ตอนที่ 34. เกิดเป็นคนควรเป็นศิษย์มีครู

วันหนึ่งนายเณรนัดผมให้ไปที่บ้านตั้งแต่เวลาห้าโมงเย็น บอกว่าได้นัดนายกำธรและนายเป๋มากินเหล้าที่บ้านจะได้ซ้อมหมากฮอสกัน ผมก็ไปตามนัด นายเณรจัดให้ผมเล่นกับนายเป๋ก่อน ในขณะที่นายเณรและนายกำธรนั่งดู

            ผมเล่นกับนายเป๋หลายสิบกระดาน มีทั้งชนะ เสมอ และแพ้ประสมประสานกันไป นายกำธรว่าลูกศิษย์คนนี้สติปัญญาความคิดอ่านดี นี่แค่ฝึกไม่นานไอ้เป๋ก็เหงื่อตกแล้ว อีกไม่นานไอ้เป๋คงสู้ไม่ได้ นี่แหละมัวจะอ่อนฝีมือเพื่อหลอกกินหมู ก็ต้องเป็นเช่นนี้

            นายเป๋ได้ยินดังนั้นก็พูดว่าเก่งหรือไม่เก่งยังไม่สำคัญเท่ากับการหาเงินได้ เป็นเซียนแต่หาเงินไม่ได้ก็ไร้ค่า ขอเพียงมีฝีมือบ้างแต่ให้รู้วิชาหาเงินก็จะมีความหมายมากกว่า ซึ่งแสดงให้เห็นว่านายเป๋ไม่ได้เห็นคุณค่าของวิชา เห็นแต่ทางจะทำมาหารายได้ว่ามีความสำคัญมากกว่า

            ความสนิทสนมระหว่างผมกับนายกำธร นายเณร และนายเป๋แน่นแฟ้นขึ้นตามวันเวลาที่ผ่านไป และบ่อยครั้งที่พวกเราไปกินข้าวด้วยกัน ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะไปกินที่ร้านข้าวต้มกุ๊ยริมถนนอรุณอัมรินทร์ซึ่งเป็นร้านห้องแถวขนาดสองห้อง แต่จัดได้ว่าเป็นร้านใหญ่ในย่านนั้น

            เหตุที่นิยมไปกินข้าวกันที่ร้านนี้ก็เพราะมีอาหารมากมายหลายอย่างและราคาก็ย่อมเยา วันไหนถ้ามีเงินเพียงคนละ 3 บาทก็สามารถกินได้เต็มอิ่มแล้ว ในขณะนั้นข้าวสวยถ้วยละ 50 สตางค์ ข้าวต้มและน้ำแข็งเปล่า 25 สตางค์ จับฉ่ายซึ่งเป็นอาหารหลักของพวกเราราคาชามละ 1 บาท แกงจืดราคาชามละ 2 บาท ถ้าเป็นต้มยำราคาก็สูงขึ้นหน่อยเป็นชามละ 3 บาท ซึ่งถ้าเทียบกับราคาสมัยนี้ก็ต่างกันลิบลับเพราะเฉพาะข้าวสวยบางแห่งราคาตกจานละ 5-10 บาทก็มี

            ครั้นสนิทสนมคุ้นเคยกันมากเข้านายกำธรก็ชวนไปเที่ยวที่บ้านและไปเล่นหมากฮอสกันที่บ้านของนายกำธรที่อยู่เลยวัดวิเศษไปอีกหน่อยหนึ่ง เป็นบ้านทรงปั้นหยาสองชั้น ใต้ถุนโล่ง พอได้เห็นฐานะของนายกำธรว่าเป็นข้าราชการที่มีฐานะปานกลางมาทางล่าง แต่ในด้านจิตใจแล้วออกจะร่ำรวยด้วยน้ำมิตรและไมตรีที่มีต่อผู้คน

            นายกำธรได้สอนผมในเชิงหมากฮอสต่อจากนายเณรอีกมากมายหลายกระบวน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องของความพลิกแพลง เป็นเรื่องของความลึกซึ้งและกลอุบายในการเดินแต้มคูต่าง ๆ เพราะเหตุนี้ความรู้ทางหมากฮอสของผมจึงได้ก้าวรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว

