ตอนที่ 36. ค่าของคนอยู่ที่ความเชื่อถือได้

พวกเราทั้งสี่คนไปมาหาสู่ กินข้าวกินปลา พักค้างแรมกันที่บ้านของเพื่อน ๆ เป็นประจำ ทำให้เกิดความสนิทสนมคุ้นเคยกับญาติพี่น้องของแต่ละคนเป็นอย่างดี ถึงกระนั้นก็ยังมีการจำแนกการคบหาอยู่ดี

            เพราะในขณะที่ผม ศิริศักดิ์ และมนูญผล ได้สาบานเป็นเพื่อนร่วมน้ำสาบานกัน แต่กับไสยวิชญ์และวัจจนนท์ ถึงแม้จะมีความสนิทสนมไม่ต่างกัน แต่ก็หาได้เป็นเพื่อนร่วมน้ำสาบานกันไม่

            แม้ว่าต่างคนต่างมีบ้านที่อยู่เป็นหลักเป็นแหล่ง แตกต่างจากผมซึ่งอาศัยวัด แต่ปรากฏว่าเพื่อนทั้งสี่คนรักที่จะมาหาผมที่วัดมากกว่าที่จะไปยังบ้านเพื่อนคนอื่น ซึ่งคงจะเกิดจากความรู้สึกว่าการมารวมตัวกันที่วัดระฆังเป็นอิสระมากกว่าที่บ้าน เพราะไม่ต้องวุ่นวายหรือรบกวนญาติพี่น้องทางบ้าน และที่วัดนั้นก็สงบและมีผู้คนไม่มาก เนื่องจากในวันหยุด พระมหาทรงธรรม์ก็ดี และพระเณรที่กุฏิธรรมนิวาสก็ดีมักจะมีกิจนิมนต์ไปข้างนอก

            เมื่อพวกเรามาพบปะสังสรรค์กันที่วัดก็พูดคุยกันสารพัดเรื่อง นับเป็นเรื่องแปลกที่พวกเราแม้ยามนั้นต้องถือว่าเป็นห้วงเวลาของความเป็นวัยรุ่น น่าจะไปสรวลเสเฮฮาหรือสำมะเลเทเมาตามประสาสมัยนิยมของวัยรุ่น แต่พวกเรากลับไม่ค่อยคิดหรือสนใจที่จะไปเที่ยวเตร่เฮฮาตามประสาวัยรุ่นในขณะนั้นเลย

            นี่คงเป็นอานิสงส์ของพระธรรมวินัยที่แผ่ปกป้องคุ้มครองวัดวาอารามในยุคนั้น ทำให้อิทธิพลของอบายมุขแผ่ปกคลุมเข้ามาไม่ถึง พวกเราจึงพลอยได้รับอานิสงส์นี้ ทำให้ห่างไกลออกไปจากอบายมุข และความเลวร้ายต่าง ๆ ทำให้วัยรุ่นของพวกเราดูผ่องแผ้ว สมแล้วที่พ่อได้ตั้งความปรารถนาให้ผมมาอยู่วัด
            ผมค่อนข้างจะมีวิถีชีวิตความเป็นมาที่แตกต่างจากเพื่อน ดังนั้นเพื่อนที่สนิทจึงมักจะซักไซ้ไต่ถามความแต่หนหลัง ครั้นรู้ว่าผมมีความรู้เรื่องหมอดูก็พากันให้ผมดูหมอ ผมก็ดูให้ไปตามเรื่อง นานวันเข้าครูที่สอนหนังสือทั้งครูประจำชั้นและครูสอนวิชาอื่นก็ให้ผมไปดูหมอให้ เมื่อคำครูปากต่อปากเล่าลือกันไป ครูห้องอื่นชั้นอื่นก็ให้ผมไปดูหมอบ้าง เป็นเหตุให้ผมดูหมอให้กับครูแทบทุกคนของโรงเรียน ยกเว้นก็แต่ครูบุญยังซึ่งเป็นอาจารย์ใหญ่เท่านั้น

