ตอนที่ 33. ศาสตร์แห่งชีวิต

นายเณรเริ่มต้นการสอนหมากฮอสโดยปูพื้นฐานทางความคิดเพื่อเป็นวิธีคิดในการเล่นหมากฮอส ซึ่งดูไปแล้วก็คล้ายกับการปูพื้นฐานกำลังภายในของคนที่ต้องการฝึกวิทยายุทธ์ในหนังสือกำลังภายใน แต่แท้จริงแล้วคำสอนของนายเณรในเรื่องนี้ก็คือศาสตร์แห่งชีวิตอย่างหนึ่งซึ่งผมมีความประทับใจและจดจำไว้ไม่เคยลืมเลือนเลย

            นายเณรบอกว่าคนเรามีปกติชอบได้ไม่ชอบเสีย ความจริงในโลกนี้ไม่มีอะไรได้อย่างเดียวหรือเสียอย่างเดียว ยามเสียหาได้มีผลเสียแต่ทางเดียวไม่ แต่จะมีผลได้แฝงฝังอยู่ ยามได้ก็หาได้มีผลได้แต่ทางเดียวไม่ แต่จะมีผลเสียแฝงฝังอยู่เช่นเดียวกัน ขึ้นอยู่กับว่าใครจะมองเห็นความจริงดังกล่าวนี้หรือไม่

            นายเณรเตือนว่าคนเราทั่วไปนั้นยามได้มักไม่คิดถึงผลเสียที่จะติดตามมา ครั้นพอเสียเข้าจริงก็รู้สึกผิดหวัง อีกพวกหนึ่งยามเสียก็ไม่เข้าใจว่ามีทางได้แฝงอยู่ด้วยจึงเสียอกเสียใจเป็นทุกข์เป็นร้อน และสูญเสียโอกาสที่จะแสวงหาสิ่งที่จะพึงได้จากการเสียนั้น ซึ่งไม่เข้าท่าทั้งสองทาง

            นายเณรสอนว่าไม่ว่าเวลาได้หรือเวลาเสียก็ต้องคิดถึงอีกด้านอีกมุมหนึ่งว่ามีเสียมีได้อะไรแฝงตัวอยู่หรือที่จะติดตามมาบ้าง หากเข้าใจความจริงนี้แล้วยามเสียก็จะไม่ทุกข์ร้อนแต่จะกุมโอกาสและแสวงหาโอกาสที่จะยึดกุมช่วงชิงส่วนที่จะพึงได้ให้ได้มาจริง ๆ หรือในยามได้ก็จะไม่หลงตนเหลิงระเริงลมแล้วเกิดความเสียหายโดยที่ไม่ได้คิดอ่านป้องกัน

            นายเณรย้ำว่าความคิดในการเล่นหมากฮอสก็เหมือนกัน จะกินเขาก็ใช่ว่าจะกินได้ข้างเดียว ย่อมต้องมีโอกาสถูกเขากิน หรือถ้าเป็นจุดสำคัญก็อาจจะแพ้ทั้งกระดาน หรือในยามถูกเขากินก็ใช่ว่าจะสิ้นเนื้อประดาตัวถึงพ่ายแพ้ หากพึงต้องคิดแก้ไขใคร่ครวญส่วนที่จะได้ว่าอยู่ตรงไหน

            แล้วว่าเมื่อได้ใคร่ครวญพินิจพิจารณาทั้งทางได้ทางเสียอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้วก็จะทำให้การตัดสินใจมีความมั่นคงเด็ดขาดและถูกต้องมากขึ้น

            นายเณรอธิบายต่อไปอีกว่าจะทำการสิ่งใดใช่ว่าจะต้องทำให้ถึงที่สุด ยามเล่นหมากฮอสได้ก็อย่าคิดเอาได้จนถึงที่สุด ต้องคิดเผื่อเหลือเผื่อขาดให้คู่ต่อสู้ได้มีเงินเหลือพอกลับบ้านได้ จะได้ไม่เดือดร้อนขัดสนอับจนจนสร้างเรื่องร้ายตามมา หรือยามเล่นหมากฮอสเสียก็อย่าให้เสียจนหมดตัว ให้พึงรู้ประมาณ

