ตอนที่ 37. ความถูกต้องกับความถูกใจ

ตัวผมเองแม้เป็นคนที่ไม่ค่อยถือสาหาความเอากับใคร ไม่ค่อยผูกเจ็บผูกร้อนอาฆาตพยาบาทผู้ใด แต่ในเรื่องที่ถูกเขาดูถูกหยามหยันนั้นกลับเป็นเรื่องที่ไม่หมดสิ้นไปจากหัวใจ ยังคงเป็นตะกอนนอนนิ่งและคุกรุ่นอยู่เป็นบางเวลา

            ผมยังเก็บความชอกช้ำใจที่ถูกเขาดูถูกว่าเป็นเด็กบ้านนอก เป็นคนโง่เขลาเบาปัญญา จนไม่กล้าที่จะฝากเข้าเรียนในโรงเรียนสวนกุหลาบตั้งแต่ตอนเข้ามากรุงเทพฯ ใหม่ ๆ ได้ไม่ลืมเลือน

            วันหนึ่งจึงได้ปรารภกับมนูญผล ศิริศักดิ์ และไสยวิทย์ซึ่งเป็นเพื่อนที่สนิทสนมที่สุดว่าการศึกษาเล่าเรียนในชั้น ม.ศ. 4 และ ม.ศ. 5 ซึ่งเป็นหลักสูตรใหม่นั้นมีโรงเรียนไหนบ้างที่พอจะทัดเทียมกับโรงเรียนสวนกุหลาบได้

            เพื่อนสนิททั้งสามคนได้สอบถามต้นสายปลายเหตุว่าที่ถามเช่นนี้มีวัตถุประสงค์สิ่งใด ผมก็ได้แจ้งให้ทราบถึงความอดสูใจในครั้งนั้นให้ฟัง พอเพื่อนทั้งสามได้ทราบความก็พากันเป็นเดือดเป็นแค้นแทนผมไปด้วย

            ศิริศักดิ์เป็นคนเสนอว่าถ้าจะไม่ให้น้อยหน้ากันก็ต้องไปเรียนที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา พญาไท ซึ่งเป็นโรงเรียนที่มีชื่อเสียงมากและมีเกียรติภูมิไม่ได้ด้อยไปกว่าโรงเรียนสวนกุหลาบ

            เพื่อนคนอื่นก็พากันเห็นด้วย นับแต่วันนั้นมาผมก็ปักใจว่าเมื่อสอบไล่ชั้น ม.ศ. 3 เสร็จแล้วก็จะไปสมัครเรียนต่อที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา พญาไท ซึ่งเพื่อนทั้งสามคนได้แนะนำว่าถ้าคิดจะสอบเข้าเรียนที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา พญาไท ตามที่ตั้งใจไว้นั้น อย่าได้คิดว่าเป็นของง่ายเพราะโรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนมีชื่อเสียง ใคร ๆ ก็อยากเข้าเรียนที่นี่กันทั้งนั้น ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองต่างก็ต้องการให้ลูกหลานได้เรียนที่โรงเรียนนี้ ดังนั้นจึงต้องแข่งขันกับนักเรียนที่เรียนเก่งและต้องแข่งขันกับลูกหลานผู้มีอำนาจวาสนาเป็นจำนวนมาก จึงต้องเตรียมตัวให้พร้อม มิฉะนั้นก็จะผิดหวังได้โดยง่าย

            ผมทราบดังนั้นแล้วก็ได้แต่ขอบคุณเพื่อน ๆ แต่ในใจนั้นมีความมุ่งมั่นเหลือประมาณนักว่าตัวเรานี้จักต้องทุ่มเทความเพียรสอบเข้าเรียนที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา พญาไท ให้จงได้

            ผมได้บอกเพื่อนทั้งสามคนว่าบางทีความรู้สึกที่หดหู่อดสูใจอันเกิดจากการถูกดูหมิ่นเหยียดหยามนั้นก็อาจกลายเป็นพลังที่สร้างสรรค์ได้ หากไม่จำนนท้อถอยปล่อยตัวไปตามยถากรรม  ผมได้ยืนยันกับเพื่อนทั้งสามคนตั้งแต่ขณะนั้นว่าไม่ว่าจะเป็นประการใดก็จะมานะบากบั่นเพื่อสอบเข้าเรียนในโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา พญาไท ให้จงได้ หาไม่แล้วความขุ่นแค้นในใจก็ไม่อาจลืมเลือนไปได้เลย

