ตอนที่ 35. การไปมาหาสู่ทำให้กลายเป็นญาติ
พวกเราคบหากันนานวันเข้า สามตัวประหลาดก็ยิ่งให้ความสนิทสนม ให้ความอบอุ่น ความรักและความไว้วางใจต่อผมราวกับว่าเป็นญาติสนิท และผมก็รู้สึกจริง ๆ เหมือนกับว่าทั้งสามคนนี้คือญาติสนิท ซึ่งเป็นไปดังพระพุทธพจน์ที่ว่า “วิสาสาปรมาญาติ” ซึ่งแปลว่าการคบหาไปมาหาสู่กัน ทำให้เป็นเหมือนญาติสนิท
นั่นคือแม้ไม่ใช่ญาติแต่ไปมาหาสู่คบหากันอย่างสนิทสนมก็กลายเป็นญาติ ในทางตรงกันข้าม แม้จะเป็นญาติ แต่ถ้าไม่ไปมาหาสู่สนิทสนมกันแล้ว ความเป็นญาตินั้นก็จะเสื่อมคลายหายไปในที่สุด
พวกเราไปมาหาสู่ เล่นหมากฮอส เที่ยวเตร่ด้วยกัน จนชีวิตผมช่วงนั้นแทบจะเรียกได้ว่าหมกมุ่นอยู่กับหมากฮอส และเพราะเหตุนี้ฝีมือหมากฮอสของผมจึงรุดหน้าเข้าสู่ระดับที่เขาเรียกว่าเป็นเซียนหมากฮอส
ตัวประหลาดทั้งสามคนนั้นแม้จะมีความรู้ในเชิงชั้นหมากฮอสสูงส่งแต่ไม่รักในการขีดเขียน ผมไต่ถามหาการบันทึกแต้มคูหมากฮอสเพื่อจะขอมาคัดลอกเป็นตำรับตำราก็ปรากฏว่าทั้งสามคนนั้นไม่มีใครทำบันทึกเอาไว้เลย
แต่ตัวผมนั้นรักการขีดเขียน ได้เรียนรู้อะไรมาก็จะจดบันทึกไว้พอเป็นเครื่องเตือนใจ เพราะแม้จะจำภาษิตโบราณที่ว่า “จำขึ้นใจในวิชาดีกว่าจด” ได้ก็ตาม แต่เมื่อเรื่องราวมากหลายย่อมยากจะจำได้หมด หรือจำได้วันนี้ แต่ในวันหนึ่งข้างหน้าก็อาจจะลืมเลือนไปได้ ดังนั้นผมจึงบันทึกแต้มคูและหมากกลต่าง ๆ ไว้เป็นอย่างดี
ซึ่งก็เป็นดังภาษิตโบราณบทดังกล่าวนั่นเอง คือ “จำขึ้นใจในวิชาดีกว่าจด จำไม่หมดจดไว้เป็นครูสอน จดและจำทำวิชาให้ถาวร เป็นอาภรณ์เทิดตนพ้นลำเค็ญ”
ความหมกมุ่นในหมากฮอสได้ทำให้วันเสาร์อาทิตย์ในช่วงเวลาพักหนึ่งผมต้องห่างเหินจากเพื่อนนักเรียน เนื่องจากในวันเสาร์และวันอาทิตย์นั้นสามตัวประหลาดมักชักชวนผมไปต่างจังหวัด ส่วนใหญ่ก็เป็นจังหวัดใกล้ ๆ ในภาคกลาง เช่น อยุธยา ปทุมธานี นครปฐม สุพรรณบุรี สิงห์บุรี เป็นต้น
ที่ไปต่างจังหวัดนั้นไปเที่ยวเป็นรอง ของจริงคือการไปเล่นหมากฮอสพนัน แรก ๆ นายเป๋หรือนายเณรจะเป็นคนเล่น ส่วนผมและนายกำธรเป็นคนดู หนัก ๆ เข้าหรือพอคู่ต่อสู้เริ่มจับได้ว่านายเป๋และนายเณรเป็นเซียนหมากฮอสก็จะเบื่อหน่ายไม่อยากเล่นด้วย ตานั้นก็จะเป็นคราของผม เพราะนายเป๋จะขอให้ผมลงเล่น แต่ผมไม่ได้พนันอะไรกับเขาด้วย หากแต่ทำหน้าที่เล่นหมากฮอสอย่างเดียว การพนันเป็นเรื่องของนายเป๋
คนต่างจังหวัดเห็นผมเป็นเด็กและหน้าตาก็เปิ่น ๆ แบบคนบ้านนอก ก็มักจะเข้าใจว่าผมเป็นมือหมากฮอสธรรมดา จึงกล้าเล่นพนันหนัก ๆ กับนายเป๋ ผมเองไม่มีอัธยาศัยที่อยากจะต้มตุ๋นใคร เล่นกระดานไหนก็เล่นไปตามฝีมือที่มี ไม่แกล้งอ่อนข้อ ไม่ปกปิดฝีมือที่แท้จริงเพื่อหลอกลวงเขา จึงมักจะได้เล่นไม่เกินสามหรือห้ากระดาน เพราะผมมักจะชนะรวดทุกกระดาน พอคู่ต่อสู้แพ้รวดสามหรือห้ากระดานก็รู้ฝีมือว่าสู้ไม่ได้แล้วเลิกรากันไป
จะมีพวกหัวรั้นบ้างที่ไม่แน่แก่ใจว่าแพ้เด็กได้อย่างไรก็ยังคงยืนหยัดเล่นพนันต่อไป เมื่อเป็นเช่นนี้ผมก็ช่วยไม่ได้ ก็ต้องเอาชนะไปตามระเบียบ แต่ผมไม่ได้เกี่ยวข้องเรื่องเงินได้เสียในการพนัน ซึ่งเป็นเรื่องของนายเป๋โดยเฉพาะ
พฤติกรรมของผมในช่วงนั้นถ้าเป็นภาคใต้ก็ต้องเรียกว่าเป็นพฤติกรรมของวัวชน คือทำหน้าที่ชนอย่างเดียว ไม่รู้เรื่องอย่างอื่น ไม่เกี่ยวข้องด้วยเรื่องการพนันกับเขาด้วย บางครั้งผมเคยคิดว่าที่สามตัวประหลาดฝึกสอนวิชาหมากฮอสให้กับผมก็เพื่อการนี้หรือกระมัง แต่คิดไปคิดมาก็ไม่ใช่ เพราะลำพังนายเป๋และนายเณรก็สามารถทำมาหากินได้ดีอยู่แล้ว ผมเป็นเพียงตัวขัดจังหวะ หรือถ้าเป็นการสวดของพระก็คงเรียกได้ว่าเป็นการสวดขัดตำนานเท่านั้น