            เพราะเหตุนี้ทั้งเพื่อนและครูจึงเรียกผมเป็นหมอดู และเรียกขานว่า “ไอ้หมอ” แทนที่จะเรียกชื่อตามปกติ ซึ่งอย่างไรเสียก็ดีกว่าที่จะถูกเอาชื่อพ่อมาเรียกล้อเล่นกัน เพราะในชั้นในรุ่นของผมยุคนั้น แทนที่จะเรียกขานชื่อตัวกลับไปเอาชื่อพ่อมาเรียกขานกันเป็นพื้น

            ความที่เอาชื่อพ่อมาล้อเล่นเรียกกันเช่นนี้ บางทีก็ทำให้เกิดเหตุขัดเขินบ้าง เพราะพวกเราส่วนใหญ่ไม่เคยเห็นหน้าเห็นตาของพ่อเพื่อน ครั้นเพื่อนนั่งรถมากับพ่อหรือพาพ่อมาโรงเรียนแล้วพวกเรายังคงเรียกชื่อพ่อของเพื่อนโดยมีคำว่า “ไอ้” นำหน้า พอรู้ว่าเป็นพ่อก็หน้าตาเลิกลั่กไปเหมือนกัน

            ผมเองก็เคยประสบเหตุการณ์เช่นนี้มาหนหนึ่ง คราวนั้นไปพบเพื่อนที่ชื่อพงษ์เทพโดยบังเอิญ ผมก็ตะโกนร้องเรียกว่า “เฮ้ย! ไอ้เท้ง” เพราะว่าพ่อของพงษ์เทพใช้ชื่อจีนว่า “เท้ง” เพื่อนผมสะดุ้งสุดตัว รีบร้องกลับมาว่า “เฮ้ย! กูมากับพ่อ” ผมก็ได้แต่หน้าตาเจี๋ยมเจี้ยมไป

            สำหรับครูบุญยังท่านไม่สนใจในเรื่องการดูหมอ เพราะเป็นผู้ที่มีความรู้ในทางพระพุทธศาสนา และมีวิชาครูที่น่าเลื่อมใสศรัทธา

            ทุกวันเวลาเช้าเมื่อนักเรียนเข้าแถวเคารพธงชาติแล้วก็จะมีการสวดมนต์บูชาพระรัตนตรัยทุกเช้า วิฑูรย์เพื่อนใหม่ซึ่งมาจากสุพรรณบุรีทำหน้าที่เป็นผู้นำการสวดมนต์ จนเพื่อนฝูงพากันเรียกวิฑูรย์ว่ามัคนายกซึ่งค่อนข้างจะเหมาะสมกับบุคลิกและความเป็นอยู่ เนื่องจากวิฑูรย์มีบุคลิกลักษณะคล้ายกับมัคนายกจริง ๆ และก็พักอาศัยอยู่ที่วัดเหมือนกับผมคือวัดชนะสงคราม

            เมื่อเคารพธงชาติ สวดมนต์ ไหว้พระแล้ว ครูบุญยังก็จะอบรมสั่งสอนศิษย์เป็นประจำทุกวันด้วยน้ำเสียงที่องอาจกล้าหาญ เสียงดังฟังชัด เนื้อหาที่อบรมในแต่ละวันจะแตกต่างกันไป

            แต่ก็รวมความได้ว่าครูใหญ่สอนให้ศิษย์เป็นคนดี สอนไม่ให้คบคนพาล สอนให้มีความอ่อนน้อม เคารพเชื่อฟังผู้หลักผู้ใหญ่ ให้ยึดมั่นในพระรัตนตรัย ไม่ให้เชื่อในเรื่องงมงายเหลวไหล สอนให้เชื่อในเรื่องกรรมว่าทำกรรมดีย่อมได้รับผลดี ทำกรรมชั่วย่อมได้รับผลชั่ว ใครทำกรรมใดไว้ย่อมได้รับผลแห่งกรรมนั้น และไม่มีวันที่จะหลีกลี้หนีกรรมไปได้

            ครูบุญยังย้ำเน้นการสอนเรื่องเกียรติและศักดิ์ศรีของความเป็นคน ให้มีความภาคภูมิใจที่เกิดมาเป็นมนุษย์ ที่ต้องทำตัวให้เป็นประโยชน์แก่คนอื่น ให้เป็นที่เชื่อถือวางใจของคนอื่น

