ตอนที่ 38. ผงอิทธิเจ...เมตตามหานิยม
หลังจากสอบเสร็จก็เป็นวาระของการปิดเทอม แต่เป็นการปิดเทอมช่วงสั้น ๆ เพียง 15 วัน ผมได้ถือโอกาสนี้คิดเดินทางกลับไปเยี่ยมญาติพี่น้องและครูบาอาจารย์ที่บ้าน แต่ก่อนเดินทางนายตี๋ได้เล่าความให้ฟังว่า ลุงต๋อมไม่สบายมา 2-3 วันแล้ว นอนซมอยู่ในห้อง
ผมได้ทราบก็ตกใจ และมานึกขึ้นได้ว่าไม่เห็นลุงต๋อมมา 2-3 วันแล้ว แต่ลืมสังเกตและเฉลียวใจไปก็เพราะว่ามัววุ่นอยู่กับการสอบ ดังนั้นพอได้ทราบความจากนายตี๋ผมจึงไปเยี่ยมลุงต๋อมที่ห้องนอน เห็นนอนซมอยู่ จึงถามอาการว่าเป็นอย่างไรบ้าง
ลุงต๋อมเห็นผมเข้าไปเยี่ยมก็ดีใจ พอได้ยินผมถามก็ตอบว่าคนเราเกิดมาแล้วก็ต้องแก่และต้องเจ็บ ลุงแก่แล้วก็ต้องเจ็บบ้างเป็นธรรมดา แต่คิดว่าอาการไม่มากนัก วันสองวันนี้รู้สึกเพลียจึงไม่ได้ออกไปข้างนอก ได้แต่นอนซมอยู่ที่ห้อง ซึ่งดีเหมือนกันเพราะได้มีเวลาพิจารณาวันเวลาที่ผ่านไปของชีวิตว่าช่างผ่านไปรวดเร็วเสียจริง ๆ มารู้ตัวอีกทีหนึ่งก็แก่และเจ็บป่วยไปแล้ว อีกหน่อยก็จะถึงแก่ความตายตามธรรมดาธรรมชาติ
ผมจึงถามว่าใครจัดหาอาหารให้กินในระหว่างป่วยเจ็บ ลุงต๋อมบอกว่าได้อาศัยไอ้ตี๋นี่แหละ มันบ้า ๆ บอ ๆ ก็จริงแต่ยังมีความห่วงใยและเอาใจใส่ลุงเป็นอย่างดี
ลุงต๋อมบอกว่าเวลาที่ผ่านมาไอ้ตี๋มันเอาใจใส่แต่หมา คิดว่ามันจะไม่สนใจเรื่องคน ลุงป่วยครั้งนี้จึงได้รู้ว่าไอ้ตี๋ก็มีน้ำใจ และมาเอาใจใส่ดูแลลุงเป็นอย่างดี แต่คิดอีกทีหนึ่งก็รู้สึกว่าคนเราเวลาป่วยเจ็บเช่นนี้ชีวิตก็คล้าย ๆ กับหมาที่วัดเหมือนกัน คือดูแลตัวเองได้น้อยมาก ต้องพึ่งพาอาศัยคนอื่นช่วยดูแล กล่าวดังนี้แล้วลุงต๋อมก็หัวเราะราวกับว่าได้ลืมความป่วยเจ็บไปแล้ว
ลุงต๋อมยามป่วยก็ยังมีอารมณ์พูดจาเรื่องขำขัน ผมเห็นดังนั้นก็เบาใจ แต่ยังอดห่วงใยไม่ได้ ขณะนั้นผมมีเงินเหลือติดตัวหลังจากที่ได้ซื้อตั๋วรถไฟแล้วอยู่ราว 160 กว่าบาท จึงมอบเงินให้กับนายตี๋ไว้ 100 บาท ผมจึงเหลือเงินติดตัวไว้แค่ 60 กว่าบาท ก็คิดว่าพอเพียงเป็นค่าใช้จ่ายระหว่างเดินทางกลับบ้าน
ผมได้สั่งความไว้กับนายตี๋ว่าเงินนี้ให้นายตี๋ไว้ช่วยซื้อยาหรืออาหารให้กับลุงต๋อมตามแต่จะเห็นจำเป็นและสมควร หากเหลือบ่ากว่าแรงก็ให้นายตี๋ช่วยไปกราบบอกท่านเจ้าคุณใหญ่หรือพระมหาทรงธรรม์ให้ช่วยเหลืออีกแรงหนึ่งก็ได้ นายตี๋ก็รับคำแต่โดยดี
ผมกลับไปบ้านเป็นครั้งแรกหลังจากมาเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ ได้นั่งดูทิวทัศน์สองข้างทางรถไฟด้วยความสุขใจเป็นที่ยิ่ง ในใจก็คำนึงว่าเวลาอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้าก็จะเดินทางถึงบ้านเกิด จะได้พบหน้าบุพการีญาติพี่น้องและเพื่อนฝูงแล้ว คิดดังนั้นสายตาก็ทอดไกลออกไป ใจก็ลอยละล่องราวกับว่าได้โลดแล่นล่วงหน้าไปถึงบางบ้านเกิดฉะนั้น
ผมเดินทางไปถึงบ้านก็เข้าไปกราบพ่อแม่ จากนั้นก็ไปกราบก๋งและยายที่ได้เลี้ยงดูมาแต่น้อย ได้เล่าความเป็นอยู่และการเรียนที่กรุงเทพฯ ให้ฟัง ทุกคนได้ทราบความก็มีความยินดีเป็นอันมาก