นานวันเข้าสามตัวประหลาดและผมก็เข้ากันได้ดีเป็นปี่เป็นขลุ่ย ไปไหนก็ไปกัน บทจะให้ผมลงเล่นก็ไม่ต้องพูดจาว่ากล่าวอะไรกันมาก เพียงแต่พยักหน้าก็เป็นอันรู้ที ผมก็จะเข้าไปนั่งเล่นแทน นายเป๋ก็จะทำหน้าที่ต่อรองอยู่วงนอก
พวกเราไปต่างจังหวัดทุกเที่ยวก็จะได้เงินทองติดตัวกลับมาทุกครั้งไป แต่ผมนั้นในใจไม่ค่อยสบายเพราะรู้สึกว่าเงินได้จากการพนันนั้นเป็นเงินที่ไม่สะอาด เป็นเงินร้อน และขืนหมกมุ่นมากไปก็จะบ่มเพาะอัชฌาสัยให้ฝักใฝ่ในการพนันในอนาคตต่อไปได้
วันหนึ่งผมได้ปรารภเรื่องนี้กับนายเณรซึ่งถือว่าเป็นซือแป๋ นายเณรก็ว่าเรานี่มีจิตใจดีงาม แต่อย่าไปคิดอะไรมากเลย การพนันมีอยู่คู่กับโลกมาช้านานแล้ว และการพนันก็เกิดขึ้นพร้อม ๆ หรือหลังโสเภณีไม่นานเท่าใดนัก เพราะเมื่อมีมนุษย์ขึ้นมาแล้วก็ย่อมมีประเวณีเป็นของคู่กัน ในขณะเดียวกันก็มีการแข่งขันขันต่อกัน จึงทำให้เกิดการพนันขึ้น ดังนั้นจึงอาจพูดได้ว่าการพนันและการค้าประเวณีคือผลิตผลของมนุษย์ที่มีมาคู่กับมนุษย์แล้ว ไม่มีทางที่จะแก้ไขหรือยกเลิกได้หรอก
นายเณรบอกว่าคนจำนวนหนึ่งเห็นว่าการเล่นพนันนั้นดีกว่าการไปกินไปเที่ยว เพราะการไปกินไปเที่ยวมีแต่เสียหรือจ่ายอย่างเดียว ส่วนการเล่นพนันมีทั้งได้ทั้งเสีย ซึ่งนับว่าเป็นเหตุผลที่เข้าท่า แต่ผมกลับไม่เห็นด้วยในเหตุผลนี้เลย เพราะกินเที่ยวนั้นประโยชน์ย่อมได้กับตนและผู้อื่นตามมากตามควร ถึงอย่างไรก็ไม่ทำให้ฉิบหายล่มจม ส่วนการพนันนั้นถึงมีได้มีเสียก็เถิด แต่ส่วนใหญ่มักฉิบหายล่มจม
พระบรมศาสดาของชาวพุทธทรงเห็นความจริงนี้อย่างชัดเจน จึงทรงตรัสสอนชาวพุทธให้เว้นขาดจากการพนัน และทรงบัญญัติว่าเป็นอบายมุขอย่างหนึ่ง ที่นำความฉิบหายมาให้ผู้เล่นการพนันนั้น และความฉิบหายนั้นยังลุกลามส่งผลไปยังครอบครัวคนใกล้ตัวและสังคมต่อไปอีก
โบราณจึงว่าการพนันร้ายกว่าถูกโจรปล้นบ้าน หรือร้ายกว่าไฟไหม้บ้าน เพราะโจรปล้นบ้านยังเหลือบ้านอยู่ ไฟไหม้บ้านก็ยังเหลือที่ดินอยู่ แต่การพนันนั้นทั้งบ้านทั้งที่ดินเป็นอันหมดสิ้นโดยง่าย ซ้ำร้ายยังจะเสียลูกเมียหรือเสียเมืองอีกด้วย ดังตัวอย่างที่มีมาในนิทานโบราณของไทยที่เจ้าเมืองในนิทานนั้นเล่นสกาจนเสียบ้านเสียเมือง เป็นต้น
กระแสน้ำไม่คอยท่า วันเวลาไม่คอยใคร วันคืนได้ผ่านไปอย่างรวดเร็วจนวันสอบกลางปีใกล้มาถึง ตัวผมเองสำนึกตัวเองว่าเสียเวล่ำเวลาไปกับการฝึกปรือหมากฮอสและการคบหาพรรคพวกเป็นอันมาก ดังนั้นแต่ละวันเวลาเมื่อสามารถจัดเวลาได้ก็จะเร่งรีบทำการบ้าน อ่านหนังสือ จนรุดหน้าแทบจะจบหมดทุกเล่ม
กล่าวได้ว่าผมเรียนหนังสือล่วงหน้าจากที่ครูสอนในชั้นเรียน ส่วนใหญ่เข้าใจได้ดี ส่วนไหนที่ยังไม่ค่อยเข้าใจก็ค่อย ๆ ทำความเข้าใจไปโดยลำดับ และส่วนไหนที่ไม่เข้าใจจริง ๆ ก็ทิ้งไว้ คอยท่าเมื่อถึงวันเวลาที่ครูสอนในชั้นเรียนก็พยายามตั้งใจฟัง ด้วยเหตุนี้ผมจึงจัดอยู่ในจำพวกนักเรียนเรียนดีของชั้นเรียน
เพื่อนนักเรียนในชั้นเรียนส่วนใหญ่มีเชื้อสายจีน และก็เป็นธรรมดาของนักเรียนในชั้นหนึ่ง ๆ ซึ่งถึงแม้โดยรวมจะเป็นเพื่อนนักเรียนด้วยกัน แต่ความใกล้ชิดสนิทสนมกันเป็นพิเศษก็ย่อมแยกเป็นกลุ่ม ๆ