            ครูบุญยังมักย้ำว่าคนเราถ้าไม่มีเกียรติและขาดความเชื่อถือแล้ว คุณค่าความเป็นคนก็จะหมดสิ้นไป เพราะคนเราอยู่ในโลกคนเดียวไม่ได้ ต้องอยู่กันเป็นหมู่คณะ ต้องคบหาร่วมการงานกับคนอื่น ซึ่งต้องอาศัยเกียรติและความเชื่อถือ ดังนั้นค่าของคนที่แท้จริงจึงอยู่ที่เกียรติศักดิ์และความเชื่อถือได้ คำสอนของครูบุญยังในเรื่องนี้ผมยังจำมั่นไม่เคยลืมเลือนเลย

            ครูบุญยังพูดถึงเทวดาฟ้าดินบ้างเป็นบางครั้ง แต่มักจะพูดอบรมสั่งสอนในลักษณะที่เป็นผลของความกตัญญู โดยครูบุญยังมักสอนว่าคนเราจะชั่วจะดีให้ดูที่ความกตัญญู ซึ่งตรงกับพุทธภาษิตบทหนึ่งที่ว่า ความกตัญญูเป็นเครื่องหมายของคนดี ใครมีความกตัญญูและกตเวทีต่อผู้มีพระคุณก็ย่อมเป็นที่รักและย่อมเป็นที่ทำนุบำรุงของคนทั้งปวง ถึงเทพยดาฟ้าดินก็จะทำนุบำรุงอุ้มชูคนที่มีความกตัญญูดังนี้

            ครูบุญยังเป็นครูที่เชิดชูคนดี และคอยสดับตรับฟังการประพฤติปฏิบัติของศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบันของโรงเรียนอยู่เสมอ ศิษย์คนไหนทำความดีไว้กับสังคมก็ดี กับโรงเรียนก็ดี หรือกับหน่วยงานรัฐบาลใด ๆ ก็ดี ครูบุญยังก็จะเชิญมาและให้ออกมายืนหน้าเสาธงข้างๆ กับครู แล้วเล่าความพรรณนาถึงความดีอย่างละเอียดถี่ถ้วน และให้ศิษย์ทุกคนถือเป็นแบบอย่างในการทำตัวเป็นคนดี

            ครูบุญยังรักความเป็นลูกเสือมาก แม้จะอยู่ในวัยปลายของชีวิตแต่ก็แต่งตัวในชุดลูกเสืออยู่เสมอ จนบางทีนักเรียนล้อเลียนอาจารย์ใหญ่ว่าเป็นคนคลั่งลูกเสือ เพราะฝักใฝ่ในกิจการของลูกเสือ ครูบุญยังจึงพร่ำสอนศิษย์อยู่เสมอให้ยึดมั่นในคติของลูกเสือคือเสียชีพอย่าเสียสัตย์

            ผมเป็นคนที่สนใจฟังคำสั่งสอนของผู้หลักผู้ใหญ่ ดังนั้นแม้ด้วยวัยเดียวกัน แต่เพื่อน ๆ มักจะไม่ค่อยสนใจสดับฟังคำสั่งสอนของครู เพราะรักที่จะพูดคุยกันเอง ในขณะที่ครูใหญ่อบรมสั่งสอน แต่ตัวผมนั้นมักตั้งใจสงบนิ่งฟังคำสั่งสอนของครูบุญยัง จนกลายเป็นถูกปลูกฝังความเป็นผู้สอนติดตัวมาถึงทุกวันนี้

            ในบรรดาคำสั่งสอนของครูบุญยังนั้น มาถึงวันนี้ผมสรุปได้ว่าการทำตัวให้เป็นที่เชื่อถือของคนอื่นเป็นคำสั่งสอนที่มีคุณค่าอย่างยิ่งของชีวิต และด้วยคำสอนนี้จึงทำให้ผมได้รับโอกาสมากหลายในชีวิตที่ผ่านมา เป็นผลให้ชีวิตได้โลดแล่นอย่างราบรื่นตลอดมาด้วย