            ผมรู้จักแปรความคับแค้นเป็นพลังสร้างสรรค์โดยที่ไม่รู้สึกตัวมาตั้งแต่ครั้งนั้น เพื่อนสนิททั้งสามคนเห็นผมมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวก็พากันเอาใจช่วย ต่างคนต่างพยายามซื้อหาหนังสือที่เห็นว่าจำเป็นต่อการเตรียมตัวมาให้ผมอยู่เสมอ และได้เตือนว่าลำพังแค่การเรียนในโรงเรียนเห็นจะสู้เขาไม่ได้ เพราะใคร ๆ ที่คิดจะสอบเข้าเรียนที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา พญาไท ล้วนต้องกวดวิชาและทุ่มเทกันสุดตัวทั้งนั้น จึงแนะนำให้ผมเรียนกวดวิชาในเวลาตอนเย็น ซึ่งผมก็เห็นด้วย

            มนูญผลเป็นคนที่เอาใจใส่ผมมากเป็นพิเศษ ไปหาโรงเรียนกวดวิชาที่เหมาะสมกับผมอยู่หลายแห่ง ในที่สุดมนูญผลก็มาบอกว่าการเรียนกวดวิชาควรถือเอาการกวดวิชาให้ปรีชาสามารถเป็นหลัก อย่าไปสนใจชื่อเสียงของโรงเรียนกวดวิชาจะดีกว่า เพราะโรงเรียนกวดวิชาที่มีชื่อเสียงนั้นจะมีผู้คนเข้าเรียนมาก โอกาสที่จะบ่มเพาะหรือกวดวิชาจริง ๆ คงจะได้ผลน้อย

            สู้โรงเรียนที่มีครูบาอาจารย์ดี ๆ และมีโอกาสกวดวิชาอย่างใกล้ชิด โดยค่ากวดวิชาไม่แพงจะดีกว่า เพราะจะได้ทั้งกวดทั้งขันความรู้ให้มั่นคงแน่นหนา สามารถที่จะต่อสู้กับเขาได้

            มนูญผลบอกว่าได้ไปพบโรงเรียนกวดวิชาแห่งหนึ่งย่านสี่แยกบ้านแขก ฝั่งธนบุรี เปิดสอนในเวลาเย็น โดยเช่าโรงเรียนที่สอนปกติในเวลากลางวัน ครูผู้สอนกวดวิชามาจากโรงเรียนเตรียมทหาร และโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาโดยตรง แต่ไม่ค่อยมีชื่อเสียงเท่าใดนัก สำหรับค่ากวดวิชาก็ไม่แพง และนักเรียนที่มาเรียนกวดวิชาก็น้อยคน มีโอกาสใกล้ชิดกับครูอาจารย์ผู้กวดวิชา เห็นจะได้การเป็นแน่

            ผมสอบถามค่าเรียนกวดวิชาแล้วก็บอกมนูญผลว่าเมื่อเพื่อนได้พยายามหาโรงเรียนให้อย่างนี้แล้ว ผมก็เชื่อมั่นว่าจะเรียนกวดวิชาได้ผลแน่ จึงตกลงที่จะเรียนกวดวิชาตามที่มนูญผลแนะนำ แล้วรีบมีจดหมายไปบอกแม่ว่าจำเป็นต้องเรียนกวดวิชาแล้ว เพื่อจะได้สอบแข่งขันเข้าเรียนที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา พญาไท ในปีการศึกษาหน้า

            มนูญผลถามว่าผมมีเงินค่าเรียนกวดวิชาหรือไม่ ผมก็บอกว่าเงินนั้นไม่มี แต่เรื่องนี้ไม่เป็นปัญหา เพราะแม่ผมเป็นผู้ใฝ่การศึกษา การขอเงินเพื่อใช้จ่ายอย่างอื่นแม่อาจพิจารณามากหน่อย แต่ถ้าหากขอเงินมาเพื่อกวดวิชาแล้วเห็นจะได้โดยง่าย มนูญผลได้ออกปากว่าเมื่อมั่นใจอย่างนี้ก็จะยืมเงินแม่มาเป็นค่ากวดวิชาให้ก่อน เมื่อได้รับเงินจากทางบ้านแล้วค่อยคืนเงินให้ก็ได้