            นายกำธรออกจะติดหนังสือกำลังภายในมาก เรียกตัวเองว่าเล่าฮูทุกคำ และออกจะเป็นคนทระนงในตัวเอง ถึงกระนั้นก็ยังติดขนบธรรมเนียมไทยอยู่มาก นายกำธรสอนผมว่าหมากฮอสชื่อเหมือนฝรั่งแต่ที่จริงเป็นของไทย เพี้ยนมาจากคำว่าฮอดซึ่งแปลว่ารอด คือรอดพ้นจากด่านขวากหนามต่าง ๆ ไปเข้าฮอส แบบนี้ของฝรั่งไม่มี ที่มีเล่นกันบ้างก็เป็นการเดินสามแถว แตกต่างจากของไทย

            ดังนั้นนายกำธรจึงว่าเมื่อเป็นของไทยก็ต้องรู้จักบูชาครู ว่าแล้วก็สอนคาถาบูชาครูหมากฮอสให้กับผมว่า การบูชาครูหมากฮอสนั้นต้องบูชาด้วยคาถาดังนี้   “นมัสสิตตะวา ขอให้ศิษย์เอกมีชัยชนะทั่วปฐพี โอม สะหมติ”

            ผมเองไม่ค่อยมั่นใจว่านายกำธรพูดเล่นหรือพูดจริง แต่คิดว่าไม่น่าจะเกี่ยวข้องอะไรกันเพราะเนื้อความคาถาที่ว่านี้ก็เป็นเพียงแค่ความตั้งใจที่จะเล่นหมากฮอสให้ชนะคนอื่นเท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องปกติของการเล่นหมากฮอสอยู่แล้ว เนื่องจากพอเข้านั่งประจำที่หน้ากระดานก็จะมีใจมุ่งมั่นที่จะเอาชนะคู่ต่อสู้อยู่แล้วเป็นธรรมดา ดังนั้นในเวลาผมเล่นหมากฮอสผมจึงไม่เคยว่าคาถาบูชาครูดังกล่าวนี้เลย

            ยกเว้นก็แต่บางครั้งที่จะต่อสู้หรือแข่งขันกับนักหมากฮอสมีฝีมือเป็นเรื่องเป็นราว ใจก็มักจะน้อมรำลึกถึงนายเณร นายกำธร และนายเป๋อยู่เสมอ ซึ่งทำให้จิตใจมีความเชื่อมั่นและเยือกเย็นลงเป็นอันมาก นี่ต่างหากที่น่าจะเป็นเรื่องประโยชน์ของการระลึกถึงครูบาอาจารย์ก่อนการทำการสำคัญใด ๆ ซึ่งกลายเป็นประเพณีอย่างหนึ่งของคนไทยที่ตกทอดมาถึงทุกวันนี้

            นายกำธรนั้นเป็นคนเจ้าบทเจ้ากลอน นอกจากการเล่นหมากฮอสแล้วยังแต่งเพลงพื้นบ้านและเขียนบทกลอนได้อย่างไพเราะเพราะพริ้ง นายกำธรได้แต่งโคลงสี่สุภาพเป็นโคลงกลกระทู้กิน กัน กล แก้ ซึ่งเป็นเคล็ดการเล่นหมากฮอสไว้อย่างไพเราะเพราะพริ้งว่า

            “กิน ระวังหลังก่อนรู้             ดูเชิง
             กัน ข้าศึกบุกระเริง              รุกล้ำ
             กล ลวงล่อศึกเหลิง              ห่อนรู้ เชิงนา
             แก้ หมากหากเพลี่ยงพล้ำ    คิดแก้ กลับกลาย”

            โคลงสี่สุภาพดังกล่าวเป็นการอรรถาธิบายกระบวนกลในการเล่นหมากฮอสไว้เป็นสี่กระบวน คือการกิน การกันข้าศึกหรือการป้องกันข้าศึก การวางกลหรือวางอุบายให้ข้าศึกหลงทาง และการแก้ไขสถานการณ์ในยามเพลี่ยงพล้ำว่าต้องเพียรคิดแก้ไขอย่าได้ท้อถอย

            คติกระบวนกลในการเล่นหมากฮอสดังกล่าวมีเนื้อความที่ลึกซึ้ง สามารถนำไปใช้ได้กับการเล่นหมากรุกและในการครองชีวิตประจำวันของคนเราได้เป็นอย่างดี เพราะชีวิตของคนเรานั้นย่อมอยู่ในสังคมที่ต้องเกี่ยวข้องกับผู้คนเป็นจำนวนมาก มีเรื่องราวที่ต้องติดต่อตกลงหรือร่วมการงานกันเป็นจำนวนมาก

            เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ย่อมมีเรื่องได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์ มีเรื่องที่ถูกเอาเปรียบ หรือได้เปรียบคนอื่น มีเรื่องที่ถูกทำให้เข้าใจผิดหรือหลงทาง หรือหลงเรื่องราวจนอาจเกิดความเสียหายใหญ่หลวงขึ้นมาได้ และก็เป็นธรรมดาของชีวิตที่ต้องเผชิญหน้ากับปัญหาตามมากตามน้อยที่จำเป็นต้องเอาใจใส่ดูแลแก้ไขให้ลุล่วงไป

            ดังนั้นเพียงแต่คำนึงถึงทั้งสี่เรื่องตามโคลงสี่สุภาพบทนี้ให้จงดี ปฏิบัติให้ได้ ใช้ให้เป็น ก็มีแต่จะก่อเกิดประโยชน์ในการดำเนินชีวิตได้มาก

            บ่อยครั้งที่พวกเราไปเล่นหมากฮอสกันที่บ้านนายกำธร ครั้นเล่นหมากฮอสเสร็จแล้วก็ออกมากินข้าวด้วยกัน ในระหว่างที่กำลังเดินไปที่ร้านอาหารซึ่งอยู่ห่างกันประมาณ 1 กิโลเมตรนั้น หากมีแต้มคูติดค้างคากันมา พวกเราทั้งสี่คนก็ได้พูดวิพากษ์วิจารณ์ถึงการเดินแต้มคูต่อไปอย่างสนุกสนานราวกับว่านั่งเล่นอยู่หน้ากระดานจริง

            แสดงให้เห็นว่าพวกเราทั้งสี่คนนั้นสันทัดในเชิงหมากฮอสจนเรียกว่าเข้ากระดูกดำก็ว่าได้ โดยเฉพาะตัวผมนั้นรู้สึกอย่างชัดเจนว่าความรู้ความสามารถในเชิงหมากฮอสได้ยกระดับชั้นก้าวหน้าไปจากเดิมจนเทียบกันไม่ติดหรือห่างไกลกันลิบลับราวฟ้ากับดิน และเริ่มรู้สึกว่าความรู้ความสามารถในเชิงหมากฮอส ณ บัดนั้นเข้าขั้นเป็นเซียนหมากฮอสแล้ว

            เพราะไม่เพียงแต่จะเล่นหมากฮอสกับคนอื่นได้เป็นอย่างดีเท่านั้น ยังสามารถเล่นหมากฮอสคนเดียวก็ได้ เล่นพร้อมกันทีละหลายคนก็ได้ หรือเดินเล่นหมากฮอสด้วยปากเปล่าราวกับมีกระดานจริง ๆ ก็ได้

            ความเปลี่ยนแปลงชนิดพลิกหน้ามือเป็นหลังมืออย่างรวดเร็วเช่นนี้ไม่มีทางที่จะเกิดขึ้นได้ด้วยการนั่งนึกเอาเอง หรือเอาแต่รอโชคชะตา หากเกิดขึ้นได้เพราะการคบหาคนดีมีฝีมือและได้รับความเมตตาประสิทธิ์ประสาธน์วิทยาวิชาคุณให้

            เพราะเหตุนี้การที่จะมีโอกาสเหนือกว่าคนอื่นได้นั้น ปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งคือการได้ครูอาจารย์ที่ดีช่วยประสิทธิ์ประสาธน์ความรู้วิทยาวิชาคุณให้ การจะได้รับโอกาสเช่นนี้ก็เพราะความสุภาพนุ่มนวล ความนอบน้อมต่อผู้ใหญ่ และการรู้จักบูชาผู้ที่ควรบูชา ซึ่งพระบรมศาสดาทรงตรัสสอนไว้ในมงคล 38 ประการหนึ่งว่าให้รู้จักบูชาคนที่ควรบูชาก็จะเป็นมงคลสูงสุดแก่ชีวิต

            เพราะมีความสนิทสนมคุ้นเคยกับสามตัวประหลาดมากขึ้นโดยลำดับ ดังนั้นบางวันผมก็หนีพระออกจากกุฏิไปเล่นหมากฮอสแทบทุกวัน โดยหลบออกไปตอนเวลาสี่ทุ่มแล้วกลับประมาณเที่ยงคืนหรือตีสอง หรือบางวันพอกลับจากโรงเรียนผมก็ตรงไปเล่นหมากฮอสเลย แล้วกลับวัดก่อนสามทุ่ม สุดแท้แต่จะพอใจประการใด

            วันหนึ่งผมเล่นหมากฮอสที่บ้านนายเณรจนเลยสองยามไปแล้วกำลังจะกลับวัด ในจิตใจพลันให้รำลึกถึงเจ้าประคุณสมเด็จ จึงเดินเกร่ย้อนกลับไปแถวตลาดวัดวิเศษหรือที่เรียกว่าตลาดบ้านขมิ้น ซื้อพวงมาลัยมาสามพวงแล้วแวะไปที่วิหารสมเด็จ