            นายเณรพูดกว้าง ๆ อีกว่าปรากฏการณ์ที่เห็นในการเล่นหมากฮอสกับความเป็นจริงอาจจะไม่ใช่สิ่งเดียวกัน แล้วยกตัวอย่างนายเป๋ว่านายเป๋นั้นมีฝีไม้ลายมือเหนือกว่าผมมากมายนัก แต่นายเป๋แกล้งเล่นหมากฮอสแพ้และยอมจ่ายค่าพนันหลายครั้งหลายหน หากไม่มีความเฉลียวยั้งคิดก็จะเหลิงระเริงว่ามีฝีมือเหนือกว่าเขา ในที่สุดก็จะหมดเนื้อประดาตัว

            นายเณรบอกว่าอย่าประมาทให้กับใครเป็นอันขาด จะเล่นหมากฮอสกับใครที่ไม่รู้จักกันมาก่อน ไม่ว่าจะเห็นฝีมือเป็นประการใดอย่าประมาทคิดว่าเป็นหมูโดยเด็ดขาด ให้คิดเสียว่าเขาอาจะเป็นเซียนซ่อนตัวแบบนายเป๋ก็ได้ หากคิดได้อย่างนี้ก็จะเป็นเกราะคุ้มตัวไม่ให้เสียหายในภายหน้า

            นายเณรบอกอีกว่าการไปอ่อนข้อในเชิงต้มตุ๋นผู้คนนั้นนายเณรไม่เห็นด้วยเลย กับที่นายเป๋ได้กระทำมาแต่ก็มิรู้ที่จะว่ากล่าวตักเตือนประการใด เพราะเห็นใจนายเป๋ซึ่งมีฐานะลำบากยากจน มีลูกในอุปการะหลายคน ในขณะที่เงินเดือนก็น้อยนิด จึงต้องหารายได้พิเศษจากการเล่นพนันหมากฮอส

            นายเณรกล่าวว่าการเล่นพนันเอาเงินนั้นใครๆก็เล่นได้ จัดเป็นเรื่องคนทั่วไปเขาทำกัน แต่สำหรับซือแป๋ไม่เห็นเรื่องเงินเป็นเรื่องสำคัญ แต่เห็นความมีมิตรไมตรีที่จะผูกมิตรไมตรีกับใครต่อใครนั้นสำคัญกว่า

            นายเณรกล่าวในเชิงรำพึงอย่างภาคภูมิใจว่าชั่วชีวิตของซือแป๋รักนับถือคุณธรรมน้ำมิตรยิ่งกว่าสิ่งใด เล่นหมากฮอสก็เพื่อความสนุกสนาน หากมีพนันบ้างก็ถือเป็นงานอดิเรก แต่จะมุ่งการผูกมิตรไมตรีเป็นสำคัญกว่า

            นายเณรกล่าวด้วยเสียงอันหนักแน่นอีกว่า นกกาไม่เคยสั่งสมทรัพย์สิน โบยบินไปในอากาศก็แสวงหาอาหารได้ก็เพราะรู้ว่าไปทิศไหนมีผลหมากลูกไม้อะไรที่กินได้ แต่คนเรากลับไม่สนใจ

            ทรัพย์สินเงินทองไม่ใช่ของสำคัญ ความสำคัญอยู่ตรงที่ใครมีอำนาจใช้มันต่างหาก แท้จริงแล้วการมีทรัพย์สินเงินทองมากเป็นภาระในการดูแลรักษา ไหนจะต้องป้องกันโจรผู้ร้ายจะขโมยปล้นชิงเอา ไหนจะต้องป้องกันไม่ให้ลูกหลานล้างผลาญทะเลาะกัน

            นายเณรพูดกลั้วเสียงหัวเราะว่าซือแป๋ไม่สนใจเรื่องเงิน แต่สนใจมิตรสหายมากกว่า ขอเพียงรู้จักรักคบมิตรสหายให้ถูกก็เหมือนมีทรัพย์สมบัตินับค่าหาประมาณมิได้เลย
นายเณรโอ่ว่าชั่วชีวิตของซือแป๋มีมิตรสหายมากมาย ไม่ว่าจะไปแห่งหนตำบลไหน ถึงแม้จะไม่มีเงินติดกระเป๋าไปแม้แต่สักบาทเดียว แต่รับรองว่าไม่อดอยากขัดสนเป็นอันขาดเพราะทั่วทุกสารทิศซือแป๋มีมิตรสหายที่รู้ใจ ที่พร้อมจะเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกันมิให้อนาทรใด ๆ