เพื่อนนักเรียนบางกลุ่มถ้าหากเรียกเป็นภาษาปัจจุบันนี้ก็อาจเรียกได้ว่าเป็นกลุ่มไฮโซ เพราะวางตัวอยู่ในชั้นสูงของเพื่อนนักเรียนด้วยกัน แต่ไม่ใช่พวกไฮโซที่ฟุ้งเฟ้อเฟอะฟะเหมือนกับยุคสมัยปัจจุบัน แท้จริงแล้วเพื่อนนักเรียนกลุ่มนี้ชอบเล่นม้า เมื่อถึงนัดแข่งม้าก็จะพากันไปเล่นม้า เล่นม้าเสร็จแล้วพอถึงวันโรงเรียนเปิดก็มาพูดจาว่าขานกันอย่างสนุกสนาน
ทำราวกับว่าคนที่ไม่เล่นม้าเป็นพวกไม่รู้เรื่อง เป็นสังคมคนละชั้น ซึ่งก็อาจจะถูกสำหรับความคิดของคนบางกลุ่ม ขึ้นอยู่กับความยึดถือของแต่ละคนแต่ละถิ่น อย่างฮ่องกงนั้นใครเล่นม้าก็ต้องถือว่าเป็นคนชั้นสูง และถือกันว่าเป็นกีฬาพระราชา ซึ่งคงจะเป็นความจริงเพราะการเลี้ยงม้าก็ดี การเล่นม้าก็ดี ล้วนต้องใช้เงินมาก ยิ่งเป็นเจ้าของคอกม้าก็ยิ่งต้องมีเงิน มีพรรคพวกบริวาร และมีค่าใช้จ่ายมาก
แต่อย่างไรก็ตาม ชาวพุทธเราถือกันว่าการเล่นม้าเป็นอบายมุขที่ร้ายแรงมากชนิดหนึ่ง คือเป็นอบายมุขจำพวกพาชีที่น้อยคนนักจะประสพความสำเร็จมั่งคั่งร่ำรวยเพราะการเล่นม้าได้ บางครั้งอาจจะร่ำรวยจากการเล่นม้า แต่ในที่สุดก็จะหมดเนื้อหมดตัวและส่วนใหญ่ก็จะสิ้นเนื้อประดาตัวไปเพราะการเล่นม้า
บ้างก็ครอบครัวแตกสาแหรกขาด ถึงขนาดไม่มีเงินซื้อนมให้ลูกกินก็ยังมีปรากฏให้เห็นอยู่ถมถืดไป
เพื่อนฝูงกลุ่มนี้รักเล่นม้าเป็นอาจิณ เพื่อน ๆ ก็ได้แต่เป็นห่วงเป็นใย แต่ไม่ได้ผลอะไร เพราะเขาถือว่าการเล่นม้าเป็นกีฬาของสูง และสามารถทำรายได้ดี มาถึงวันนี้ก็ได้เห็นผลในบั้นปลายแล้วว่า เพื่อนฝูงของผมกลุ่มนี้ล้วนมีชีวิตที่ตกระกำลำบาก สิ้นเนื้อประดาตัว ทรัพย์สินเงินทองที่พ่อแม่สร้างสมไว้ให้ก็สูญสลายไปจนหมด บางครั้งพบหน้ากันในวันสังสรรค์รุ่นในแต่ละปี เมื่อรู้สภาพความเป็นไปแล้วผมก็ต้องแอบให้ความช่วยเหลือไปตามกำลังทุกครั้งไป
เพื่อนฝูงบางกลุ่มเป็นพวกเฮฮาสนุกสนาน แต่ละวันพูดจากันถึงเรื่องเที่ยวเตร่ ดูหนัง ฟังเพลง เพื่อนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นคนพื้นเพกรุงเทพฯ เป็นลูกหลานข้าราชการเป็นส่วนใหญ่ ไม่ต้องเดือดเนื้อร้อนใจอะไร แต่ละวันมาเรียนก็มีเงินมาจับจ่ายใช้สอยไม่ขัดสน ผิดกับผมซึ่งมีบ้างไม่มีบ้างสุดแท้แต่ห้วงเวลา คือถ้าเป็นต้นเดือนก็มีเงินใช้มากหน่อย แต่พอปลายเดือนก็ค่อนข้างจะขัดสน ถึงกระนั้นก็ต้องทนและต้องประหยัดตามกำลังเงินในกระเป๋าเพื่อจะได้ไม่ต้องก่อหนี้ยืมสิน เว้นแต่เพื่อนฝูงจะมีน้ำใจอาทรเลี้ยงข้าวเลี้ยงปลาอาหาร ซึ่งมีอยู่เป็นประจำ
เกิดมาเป็นลูกข้าราชการหรือเป็นลูกพระยาเลี้ยงดังนี้ก็พอนับได้ว่าเป็นคนมีบุญ แต่กาลข้างหน้าจะรักษาผลบุญให้ยั่งยืนสืบไปได้หรือไม่นั้นย่อมเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะบุญก็เหมือนเงินในกระเป๋า เมื่อจับจ่ายใช้สอยโดยไม่แสวงหาเพิ่มเติมก็ย่อมมีวันหมดได้เหมือนกัน หมดบุญเมื่อใดแล้วความว่างเปล่าและวิบากกรรมที่ถ้าหากสร้างสมไว้ก็จะตามมาสนอง และเมื่อนั้นหากสำนึกก็อาจจะสายเกินไป
เพื่อนฝูงบางคนอาจจะเกิดมาในครอบครัวที่ยากจนแต่บังเอิญเรียนดี สังเกตเห็นได้จากการกินอยู่ประจำวัน มักจะเอาข้าวใส่กระป๋องสี่เหลี่ยมมากินตอนเที่ยง กินข้าวแล้วก็กินน้ำประปาของโรงเรียน เพื่อนฝูงแบบนี้ก็มีอยู่หลายคน และแทบทุกคนมักเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตัว มีความสุภาพเรียบร้อย คบหากันด้วยความจริงใจ
เพื่อนบางคนก็เอาแต่การเรียนอย่างเดียว ไม่สนใจพูดจาคบหาเพื่อนฝูงเอาเสียเลย ตอนเช้ามาโรงเรียนก็เข้านั่งที่โต๊ะ ตั้งหน้าตั้งตาอ่านแต่หนังสือ ถึงเวลาเข้าแถวเคารพธงชาติก็ไปเข้าแถวกับเขา พอกลับเข้าห้องก็อ่านหนังสืออีก ถึงเวลาเที่ยงลงไปกินข้าวเที่ยงแล้วกลับเข้ามานั่งอ่านหนังสือโดยไม่พูดไม่จากับใคร