            ผมไปถึงหน้าวิหารสมเด็จแล้วก็คุกเข่าลงที่บันไดหน้าวิหารซึ่งมีบันไดเพียงขั้นเดียว เพราะไม่อยากเข้าไปในวิหารเนื่องจากมืด และประตูห้องซึ่งเป็นที่สถิตของรูปปั้นเจ้าประคุณสมเด็จได้ปิดแล้ว

            ผมวางพวงมาลัยลงกับพื้นวิหารแล้วกราบลงกับพื้น ในพลันนั้นให้รู้สึกเย็นวาบทั้งตัวแต่เป็นอาการเย็นแบบฉ่ำชื้น ผมเงยหน้ามองไปที่เบื้องหน้า เห็นประตูวิหารซึ่งปิดอยู่นั้นเปิดกว้างออกทั้งสองช่อง มีแสงสว่างเจิดจ้าอยู่ข้างในห้องอันเป็นที่ตั้งรูปเจ้าประคุณสมเด็จ จนเห็นรูปปั้นของสมเด็จทั้งสามองค์อย่างชัดเจน

            เป็นแสงสว่างแบบเดียวกันกับเมื่อครั้งที่เคยเห็นที่ตู้พระไตรปิฎกเก่า ผมนั่งตกตะลึงขึงอยู่กับที่ ครู่หนึ่งสภาพการณ์ก็เข้าสู่ภาวะปกติดังเดิม ผมรู้สึกขนลุกซู่ชูชัน แต่มิได้รู้สึกหวาดกลัวแต่ประการใด

            เพราะในใจรู้ว่านี่เป็นปาฏิหาริย์ของเจ้าประคุณสมเด็จที่อาจจะรับรู้ในความกตัญญูที่ผมมีต่อเจ้าประคุณสมเด็จ เนื่องจากไม่ว่าจะไปไหนมาไหนผมจะมีความรำลึกถึงเจ้าประคุณสมเด็จและมากราบไหว้เป็นประจำ จึงแสดงปาฏิหาริย์ให้ประจักษ์

            พอหายตกตะลึงผมจึงก้มลงกราบอีกครั้งหนึ่ง แล้วสวดพระคาถาชินบัญชรถวายเจ้าประคุณ จบแล้วจึงกราบลากลับไปกุฏิ

            วันรุ่งขึ้นเวลาเช้าผมยังซาบซ่านด้วยปิติในอภินิหารของเจ้าประคุณสมเด็จที่ได้ประจักษ์ในตอนกลางคืน มีความอิ่มอกอิ่มใจจนบอกไม่ถูก พอหมอปานตื่นขึ้นผมจึงเล่าความให้ฟังดังที่ได้ประสบมาทุกประการ
หมอปานก็ว่าปาฏิหาริย์ในพระพุทธศาสนานั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่จริง แต่ใครจะสัมผัสและประจักษ์แก่ตนได้หรือไม่นั้นย่อมขึ้นอยู่กับคุณงามความดีและจิตใจของแต่ละคน แต่เป็นเรื่องที่ไม่ควรจะพูดมากออกไป เพราะคนจำนวนหนึ่งซึ่งไม่เชื่อถือในเรื่องเหล่านี้จะตำหนิติเตียนเอาได้

            หมอปานบอกว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าแม้ว่าจะทรงแสดงปาฏิหาริย์ได้เป็นเอนกประการ แต่ไม่ทรงสรรเสริญอภินิหารใด ๆ นอกจากอนุสาสนีปาฏิหาริย์ คือการแสดงธรรมเพื่อความรู้แจ้ง รู้จริง และเพื่อความถึงที่สุดแห่งทุกข์ และทรงตรัสห้ามมิให้ภิกษุอวดอ้างแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ ถึงกับทรงประณามว่าเป็นอุตริมนุษยธรรม และทรงบัญญัติพระวินัยห้ามอวดอุตริมนุษยธรรม ทรงบัญญัติโทษสถานหนักถึงขั้นปาราชิก ถ้าหากฝ่าฝืนก็จะเป็นอาบัติ ขาดจากความเป็นภิกษุ

