ตอนที่ 38. กองทัพปฏิวัติสลายตัว

 การที่ซุนเกี๋ยนได้ครองตราพระลัญจกรอาจจะถือเป็นโชค  แต่พลันที่ความคิดที่จะตั้งตัวเป็นเจ้าเข้าครอบงำก็ย่อมถือว่าเคราะห์กำลังย่างกรายเข้าครอบงำ ซุนเกี๋ยนด้วยเช่นเดียวกัน นี่แหละที่เรียกว่าสวรรค์ทรงความยุติธรรม

            ทันใดที่ซุนเกี๋ยนคิดหักหลังพันธมิตร จะถอนทัพกลับเมืองเตียงสาเพื่อคิดอ่านตั้งตัวขึ้นเป็นเจ้า ในพลันนั้นทหารของซุนเกี๋ยนคนหนึ่งซึ่งเห็นเหตุการณ์และได้ยินคำสนทนาระหว่างซุนเกี๋ยนกับเทียเภาเกี่ยวกับตราพระลัญจกรโดยตลอด ก็คิดหักหลัง  ซุนเกี๋ยนเอาใจออกห่าง หวังเอาความชอบจากอ้วนเสี้ยว จึงเอาความทั้งปวงไปบอกอ้วนเสี้ยวขายนายเก่าของตัวเอง

            อ้วนเสี้ยวรู้ความทั้งนั้นแล้วมีความยินดียิ่งนัก สั่งให้ปูนบำเหน็จทหารนั้นเป็นจำนวนมาก แล้วจัดที่ซ่อนตัวไว้ในค่ายเพื่อยันปากคำกับซุนเกี๋ยนในวันรุ่งขึ้น

            เพลาสายในวันรุ่งขึ้น ซุนเกี๋ยนและทหารเอกได้มาที่กองบัญชาการกองทัพปฏิวัติ ขอพบอ้วนเสี้ยวแล้วแจ้งความประสงค์ว่าจะยกทัพกลับเมืองเตียงสาเนื่องจากอาการป่วยกำเริบ ต้องไปรักษาตัวเป็นการด่วน

            อ้วนเสี้ยวจึงว่าการป่วยของท่านครั้งนี้หาใช่ป่วยทางกายไม่ แต่เป็นการป่วยทางจิตที่คิดชิงเอาราชสมบัติเพราะได้ครองตราพระลัญจกรไว้ต่างหาก

            ซุนเกี๋ยนได้ฟังก็ตกใจ คิดว่าคงมีคนรู้ความคนใดมาบอกเล่าแก่อ้วนเสี้ยว แต่แข็งใจกล่าวกับอ้วนเสี้ยวว่าเอาความอันใดมากล่าว ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นตราพระลัญจกรท่านกล่าวคำทั้งนี้เป็นการหมิ่นข้าพเจ้า

            ในขณะนั้นเจ้าเมืองและแม่ทัพนายกองหัวเมืองต่าง ๆ ค่อยทยอยเข้ามาสมทบที่กองบัญชาการเพื่อปรึกษาหารือตามปกติ

            อ้วนเสี้ยวยืนยันว่าความที่ซุนเกี๋ยนได้ครองตราพระลัญจกรนั้นเป็นความจริง อย่าได้หลบหนีความจริงต่อไปเลย แล้วว่าหัวเมืองทั้งปวงมาร่วมกันจัดตั้งกองทัพปฏิวัติเพื่อขจัดทรราชย์ เทิดทูนฮ่องเต้ บำรุงราษฎร บัดนี้การยังไม่สำเร็จเมื่อท่านพบตราพระลัญจกรแล้ว ชอบที่จะนำมามอบแก่เราซึ่งเป็นผู้บัญชาการใหญ่ การสำเร็จแล้วจะได้ทูลเกล้าฯ ถวายคืนพระเจ้าเหี้ยนเต้ ตัวท่านนี้ได้ตราพระลัญจกรแล้วปิดความเสีย แล้วมาบ่ายเบี่ยงจะยกทัพกลับไป ย่อมเป็นการแสดงเจตนาแน่ชัดว่าจะตั้งตัวขึ้นเป็นเจ้า