เพื่อนนักเรียนโรงเรียนเก่าพอทราบข่าวก็พากันมาเยี่ยมเยียนซักไซร้ไต่ถามตามประสา เพราะคนบ้านผมนั้นส่วนใหญ่เป็นผู้ใฝ่ในการศึกษามาเนิ่นนานแล้ว จะยากดีมีจนประการใดก็รักที่จะแสวงหาความรู้และการศึกษาแทบจะเสมอหน้ากันทุกคน
ลางคนลำบากยากจนก็ยังสู้ทนส่งเสียให้ลูกได้เล่าเรียน จนเป็นค่านิยมของคนบ้านผมในสมัยนั้นที่จะต้องส่งลูกให้เรียนหนังสือสูง ๆ ทั้งส่งไปเรียนในตัวจังหวัดและในเมืองหลวง ดังนั้นคนบ้านผมถึงแม้นห่างไกลจากเมืองหลวงมาก แต่กลับมากไปด้วยคนซึ่งรักการศึกษาและมีความก้าวหน้าในการศึกษาสูงกว่าคนในพื้นที่อื่น ๆ ในภาคเดียวกัน
เพราะเหตุนี้คนบ้านเดียวกับผมเมื่อจบการศึกษาแล้วจึงมีฐานะการงานค่อนข้างดี และเข้ารับราชการในแทบทุกหน่วยงานของรัฐบาล
ผมได้ถือโอกาสแนะนำเพื่อนนักเรียนโรงเรียนเก่าซึ่งขณะนั้นกำลังศึกษากันอยู่ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เพื่อเป็นลู่ทางในการไปศึกษาต่อหลังจากจบมัธยมศึกษาปีที่ 3 แล้ว
เพื่อนนักเรียนที่เคยร่วมห้องเรียนกันมาแต่ก่อนคงจะเกรงว่าผมจากบ้านเข้าไปอยู่เมืองอาจจะลืมเรื่องความหลัง จึงพากันไปจัดเลี้ยงเล็ก ๆ น้อย ๆ ในทุ่งนาหลังห้องเรียนชั้น ม.ศ. 2 เก่า เห็นทิวทุ่งท้องนากว้างขวางสุดลูกหูลูกตาเหมือนดังเดิม สายลมทะเลโชยมาจากด้านตะวันตกเย็นกายชื่นใจเช่นเดียวกับบรรยากาศเหมือนเมื่อครั้งที่ยังเรียนหนังสืออยู่ที่โรงเรียนเก่าทุกประการ ทำให้ได้รำลึกถึงความหลังและการคบหาใกล้ชิดเป็นมิตรสหายกันมาแต่น้อยเป็นอย่างดี
การเลี้ยงสังสรรค์เล็ก ๆ น้อย ๆ ตามประสาเด็ก ๆ ในวันนั้นช่างเป็นความสุขกายสุขใจเหลือประมาณนัก พวกเราดื่มด่ำในความรักของความเป็นเพื่อนอย่างฝังจิตฝังใจ ซึ่งแม้วันเวลาจะผ่านไปช้านานเพียงใดแล้วหวนรำลึกถึงคราใดใจก็ยังเต็มไปด้วยความสุขและยังทรงจำภาพอันทรงคุณค่าแห่งชีวิตในครั้งนั้นได้ไม่ลืมเลือน
ผมยังคงคุ้นเคยกับความเป็นอยู่ดังแต่ก่อน ดังนั้นเมื่อถือโอกาสไปกราบเยี่ยมพระอาจารย์จึงได้นอนค้างแรมอยู่ที่วัด ในเวลากลางคืนเป็นเวลาว่าง อยู่กันแต่ลำพังกับพระอาจารย์ จึงได้เล่าความทั้งปวงให้พระอาจารย์ทราบ
โดยเฉพาะในเรื่องเกี่ยวกับเจ้าประคุณสมเด็จเท่าที่ผมได้ประสบพบเห็นปาฏิหาริย์และปรากฏการณ์ต่าง ๆ นั้น ผมได้กราบเล่าให้พระอาจารย์ฟังโดยละเอียด
พระอาจารย์นั่งฟังด้วยความสนใจในอาการที่สงบอย่างยิ่ง ครั้นผมเล่าความจบลงพระอาจารย์ก็กล่าวด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาว่าการซึ่งได้สัมผัสกับความลี้ลับฉะนี้นั้นใช่ว่าจะเกิดได้กับทุกคน การจะสัมผัสกับความมหัศจรรย์เช่นนี้จะต้องมีธรรมอยู่ในใจ ทั้งยังต้องมีวาสนาบารมีแต่ปางก่อนพอประมาณ
พระอาจารย์บอกว่าคนเราศึกษาแต่เรื่องนอกกายมากมายนับไม่ถ้วน แต่เรื่องในกายของตัวเองกลับไม่สนใจศึกษา แค่ความรู้ที่ว่าทำไมคนเราจึงโกรธก็ไม่ยอมค้นคว้าศึกษา แม้ขนาดว่าการหายใจของตัวเองว่าเป็นอย่างไร มีผลอย่างไรก็ไม่สนใจศึกษากัน การศึกษาด้านนอกแต่ไม่ศึกษาด้านใน เป็นการศึกษาด้านเดียว ถึงเป็นคนก็เป็นคนไม่สมบูรณ์