            นายเณรบอกว่าการมีมิตรสหายแบบนี้เหมือนกับคำโบราณที่ว่ามีสหายมีคุณค่าเหมือนมีทรัพย์อยู่นับแสน ซึ่งความจริงคงจะเป็นการแปลงสารหรือไม่ก็เป็นการจำคลาดเคลื่อน เพราะคำพังเพยไทยในเรื่องนี้มีว่า “มีวิชาเหมือนมีทรัพย์อยู่นับแสน”

            ผมฟังดูก็เข้าใจในปรัชญาหมากฮอสของนายเณร และคิดเห็นว่าปรัชญาแบบนี้ใช่ว่าจะนำไปใช้ได้กับการเล่นหมากฮอสอย่างเดียวเท่านั้น หากยังสามารถนำไปใช้ในชีวิตจริงของคนเราได้เป็นอย่างดีอีกด้วย คิดดังนี้แล้วก็เข้าใจความในหนังสือกำลังภายในบางตอนที่ว่า “สูงสุดสู่สามัญ” คือเมื่อบรรลุถึงความสุดยอดแห่งวิชาใด ๆ แล้วก็จะพบกับความเป็นสามัญธรรมชาติธรรมดาที่ตรงกันในแทบทุกสาขาวิชา

            ผมประทับใจในหลักการคบมิตรของนายเณรตั้งแต่ในขณะนั้น ครั้นโตขึ้นได้เรียนรู้มากขึ้นโดยเฉพาะการได้มีโอกาสเรียนรู้สัมผัสกับพระธรรมคำสอนของพระบรมศาสดาแล้ว ก็เห็นว่าคำสอนของนายเณรหลายอย่างนั้นเป็นคำสอนที่ถูกต้อง

            โดยเฉพาะคือคำสอนในการคบมิตร ซึ่งคำสอนในมงคลสูตรที่พระตถาคตเจ้าพร่ำสอนแก่ชาวพุทธก็ปรากฏว่าข้อแรก ๆ เป็นคำสอนเกี่ยวกับการคบมิตร เพราะเริ่มด้วยมงคลสูตรข้อแรกว่าอย่าคบคนพาล และข้อที่สองว่าพึงคบบัณฑิต

            พระบรมศาสดาทรงเตือนว่าการคบคนพาลจะนำความทุกข์ร้อนมาให้ เพราะคนพาลเหมือนกับถ่านไฟ ยามลุกไหม้โชติแดงอยู่ขืนจับต้องเข้าก็จะร้อนจนมือไหม้พอง ยามดับมอดลงไปแล้วขืนจับต้องเข้าก็สกปรกเปรอะเปื้อน แม้ไม่จับต้องแต่หากอยู่ใกล้ลมโชยมาฝุ่นขี้เถ้าก็จะปลิวเข้าหูเข้าตาให้แสบร้อนหรือเปรอะเปื้อนเสื้อผ้าเป็นอย่างน้อย

            การคบบัณฑิตจะนำประโยชน์สุขมาให้ เพราะบัณฑิตจะแนะนำสั่งสอนให้เว้นในสิ่งที่ควรเว้น ให้ทำในสิ่งที่ควรทำ รวมทั้งอาจสอนให้รู้ด้วยว่าความจริงแท้นั้นเป็นประการใด สิ่งที่เห็นสัมผัสอาจจะไม่ใช่ความจริงก็ได้ ที่สำคัญคือบัณฑิตอาจสอนให้เห็นถึงภาวะอันเป็นจริงของสรรพสิ่งที่ไม่จีรังยั่งยืน มีความไม่เที่ยง เกิดขึ้นแล้วตั้งอยู่และดับไป เป็นภาวะที่เป็นทุกข์ และไม่ควรยึดมั่นถือมั่น

            คนเรานั้นหากได้ปฏิบัติมงคลสองข้อนี้ให้ดีแล้วก็จะไม่มีทางตกต่ำเลย จะไม่มีทางพ่ายแพ้ในที่ทั้งปวง มีแต่จะชนะในที่ทั้งปวง จะถึงซึ่งความเกษมเป็นแน่แท้ตามที่พระตถาคตเจ้าทรงรับรองผลไว้ในตอนท้ายของมงคลสูตรนั้น

