไปโดยลำดับได้

            สามประการแรกผมพอเข้าใจถ้อยคำและความหมายของพระอาจารย์ได้ แต่ประการหลังผมก็ได้แต่ฟังไปอย่างนั้นเอง เพราะรู้สึกว่าเป็นเรื่องค่อนข้างจะลึกซึ้งเกี่ยวกับจิตใจซึ่งพื้นฐานผมยังอ่อนด้อยไม่พอเพียงต่อการเข้าใจความหมายที่ลึกซึ้งนี้ได้ ต่อภายหลังจึงได้รู้ว่าคำสอนในประการที่สี่เป็นหัวข้อธรรมสำคัญที่แสนยากลำบากสำหรับผู้ฝึกฝนอบรมจิตและในการปฏิบัติสมาธิภาวนา ซึ่งจะต้องอบรมจิตใจของตนเพื่อละนิวรณ์ทั้งห้าให้ได้ บางคนปฏิบัติจนตลอดชีวิตก็ยังละไม่พ้น แต่ถ้าหากละนิวรณ์ห้าได้ตราบใด อินทรีย์ย่อมแก่กล้า ภูมิธรรมย่อมก้าวหน้าไป และอยู่ในวิสัยที่จะบรรลุฌานขั้นสูง สามารถไปถึงที่หมายปลายทางของความมุ่งหมายในพระพุทธศาสนาได้

            พระอาจารย์กล่าวความแล้วก็ทอดสายตาไปเบื้องหน้าเห็นทิวท้องทุ่งสุดลูกหูลูกตาแล้วกวาดสายตาไปทางซ้ายมือซึ่งจะไปยังทะเล หลังจากนั้นจึงชวนผมลงเรือไปบิณฑบาตร

            ผมได้ใช้เวลาช่วงปิดเทอมไปเยี่ยมเยียนญาติสนิทมิตรสหาย พระอาจารย์ และไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ผมเคารพบูชาอีกหลายแห่ง แห่งหนึ่งซึ่งผมค่อนข้างมีความฝังใจมาตั้งแต่เด็ก ๆ คือโรงพระ หรือศาลเจ้าอันเป็นที่สถิตของพระจีน ซึ่งถือกันว่าเป็นพระประจำเมืองของคนบ้านผมมาแต่โบราณ

            ในตำบลบ้านผมนั้นชาวบ้านเชื่อถือกันมาแต่โบราณว่าเป็นแดนปลอดไฟ คือไฟไม่ไหม้ แม้จะหวุดหวิดจวนจะเกิดเหตุร้ายเพลิงไหม้หลายครั้ง แต่ในที่สุดก็ไม่ไหม้ ความเชื่อเช่นนี้มีที่มาจากเจ้าประจำโรงพระซึ่งเชื่อกันว่ามีความศักดิ์สิทธิ์ เพราะตั้งแต่มีการตั้งโรงพระก็มีการตั้งสัจจะอธิษฐานให้คุ้มครองป้องกันตำบลบ้านนี้อย่าได้มีเพลิงไหม้เป็นพิเศษ

            แต่ครั้งโบราณมาพวกคนจีนอพยพจากแผ่นดินใหญ่เข้ามาประเทศไทย หลั่งไหลเข้ามาเป็นทาง ขึ้นบกที่ไหนก็ตั้งรกรากถิ่นฐานที่นั่น เหตุนี้จึงมีคนจีนเข้ามาพำนักอาศัยในประเทศไทยตั้งแต่เหนือจรดใต้ ตำบลบ้านผมอยู่ชายทะเล จึงมีคนจีนอพยพเข้ามาอยู่มาก และเกือบทั้งหมดเป็นจีนฮกเกี้ยนที่อพยพมาจากมณฑลฮกเกี้ยนหรือมณฑลฟูโจวในปัจจุบัน

            คนจีนฮกเกี้ยนเมื่อจะไปไหนก็จะมีพระจีนติดไปด้วย โดยเฉพาะผู้ที่เป็นเจ้าของเรือก็จะมีพระจีนประจำเรือ พระจีนที่พวกคนจีนนำเข้ามาโดยทั่วไปได้แก่พระกวนกงหรือกวนอูองค์หนึ่ง พระปุนเถ้าก๋ง พระปุนเถ้าม้า และที่สำคัญคือพระมาโจ๊ว ซึ่งคนจีนฮกเกี้ยนนับถือโดยทั่วไป ผมเคยไปเมืองฮกเกี้ยนก็ได้กิตติศัพท์เป็นอย่างเดียวกัน

            ดังนั้นศาลเจ้าในเมืองไทยหรือโรงพระไหน ๆ จึงมักจะมีเจ้าเหล่านี้สถิตอยู่ เช่นเดียวกับโรงพระบ้านผมก็มีเจ้าทั้งสี่องค์ แต่องค์ที่ชาวบ้านนับถือมากก็คือพระมาโจ๊วซึ่งอาจจะมีรากฐานมาจากความเชื่อถือของคนจีนฮกเกี้ยนในสมัยก่อนก็เป็นได้