ผมได้ถือโอกาสที่นอนสำนักอยู่กับพระอาจารย์เล่าเรียนคาถาอาคมเพิ่มเติมแต่พระอาจารย์กลับเน้นสอนให้นั่งสมาธิ โดยในเวลากลางคืนนั้นพระอาจารย์จะสอนให้ฝึกหายใจและทดสอบความรู้สึกในแต่ละขณะ ส่วนเวลากลางวันหากว่างและปลอดญาติโยม พระอาจารย์ก็จะสอนคาถาอาคมและยันต์ต่าง ๆ เพิ่มเติมจากที่เคยเล่าเรียนมาแต่ก่อน
ในขณะที่ผมเรียนหนังสืออยู่ที่กรุงเทพฯ นั้น ห้วงเวลานั้นได้สังเกตเห็นว่าผู้คนพากันสนใจในเรื่องผงอิทธะเจซึ่งเป็นผงมหาเสน่ห์เมตตานิยม จึงถามความจากพระอาจารย์ว่าทราบเรื่องการทำผงอิทธิเจหรือไม่ พระอาจารย์ได้ตอบว่าตอนนี้ก็กำลังทำผงอิทธิเจยู่
ผมได้ยินพระอาจารย์ตอบว่ากำลังทำผงอิทธิเจอยู่ก็มีความตื่นเต้นยินดี เพราะสิ่งที่สนใจและยังหาคำตอบไม่ได้กลับได้รับคำตอบอย่างง่ายดาย
พระอาจารย์ได้ยินผมถามเรื่องผงอิทธิเจคงจะรู้สึกประหลาดใจ เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาผมไม่เคยทราบและไม่เคยสนใจไต่ถามในเรื่องนี้มาก่อน จึงได้ถามผมว่าไปอยู่กรุงเทพฯ ไม่ถึงปี อยู่ดี ๆ ทำไมจึงมาพูดถึงเรื่องผงอิทธิเจเล่า
ผมจึงกราบเรียนท่านว่าที่กรุงเทพฯ เขาเห่อเรื่องผงอิทธิเจกันอยู่ มีป้ายโฆษณาหลายแห่งทั้งในกรุงเทพฯ และตามสองข้างถนนในต่างจังหวัดโฆษณาว่าวัดนั้นวัดนี้กำลังทำผงอิทธะเจ มีความศักดิ์สิทธิ์ มีอิทธิปาฏิหาริย์ทางเมตตามหานิยม จึงเกิดความสงสัยว่าการจะทำผงอิทธิเจนั้นทำอย่างไร และที่ทำกันอยู่ถูกต้องจริงแท้ มีอานุภาพทางเมตตามหานิยมจริงดังคำโฆษณาหรือไม่
ความจริงผมเคยได้ยินเรื่องผงอิทธิเจมาก่อนจากวรรณคดีเรื่องขุนช้าง ขุนแผน ซึ่งเป็นผงสำคัญทางไสยเวทย์ ลักษณะเดียวกันกับผงปัตถะมัง แต่แตกต่างกันตรงที่ผงอิทธิเจมีอานุภาพทางเมตตามหานิยม ส่วนผงปัตถะมังมีอานุภาพทางอยู่ยงคงกระพัน และมีการใช้ผงทั้งสองชนิดนี้ในการทำพระผงมาเนิ่นนานแล้ว เป็นแต่ว่าเงียบหายกันไป เพิ่งมาดังเอาในยุคนั้นสมัยนั้น โดยที่ยากจะหาคนรู้ถึงวิธีทำที่ถูกต้อง
พระอาจารย์ได้ยินคำถามนั้นก็มีใบหน้าที่ยิ้มแย้มเปี่ยมไปด้วยความเมตตา พลางเอ่ยวาจาอย่างนุ่มนวลและแผ่วเบาว่าการทำผงอิทธะเจมีกะเท่ห์วิธีตามคัมภีร์โบราณ ไม่ใช่นึกอ่านจะทำได้ตามใจชอบ และเท่าที่รู้เท่าที่เห็นในขณะนั้นได้ทราบว่า ที่เขาทำผงอิทธิเจกันก็คือการเอาผงดินสอพองมาทำเป็นแท่งดินสอ เขียนยันต์อิทธิเจแล้วปลุกเสกด้วยคาถาอิทธิเจ จากนั้นก็ลบผงยันต์ออกจากกระดานชนวนแล้วก็ถือว่าเป็นผงอิทธะเจตามกะเท่ห์วิธี
พระอาจารย์บอกว่ากรรมวิธีที่ทำผงอิทธะเจเช่นนั้นย่นย่อผ่อนปรนลงจากกรรมวิธีแต่โบราณ จนแทบไม่เหลือเค้าเดิม อันผงอิทธะเจนั้นจัดเป็นวัตถุมงคลชนิดหนึ่งซึ่งจะมีอานุภาพมากแลน้อยประการใดย่อมขึ้นอยู่กับปัจจัยสามประการ คือกรรมวิธีหรือวิชาที่ใช้ในการทำผงอิทธิเจนั้นอย่างหนึ่ง วัตถุอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำผงต้องตำรับอาถรรพ์เพียงไหนอย่างหนึ่ง และกำลังอำนาจจิตของผู้ทำอีกอย่างหนึ่ง