            เมื่อตกลงกันดังนั้น วันต่อมามนูญผลจึงพาผมไปสมัครเรียนกวดวิชา ปรากฏว่าเป็นโรงเรียนที่อยู่ในเส้นทางรถเมล์ที่ผมใช้เป็นเส้นทางจากวัดไปโรงเรียน และกลับอยู่แล้ว ทั้งอยู่ไม่ไกลจากป้ายรถเมล์สี่แยกบ้านแขกเท่าใดนัก เดินไปไม่ถึง 5 นาทีก็ถึงโรงเรียนกวดวิชาแล้ว

            นับว่ามนูญผลเป็นคนช่างคิดและเป็นคนรอบคอบ เพราะการเลือกโรงเรียนที่เหมาะสมเช่นนั้นแล้วยังไม่เสียเวลาในการเดินทางออกไปนอกเส้นทาง ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเดินทางเพิ่มขึ้น และไม่เสียเวลาในการเดินทางเพิ่มขึ้นแต่ประการใด

            หลังจากไปเรียนกวดวิชาได้ไม่กี่วัน แม่ก็ส่งเงินค่าเล่าเรียนมาให้ตามที่ต้องการ ผมเบิกเงินจากธนาณัติแล้วรีบนำไปคืนมนูญผล พร้อมกับฝากกราบขอบพระคุณแม่ที่ได้ให้ความเมตตาให้ยืมเงินมาใช้ล่วงหน้า ทำให้ไม่ต้องเสียเวลารอคอยเงินจากทางบ้าน

            เมื่อเข้าไปเรียนกวดวิชาแล้ว ก็เป็นจริงดังที่มนูญผลได้ให้ข้อมูลไว้แต่ต้น คือครูที่มาสอนกวดวิชามาจากหลายแหล่ง ทั้งโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาเอง และจากโรงเรียนเตรียมทหาร ตลอดจนครูที่สอนในโรงเรียนสำคัญ ๆ อีกหลายแห่ง และนักเรียนที่มาเรียนกวดวิชาก็ไม่มากเท่าใดนัก จึงทำให้มีความใกล้ชิดในการเรียนการสอนมากเป็นพิเศษ

            การเรียนกวดวิชาทำให้ผมได้รู้ว่าครูกรุงเทพฯ นี้ช่างเก่งจริง สอนอะไรก็เข้าใจได้โดยง่าย ดังนั้นวิทยาการที่เล่าเรียนจากโรงเรียนกวดวิชาจึงทำให้ผมมีความก้าวหน้าในการเรียน และมีความพร้อมที่จะเข้าสู่การแข่งขันในวันข้างหน้าโดยลำดับ

            เพราะเป็นโรงเรียนกวดวิชาเพื่อจะเข้าสอบแข่งขัน ดังนั้นในแทบทุกสัปดาห์ก็จะมีการนำข้อสอบแข่งขันเก่า ๆ มาให้นักเรียนทดลองทำ และเมื่อทำนานวันเข้าบรรดาข้อสอบเก่าๆ ที่เคยใช้สอบแข่งขันก็เป็นอันผ่านหูผ่านตาและทำให้พอรู้ทิศรู้ทางและแนวทางในการออกข้อสอบแข่งขัน

            ที่สำคัญที่สุดคือได้รู้แนวทางการตอบและวิธีการตอบข้อสอบที่มีการนำมาเฉลย ทำให้ผมได้รู้ว่าแนวทางการออกข้อสอบและการออกข้อสอบในการแข่งขันนั้นเป็นประการใด จะตอบสั้น ตอบยาว ตอบมาก ตอบน้อย และข้อสอบใดเป็นอัตนัยหรือปรนัยก็ได้เรียนรู้ไปโดยลำดับ

            ถ้าหากว่าไม่ได้เรียนกวดวิชาก็จะไม่มีทางได้รับรู้และเตรียมความคิดจิตใจหรือเตรียมตัวให้มีความพร้อมได้เลย อาจจะกล่าวได้ว่าถ้าจะเปรียบเป็นการรบทัพจับศึกแล้ว การเรียนกวดวิชาในครั้งนั้นทำให้ผมรู้สภาพภูมิประเทศในการรบ และวิธีการรบค่อนข้างกระจ่างแจ้ง นับเป็นคุณูปการอย่างใหญ่หลวง