            ครูบุญยังย้ำอยู่เสมอว่าคุณค่าของคนอยู่ที่การสร้างความเชื่อถือ และความเชื่อถือนี่แหละคือทรัพย์สมบัติที่แท้จริงของคน ไม่ว่าจะยากดีมีจน ฐานะสูงส่งหรือต่ำต้อยประการใด หากผู้นั้นเป็นผู้ที่ผู้คนเชื่อถือก็จะเป็นคนที่มีค่าและสามารถทำการใด ๆ ได้สำเร็จ แต่ถ้าหากสูญเสียความเชื่อถือหรือไม่เป็นที่เชื่อถือของใครแล้วก็ยากที่จะทำการใด ๆ ให้สำเร็จได้

            เพราะเหตุนี้ครูบุญยังจึงมักย้ำนักย้ำหนาว่าเกิดเป็นคนสูญเสียอะไรก็สูญเสียได้ แต่อย่าได้สูญเสียความเชื่อถือเป็นอันขาด เพราะถ้าหากผู้คนไม่เชื่อถือแล้วก็เหมือนกับสิ้นแล้วซึ่งความเป็นคน และหาคุณค่าใด ๆ ไม่ได้อีก

            บางวันครูบุญยังพร่ำสอนศิษย์อยู่ดี ๆ ก็สั่งให้ครูทั้งโรงเรียนมาเตรียมพร้อมอยู่ข้างหน้า แล้วให้ค้นนักเรียนทุกคน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าแปลก

            แต่ปรากฏเสมอว่าการค้นแทบทุกครั้งจะได้สิ่งของที่สามารถใช้เป็นอาวุธตามมากตามน้อย บางวันได้มากเป็นเข่งก็มี ผมทราบภายหลังว่าครูบุญยังเอาใจใส่เป็นธุระดูแลความเป็นไปของศิษย์อย่างละเอียดถี่ถ้วน เพราะในยุคนั้นเป็นยุคที่นักเรียนต่างโรงเรียนยกพวกตีกันบ่อย ๆ และหลายครั้งก็มีนักเรียนโรงเรียนวัดมกุฏกษัตริย์เข้าผสมโรงตีกับเขาด้วย

            ดังนั้นในแต่ละวันอาจารย์ใหญ่จึงจัดครูเข้าเวรยืนสังเกตการณ์อยู่หน้าโรงเรียน 2-3 จุด ครั้นพบพิรุธว่านักเรียนพกพาสิ่งที่อาจเป็นอาวุธได้ก็จะรายงานให้อาจารย์ใหญ่ทราบ จึงเป็นเหตุให้มีการค้นนักเรียนเป็นระยะ ๆ และเห็นเป็นผลดีอยู่ไม่น้อย เพราะสามารถป้องกันหรือป้องปรามการตีกันได้เป็นอย่างดี

            ผมได้รับความเมตตาจากอาจารย์ใหญ่เป็นพิเศษตั้งแต่ครั้งมาขอเข้าเรียนตลอดมา ทุกเดือนครูบุญยังจะเรียกเข้าไปหาที่ห้องอาจารย์ใหญ่แล้วไต่ถามผลการเรียน ผมก็รายงานให้ทราบตามความเป็นจริง บางครั้งท่านก็ลองสอบถามแบบทำนองสอบปากเปล่า ผมก็ตอบได้อย่างแคล่วคล่อง ท่านก็มีความยินดี

            การทั้งนี้คงเป็นเพราะผมเข้ามาเรียนในลักษณะที่ผิดปกติกว่าคนอื่น เพราะมาเรียนในขณะที่โรงเรียนเปิดเรียนไปหลายวันแล้ว และครูบุญยังเป็นผู้รับผมเข้าเรียนด้วยตัวเอง ดังนั้นจึงย่อมต้องรับผิดชอบในผลการเรียนและในการประพฤติปฏิบัติของผม หรือมิฉะนั้นก็เกิดแต่จิตใจของความเป็นครูที่มีความเมตตาต่อศิษย์บ้านนอกว่าจะเรียนทันคนอื่นหรือไม่

            ความน่าแปลกของครูบุญยังอยู่ตรงที่ท่านให้ความสนใจในภาษาไทยเป็นพิเศษ ทุกครั้งที่เรียกผมเข้าไปพบก็จะถามเรื่องความรู้เกี่ยวกับภาษาไทยและวรรณคดีไทย แทนที่จะสอบถามผมในเรื่องภาษาอังกฤษซึ่งครูใหญ่รู้ดีตั้งแต่ต้นแล้วว่าผมอ่อนภาษาอังกฤษ