หากทั้งสามประการนี้ครบถ้วนสมบูรณ์แกร่งกล้าดีแล้ว ผงอิทธิเจนั้นก็จะมีอานุภาพเต็มที่ หากอ่อนด้อยลงด้วยประการใด ๆ อานุภาพก็จะอ่อนด้อยลงโดยลำดับเช่นเดียวกัน
ผมได้ฟังดังนั้นก็แจ้งว่าพระอาจารย์บอกความดังกล่าวนี้เหมือนเป็นทีบอกเหตุให้ทราบได้ว่าพระอาจารย์ทรงไว้ซึ่งวิชา ภูมิธรรม ที่สามารถทำผงอิทธิเจได้เป็นแน่นอน หากขอความรู้หรือขอผงอิทธิเจก็คงจะได้การเป็นแน่
ผมจึงถามพระอาจารย์ว่าที่ตาหลวงทำผงอิทธิเจนั้นทำอย่างไร พระอาจารย์ได้ไขให้ฟังสืบต่อไปว่า การทำผงอิทธิเจก็ดี ทำผงอื่น ๆ ก็ดี จะต้องใช้วัตถุอุปกรณ์ที่สำคัญซึ่งเป็นของอาถรรพ์คือดินสอพิเศษที่ทำจากหินข้าวเม่าชนิดหนึ่ง ซึ่งมีชื่อเรียกว่าข้าวเม่าดินสอ
พระอาจารย์บอกว่าหากทำด้วยหินปูน หรือแป้ง หรือชอล์ก หรือวัสดุอย่างอื่นก็จะไม่ใช่ของอาถรรพ์อันจะเปล่งอานุภาพที่ศักดิ์สิทธิ์ได้ เว้นเสียแต่หาข้าวเม่าดินสอไม่ได้จริง ๆ และผู้กระทำเรืองเวทย์วิทยาคมขมังพอ ก็อาจเพิ่มแรงฤทธิ์ของอาคมชดเชยทดแทนตัวธาตุอาถรรพ์ที่มีอยู่ในข้าวเม่าดินสอได้
พระอาจารย์บอกว่าบังเอิญโชคดีที่บ้านรัดปูนซึ่งห่างไปจากวัดประมาณ 10 กิโลเมตรมีของอาถรรพ์คือข้าวเม่าดินสอพร้อมอยู่แล้ว คือเมื่อสองเดือนก่อนหินใหญ่ก้อนหนึ่งบนเขารัดปูนถล่มลงมา มีแสงสว่างขึ้นไปบนท้องฟ้า จึงให้พระไปดูแต่ไม่พบเห็นสิ่งใดผิดปกติ
หลังจากนั้นไม่กี่วันมีกิจนิมนต์ไปแถบนั้นก็ได้แวะไปดูเพื่อให้สิ้นสงสัย เพราะการที่มีแสงสว่างปรากฏขึ้นไปบนท้องฟ้าย่อมแสดงว่าในพื้นที่บริเวณนั้นต้องมีของวิเศษประการใดประการหนึ่งอยู่เป็นแน่นอน
เมื่อไปถึงที่ก้อนหินใหญ่ถล่มลงมาจึงได้พบว่าใต้หินใหญ่ก้อนนั้นเป็นเหมืองข้าวเม่าดินสอเหมืองเล็ก ๆ มีข้าวเม่าดินสออยู่เป็นจำนวนมาก จึงได้บอกกล่าวผู้เป็นเจ้าของ และขอมาทำของอาถรรพ์สำหรับช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ จากนั้นจึงได้ให้พระช่วยกันขุดและขนข้าวเม่าดินสอกลับมาวัด 2-3 ปี๊บ
พระอาจารย์ผมเล่าให้ฟังว่าข้าวเม่าดินสอนั้นเป็นหินสีดำออกเทา ๆ มีรูปลักษณะและขนาดเหมือนกับข้าวเม่าที่ทำจากข้าวและเอามาใช้ทำของหวาน แต่หินข้าวเม่านี้มิได้มีอยู่โดยทั่วไป เป็นของหาได้ยาก มีอยู่ในภูเขาที่ลี้ลับ หากไม่เรืองวิทยาคมจริงแล้วก็ยากที่จักรู้ว่ามีอยู่ที่ไหน แม้รู้ว่าอยู่ที่ไหนแล้วก็ยังยากที่จะขุดเอามาได้ เพราะเทพยดาอารักษ์ที่คุ้มครองรักษาเขาหวงแหนยิ่งนัก
ดังนั้นเมื่อกล่าวถึงผงอิทธิเจหรือผงอื่นใดก็ตาม ก็ต้องทำความรู้จักตัววัสดุหรือวัตถุธาตุที่ใช้ทำผงเสียก่อนว่าทำมาจากอะไร มิฉะนั้นก็อาจจะสับสนเข้าใจผิดได้โดยง่าย
เมื่อได้ข้าวเม่าดินสอมาแล้ว ครั้นคิดอ่านจะทำผงอิทธะเจก็ต้องเอาข้าวเม่าดินสอมาปลุกเสกแล้วนำไปใส่กะทะคั่วบนไฟ ขณะคั่วไปก็ภาวนาพระคาถากำกับไปจนกระทั่งข้าวเม่าดินสอกรอบและมีสีเป็นเทาขาวมากขึ้น เมื่อได้ที่แล้วจึงเอาข้าวเม่าดินสอนั้นเทลงในอ่างน้ำมนต์ที่ผ่านการปลุกเสกในพระอุโบสถในเทศกาลเข้าพรรษา.