ผมและเพื่อน ๆ ไปพูดจาทักทายด้วยก็ได้รับการตอบสนองไปแกน ๆ ดังนั้นพวกเราจึงไม่มีใครอยากไปกวนเพื่อนกลุ่มนี้ เพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มนี้วันนี้ก็ได้ดิบได้ดีขึ้นมาเป็นถึงรองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ นับว่าประสพความสำเร็จในชีวิตข้าราชการในระดับสูงมากคนหนึ่ง
แม้จะมีเพื่อนร่วมห้องเรียนเกือบ 50 คน แต่ที่ผมคบหาสนิทสนมจริง ๆ มีเพียง 4 คน คือมนูญผล ศิริศักดิ์ ไสยวิชญ์ และสุรศักดิ์ แต่สุรศักดิ์นั้นอายุสั้นไปหน่อย เรียนจบไปไม่ทันไรก็ถูกลูกหลงเสียชีวิตโดยที่ไม่ได้ขัดแย้งหรือทะเลาะเบาะแว้งกับใครเลย
นี่แหละที่โบราณเขาแต่งเป็นคำพังเพยไว้ว่า “ถ้าไม่ถึงคราวตายวายชีวาตม์ ใครพิฆาตเข่นฆ่าไม่อาสัญ แต่ถ้าถึงคราวตายวายชีวัน แม้ไม่ถูกฆ่าฟันให้มลายก็ตายเอง”
ไสยวิชญ์เป็นคนแปลกเพราะมีสัมผัสที่หก สามารถล่วงรู้การข้างหน้าได้อย่างอัศจรรย์ บางวันก็ทำตัวเป็นคนทรง คือเข้าทรงหลวงพ่อทวดวัดช้างไห้ ทั้ง ๆ ที่เป็นเด็ก แต่พอเข้าทรงแล้วก็จะมีรูปร่างที่แก่หง่อมผิดปกติไปอย่างเห็นได้ชัด ทั้งคำพูดคำจาก็ผิดแปลกไป เพื่อนฝูงมีเรื่องข้องหมองใจจะไต่ถามประการใด เวลาเข้าทรงไสยวิชญ์ก็จะตอบได้อย่างถูกต้องเป็นที่อัศจรรย์ จนเป็นที่เล่าขานล้อกันในบรรดาหมู่เพื่อนว่าไสยวิชญ์นี้เป็นหมอผี
แทบทุกวันพวกเราจะเล่นเข้าทรงกัน ทำกันเป็นเรื่องสนุกสนาน เพื่อนฝูงที่สนใจในเรื่องนี้ก็พากันมามุงซักไซร้ไต่ถามเป็นที่ครื้นเครง บางทีครูประจำชั้นเข้ามาตอนเริ่มชั้นเรียนเห็นเหตุการณ์เข้าก็ถูกดุและถูกลงโทษ บางครั้งตอนเริ่มต้นชั่วโมงเป็นครูที่สอนวิชาอื่นที่สนใจในเรื่องเข้าทรงก็พลอยเข้ามาร่วมวงด้วย
ไสยวิชญ์จึงเป็นเพื่อนที่ทุกคนให้ความสนใจ และเห็นถึงความมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นตามประสาเด็ก ๆ
ผมเองมีความสนใจในเรื่องนี้มาตั้งแต่น้อย ได้พยายามจับผิดว่าไสยวิชญ์ต้มเพื่อนหรือมิใช่ แต่ก็จับไม่ได้ ถึงกระนั้นผมก็ยังไม่ค่อยปักใจเชื่อเท่าใดนัก เพราะเด็กขนาดเดียวกับผมในขณะนั้นไหนเลยที่จะทรงเจ้าเข้าผีได้ แต่จะไม่เชื่อเสียเลยก็เห็นถึงความแปลกมหัศจรรย์อยู่เป็นนิตย์ ดังนั้นผมกับไสยวิชญ์จึงคบหากันเป็นเพื่อนสนิท
มนูญผลเป็นคนกำพร้าพ่อ อยู่กับแม่และน้าและน้องชายอีกคนหนึ่ง เป็นคนมีน้ำใจและใฝ่ในคุณงามความดี มีจิตใจที่เยือกเย็น ชอบฟังเพลงสุนทราภรณ์ และเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้ผมกลายเป็นแฟนเพลงสุนทราภรณ์ ถึงขั้นเป็นแฟนพันธุ์แท้ จนกระทั่งทุกวันนี้ ดังนั้นจึงเป็นกลุ่มคบหากับผมได้อย่างกลมกลืน และมีความรักสมัครสมานผูกพันดุจพี่น้อง
ศิริศักดิ์แม้เป็นคนภาคใต้ แต่มาเติบโตในกรุงเทพฯ จึงมีสภาพเป็นครอบครัวของคนกรุงเทพฯ แต่เนื่องจากพ่อแม่เป็นข้าราชการ รับราชการอยู่ต่างจังหวัด ศิริศักดิ์จึงมาเช่าบ้านอยู่ใกล้วัดระฆัง ดังนั้นนอกจากจะเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนกันแล้วยังเป็นเพื่อนร่วมถิ่น จึงมีความใกล้ชิดสนิทสนมกันเป็นพิเศษอีกคนหนึ่ง
ศิริศักดิ์มีญาติชื่อวัจจนนท์อยู่แถวพรานนก วัจจนนท์มีพ่อเป็นจ่าศาล และเรียนอยู่ที่โรงเรียนวัดมกุฎกษัตริย์ เป็นแต่ว่าเรียนคนละห้อง คือเรียนห้อง ค. วัจจนนท์เป็นคนสุภาพเรียบร้อย และเป็นคนรักเพื่อน ดังนั้นแม้ต่างห้องเรียนพวกเราก็สามารถคบหากันอย่างสนิทสนม.