            ผมรักภาษาไทยและสนใจภาษาไทยมาแต่น้อย และมักอ่านหนังสือเรียนที่เกี่ยวกับภาษาไทยไว้ล่วงหน้าเสมอ จึงสามารถตอบครูใหญ่ได้โดยไม่ติดขัด เหตุนี้ผมจึงได้รับความเมตตาและได้รับความสนิทสนมจากครูใหญ่เป็นพิเศษ

            ในเรื่องเกี่ยวกับภาษาไทยนี้ ครูบุญยังสอนว่าเกิดเป็นคนไทยจะเรียนสรรพวิชาใดหรือภาษาใดก็ตามทีแต่อย่าได้ทิ้งภาษาไทย เพราะเป็นสิ่งซึ่งแสดงความเป็นไทยและความเป็นคนไทย นอกจากนั้นภาษาไทยยังมีอรรถรส มีความงดงามประณีต และบ่งบอกถึงอัชฌาสัย ใจคอ วัฒนธรรม และคติสอนใจชนิดที่คาดคิดไม่ถึง

            วันหนึ่งครูบุญยังได้ท่องโคลงบทหนึ่งให้ผมฟังว่า

             “น้ำเคี้ยวยูงว่าเงี้ยว           ยูงตาม
              ทรายเหลือบหางยูงงาม  ว่าหญ้า
              ตาทรายยิ่งนิลวาม           พรายเพริด
              ลิงว่าว่า หวังหว้า             ว่าดิ้นโดดโดย”

            พอท่องโคลงจบครูใหญ่ก็ถามว่าผมเข้าใจความหมายของโคลงบทนี้หรือไม่ และให้ผมลองแปลความหมายโคลงบทนี้ให้ฟัง

            ผมกราบเรียนตอบครูใหญ่ว่าคิดว่าพอเข้าใจ และได้แปลความหมายโคลงบทนี้ไปตามที่เข้าใจในขณะนั้น

            ครูบุญยังก็ว่าที่ผมแปลความหมายนั้นเป็นความหมายพื้น ๆ แท้จริงโคลงบทนี้มีความหมายที่ลึกซึ้ง อย่างตื้นที่สุดแปลตามตัวหนังสือหรือแปลตามพยัญชนะก็แปลได้ว่า แม่น้ำเคี้ยวคด นกยูงซึ่งบินอยู่สูงสำคัญผิดคิดว่าเป็นงูจึงบินตาม กวางทรายมองเห็นหางนกยูงที่เขียวสดงดงามสำคัญผิดคิดว่าหญ้า ตาทรายดำสนิทดุจดังนิล ลิงสำคัญว่าเป็นลูกหว้ากระโดดไขว่คว้าไล่ตาม

            ครูบุญยังบอกว่าความหมายที่แท้จริงซึ่งซ่อนอยู่ในโคลงบทนี้เป็นคำสอนสำคัญ ที่ควรเป็นคติเตือนใจและนำไปใช้ได้ในทุกสถานการณ์

            ครูบุญยังอธิบายว่าสิ่งที่เห็นด้วยตาและเข้าใจตามที่เห็นนั้น กับความเป็นจริงของสิ่งนั้นอาจจะไม่ใช่อย่างเดียวกัน สิ่งที่เห็นว่าเป็นอย่างหนึ่ง แต่ความจริงอาจเป็นอีกอย่างหนึ่งและอาจไม่ใช่อย่างที่เห็นก็ได้ ดังนั้นอย่าได้มั่นใจในสิ่งที่เห็นจนเกินไป ต้องใคร่ครวญไตร่ตรองพิจารณาโดยถ่องแท้ว่าความจริงของสิ่งที่เห็นนั้นคืออะไร

            ครูบุญยังยังขยายความต่อไปด้วยว่า คนเราเป็นสิ่งที่มองได้โดยยาก บางคนดูรูปลักษณะภายนอกและท่วงท่ากิริยาเจรจาพาทีอาจนึกว่าเป็นคนดี แต่แท้จริงอาจเป็นคนชั่วช้าเลวทรามก็ได้ บางคนดูรูปชั่วตัวดำแข็งกระด้างหยาบคาย แต่แท้จริงอาจจะเป็นคนที่มีความดีงามก็ได้ สรรพสิ่งในโลกนี้ คนเป็นสิ่งที่ดูยากและเข้าใจยากที่สุด