ผมได้ทราบก็ตกใจ และมานึกขึ้นได้ว่าไม่เห็นลุงต๋อมมา 2-3 วันแล้ว แต่ลืมสังเกตและเฉลียวใจไปก็เพราะว่ามัววุ่นอยู่กับการสอบ ดังนั้นพอได้ทราบความจากนายตี๋ผมจึงไปเยี่ยมลุงต๋อมที่ห้องนอน เห็นนอนซมอยู่ จึงถามอาการว่าเป็นอย่างไรบ้าง
ลุงต๋อมเห็นผมเข้าไปเยี่ยมก็ดีใจ พอได้ยินผมถามก็ตอบว่าคนเราเกิดมาแล้วก็ต้องแก่และต้องเจ็บ ลุงแก่แล้วก็ต้องเจ็บบ้างเป็นธรรมดา แต่คิดว่าอาการไม่มากนัก วันสองวันนี้รู้สึกเพลียจึงไม่ได้ออกไปข้างนอก ได้แต่นอนซมอยู่ที่ห้อง ซึ่งดีเหมือนกันเพราะได้มีเวลาพิจารณาวันเวลาที่ผ่านไปของชีวิตว่าช่างผ่านไปรวดเร็วเสียจริง ๆ มารู้ตัวอีกทีหนึ่งก็แก่และเจ็บป่วยไปแล้ว อีกหน่อยก็จะถึงแก่ความตายตามธรรมดาธรรมชาติ
ผมจึงถามว่าใครจัดหาอาหารให้กินในระหว่างป่วยเจ็บ ลุงต๋อมบอกว่าได้อาศัยไอ้ตี๋นี่แหละ มันบ้า ๆ บอ ๆ ก็จริงแต่ยังมีความห่วงใยและเอาใจใส่ลุงเป็นอย่างดี
ลุงต๋อมบอกว่าเวลาที่ผ่านมาไอ้ตี๋มันเอาใจใส่แต่หมา คิดว่ามันจะไม่สนใจเรื่องคน ลุงป่วยครั้งนี้จึงได้รู้ว่าไอ้ตี๋ก็มีน้ำใจ และมาเอาใจใส่ดูแลลุงเป็นอย่างดี แต่คิดอีกทีหนึ่งก็รู้สึกว่าคนเราเวลาป่วยเจ็บเช่นนี้ชีวิตก็คล้าย ๆ กับหมาที่วัดเหมือนกัน คือดูแลตัวเองได้น้อยมาก ต้องพึ่งพาอาศัยคนอื่นช่วยดูแล กล่าวดังนี้แล้วลุงต๋อมก็หัวเราะราวกับว่าได้ลืมความป่วยเจ็บไปแล้ว
ลุงต๋อมยามป่วยก็ยังมีอารมณ์พูดจาเรื่องขำขัน ผมเห็นดังนั้นก็เบาใจ แต่ยังอดห่วงใยไม่ได้ ขณะนั้นผมมีเงินเหลือติดตัวหลังจากที่ได้ซื้อตั๋วรถไฟแล้วอยู่ราว 160 กว่าบาท จึงมอบเงินให้กับนายตี๋ไว้ 100 บาท ผมจึงเหลือเงินติดตัวไว้แค่ 60 กว่าบาท ก็คิดว่าพอเพียงเป็นค่าใช้จ่ายระหว่างเดินทางกลับบ้าน
ผมได้สั่งความไว้กับนายตี๋ว่าเงินนี้ให้นายตี๋ไว้ช่วยซื้อยาหรืออาหารให้กับลุงต๋อมตามแต่จะเห็นจำเป็นและสมควร หากเหลือบ่ากว่าแรงก็ให้นายตี๋ช่วยไปกราบบอกท่านเจ้าคุณใหญ่หรือพระมหาทรงธรรม์ให้ช่วยเหลืออีกแรงหนึ่งก็ได้ นายตี๋ก็รับคำแต่โดยดี
ผมกลับไปบ้านเป็นครั้งแรกหลังจากมาเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ ได้นั่งดูทิวทัศน์สองข้างทางรถไฟด้วยความสุขใจเป็นที่ยิ่ง ในใจก็คำนึงว่าเวลาอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้าก็จะเดินทางถึงบ้านเกิด จะได้พบหน้าบุพการีญาติพี่น้องและเพื่อนฝูงแล้ว คิดดังนั้นสายตาก็ทอดไกลออกไป ใจก็ลอยละล่องราวกับว่าได้โลดแล่นล่วงหน้าไปถึงบางบ้านเกิดฉะนั้น
ผมเดินทางไปถึงบ้านก็เข้าไปกราบพ่อแม่ จากนั้นก็ไปกราบก๋งและยายที่ได้เลี้ยงดูมาแต่น้อย ได้เล่าความเป็นอยู่และการเรียนที่กรุงเทพฯ ให้ฟัง ทุกคนได้ทราบความก็มีความยินดีเป็นอันมาก
เพื่อนนักเรียนโรงเรียนเก่าพอทราบข่าวก็พากันมาเยี่ยมเยียนซักไซร้ไต่ถามตามประสา เพราะคนบ้านผมนั้นส่วนใหญ่เป็นผู้ใฝ่ในการศึกษามาเนิ่นนานแล้ว จะยากดีมีจนประการใดก็รักที่จะแสวงหาความรู้และการศึกษาแทบจะเสมอหน้ากันทุกคน