นั่นคือแม้ไม่ใช่ญาติแต่ไปมาหาสู่คบหากันอย่างสนิทสนมก็กลายเป็นญาติ ในทางตรงกันข้าม แม้จะเป็นญาติ แต่ถ้าไม่ไปมาหาสู่สนิทสนมกันแล้ว ความเป็นญาตินั้นก็จะเสื่อมคลายหายไปในที่สุด
พวกเราไปมาหาสู่ เล่นหมากฮอส เที่ยวเตร่ด้วยกัน จนชีวิตผมช่วงนั้นแทบจะเรียกได้ว่าหมกมุ่นอยู่กับหมากฮอส และเพราะเหตุนี้ฝีมือหมากฮอสของผมจึงรุดหน้าเข้าสู่ระดับที่เขาเรียกว่าเป็นเซียนหมากฮอส
ตัวประหลาดทั้งสามคนนั้นแม้จะมีความรู้ในเชิงชั้นหมากฮอสสูงส่งแต่ไม่รักในการขีดเขียน ผมไต่ถามหาการบันทึกแต้มคูหมากฮอสเพื่อจะขอมาคัดลอกเป็นตำรับตำราก็ปรากฏว่าทั้งสามคนนั้นไม่มีใครทำบันทึกเอาไว้เลย
แต่ตัวผมนั้นรักการขีดเขียน ได้เรียนรู้อะไรมาก็จะจดบันทึกไว้พอเป็นเครื่องเตือนใจ เพราะแม้จะจำภาษิตโบราณที่ว่า “จำขึ้นใจในวิชาดีกว่าจด” ได้ก็ตาม แต่เมื่อเรื่องราวมากหลายย่อมยากจะจำได้หมด หรือจำได้วันนี้ แต่ในวันหนึ่งข้างหน้าก็อาจจะลืมเลือนไปได้ ดังนั้นผมจึงบันทึกแต้มคูและหมากกลต่าง ๆ ไว้เป็นอย่างดี
ซึ่งก็เป็นดังภาษิตโบราณบทดังกล่าวนั่นเอง คือ “จำขึ้นใจในวิชาดีกว่าจด จำไม่หมดจดไว้เป็นครูสอน จดและจำทำวิชาให้ถาวร เป็นอาภรณ์เทิดตนพ้นลำเค็ญ”
ความหมกมุ่นในหมากฮอสได้ทำให้วันเสาร์อาทิตย์ในช่วงเวลาพักหนึ่งผมต้องห่างเหินจากเพื่อนนักเรียน เนื่องจากในวันเสาร์และวันอาทิตย์นั้นสามตัวประหลาดมักชักชวนผมไปต่างจังหวัด ส่วนใหญ่ก็เป็นจังหวัดใกล้ ๆ ในภาคกลาง เช่น อยุธยา ปทุมธานี นครปฐม สุพรรณบุรี สิงห์บุรี เป็นต้น
ที่ไปต่างจังหวัดนั้นไปเที่ยวเป็นรอง ของจริงคือการไปเล่นหมากฮอสพนัน แรก ๆ นายเป๋หรือนายเณรจะเป็นคนเล่น ส่วนผมและนายกำธรเป็นคนดู หนัก ๆ เข้าหรือพอคู่ต่อสู้เริ่มจับได้ว่านายเป๋และนายเณรเป็นเซียนหมากฮอสก็จะเบื่อหน่ายไม่อยากเล่นด้วย ตานั้นก็จะเป็นคราของผม เพราะนายเป๋จะขอให้ผมลงเล่น แต่ผมไม่ได้พนันอะไรกับเขาด้วย หากแต่ทำหน้าที่เล่นหมากฮอสอย่างเดียว การพนันเป็นเรื่องของนายเป๋
คนต่างจังหวัดเห็นผมเป็นเด็กและหน้าตาก็เปิ่น ๆ แบบคนบ้านนอก ก็มักจะเข้าใจว่าผมเป็นมือหมากฮอสธรรมดา จึงกล้าเล่นพนันหนัก ๆ กับนายเป๋ ผมเองไม่มีอัธยาศัยที่อยากจะต้มตุ๋นใคร เล่นกระดานไหนก็เล่นไปตามฝีมือที่มี ไม่แกล้งอ่อนข้อ ไม่ปกปิดฝีมือที่แท้จริงเพื่อหลอกลวงเขา จึงมักจะได้เล่นไม่เกินสามหรือห้ากระดาน เพราะผมมักจะชนะรวดทุกกระดาน พอคู่ต่อสู้แพ้รวดสามหรือห้ากระดานก็รู้ฝีมือว่าสู้ไม่ได้แล้วเลิกรากันไป
จะมีพวกหัวรั้นบ้างที่ไม่แน่แก่ใจว่าแพ้เด็กได้อย่างไรก็ยังคงยืนหยัดเล่นพนันต่อไป เมื่อเป็นเช่นนี้ผมก็ช่วยไม่ได้ ก็ต้องเอาชนะไปตามระเบียบ แต่ผมไม่ได้เกี่ยวข้องเรื่องเงินได้เสียในการพนัน ซึ่งเป็นเรื่องของนายเป๋โดยเฉพาะ
พฤติกรรมของผมในช่วงนั้นถ้าเป็นภาคใต้ก็ต้องเรียกว่าเป็นพฤติกรรมของวัวชน คือทำหน้าที่ชนอย่างเดียว ไม่รู้เรื่องอย่างอื่น ไม่เกี่ยวข้องด้วยเรื่องการพนันกับเขาด้วย บางครั้งผมเคยคิดว่าที่สามตัวประหลาดฝึกสอนวิชาหมากฮอสให้กับผมก็เพื่อการนี้หรือกระมัง แต่คิดไปคิดมาก็ไม่ใช่ เพราะลำพังนายเป๋และนายเณรก็สามารถทำมาหากินได้ดีอยู่แล้ว ผมเป็นเพียงตัวขัดจังหวะ หรือถ้าเป็นการสวดของพระก็คงเรียกได้ว่าเป็นการสวดขัดตำนานเท่านั้น