            ซุนเกี๋ยนละอายใจและรู้สึกอัปยศที่เกิดความทั้งนี้ต่อหน้าบรรดาหัวเมืองและนายทัพนายกองต่าง ๆ ทั้งคำของอ้วนเสี้ยวก็แทงใจดำจนเจ็บลึก จึงยืนยันปฏิเสธข้อกล่าวหาของอ้วนเสี้ยว

            แต่อ้วนเสี้ยวไม่เชื่อถือซุนเกี๋ยนเสียแล้ว เพราะมีพยานหลักฐานเป็นบุคคลอยู่กับตัว จึงเร่งให้ซุนเกี๋ยนเอาตราพระลัญจกรมามอบ ซุนเกี๋ยนทั้งโกรธทั้งละอายแก่ใจ ดังนั้นเพื่อรักษาเกียรติยศศักดิ์ศรีของตนจึงกล่าวสาบานตัวต่อฟ้าว่า ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นตราพระลัญจกร หากข้าพเจ้าได้ตราพระลัญจกรแล้วคิดยักยอกเอาเป็นของตัว ขอเทพยดาและดวงวิญญาณอดีตพระมหากษัตริย์ทั้งปวงจงผลาญชีวิตข้าพเจ้าด้วยอสุนีบาตและอาวุธต่าง ๆ

            บรรดาเจ้าเมืองต่าง ๆ ในที่นั้นจึงเข้าห้ามทั้งสองฝ่ายไม่ให้โต้เถียงกันอีกต่อไปแล้วว่าเมื่อซุนเกี๋ยนสาบานเป็นฉกรรจ์เช่นนี้แล้ว ย่อมเชื่อถือในเกียรติยศศักดิ์ศรีและคำสาบานได้ ขอให้ยุติกันแต่เพียงเท่านี้เถิด

            อ้วนเสี้ยวไม่ยอมคล้อยตามที่บรรดาเจ้าเมืองได้ห้ามปรามไกล่เกลี่ย กลับสั่งให้ทหารไปเชิญตัวทหารซุนเกี๋ยนที่นำความมาบอก ให้ออกมายืนยันเหตุการณ์ที่พบตราพระลัญจกรเมื่อคืนก่อนต่อหน้าคนทั้งปวง

            ซุนเกี๋ยนเห็นเหตุการณ์ก็รู้ว่าทหารของตนคนนี้เป็น “ข้าขายเจ้า บ่าวขายนาย สานุศิษย์สู้ครู เป็นจัญไรสังคม” ทั้งอับอายขายหน้าที่ถูกกระชากหน้ากากต่อหน้าธารกำนัลจึงลุแก่อำนาจโทสะ ชักกระบี่ออกจะฟันทหารนั้นเสีย

            อ้วนเสี้ยวคุมเชิงอยู่แล้วเห็นเหตุการณ์เช่นนั้นจึงชักกระบี่ออกแล้วยืนขวางหน้าทหารนั้นไว้แล้วว่า กริยาท่านดังนี้ย่อมแสดงว่าท่านกล่าวความอันสวนทางต่อสัจจะ ไม่ละอายหัวเมืองทั้งปวง จงรีบเอาตราพระลัญจกรมามอบแก่เรา มิฉะนั้นเราก็จะฆ่าท่านเสีย

            ขณะนั้นงันเหลียง บุนทิว สองทหารเอกของอ้วนเสี้ยวเห็นนายตัวชักกระบี่เช่นนั้นจึงชักกระบี่ออกจากฝักบ้างแล้วเตรียมพร้อมอยู่ ฝ่ายเทียเภา อุยกาย และฮันต๋ง สามทหารเอกของซุนเกี๋ยน ก็ชักกระบี่ออกจากฝักคุมเชิงพร้อมอยู่เช่นเดียวกัน