            เมื่อคนจีนเข้ามาตั้งรกรากถิ่นฐานแล้วก็เอาพระจีนขึ้นบกด้วย แรกเริ่มเดิมทีคงจะเก็บรักษาไว้ที่บ้าน แต่นานวันเข้าก็คิดอ่านตั้งศูนย์กลางพบปะหารือและศูนย์ความร่วมมือร่วมใจกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่คนจีนถนัดจนเป็นอัชฌาสัยประจำตัวของคนจีนทั่วไป ดังจะเห็นได้จากทุกหนแห่งที่มีชุมชนคนจีนก็จะมีการตั้งศาลเจ้าเป็นศูนย์รวมจิตใจ มีการตั้งสมาคมต่าง ๆ เพื่อเป็นศูนย์กลางความร่วมมือในทางธุรกิจการค้า ดังนั้นใครอย่าได้แปลกใจเลยที่วรรณคดีและหนังจีนหรือวรรณคดีจีนจะต้องมีพวกพรรคต่าง ๆ หรือสมาคมต่าง ๆ มากมายนับไม่ถ้วน แม้กระทั่งยาจกขอทานก็ยังมีพรรคของตนเองคือพรรคกระยาจก และมีชื่อเสียงโด่งดังมาตั้งแต่ราชวงศ์ซ้องครองอำนาจในเมืองจีน

            คนจีนที่บ้านผมก็อย่างเดียวกัน ได้คิดอ่านตั้งศาลเจ้าหรือที่เรียกว่าโรงพระขึ้น มีชื่อว่าศาลเจ้าอันฮกเก็ง มีพิธีกรรมตามความเชื่อถือกันมาแต่โบราณ แต่นานวันเข้าคนรุ่นเก่าล้มหายตายจากไป พิธีกรรมก็หดหายไปโดยลำดับ คงเหลือแต่พิธีการเซ่นไหว้ในเทศกาลวันตรุษ วันสารท และวัน 15 ค่ำหลังวันตรุษจีน

            วัน 15 ค่ำหลังวันตรุษจีนนั้นเป็นวันเซ่นไหว้ใหญ่ เพราะถือว่าเป็นวันฉลองที่พระกลับจากสวรรค์ หลังจากที่ขึ้นไปเฝ้าเง็กเซียนฮ่องเต้ก่อนวันตรุษจีนเพื่อรายงานกิจการกันบนสวรรค์

            ผู้คนก็จะไปร่วมงานกันอย่างคับคั่ง นอกจากการเซ่นไหว้แล้วยังมีการยืมเงินเจ้าไปเป็นสิริมงคลในการลงทุน ใครจะยืมเงินเท่าใด และจะได้ยืมหรือไม่ ก็ต้องไปทอดเบี้ยเสี่ยงทายว่าพระท่านจะให้ยืมหรือไม่ ถ้าพระให้ยืมก็ไปเบิกเงินจากกองกลาง และปีหน้าต้องชดใช้เงินต้นและค่าตอบแทนอีกเท่าตัว

            ยุคหลัง ๆ ถือว่าเงินที่ยืมจากเจ้านี้เป็นเงินสิริมงคล เพื่อความงอกงามไพบูลย์ของการค้าขายและการลงทุน แต่ในยุคก่อน ๆ น่าจะเป็นเรื่องการเอาเงินมาลงขันกันเป็นกองทุนศาลเจ้า ให้พวกคนจีนที่เดือดร้อนได้หยิบยืมไปลงทุนหรือใช้จ่ายก่อน และเพื่อป้องกันมิให้มีการเบี้ยวหนี้จึงต้องทำพิธียืมเงินเจ้า เพื่อให้เกิดความเชื่อว่าเมื่อยืมเงินไปจากเจ้าแล้วต้องเอาเงินมาคืนตามกำหนด มิฉะนั้นเจ้าก็จะลงโทษให้ประสบอันตรายต่าง ๆ

            ต่อมาเมื่อการค้าขายพัฒนาไป และต้องอาศัยความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น การยืมเงินเจ้าปีละครั้งเห็นจะไม่ทันท่วงทีกับพัฒนาการทางธุรกิจ จึงมีคนออกหัวคิดเล่นแชร์เข้ามาเป็นกิจกรรมเสริมเพิ่มเติม และเป็นที่นิยมกันตลอดมาจนถึงทุกวันนี้

            เมื่อผมเด็ก ๆ ผมรักที่จะไปไหว้เจ้าที่โรงพระ ทั้งในช่วงเทศกาลตรุษสารทและวันฉลองพระ หรือถ้าไปไหนมาผ่านโรงพระก็จะแวะไหว้พระเป็นประจำ ดังนั้นเมื่อผมกลับบ้านตอนปิดเทอมผมจึงถือโอกาสไปไหว้พระจีนเหมือนอย่างเคย

            ผมจุดเทียนจุดธูปไหว้พระแล้วสายตาก็จ้องมองพระที่สถิตเป็นสง่าอยู่บนศาล พลางเล่าความในใจที่ได้ไปประสบในกรุงเทพฯให้พระทราบ เหมือนกับว่ารายงานความเป็นไปให้ผู้ใหญ่ของผมได้รับทราบนั่นเอง

            การกระทำเช่นนี้อาจเป็นเรื่องแปลกสำหรับคนปัจจุบัน แต่คนรุ่นผมถือว่าเป็นเรื่องดีและเป็นเรื่องปกติ เพราะเมื่อคิดจะบอกกล่าวรายงานเรื่องราวของตัวเองกับพระแล้วก็จะกำกับใจไม่กล้าทำความชั่ว เท่ากับมีสิ่งคอยกำกับใจให้ยับยั้งชั่งใจ หากว่าใจหลงใหลไปกับกระแสแห่งความชั่ว จึงเท่ากับว่าได้อาศัยคุณพระคุ้มกายคุ้มใจในยามห่างไกลจากพ่อแม่นั่นเอง.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