นานวันเข้าสามตัวประหลาดและผมก็เข้ากันได้ดีเป็นปี่เป็นขลุ่ย ไปไหนก็ไปกัน บทจะให้ผมลงเล่นก็ไม่ต้องพูดจาว่ากล่าวอะไรกันมาก เพียงแต่พยักหน้าก็เป็นอันรู้ที ผมก็จะเข้าไปนั่งเล่นแทน นายเป๋ก็จะทำหน้าที่ต่อรองอยู่วงนอก
พวกเราไปต่างจังหวัดทุกเที่ยวก็จะได้เงินทองติดตัวกลับมาทุกครั้งไป แต่ผมนั้นในใจไม่ค่อยสบายเพราะรู้สึกว่าเงินได้จากการพนันนั้นเป็นเงินที่ไม่สะอาด เป็นเงินร้อน และขืนหมกมุ่นมากไปก็จะบ่มเพาะอัชฌาสัยให้ฝักใฝ่ในการพนันในอนาคตต่อไปได้
วันหนึ่งผมได้ปรารภเรื่องนี้กับนายเณรซึ่งถือว่าเป็นซือแป๋ นายเณรก็ว่าเรานี่มีจิตใจดีงาม แต่อย่าไปคิดอะไรมากเลย การพนันมีอยู่คู่กับโลกมาช้านานแล้ว และการพนันก็เกิดขึ้นพร้อม ๆ หรือหลังโสเภณีไม่นานเท่าใดนัก เพราะเมื่อมีมนุษย์ขึ้นมาแล้วก็ย่อมมีประเวณีเป็นของคู่กัน ในขณะเดียวกันก็มีการแข่งขันขันต่อกัน จึงทำให้เกิดการพนันขึ้น ดังนั้นจึงอาจพูดได้ว่าการพนันและการค้าประเวณีคือผลิตผลของมนุษย์ที่มีมาคู่กับมนุษย์แล้ว ไม่มีทางที่จะแก้ไขหรือยกเลิกได้หรอก
นายเณรบอกว่าคนจำนวนหนึ่งเห็นว่าการเล่นพนันนั้นดีกว่าการไปกินไปเที่ยว เพราะการไปกินไปเที่ยวมีแต่เสียหรือจ่ายอย่างเดียว ส่วนการเล่นพนันมีทั้งได้ทั้งเสีย ซึ่งนับว่าเป็นเหตุผลที่เข้าท่า แต่ผมกลับไม่เห็นด้วยในเหตุผลนี้เลย เพราะกินเที่ยวนั้นประโยชน์ย่อมได้กับตนและผู้อื่นตามมากตามควร ถึงอย่างไรก็ไม่ทำให้ฉิบหายล่มจม ส่วนการพนันนั้นถึงมีได้มีเสียก็เถิด แต่ส่วนใหญ่มักฉิบหายล่มจม
พระบรมศาสดาของชาวพุทธทรงเห็นความจริงนี้อย่างชัดเจน จึงทรงตรัสสอนชาวพุทธให้เว้นขาดจากการพนัน และทรงบัญญัติว่าเป็นอบายมุขอย่างหนึ่ง ที่นำความฉิบหายมาให้ผู้เล่นการพนันนั้น และความฉิบหายนั้นยังลุกลามส่งผลไปยังครอบครัวคนใกล้ตัวและสังคมต่อไปอีก
โบราณจึงว่าการพนันร้ายกว่าถูกโจรปล้นบ้าน หรือร้ายกว่าไฟไหม้บ้าน เพราะโจรปล้นบ้านยังเหลือบ้านอยู่ ไฟไหม้บ้านก็ยังเหลือที่ดินอยู่ แต่การพนันนั้นทั้งบ้านทั้งที่ดินเป็นอันหมดสิ้นโดยง่าย ซ้ำร้ายยังจะเสียลูกเมียหรือเสียเมืองอีกด้วย ดังตัวอย่างที่มีมาในนิทานโบราณของไทยที่เจ้าเมืองในนิทานนั้นเล่นสกาจนเสียบ้านเสียเมือง เป็นต้น
กระแสน้ำไม่คอยท่า วันเวลาไม่คอยใคร วันคืนได้ผ่านไปอย่างรวดเร็วจนวันสอบกลางปีใกล้มาถึง ตัวผมเองสำนึกตัวเองว่าเสียเวล่ำเวลาไปกับการฝึกปรือหมากฮอสและการคบหาพรรคพวกเป็นอันมาก ดังนั้นแต่ละวันเวลาเมื่อสามารถจัดเวลาได้ก็จะเร่งรีบทำการบ้าน อ่านหนังสือ จนรุดหน้าแทบจะจบหมดทุกเล่ม
กล่าวได้ว่าผมเรียนหนังสือล่วงหน้าจากที่ครูสอนในชั้นเรียน ส่วนใหญ่เข้าใจได้ดี ส่วนไหนที่ยังไม่ค่อยเข้าใจก็ค่อย ๆ ทำความเข้าใจไปโดยลำดับ และส่วนไหนที่ไม่เข้าใจจริง ๆ ก็ทิ้งไว้ คอยท่าเมื่อถึงวันเวลาที่ครูสอนในชั้นเรียนก็พยายามตั้งใจฟัง ด้วยเหตุนี้ผมจึงจัดอยู่ในจำพวกนักเรียนเรียนดีของชั้นเรียน
เพื่อนนักเรียนในชั้นเรียนส่วนใหญ่มีเชื้อสายจีน และก็เป็นธรรมดาของนักเรียนในชั้นหนึ่ง ๆ ซึ่งถึงแม้โดยรวมจะเป็นเพื่อนนักเรียนด้วยกัน แต่ความใกล้ชิดสนิทสนมกันเป็นพิเศษก็ย่อมแยกเป็นกลุ่ม ๆ
เพื่อนนักเรียนบางกลุ่มถ้าหากเรียกเป็นภาษาปัจจุบันนี้ก็อาจเรียกได้ว่าเป็นกลุ่มไฮโซ เพราะวางตัวอยู่ในชั้นสูงของเพื่อนนักเรียนด้วยกัน แต่ไม่ใช่พวกไฮโซที่ฟุ้งเฟ้อเฟอะฟะเหมือนกับยุคสมัยปัจจุบัน แท้จริงแล้วเพื่อนนักเรียนกลุ่มนี้ชอบเล่นม้า เมื่อถึงนัดแข่งม้าก็จะพากันไปเล่นม้า เล่นม้าเสร็จแล้วพอถึงวันโรงเรียนเปิดก็มาพูดจาว่าขานกันอย่างสนุกสนาน