ลางคนลำบากยากจนก็ยังสู้ทนส่งเสียให้ลูกได้เล่าเรียน จนเป็นค่านิยมของคนบ้านผมในสมัยนั้นที่จะต้องส่งลูกให้เรียนหนังสือสูง ๆ ทั้งส่งไปเรียนในตัวจังหวัดและในเมืองหลวง ดังนั้นคนบ้านผมถึงแม้นห่างไกลจากเมืองหลวงมาก แต่กลับมากไปด้วยคนซึ่งรักการศึกษาและมีความก้าวหน้าในการศึกษาสูงกว่าคนในพื้นที่อื่น ๆ ในภาคเดียวกัน
เพราะเหตุนี้คนบ้านเดียวกับผมเมื่อจบการศึกษาแล้วจึงมีฐานะการงานค่อนข้างดี และเข้ารับราชการในแทบทุกหน่วยงานของรัฐบาล
ผมได้ถือโอกาสแนะนำเพื่อนนักเรียนโรงเรียนเก่าซึ่งขณะนั้นกำลังศึกษากันอยู่ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เพื่อเป็นลู่ทางในการไปศึกษาต่อหลังจากจบมัธยมศึกษาปีที่ 3 แล้ว
เพื่อนนักเรียนที่เคยร่วมห้องเรียนกันมาแต่ก่อนคงจะเกรงว่าผมจากบ้านเข้าไปอยู่เมืองอาจจะลืมเรื่องความหลัง จึงพากันไปจัดเลี้ยงเล็ก ๆ น้อย ๆ ในทุ่งนาหลังห้องเรียนชั้น ม.ศ. 2 เก่า เห็นทิวทุ่งท้องนากว้างขวางสุดลูกหูลูกตาเหมือนดังเดิม สายลมทะเลโชยมาจากด้านตะวันตกเย็นกายชื่นใจเช่นเดียวกับบรรยากาศเหมือนเมื่อครั้งที่ยังเรียนหนังสืออยู่ที่โรงเรียนเก่าทุกประการ ทำให้ได้รำลึกถึงความหลังและการคบหาใกล้ชิดเป็นมิตรสหายกันมาแต่น้อยเป็นอย่างดี
การเลี้ยงสังสรรค์เล็ก ๆ น้อย ๆ ตามประสาเด็ก ๆ ในวันนั้นช่างเป็นความสุขกายสุขใจเหลือประมาณนัก พวกเราดื่มด่ำในความรักของความเป็นเพื่อนอย่างฝังจิตฝังใจ ซึ่งแม้วันเวลาจะผ่านไปช้านานเพียงใดแล้วหวนรำลึกถึงคราใดใจก็ยังเต็มไปด้วยความสุขและยังทรงจำภาพอันทรงคุณค่าแห่งชีวิตในครั้งนั้นได้ไม่ลืมเลือน
ผมยังคงคุ้นเคยกับความเป็นอยู่ดังแต่ก่อน ดังนั้นเมื่อถือโอกาสไปกราบเยี่ยมพระอาจารย์จึงได้นอนค้างแรมอยู่ที่วัด ในเวลากลางคืนเป็นเวลาว่าง อยู่กันแต่ลำพังกับพระอาจารย์ จึงได้เล่าความทั้งปวงให้พระอาจารย์ทราบ
โดยเฉพาะในเรื่องเกี่ยวกับเจ้าประคุณสมเด็จเท่าที่ผมได้ประสบพบเห็นปาฏิหาริย์และปรากฏการณ์ต่าง ๆ นั้น ผมได้กราบเล่าให้พระอาจารย์ฟังโดยละเอียด
พระอาจารย์นั่งฟังด้วยความสนใจในอาการที่สงบอย่างยิ่ง ครั้นผมเล่าความจบลงพระอาจารย์ก็กล่าวด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาว่าการซึ่งได้สัมผัสกับความลี้ลับฉะนี้นั้นใช่ว่าจะเกิดได้กับทุกคน การจะสัมผัสกับความมหัศจรรย์เช่นนี้จะต้องมีธรรมอยู่ในใจ ทั้งยังต้องมีวาสนาบารมีแต่ปางก่อนพอประมาณ
พระอาจารย์บอกว่าคนเราศึกษาแต่เรื่องนอกกายมากมายนับไม่ถ้วน แต่เรื่องในกายของตัวเองกลับไม่สนใจศึกษา แค่ความรู้ที่ว่าทำไมคนเราจึงโกรธก็ไม่ยอมค้นคว้าศึกษา แม้ขนาดว่าการหายใจของตัวเองว่าเป็นอย่างไร มีผลอย่างไรก็ไม่สนใจศึกษากัน การศึกษาด้านนอกแต่ไม่ศึกษาด้านใน เป็นการศึกษาด้านเดียว ถึงเป็นคนก็เป็นคนไม่สมบูรณ์