            วันสอบซ้อมกลางปีที่โรงเรียนวัดมกุฏกษัตริย์ได้มาถึงตามปกติที่ควรจะเป็นไป และทั้ง ๆ ที่มีกติกาว่าห้ามพูดคุยกันในขณะสอบ แต่ปรากฏว่าในขณะที่กำลังทำข้อสอบนั้นเพื่อนนักเรียนก็ยังคุยกัน มีเสียงดังเหมือนในชั้นเรียนปกติ 

            วันนั้นท่านอาจารย์ใหญ่ ครูบุญยังเดินตรวจการสอบตามห้องเรียนต่างๆ  ได้ยินเสียงพูดคุยของนักเรียนก็พูดขึ้นด้วยเสียงอันดังว่าให้เงียบเสียง ไม่หนวกหูรบกวนการสอบบ้างหรือไร

            ครูใหญ่พูดสิ้นเสียงลง เสียงพูดคุยก็เงียบลงครู่หนึ่ง แต่พอครูใหญ่เดินไปไม่ทันคล้อยหลังเสียงพูดจากันก็ดังขึ้นเหมือนเดิม

            ขณะนั้นครูบุญยังเดินมาถึงผมพอดีแล้วถามว่าหนวกหูหรือไม่ ผมมีความคุ้นเคยกับเสียงแบบนี้ในชั้นเรียนอยู่แล้วจึงไม่รู้สึกเดือดร้อนรำคาญ จึงตอบอาจารย์ใหญ่ว่าไม่หนวกหูครับครู

            ผมตอบท่านอาจารย์ใหญ่ด้วยความจริงใจและด้วยความรู้สึกเช่นนั้นจริง ๆ ว่าเสียงซึ่งเพื่อนนักเรียนพูดคุยกันในขณะสอบไม่หนวกหู ไม่ได้คิดที่จะท้าทายท่านอาจารย์ใหญ่แต่ประการใดเลย แต่กลับเป็นคำตอบที่ผิดหูและขัดใจอย่างยิ่ง ถึงขนาดครูใหญ่โกรธหูแดงทีเดียว

            เหตุที่โกรธนั้นผมคิดเอาเองว่าท่านอาจารย์ใหญ่เห็นว่าการที่นักเรียนพูดคุยกันในขณะกำลังสอบไม่เพียงแต่เป็นเรื่องไม่เหมาะสมและไม่ถูกต้องเท่านั้น ยังเป็นการรบกวนสมาธิการทำข้อสอบของคนอื่น ซึ่งท่านคงหวังว่าใครก็ตามเมื่อได้ยินคำถามของท่านแล้วคงจะต้องตอบเป็นทางเดียวกันว่าหนวกหูหรือรำคาญ

            ครั้นผมตอบเช่นนั้นท่านอาจารย์ใหญ่ก็หยุดกึกอยู่กับที่ และถามย้ำกับผมอีกครั้งหนึ่งว่าไม่หนวกหูแน่หรือ ผมยังคงตอบไปโดยซื่อว่าไม่หนวกหูครับครู

            เท่านั้นแหละก็เกิดเรื่อง! ครูบุญยังเดินกลับไปที่ห้องครูใหญ่ เรียกครูดนตรีเข้าไปพบ ครู่หนึ่งก็เห็นครูดนตรีเดินออกจากห้องครูใหญ่ไปเอากลองดรัมแล้วเข้าไปที่ห้องครูใหญ่อีกครั้งหนึ่ง และเห็นอาจารย์บุญยังสะพายกลองดรัมนั้นเดินมาที่ข้างโต๊ะผม แล้วตีกลองเป็นทำนองให้นักเรียนเดินพาเหรด เสียงดังสนั่นหวั่นไหว

            นักเรียนที่กำลังสอบอยู่ทุกคนต่างหันมาจ้องมองเป็นสายตาเดียวกันด้วยความแปลกใจว่าเกิดเรื่องราวใดขึ้น ครูสุมนาซึ่งเป็นครูประจำชั้นของผมซึ่งรู้ความคิดและอารมณ์ของครูใหญ่เป็นอย่างดี เห็นเหตุการณ์ผิดปกติจึงเดินมาที่โต๊ะผมอีกคนหนึ่ง แล้วถามว่าเกิดอะไรขึ้น

            ผมก็เล่าให้ฟังอย่างสั้น ๆ พอทราบความครูสุมนาก็เอามือหยิกที่หน้าท้องของผม แล้วถามว่าหนวกหูหรือไม่ ผมยังคงพาซื่อตอบว่าไม่หนวกหูครับครู