            นายเณรบอกว่าเบื้องต้นต้องฝึกฝนทางจิตใจให้กล้าเสียเสียก่อน เพราะเมื่อกล้าเสียจนหมดตัวแล้วก็ไม่มีอะไรที่จะต้องกลัวอีกต่อไป เหมือนกับคนเราหากใครไม่กลัวตายเสียอย่างหนึ่งก็จะสามารถทำการทุกสิ่งทุกอย่างได้โดยไม่ทุกข์ร้อนหรือวิตกกังวล

            นายเณรบอกว่าวันนี้ซือแป๋แนะนำระบบความคิดและวิธีคิดให้เป็นพื้นฐานก่อน มีสิ่งใดไม่เข้าใจก็ให้ไต่ถามได้ แล้วถามว่าผมสงสัยอะไรหรือไม่

            ผมค่อนข้างจะมีสติมั่นคง ในขณะที่นายเณรพูดจาพร่ำสอนก็ตั้งใจสดับตรับฟังเป็นอย่างดี จึงสามารถจดจำได้แม่นยำและสามารถคิดตามใคร่ครวญตามก็มีความเข้าใจเป็นอย่างดี เมื่อได้ยินคำถามอย่างนั้นจึงตอบไปด้วยความเคารพว่าผมเข้าใจแล้ว แต่ถ้าสงสัยอะไรในภายหลังก็จะขอสอบถามต่อไป

            นายเณรตอบว่าเช่นนี้ก็ดีแล้ว จากนี้ไปเรามาฝึกวิธีกล้าเสียกันก่อน

            ว่าแล้วนายเณรได้ตั้งตัวหมากฮอสบนกระดาน โดยตั้งตัวหมากฮอสฝ่ายนายเณรแปดตัวตามปกติ ส่วนทางด้านผมนายเณรตั้งไว้เพียงตัวเดียว แล้วบอกว่าของเจ้าตัวเดียว ของซือแป๋แปดตัว มาดูกันว่าใครจะถูกกินหมดก่อน ฝ่ายนั้นจะเป็นฝ่ายชนะ

            นายเณรบอกว่านี่คือการฝึกหัดกล้าเสียและให้รู้จักเสีย แต่ก็เป็นวิธีการเล่นหมากฮอสอีกชนิดหนึ่งด้วยคือใครถูกกินหมดก่อนก็จะเป็นฝ่ายชนะ

            นับเป็นเรื่องที่แปลกเรื่องหนึ่งที่พบเห็นเป็นครั้งแรกในครั้งนั้น เพราะปกติแม้ตั้งตัวหมากฮอสกันฝ่ายละตัวก็น่าจะก้ำกึ่งกันว่าใครจะถูกกินหมดก่อน แต่นี่นายเณรตั้งตัวหมากออสฝ่ายตัวเองถึงแปดตัว ตั้งให้ผมแค่ตัวเดียว หากปกติทั่วไปฝ่ายที่มีตัวเดียวก็น่าที่จะถูกกินหมดก่อน

            ผมเห็นกติกาที่นายเณรว่าก็รู้สึกแปลกใจ เพราะฝ่ายตัวเดียวย่อมมีความเป็นไปได้ที่จะถูกกินหมดก่อน แต่ได้ยินนายเณรบอกว่ามากหรือน้อยยังไม่สำคัญเท่ากับความรู้ มีมากหากไม่รู้ก็เหมือนน้อย มีน้อยหากไม่รู้ก็ไม่สามารถเอาชนะได้ ดังนั้นเรื่องราวทุกสิ่งอย่างจึงต้องตั้งรากฐานที่ความรู้ก่อน

            ผลการเดินปรากฏว่านายเณรสามารถเดินหมากให้ผมกินได้จนหมด ตลอดทั้งกระดานผมรู้สึกว่าตกอยู่ในสภาพบังคับที่ต้องเดินตามที่กำหนดและต้องกินตามที่กำหนด ทำให้ได้สัมผัสว่าความรู้นี้ยังมีสิ่งที่พิสดารลึกซึ้งและมากมายก่ายกองที่เรายังจะต้องเรียนรู้ต่อไป

            นายเณรสอนผมเล่นหมากหนึ่งกับแปด แต่ใครถูกกินหมดก่อนเป็นฝ่ายชนะ ตั้งแต่เวลาสี่ทุ่มเศษไปจนเกือบตีสอง เวลาผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว ผมก็ได้เข้าใจถึงเคล็ดลับและปมเงื่อนของการเดินหมากชนิดนี้