ผมได้ถือโอกาสที่นอนสำนักอยู่กับพระอาจารย์เล่าเรียนคาถาอาคมเพิ่มเติมแต่พระอาจารย์กลับเน้นสอนให้นั่งสมาธิ โดยในเวลากลางคืนนั้นพระอาจารย์จะสอนให้ฝึกหายใจและทดสอบความรู้สึกในแต่ละขณะ ส่วนเวลากลางวันหากว่างและปลอดญาติโยม พระอาจารย์ก็จะสอนคาถาอาคมและยันต์ต่าง ๆ เพิ่มเติมจากที่เคยเล่าเรียนมาแต่ก่อน
ในขณะที่ผมเรียนหนังสืออยู่ที่กรุงเทพฯ นั้น ห้วงเวลานั้นได้สังเกตเห็นว่าผู้คนพากันสนใจในเรื่องผงอิทธะเจซึ่งเป็นผงมหาเสน่ห์เมตตานิยม จึงถามความจากพระอาจารย์ว่าทราบเรื่องการทำผงอิทธิเจหรือไม่ พระอาจารย์ได้ตอบว่าตอนนี้ก็กำลังทำผงอิทธิเจยู่
ผมได้ยินพระอาจารย์ตอบว่ากำลังทำผงอิทธิเจอยู่ก็มีความตื่นเต้นยินดี เพราะสิ่งที่สนใจและยังหาคำตอบไม่ได้กลับได้รับคำตอบอย่างง่ายดาย
พระอาจารย์ได้ยินผมถามเรื่องผงอิทธิเจคงจะรู้สึกประหลาดใจ เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาผมไม่เคยทราบและไม่เคยสนใจไต่ถามในเรื่องนี้มาก่อน จึงได้ถามผมว่าไปอยู่กรุงเทพฯ ไม่ถึงปี อยู่ดี ๆ ทำไมจึงมาพูดถึงเรื่องผงอิทธิเจเล่า
ผมจึงกราบเรียนท่านว่าที่กรุงเทพฯ เขาเห่อเรื่องผงอิทธิเจกันอยู่ มีป้ายโฆษณาหลายแห่งทั้งในกรุงเทพฯ และตามสองข้างถนนในต่างจังหวัดโฆษณาว่าวัดนั้นวัดนี้กำลังทำผงอิทธะเจ มีความศักดิ์สิทธิ์ มีอิทธิปาฏิหาริย์ทางเมตตามหานิยม จึงเกิดความสงสัยว่าการจะทำผงอิทธิเจนั้นทำอย่างไร และที่ทำกันอยู่ถูกต้องจริงแท้ มีอานุภาพทางเมตตามหานิยมจริงดังคำโฆษณาหรือไม่
ความจริงผมเคยได้ยินเรื่องผงอิทธิเจมาก่อนจากวรรณคดีเรื่องขุนช้าง ขุนแผน ซึ่งเป็นผงสำคัญทางไสยเวทย์ ลักษณะเดียวกันกับผงปัตถะมัง แต่แตกต่างกันตรงที่ผงอิทธิเจมีอานุภาพทางเมตตามหานิยม ส่วนผงปัตถะมังมีอานุภาพทางอยู่ยงคงกระพัน และมีการใช้ผงทั้งสองชนิดนี้ในการทำพระผงมาเนิ่นนานแล้ว เป็นแต่ว่าเงียบหายกันไป เพิ่งมาดังเอาในยุคนั้นสมัยนั้น โดยที่ยากจะหาคนรู้ถึงวิธีทำที่ถูกต้อง
พระอาจารย์ได้ยินคำถามนั้นก็มีใบหน้าที่ยิ้มแย้มเปี่ยมไปด้วยความเมตตา พลางเอ่ยวาจาอย่างนุ่มนวลและแผ่วเบาว่าการทำผงอิทธะเจมีกะเท่ห์วิธีตามคัมภีร์โบราณ ไม่ใช่นึกอ่านจะทำได้ตามใจชอบ และเท่าที่รู้เท่าที่เห็นในขณะนั้นได้ทราบว่า ที่เขาทำผงอิทธิเจกันก็คือการเอาผงดินสอพองมาทำเป็นแท่งดินสอ เขียนยันต์อิทธิเจแล้วปลุกเสกด้วยคาถาอิทธิเจ จากนั้นก็ลบผงยันต์ออกจากกระดานชนวนแล้วก็ถือว่าเป็นผงอิทธะเจตามกะเท่ห์วิธี
พระอาจารย์บอกว่ากรรมวิธีที่ทำผงอิทธะเจเช่นนั้นย่นย่อผ่อนปรนลงจากกรรมวิธีแต่โบราณ จนแทบไม่เหลือเค้าเดิม อันผงอิทธะเจนั้นจัดเป็นวัตถุมงคลชนิดหนึ่งซึ่งจะมีอานุภาพมากแลน้อยประการใดย่อมขึ้นอยู่กับปัจจัยสามประการ คือกรรมวิธีหรือวิชาที่ใช้ในการทำผงอิทธิเจนั้นอย่างหนึ่ง วัตถุอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำผงต้องตำรับอาถรรพ์เพียงไหนอย่างหนึ่ง และกำลังอำนาจจิตของผู้ทำอีกอย่างหนึ่ง