            บรรดาเจ้าเมืองที่อยู่ ณ ที่นั้นเห็นเหตุการณ์บานปลายกลายเป็นวิวาทถึงขนาดจะลงมือฆ่าฟันกันเองจึงเข้าห้ามไว้ทั้งสองข้าง ซุนเกี๋ยนได้รับความอัปยศนัก จึงออกมาเสียจากกองบัญชาการพร้อมสามทหารเอก ขึ้นม้าแล้วกลับไปค่ายของตน
             ซุนเกี๋ยนกลับถึงค่ายแล้วสั่งทหารให้เคลื่อนทัพออกจากเมืองลกเอี๋ยงกลับเมืองเตียงสาในทันที
            อ้วนเสี้ยวเมื่อทราบว่าซุนเกี๋ยนถอนทัพกลับเมืองเตียงสา จึงมีหนังสือสั่งให้ทหารถือไปเมืองเกงจิ๋ว มอบแก่เล่าเปียวเจ้าเมือง เล่าความที่ซุนเกี๋ยนได้ตราพระลัญจกรแล้วถอนตัวจากกองทัพปฏิวัติ กำลังยกทัพกลับเมืองเตียงสา เป็นลักษณาการคิดกบฏจะตั้งตนขึ้นเป็นเจ้าแต่ผู้เดียว และขอให้เล่าเปียวยกทหารมาสกัดซุนเกี๋ยนยึดเอาตราพระลัญจกรกลับมามอบแก่อ้วนเสี้ยวเพื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระเจ้าเหี้ยนเต้ต่อไป

            หนังสือของอ้วนเสี้ยวนี้มีความนัยที่ชี้ให้เล่าเปียวกลัวภัยจากซุนเกี๋ยน เนื่องเพราะถ้าซุนเกี๋ยนได้ตราพระลัญจกรไปแล้ว จะตั้งตนเป็นเจ้าครองแผ่นดินเสียแต่ผู้เดียว ย่อมกระทบต่อเมืองเกงจิ๋วของเล่าเปียว เพราะเป็นเมืองที่อยู่ใกล้กับเมืองเตียงสามากที่สุด นับเป็นการเอาความกลัวของคนไปใช้คนให้ทำการที่ต้องการนั่นเอง

            หลังจากซุนเกี๋ยนยกทหารออกเดินทางจากเมืองลกเอี๋ยงไปแล้ว วันรุ่งขึ้นอ้วนเสี้ยวได้รับรายงานว่าโจโฉซึ่งยกทหารติดตามตั๋งโต๊ะไปนั้นบัดนี้เสียทีแก่ตั๋งโต๊ะ แล้วยกไปตั้งอยู่ที่เมืองโห้ลาย อ้วนเสี้ยวจึงสั่งทหารให้ถือหนังสือไปเชิญโจโฉและทหารมาที่กองบัญชาการ ครั้นโจโฉยกทหารมาแล้วอ้วนเสี้ยวจึงให้แต่งโต๊ะเชิญบรรดาเจ้าเมืองมาเลี้ยงรับขวัญ ณ กองบัญชาการ

            บรรดาเจ้าเมืองมาถึงกองบัญชาการแล้ว ต่างแสดงความเห็นใจโจโฉและไต่ถามความเป็นไปของการศึก โจโฉทอดใจใหญ่แล้วตัดพ้อว่าข้าพเจ้าคิดอ่านเชิญท่านทั้งปวงมาจัดตั้งกองทัพปฏิวัติเพื่อกำจัดทรราชย์ เทิดทูนฮ่องเต้ บำรุงราษฎร ครั้นตั๋งโต๊ะเสียทีในการศึกเผาเมืองหลวงเสียแล้วบังคับฮ่องเต้ กวาดต้อนราษฎรทั้งปวงยกไปเมืองเตียงอัน ข้าพเจ้าเห็นว่าถ้ากองทัพปฏิวัติยกไปตามตีก็จะได้ตัวตั๋งโต๊ะแล้วช่วยเหลือพระเจ้าเหี้ยนเต้ให้ปลอดภัยได้ การที่คิดไว้ก็จะบรรลุผลสำเร็จ แต่ท่านไม่ฟังคำข้าพเจ้า ละทิ้งให้ข้าพเจ้าติดตามตั๋งโต๊ะไปแต่ทัพเดียว ข้าพเจ้าจึงเสียทีมาเป็นที่อัปยศยิ่งนัก

            อ้วนเสี้ยวและบรรดาหัวเมืองต่าง ๆ ได้ยินคำโจโฉแล้วมิได้ว่ากล่าวประการใด กลับกินโต๊ะต่อไปเสมือนหนึ่งว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น โจโฉจึงเห็นว่าขืนอยู่ทำการร่วมกับคนพวกนี้ต่อไปก็เหมือนเล่นอยู่กับเด็กทารก การใหญ่ที่คิดไว้ไม่มีวันจะสำเร็จได้