ทำราวกับว่าคนที่ไม่เล่นม้าเป็นพวกไม่รู้เรื่อง เป็นสังคมคนละชั้น ซึ่งก็อาจจะถูกสำหรับความคิดของคนบางกลุ่ม ขึ้นอยู่กับความยึดถือของแต่ละคนแต่ละถิ่น อย่างฮ่องกงนั้นใครเล่นม้าก็ต้องถือว่าเป็นคนชั้นสูง และถือกันว่าเป็นกีฬาพระราชา ซึ่งคงจะเป็นความจริงเพราะการเลี้ยงม้าก็ดี การเล่นม้าก็ดี ล้วนต้องใช้เงินมาก ยิ่งเป็นเจ้าของคอกม้าก็ยิ่งต้องมีเงิน มีพรรคพวกบริวาร และมีค่าใช้จ่ายมาก
แต่อย่างไรก็ตาม ชาวพุทธเราถือกันว่าการเล่นม้าเป็นอบายมุขที่ร้ายแรงมากชนิดหนึ่ง คือเป็นอบายมุขจำพวกพาชีที่น้อยคนนักจะประสพความสำเร็จมั่งคั่งร่ำรวยเพราะการเล่นม้าได้ บางครั้งอาจจะร่ำรวยจากการเล่นม้า แต่ในที่สุดก็จะหมดเนื้อหมดตัวและส่วนใหญ่ก็จะสิ้นเนื้อประดาตัวไปเพราะการเล่นม้า
บ้างก็ครอบครัวแตกสาแหรกขาด ถึงขนาดไม่มีเงินซื้อนมให้ลูกกินก็ยังมีปรากฏให้เห็นอยู่ถมถืดไป
เพื่อนฝูงกลุ่มนี้รักเล่นม้าเป็นอาจิณ เพื่อน ๆ ก็ได้แต่เป็นห่วงเป็นใย แต่ไม่ได้ผลอะไร เพราะเขาถือว่าการเล่นม้าเป็นกีฬาของสูง และสามารถทำรายได้ดี มาถึงวันนี้ก็ได้เห็นผลในบั้นปลายแล้วว่า เพื่อนฝูงของผมกลุ่มนี้ล้วนมีชีวิตที่ตกระกำลำบาก สิ้นเนื้อประดาตัว ทรัพย์สินเงินทองที่พ่อแม่สร้างสมไว้ให้ก็สูญสลายไปจนหมด บางครั้งพบหน้ากันในวันสังสรรค์รุ่นในแต่ละปี เมื่อรู้สภาพความเป็นไปแล้วผมก็ต้องแอบให้ความช่วยเหลือไปตามกำลังทุกครั้งไป
เพื่อนฝูงบางกลุ่มเป็นพวกเฮฮาสนุกสนาน แต่ละวันพูดจากันถึงเรื่องเที่ยวเตร่ ดูหนัง ฟังเพลง เพื่อนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นคนพื้นเพกรุงเทพฯ เป็นลูกหลานข้าราชการเป็นส่วนใหญ่ ไม่ต้องเดือดเนื้อร้อนใจอะไร แต่ละวันมาเรียนก็มีเงินมาจับจ่ายใช้สอยไม่ขัดสน ผิดกับผมซึ่งมีบ้างไม่มีบ้างสุดแท้แต่ห้วงเวลา คือถ้าเป็นต้นเดือนก็มีเงินใช้มากหน่อย แต่พอปลายเดือนก็ค่อนข้างจะขัดสน ถึงกระนั้นก็ต้องทนและต้องประหยัดตามกำลังเงินในกระเป๋าเพื่อจะได้ไม่ต้องก่อหนี้ยืมสิน เว้นแต่เพื่อนฝูงจะมีน้ำใจอาทรเลี้ยงข้าวเลี้ยงปลาอาหาร ซึ่งมีอยู่เป็นประจำ
เกิดมาเป็นลูกข้าราชการหรือเป็นลูกพระยาเลี้ยงดังนี้ก็พอนับได้ว่าเป็นคนมีบุญ แต่กาลข้างหน้าจะรักษาผลบุญให้ยั่งยืนสืบไปได้หรือไม่นั้นย่อมเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะบุญก็เหมือนเงินในกระเป๋า เมื่อจับจ่ายใช้สอยโดยไม่แสวงหาเพิ่มเติมก็ย่อมมีวันหมดได้เหมือนกัน หมดบุญเมื่อใดแล้วความว่างเปล่าและวิบากกรรมที่ถ้าหากสร้างสมไว้ก็จะตามมาสนอง และเมื่อนั้นหากสำนึกก็อาจจะสายเกินไป
เพื่อนฝูงบางคนอาจจะเกิดมาในครอบครัวที่ยากจนแต่บังเอิญเรียนดี สังเกตเห็นได้จากการกินอยู่ประจำวัน มักจะเอาข้าวใส่กระป๋องสี่เหลี่ยมมากินตอนเที่ยง กินข้าวแล้วก็กินน้ำประปาของโรงเรียน เพื่อนฝูงแบบนี้ก็มีอยู่หลายคน และแทบทุกคนมักเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตัว มีความสุภาพเรียบร้อย คบหากันด้วยความจริงใจ
เพื่อนบางคนก็เอาแต่การเรียนอย่างเดียว ไม่สนใจพูดจาคบหาเพื่อนฝูงเอาเสียเลย ตอนเช้ามาโรงเรียนก็เข้านั่งที่โต๊ะ ตั้งหน้าตั้งตาอ่านแต่หนังสือ ถึงเวลาเข้าแถวเคารพธงชาติก็ไปเข้าแถวกับเขา พอกลับเข้าห้องก็อ่านหนังสืออีก ถึงเวลาเที่ยงลงไปกินข้าวเที่ยงแล้วกลับเข้ามานั่งอ่านหนังสือโดยไม่พูดไม่จากับใคร