            นายเณรบอกว่าการจะยอมเสียนั้นใช่ว่ายอมเสียแล้วจะเสียได้ดังใจทุกครั้งไปก็หาไม่ จะต้องรู้กลวิธีและเสียให้เป็น มิฉะนั้นก็เสียเลย ไม่อาจมีผลได้ในภายหลัง ผมได้ฟังก็บอกว่าผมพอจะเข้าใจแล้ว

            นายเณรบอกว่าวันนี้เอาเท่านี้ก่อน และตั้งแต่วันนี้ไปนอกจากวันศุกร์และวันเสาร์แล้วให้ผมมาหาได้ทุกวันตั้งแต่เวลาสี่ทุ่ม จะจัดเวลาเบื้องต้นไว้ให้สามเดือน ผมรับคำแล้วลานายเณรกลับวัดตามช่องทางที่ได้เตรียมการไว้นั้น

            ทุกคืนยกเว้นคืนวันศุกร์และคืนวันเสาร์ผมได้หลบออกจากกุฏิลอบไปฝึกหมากฮอสกับนายเณรที่บ้าน ได้เรียนวิธีให้เขากินและเริ่มเรียนถึงการเดินหมากฮอสตั้งแต่เดินกันคนละตัวไปจนถึงการเดินคนละหกตัว รู้จักวิธีเดิน วิธีกิน และวิธีคิดหมากปลายกระดานจนครบถ้วนกระบวนความ

            หลังจากนั้นนายเณรสอนถึงวิธีเปิดรูปหมากที่หลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่การเปิดรูปหมากที่เป็นฝ่ายเดินก่อนซึ่งนิยมเปิดรูปหมากที่เรียกว่ารูปสแตนดาร์ตหรือรูปมาตรฐาน อีปุ้มออกศึก อีห้อย เป็นต้น ส่วนรูปเปิดหมากทีหลังที่เรียกว่าหมากกองโจร หมากสามเหลี่ยม หมากอีห้อยหลัง หมากอภินิหารอาจารย์สืบ หมากดาวเหนือ ตลอดจนกระบวนการตัดหน้าตัดข้างทุกกระบวน

            ผมพอมีพื้นฐานและรักการเล่นหมากฮอสมาแต่เดิม ทั้งมีความจำค่อนข้างดี ดังนั้นไม่นานนักผมก็เรียนหมากฮอสกับนายเณรได้จนครบถ้วนกระบวนความ คงขาดก็แต่ความเป็นนักเล่นหมากฮอสซึ่งจัดว่าผมยังเป็นนักหมากฮอสหน้าใหม่กระดูกอ่อนที่ยังด้อยประสบการณ์ และจิตใจที่อาจไม่มั่นคงยามเผชิญหน้ากับการต่อสู้กันจริง ๆ เท่านั้น ซึ่งสองเรื่องนี้นายเณรบอกว่าต้องอาศัยการฝึกฝนและต้องอาศัยเวลา

            นับแต่ผมฝึกหมากฮอสกับนายเณรแล้ว พอเวลากลับจากโรงเรียนผมจึงมักที่จะกลับตามเส้นทางสายถนนอรุณอัมรินทร์และแวะเล่นหมากฮอสที่ร้านกาแฟริมถนนเป็นการซ้อมมือ ก็ได้ประจักษ์แก่ตนเองว่าฝีมือก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว คนที่ผมเคยเล่นด้วยและฝีมือก้ำกึ่งหรือเป็นรอง ผมก็สามารถเอาชนะได้อย่างง่ายดาย

            นานวันเข้านักหมากฮอสที่ร้านกาแฟริมถนนอรุณอัมรินทร์ก็ไม่มีใครสู้ผมได้ แม้ที่ร้านกาแฟหน้าคณะหนึ่งผมก็เอาชนะได้หมดทุกคน จากนั้นผมจึงเล่นไกลออกไปอีกหน่อยหนึ่งถึงตลาดบ้านขมิ้น เล่นกับพวกเซียนหมากฮอสอื่น ๆ แถบย่านนั้น รวมทั้งเล่นกับพวกขาจรจากถิ่นอื่นที่เวียนมาเล่นเป็นครั้งคราวด้วย นอกจากนักหมากฮอสที่เขาเรียกกันว่าเป็นเซียนตลาดบ้านขมิ้นซึ่งผมเล่นมีแต่ชนะกับเสมอแล้ว นอกนั้นผมชนะขาดลอยเกือบทั้งหมด.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