            ทั้งโจโฉได้พิเคราะห์รูปการของฝ่ายปฏิวัติแล้วเห็นว่าขาดเอกภาพคงจะสลายตัวในไม่ช้า อยู่ต่อไปก็ไร้ประโยชน์ จึงลุกออกมาแล้วยกทหารไปเมืองเอ๊งจิ๋ว ตั้งฐานที่มั่นสำหรับทำการใหญ่ต่อไป

            กองซุนจ้านเห็นดังนั้นจึงว่ากับเล่าปี่ว่า อ้วนเสี้ยวนี้ไร้สติปัญญา บ้ายศบ้าอย่าง และโลภอยากได้ราชสมบัติ ขืนอยู่ทำการกับอ้วนเสี้ยวต่อไปก็ไร้ประโยชน์ มีแต่จะได้รับอันตรายแก่ตัว จึงออกมาพร้อมกันทั้งกองซุนจ้าน เล่าปี่ กวนอู เตียวหุย กลับไปที่ค่ายแล้วเคลื่อนทัพออกจากเมืองลกเอี๋ยง
             เล่าปี่ กวนอู เตียวหุย ก็กลับเมืองเพงง้วนก๋วน ในขณะที่กองซุนจ้านก็กลับเมืองปักเป๋งดังแต่ก่อน
            บรรดาเจ้าเมืองที่เหลือกินโต๊ะเสร็จแล้วก็กลับมายังค่ายของตน เป็นอันว่างานเลี้ยงเลิกราไปด้วยการเริ่มต้นแห่งการสลายตัวของกองทัพปฏิวัติ

            ต่อมากองทัพเมืองอิวจิ๋วของเล่าต้ายขาดเสบียงลง จึงให้ทหารไปยืมเสบียงจากกองทัพเมืองตันลิวของเตียวเมา แต่เตียวเมาเห็นว่าเล่าต้ายมีเสบียงเพียงพออยู่แล้ว แกล้งมาขอเสบียงเพื่อให้กองทัพของตนขาดเสบียงเสียก่อนจึงไม่ยอมให้ เล่าต้ายก็โกรธเตียวเมา

            ค่ำลงเล่าต้ายก็ยกทหารไปตีค่ายเตียวเมาในเมืองลกเอี๋ยงนั้น ในขณะที่เตียวเมายังไม่ทันระวังตัวก็ถูกเล่าต้ายฆ่าตายในค่าย ทหารของเตียวเมาทั้งสิ้นจึงเข้าสวามิภักดิ์กับเล่าต้าย

            อ้วนเสี้ยวทราบเหตุการณ์ที่เล่าต้ายโจมตีค่ายและสังหารเตียวเมาแล้วเห็นว่าภายในกองทัพปฏิวัติมีความขัดแย้งกันหนัก จักทำการตามความคิดไม่ตลอด ทั้ง     เล่าเปียวเจ้าเมืองเกงจิ๋ว กองซุนจ้านเจ้าเมืองปักเป๋ง ซุนเกี๋ยนเจ้าเมืองเตียงสา และโจโฉได้ถอนตัวออกจากกองทัพปฏิวัติกลับไปแล้ว จึงรีบถอนทัพออกจากเมืองลกเอี๋ยงกลับไปเมืองปุดไฮ โดยไม่บอกเล่าร่ำลาให้บรรดาหัวเมืองที่เหลืออยู่นั้นได้รับทราบ

            บรรดาเจ้าเมืองที่เหลือเห็นอ้วนเสี้ยวยกทัพกลับในลักษณะเช่นนั้นจึงต่างคนต่างยกทัพกลับบ้านเมืองของตน

            กองทัพปฏิวัติที่ได้จัดตั้งขึ้นภายใต้ธง “ตงหงี” ณ ท้องทุ่งเมืองตันลิว ชูคำขวัญ “ทั่วประเทศจงสามัคคีกัน กำจัดทรราชย์ เทิดทูนฮ่องเต้” ได้สลายตัวลง ณ ลกเอี๋ยงราชธานี ซึ่ง ณ บัดนี้เป็นเมืองร้างด้วยประการฉะนี้ และนี่คือผลของการตั้งคนผิดให้มีอำนาจเป็นผู้นำทัพ