            หมอปานว่าพระสงฆ์ในรุ่นหลังปฏิบัติไม่ได้ตามที่ศึกษาเล่าเรียน แต่กลับอ้างพุทธดำรัสดังกล่าวว่าไม่ทรงสรรเสริญให้แสดงซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจผิด การบำเพ็ญเพียรทางจิตเพื่อบรรลุถึงอิทธิฤทธิ์และปาฏิหาริย์นั้นเป็นสิ่งปกติที่จะต้องเป็นไปตามขั้นตอนแห่งการศึกษาอบรม เป็นผลของการปฏิบัติโดยตรง ซึ่งไม่ได้ทรงห้ามศึกษาหรือปฏิบัติแต่ประการใด

            พระตถาคตเจ้าทรงส่งเสริมสนับสนุนการศึกษาอบรมและการปฏิบัติทางจิตเป็นอันมาก คำสอนส่วนใหญ่ของพระองค์คือคำสอนเกี่ยวกับการศึกษาอบรมทางจิตเพื่อถึงซึ่งความพ้นทุกข์และมีอานิสงส์ที่สามารถกระทำอิทธิปาฏิหาริย์ได้

            ที่ทรงห้ามและถือเป็นการผิดพระวินัยก็เฉพาะแต่การอวดอ้างแสดงอิทธิปาฏิหาริย์อันไม่มีในตน ซึ่งมีลักษณะเป็นการหลอกลวงฉ้อฉลอันถือว่าเป็นอุตริมนุษยธรรมที่ไม่มีในตน

            ความจริงการบำเพ็ญเพียรทางจิตที่มีอานิสงส์ทำให้สามารถกระทำอิทธิปาฏิหาริย์ได้เป็นธรรมชาติและปฏิบัติที่จะต้องได้รับผลของการปฏิบัติเช่นนั้น และในบางยุคบางสมัยหรือบางกาล อิทธิปาฏิหาริย์ก็มีประโยชน์และอาจมีความจำเป็นที่จะต้องใช้เพื่อส่งเสริมศรัทธาประสาทะ หรือเพื่อข่มผู้เป็นอริที่เป็นอุปสรรค ในการเผยแพร่พระพุทธศาสนา

            เหตุที่ไม่ทรงสรรเสริญเพราะไม่ใช่หนทางแห่งการหลุดพ้นจากทุกข์ และหากมุ่งเน้นในเรื่องอิทธิปาฏิหาริย์เกินไปก็จะเกิดการติดยึดให้หยุดนิ่งอยู่กับที่ ไม่อาจเจริญก้าวหน้าในธรรมต่อไปได้ ทั้งอาจเบี่ยงเบนไปในทางลุ่มหลงเพราะเป็นทางหรือเป็นเหตุที่จะได้มาซึ่งลาภและสรรเสริญอันจะโน้มน้าวจิตใจให้ใหลลงไปในทางต่ำ

            แต่เมื่อได้บำเพ็ญเพียรจนจิตเป็นอธิจิตจนถอนความยึดมั่นถือมั่นได้สิ้นเชิงแล้ว ก็จะถึงซึ่งความหลุดพ้น เมื่อนั้นก็สามารถที่จะน้อมจิตนั้นไปสู่วิชชาและวิมุตได้โดยไม่ยากไม่ลำบาก

            ดังนั้นใครที่ไม่สามารถทำอิทธิปาฏิหาริย์ได้ก็อย่าได้เที่ยวอ้างหรือกล่าวถึงเรื่องนี้ส่งเดชเป็นอันขาด จะต้องแยกให้ชัดเจนถึงความสามารถในตนที่สามารถกระทำอิทธิปาฏิหาริย์ได้อย่างหนึ่งกับการแสดงอิทธิปาฏิหาริย์อีกอย่างหนึ่ง หากมีอยู่ในตนและกระทำได้จริง และเป็นการอันสมควร ก็ย่อมกระทำอิทธิปาฏิหาริย์ได้ ไม่เป็นอาบัติแต่ประการใด แต่ผู้ที่ทำไม่ได้และไม่มีภูมิธรรมอันสามารถกระทำอิทธิปาฏิหาริย์อยู่ในตัวนั่นแหละ ถ้าหากไปอวดอ้างว่ามีอยู่ในตนก็ย่อมผิดพระวินัยและเป็นอาบัติอย่างร้ายแรง

            ชาวพุทธจึงควรฝึกฝนอบรมจิตตนให้ถึงซึ่งภูมิธรรมที่สามารถกระทำอิทธิปาฏิหาริย์ได้ เพราะอย่างน้อยเมื่อทำได้ถึงขั้นนี้ก็ย่อมแสดงว่าได้ถึงแล้วซึ่งทุติยฌานเป็นอย่างต่ำ หรืออาจถึงกระทั่งจตุตถฌานซึ่งเป็นฌานขั้นสูงอีกด้วย.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