หากทั้งสามประการนี้ครบถ้วนสมบูรณ์แกร่งกล้าดีแล้ว ผงอิทธิเจนั้นก็จะมีอานุภาพเต็มที่ หากอ่อนด้อยลงด้วยประการใด ๆ อานุภาพก็จะอ่อนด้อยลงโดยลำดับเช่นเดียวกัน
ผมได้ฟังดังนั้นก็แจ้งว่าพระอาจารย์บอกความดังกล่าวนี้เหมือนเป็นทีบอกเหตุให้ทราบได้ว่าพระอาจารย์ทรงไว้ซึ่งวิชา ภูมิธรรม ที่สามารถทำผงอิทธิเจได้เป็นแน่นอน หากขอความรู้หรือขอผงอิทธิเจก็คงจะได้การเป็นแน่
ผมจึงถามพระอาจารย์ว่าที่ตาหลวงทำผงอิทธิเจนั้นทำอย่างไร พระอาจารย์ได้ไขให้ฟังสืบต่อไปว่า การทำผงอิทธิเจก็ดี ทำผงอื่น ๆ ก็ดี จะต้องใช้วัตถุอุปกรณ์ที่สำคัญซึ่งเป็นของอาถรรพ์คือดินสอพิเศษที่ทำจากหินข้าวเม่าชนิดหนึ่ง ซึ่งมีชื่อเรียกว่าข้าวเม่าดินสอ
พระอาจารย์บอกว่าหากทำด้วยหินปูน หรือแป้ง หรือชอล์ก หรือวัสดุอย่างอื่นก็จะไม่ใช่ของอาถรรพ์อันจะเปล่งอานุภาพที่ศักดิ์สิทธิ์ได้ เว้นเสียแต่หาข้าวเม่าดินสอไม่ได้จริง ๆ และผู้กระทำเรืองเวทย์วิทยาคมขมังพอ ก็อาจเพิ่มแรงฤทธิ์ของอาคมชดเชยทดแทนตัวธาตุอาถรรพ์ที่มีอยู่ในข้าวเม่าดินสอได้
พระอาจารย์บอกว่าบังเอิญโชคดีที่บ้านรัดปูนซึ่งห่างไปจากวัดประมาณ 10 กิโลเมตรมีของอาถรรพ์คือข้าวเม่าดินสอพร้อมอยู่แล้ว คือเมื่อสองเดือนก่อนหินใหญ่ก้อนหนึ่งบนเขารัดปูนถล่มลงมา มีแสงสว่างขึ้นไปบนท้องฟ้า จึงให้พระไปดูแต่ไม่พบเห็นสิ่งใดผิดปกติ
หลังจากนั้นไม่กี่วันมีกิจนิมนต์ไปแถบนั้นก็ได้แวะไปดูเพื่อให้สิ้นสงสัย เพราะการที่มีแสงสว่างปรากฏขึ้นไปบนท้องฟ้าย่อมแสดงว่าในพื้นที่บริเวณนั้นต้องมีของวิเศษประการใดประการหนึ่งอยู่เป็นแน่นอน
เมื่อไปถึงที่ก้อนหินใหญ่ถล่มลงมาจึงได้พบว่าใต้หินใหญ่ก้อนนั้นเป็นเหมืองข้าวเม่าดินสอเหมืองเล็ก ๆ มีข้าวเม่าดินสออยู่เป็นจำนวนมาก จึงได้บอกกล่าวผู้เป็นเจ้าของ และขอมาทำของอาถรรพ์สำหรับช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ จากนั้นจึงได้ให้พระช่วยกันขุดและขนข้าวเม่าดินสอกลับมาวัด 2-3 ปี๊บ
พระอาจารย์ผมเล่าให้ฟังว่าข้าวเม่าดินสอนั้นเป็นหินสีดำออกเทา ๆ มีรูปลักษณะและขนาดเหมือนกับข้าวเม่าที่ทำจากข้าวและเอามาใช้ทำของหวาน แต่หินข้าวเม่านี้มิได้มีอยู่โดยทั่วไป เป็นของหาได้ยาก มีอยู่ในภูเขาที่ลี้ลับ หากไม่เรืองวิทยาคมจริงแล้วก็ยากที่จักรู้ว่ามีอยู่ที่ไหน แม้รู้ว่าอยู่ที่ไหนแล้วก็ยังยากที่จะขุดเอามาได้ เพราะเทพยดาอารักษ์ที่คุ้มครองรักษาเขาหวงแหนยิ่งนัก
ดังนั้นเมื่อกล่าวถึงผงอิทธิเจหรือผงอื่นใดก็ตาม ก็ต้องทำความรู้จักตัววัสดุหรือวัตถุธาตุที่ใช้ทำผงเสียก่อนว่าทำมาจากอะไร มิฉะนั้นก็อาจจะสับสนเข้าใจผิดได้โดยง่าย
เมื่อได้ข้าวเม่าดินสอมาแล้ว ครั้นคิดอ่านจะทำผงอิทธะเจก็ต้องเอาข้าวเม่าดินสอมาปลุกเสกแล้วนำไปใส่กะทะคั่วบนไฟ ขณะคั่วไปก็ภาวนาพระคาถากำกับไปจนกระทั่งข้าวเม่าดินสอกรอบและมีสีเป็นเทาขาวมากขึ้น เมื่อได้ที่แล้วจึงเอาข้าวเม่าดินสอนั้นเทลงในอ่างน้ำมนต์ที่ผ่านการปลุกเสกในพระอุโบสถในเทศกาลเข้าพรรษา.