            เนื่องเพราะอ้วนเสี้ยวนั้นเป็นคนมีคุณสมบัติต้องด้วยโทษสิบประการของการเป็นแม่ทัพตามคัมภีร์พิชัยสงครามคือ
             “คำรบหนึ่งพึงถือแต่น้ำใจ ไม่รักชีวิตคิดว่าตัวเข้มแข็ง ไม่ตรองดูให้รู้กำลังศึก               คำรบสองไม่ส่องโดยปัญญา ว่าการร้อนหรือเย็น เห็นแต่จะทำโดยเร็ว               คำรบสามมีน้ำจิตอันโลภ เห็นแก่โลภเอาทรัพย์ท่านมาเป็นอาณาประโยชน์โทษนั้นมีหลายสถาน               คำรบสี่มีน้ำใจอ่อน ถ้าคนผิดมาอ้อนวอน ไม่ฆ่าตามอาญาศึก              คำรบห้าเป็นคนหูเบา ใครว่ากล่าวก็เชื่อฟัง ไม่หนักแน่นตรึกตรองดูให้ละเอียด              คำรบหกมีแต่ใจโมหันธ์ ไม่เลือกคนดีใช้ กลับให้คนชั่วเป็นใหญ่บัญชาการ ทหารมักเสียน้ำใจ              คำรบเจ็ดถือตัวว่าไม่มีใครเสมอ ทำการไม่ปรึกษานายทัพนายกอง               คำรบแปดไม่เอาใจของตัวเป็นแก่นแท้ ฟังแต่คำคนพูด เชื่อถือเอาแต่ถ้อยคำมาทำศึก               คำรบเก้าตัวเป็นแม่ทัพไปที่เปลี่ยวแลกันดาร มิได้มีความเมตตาแก่ทหาร               คำรบสิบกำเริบอิสริยยศ พูดจาข่มขี่ติเตียนเพื่อนฝูงทั้งปวง
              ผู้ใดสละมิได้ไม่ควรเป็นแม่ทัพ”

            โบราณว่า “ชายชาติอาชาไนย ต้องไม่ลงเรือผิดลำ” ย่อมหมายเอาการไม่ปองจิตคิดร่วมทำการด้วยกับคนซึ่งต้องลักษณะโทษสิบประการดังนี้     
             ถ้าเช่นนั้นผู้มีปัญญาจักพิจารณาฉันใด จึงจะไม่ลงเรือผิดลำเล่า
            คัมภีร์พิชัยสงครามว่าด้วยคดีห้าประการของแม่ทัพว่าไว้ว่า
             “ถ้าผู้ใดจะเป็นแม่ทัพ ให้รู้คดีห้าประการดังนี้              หนึ่ง คิดกลให้อุบาย เห็นผู้ใดจะได้จึงใช้ไปทำ ถ้าจะฝึกสอนทหารให้มีสง่า ข้าศึกจึงจะมีที่เกรงกลัวแล้ว ให้ตั้งตัวมีอำนาจดั่งราชสีห์              สอง น้ำใจโอบอ้อมแก่ทแกล้วทหารทั้งปวงให้เสมอกัน ถ้าผู้ใดทำความชอบจึงพิดทูลให้ ถ้าผู้ใดผิดให้ทำตามผิด อย่าถือโกรธผู้น้อย              สาม ให้พิจารณาตรองความแล้วจึงสั่ง ดั่งงาช้างมีแต่จะยาว จงรักษาความสัตย์ทำการสิ่งใดให้แน่นอน อย่าเจรจาเป็นคำสอง             สี่ ศึกยกมารู้ว่าแม่ทัพเคยชนะเพราะพลมาก ฝ่ายผู้จะแก้ทัพรับมิได้เพราะมีพลน้อย อย่าถือตัวเองอาจออกรบเมื่อกำลังกล้า จงหาที่มั่นให้ได้ก่อนจึงต่อสู้ แล้วตรองอุบายหมายชนะแล้วจึงทำ              ห้า ถ้าตัวเป็นแม่ทัพ ถึงจะไปตีเมืองใดมีรี้พลมาก อย่าคิดกำเริบทรยศต่อเจ้านายของตัว               ผู้ใดรักษาคดีห้าประการไว้ครบถ้วนก็ควรเป็นแม่ทัพได้”               นี่แล้วคือเรือที่ลงแล้วไม่ผิดลำ.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