ผมและเพื่อน ๆ ไปพูดจาทักทายด้วยก็ได้รับการตอบสนองไปแกน ๆ ดังนั้นพวกเราจึงไม่มีใครอยากไปกวนเพื่อนกลุ่มนี้ เพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มนี้วันนี้ก็ได้ดิบได้ดีขึ้นมาเป็นถึงรองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ นับว่าประสพความสำเร็จในชีวิตข้าราชการในระดับสูงมากคนหนึ่ง
แม้จะมีเพื่อนร่วมห้องเรียนเกือบ 50 คน แต่ที่ผมคบหาสนิทสนมจริง ๆ มีเพียง 4 คน คือมนูญผล ศิริศักดิ์ ไสยวิชญ์ และสุรศักดิ์ แต่สุรศักดิ์นั้นอายุสั้นไปหน่อย เรียนจบไปไม่ทันไรก็ถูกลูกหลงเสียชีวิตโดยที่ไม่ได้ขัดแย้งหรือทะเลาะเบาะแว้งกับใครเลย
นี่แหละที่โบราณเขาแต่งเป็นคำพังเพยไว้ว่า “ถ้าไม่ถึงคราวตายวายชีวาตม์ ใครพิฆาตเข่นฆ่าไม่อาสัญ แต่ถ้าถึงคราวตายวายชีวัน แม้ไม่ถูกฆ่าฟันให้มลายก็ตายเอง”
ไสยวิชญ์เป็นคนแปลกเพราะมีสัมผัสที่หก สามารถล่วงรู้การข้างหน้าได้อย่างอัศจรรย์ บางวันก็ทำตัวเป็นคนทรง คือเข้าทรงหลวงพ่อทวดวัดช้างไห้ ทั้ง ๆ ที่เป็นเด็ก แต่พอเข้าทรงแล้วก็จะมีรูปร่างที่แก่หง่อมผิดปกติไปอย่างเห็นได้ชัด ทั้งคำพูดคำจาก็ผิดแปลกไป เพื่อนฝูงมีเรื่องข้องหมองใจจะไต่ถามประการใด เวลาเข้าทรงไสยวิชญ์ก็จะตอบได้อย่างถูกต้องเป็นที่อัศจรรย์ จนเป็นที่เล่าขานล้อกันในบรรดาหมู่เพื่อนว่าไสยวิชญ์นี้เป็นหมอผี
แทบทุกวันพวกเราจะเล่นเข้าทรงกัน ทำกันเป็นเรื่องสนุกสนาน เพื่อนฝูงที่สนใจในเรื่องนี้ก็พากันมามุงซักไซร้ไต่ถามเป็นที่ครื้นเครง บางทีครูประจำชั้นเข้ามาตอนเริ่มชั้นเรียนเห็นเหตุการณ์เข้าก็ถูกดุและถูกลงโทษ บางครั้งตอนเริ่มต้นชั่วโมงเป็นครูที่สอนวิชาอื่นที่สนใจในเรื่องเข้าทรงก็พลอยเข้ามาร่วมวงด้วย
ไสยวิชญ์จึงเป็นเพื่อนที่ทุกคนให้ความสนใจ และเห็นถึงความมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นตามประสาเด็ก ๆ
ผมเองมีความสนใจในเรื่องนี้มาตั้งแต่น้อย ได้พยายามจับผิดว่าไสยวิชญ์ต้มเพื่อนหรือมิใช่ แต่ก็จับไม่ได้ ถึงกระนั้นผมก็ยังไม่ค่อยปักใจเชื่อเท่าใดนัก เพราะเด็กขนาดเดียวกับผมในขณะนั้นไหนเลยที่จะทรงเจ้าเข้าผีได้ แต่จะไม่เชื่อเสียเลยก็เห็นถึงความแปลกมหัศจรรย์อยู่เป็นนิตย์ ดังนั้นผมกับไสยวิชญ์จึงคบหากันเป็นเพื่อนสนิท
มนูญผลเป็นคนกำพร้าพ่อ อยู่กับแม่และน้าและน้องชายอีกคนหนึ่ง เป็นคนมีน้ำใจและใฝ่ในคุณงามความดี มีจิตใจที่เยือกเย็น ชอบฟังเพลงสุนทราภรณ์ และเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้ผมกลายเป็นแฟนเพลงสุนทราภรณ์ ถึงขั้นเป็นแฟนพันธุ์แท้ จนกระทั่งทุกวันนี้ ดังนั้นจึงเป็นกลุ่มคบหากับผมได้อย่างกลมกลืน และมีความรักสมัครสมานผูกพันดุจพี่น้อง
ศิริศักดิ์แม้เป็นคนภาคใต้ แต่มาเติบโตในกรุงเทพฯ จึงมีสภาพเป็นครอบครัวของคนกรุงเทพฯ แต่เนื่องจากพ่อแม่เป็นข้าราชการ รับราชการอยู่ต่างจังหวัด ศิริศักดิ์จึงมาเช่าบ้านอยู่ใกล้วัดระฆัง ดังนั้นนอกจากจะเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนกันแล้วยังเป็นเพื่อนร่วมถิ่น จึงมีความใกล้ชิดสนิทสนมกันเป็นพิเศษอีกคนหนึ่ง
ศิริศักดิ์มีญาติชื่อวัจจนนท์อยู่แถวพรานนก วัจจนนท์มีพ่อเป็นจ่าศาล และเรียนอยู่ที่โรงเรียนวัดมกุฎกษัตริย์ เป็นแต่ว่าเรียนคนละห้อง คือเรียนห้อง ค. วัจจนนท์เป็นคนสุภาพเรียบร้อย และเป็นคนรักเพื่อน ดังนั้นแม้ต่างห้องเรียนพวกเราก็สามารถคบหากันอย่างสนิทสนม.