            คำสอนของครูบุญยังในเรื่องนี้ผมยังจดจำและฝังใจแน่นแฟ้นไม่เคยลืมเลือนเลย ยิ่งวันเวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าใด ก็ยิ่งรู้สึกซึ้งถึงพระคุณครูที่สู้อบรมพร่ำสอนศิษย์ โดยไม่คิดเห็นแก่ความเหนื่อยยาก

            ศิษย์ใดได้ครูอย่างครูบุญยังหรือครูท่านอื่นที่เคยสอนผมในขณะนั้นแล้วย่อมถือได้ว่าเป็นศิษย์ที่มีบุญ เพราะท่านเหล่านั้นล้วนเป็นครูแท้ คือเป็นผู้แบกภาระอันหนักในทางจิตวิญญาณที่ทำหน้าที่ยกระดับสติปัญญา ความรู้ และคุณธรรมของศิษย์ ทำคนให้เป็นคน พูดง่าย ๆ ก็คือหน้าที่ของครูนั้นคือการสร้างคนให้เป็นคน โดยมิได้หวังผลตอบแทนหยาดเหงื่อแรงงานใด ๆ เลย

            เพราะครูมีคุณธรรมล้ำเลิศฉะนี้ ศิษย์ของครูบุญยังส่วนใหญ่จึงเป็นคนดี และความเป็นคนดีนั้นก็สามารถดำรงอยู่ได้อย่างสุขสบาย แม้ว่าบางคนจะมีฐานะที่ลำบากยากจนในภายหลังก็ตาม
ครูบุญยังล่วงลับดับสูญไปนานช้าแล้ว แต่ถึงวันนี้ศิษย์ทุกคนของครูบุญยังยังคงรักเคารพศรัทธาและรำลึกถึงพระคุณครู โดยได้ร่วมกันทำบุญอุทิศส่วนกุศลเป็นการแสดงกตัญญูกตเวทิตาต่อครูผู้มีพระคุณอยู่เสมอ ๆ

            ครูรุ่นนั้นต่างกับครูรุ่นปัจจุบันนี้จนแทบเทียบกันไม่ได้ หาไม่แล้วปัจจุบันนี้ที่ไหนเลยจึงมักปรากฏข่าวครูข่มขืนศิษย์ ครูทุบตีศิษย์ ครูหลอกลวงศิษย์ ครูขายยาบ้าให้ศิษย์อยู่เสมอ หากครูขาดคุณธรรมเสียเองแล้ว ไหนเลยจะสามารถสั่งสอนศิษย์ให้มีคุณธรรมได้ เพราะแบบพิมพ์ที่ชั่วช้าหาคุณธรรมไม่ได้ก็ย่อมเป็นเบ้าหล่อหลอมให้เกิดผลิตภัณฑ์ที่ชั่วช้าหาคุณธรรมไม่ได้อย่างเดียวกัน

            ดังนั้นเมื่อจะปฏิรูปหรือจะปฏิวัติการศึกษาก็ต้องปฏิวัติที่ตัวครูนั้นก่อน จะไปปฏิวัติปฏิรูปกันที่ระบบการเรียนการสอนหรืออุปกรณ์การศึกษาย่อมไม่มีวันสำเร็จได้

            แต่ก็น่าเห็นใจ เพราะความศิวิไลซ์ของบ้านเมืองได้ทำให้เกิดความฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมในวัตถุจนลืมความงดงามทางจิตใจไปหมดสิ้น ครูก็ถูกกระแสตะวันตกที่หลากไหลพัดพาไปในทางต่ำ ก่อเกิดเป็นเบ้าหลอมที่ให้ผลิตผลดังที่เห็น ๆ กันอยู่ เมื่อกล่าวกันให้ถึงที่สุดแล้วจึงมีแต่ต้องพร้อมหน้าพร้อมใจกันกลับไปสู่สังคมแบบอดีตที่ถือคุณงามความดีและจิตใจเป็นใหญ่กันเสียใหม่ เห็นจะดีกว่าที่จะปล่อยให้กระแสศิวิไลซ์ชักพาไปดังที่เป็นอยู่นี้.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