            ครูสุมนาหยิกหน้าท้องผมอีกครั้งหนึ่งและดึงให้ลุกขึ้น แล้วจ้องมองหน้าผม พลางชายตาไปที่ครูใหญ่ผมจึงได้เฉลียวใจและเข้าใจความนัย จากนั้นครูสุมนาได้ถามผมอีกว่าหนวกหูหรือไม่

            ครานี้ผมรู้ทีนัยยะและความหมายเป็นอย่างดีแล้ว จึงคำนับครูใหญ่และตอบด้วยเสียงดังฟังชัดว่าหนวกหูครับครู

            ครูใหญ่ได้ยินดังนั้นก็หยุดตีกลอง แล้วถามผมว่ารู้จักหนวกหูด้วยหรือ ผมจึงตอบว่าหนวกหูครับครู

            ท่านอาจารย์ใหญ่ดูเหมือนจะหายโกรธและกล่าวให้ได้ยินทั่วกันว่า การสอบครั้งนี้แม้เป็นการสอบซ้อมก็ต้องถือว่าเป็นเรื่องสำคัญที่จะได้ทดสอบความรู้ที่ได้เล่าเรียนมา จะมาทำเป็นเล่นแล้วคุยกันสนุกสนานนั้นไม่ถูกต้อง การพูดคุยในขณะสอบเป็นการไม่เคารพครูบาอาจารย์ที่กำลังทดสอบความรู้ และยังเป็นพฤติกรรมที่สร้างความรำคาญให้แก่เพื่อนนักเรียนคนอื่น

            ครูใหญ่ได้ถือโอกาสสั่งสอนอบรมนักเรียนที่กำลังสอบอยู่ไปในตัว ทำให้เห็นได้ชัดเจนว่าท่านมีความเป็นครูอยู่ทุกกระเบียดนิ้ว ทุกยามทุกโอกาสที่สามารถสั่งสอนศิษย์ได้ก็ไม่เคยละเว้นที่จะไม่สั่งสอนศิษย์  ท่านไม่เคยรู้สึกเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าหรือรำคาญกับการอบรมสั่งสอนศิษย์ที่ขี้เล่นโดยไม่รู้จักกาลและโอกาสของนักเรียนรุ่นผมเลย

            ถึงวันนี้เมื่อนึกถึงเรื่องนี้คราวใดก็รำลึกถึงพระคุณครูใหญ่อยู่เสมอ และหวนรำลึกว่าตัวเรานี้ดีแต่พาซื่อ ถือความรู้สึกนึกคิดของตนโดยขาดการเฉลียวและคำนึงถึงความรู้สึกนึกคิดของคนอื่นในขณะนั้น ๆ ว่าเป็นประการใด

            ทำให้ได้คิดว่าเหตุการณ์ครั้งนั้นเป็นคติสอนใจกำกับตัวว่าความรู้สึกและความจริงที่เข้าใจในหลายเรื่องหลายราวนั้น จะยึดมั่นถือมั่นเป็นจริงเป็นจังไปเลยโดยที่ไม่ฟังและคำนึงถึงความรู้สึกนึกคิดของคนอื่นนั้นไม่ได้ ความถูกต้องกับความถูกใจจะต้องไปด้วยกัน จึงจะสามารถครองตนอยู่ในสังคมได้ด้วยดี

            การถือเอาแต่ความถูกต้องเป็นหลัก ถ้าหากไม่ถูกใจคน ถึงดึงดันยืนยันไปก็จะไม่มีวันสำเร็จ รังแต่จะก่อศัตรูหรือสร้างความไม่พอใจให้กับคนอื่นร่ำไป ในทางตรงกันข้าม การถือเอาแต่เรื่องถูกใจคนโดยไม่คำนึงถึงความถูกต้อง แม้อาจผ่านพ้นเหตุการณ์ชั่วคราวไปได้ แต่ผลบั้นปลายย่อมมีร้ายมากกว่าดีเป็นแน่นอนเหมือนกัน 

            แม้กระนั้น การจะทำการใด ๆ ให้บริบูรณ์พร้อมทั้งความถูกต้องและความถูกใจคนก็ไม่ใช่เรื่องง่าย และต้องถือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องศาสตร์และศิลป์ที่ควรต้องให้ความสำคัญและใส่ใจฝึกฝนปฏิบัติให้ถึงพร้อมจึงจะเป็นผลดี.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