ตอนที่ 31. คำนับสามยอดคนเป็นอาจารย์หมากฮอส
นายเณรได้ยินเสียงนายกำธรก็ดีใจ และรีบออกปากชวนให้นายกำธรนั่งลงก่อน แล้วกล่าวว่าที่นายกำธรจะขอเล่นพนันด้วยคนนั้นจะพนันกันอย่างไร นายกำธรซึ่งยืนอยู่ด้านข้างผมได้ฟังดังนั้นก็ไม่ยอมนั่ง กลับกล่าวว่าธรรมดาจะดูหมูกัดกัน ต้องยืนดูในที่สูง จะเห็นได้ชัดกว่า
ผมฟังดูแล้วสองคนนี้ช่างเป็นนักพนันจริง ๆ พอได้ยินคำว่าพนันต่างคนก็ต่างตาลุกวาวด้วยกันทั้งคู่
นายกำธรว่าตกลงพนันกันไว้อย่างไรก็ให้เป็นไปตามนั้น แต่นายกำธรจะถือข้างใดข้างหนึ่ง นายเณรจะให้ถือข้างไหน คือจะให้นายกำธรถือเดิมพันอยู่ข้างเดียวกับผม หรือว่าถือเดิมพันอยู่ข้างเดียวกับนายเณร ข้างไหนแพ้ชนะนายกำธรก็จะร่วมแพ้ชนะด้วยกัน
ผมได้ยินดังนั้นก็คิดว่านายกำธรและนายเณรเป็นเพื่อนพวกเดียวกัน หากนายกำธรมาถือข้างผมและบังเอิญผมแพ้นายกำธรจะไม่ต้องเรียกขานนายเณรว่าเป็นอาจารย์ดอกหรือ ในใจจึงคิดว่าอยากจะให้นายกำธรไปถือข้างนายเณรเพราะถ้าหากผมแพ้ก็จะได้อาจารย์หมากฮอสทีเดียวถึงสองคน นับว่าได้กำไรเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว
ไม่ทันที่ผมจะพูดออกความเห็นประการใด ก็ได้ยินนายเณรพูดขึ้นว่าไปถือข้างเด็กก็บ้าละสิ เดี๋ยวเด็กแพ้ขึ้นมาแกจะไม่ต้องกลายมาเป็นลูกศิษย์ของเราหรือ นายกำธรก็หัวเราะอย่างเยาะหยัน แล้วว่าคนอย่างเล่าฮูยืนข้างไหน ถือเดิมพันข้างไหน ข้างนั้นจะมีพ่ายแพ้ด้วยหรือ
ดูเหมือนนายเณรจะรู้ความหมายของนายกำธรที่ยังคงยืนอยู่ด้านข้างผม และยังไม่ยอมนั่งลงว่าถ้าหากนายกำธรถือข้างผมแล้วนายกำธรก็ต้องหาวิธีที่จะส่งสัญญาณบางอย่างในการเดินหมากฮอสให้ผมสามารถตีเสมอหรือเอาชนะนายเณรได้ และได้ยินนายเณรกล่าวต่อไปว่าพวกเรามาด้วยกันก็ต้องอยู่ข้างเดียวกันสิ
นายกำธรจึงว่าถ้าไม่มีใครขัดข้องก็เอาตามนี้ และถามผมอีกว่าจะตกลงไหม ไม่ทันที่ผมจะตอบก็ได้ยินเสียงดังขึ้นมาจากด้านหลังอีกว่าจะตกลงอะไรกัน อั๊วเอาด้วยคน
ผมหันหลังกลับไปก็เห็นเป็นนายเป๋กำลังเดินเข้ามาด้วยสีหน้ายิ้มระรื่น ไม่ทันที่ใครจะกล่าวประการใด นายเป๋ก็ถามว่าเดิมพันกันเท่าไหร่ หมดกระดานนี้แล้วขอแก้มือสักหน่อย
ในขณะนั้นนายกำธรได้ก้มลงกระซิบที่ข้างหูผมและบอกว่าให้ตอบไปว่า “รู้จักเซียนเป๋ดีอยู่แล้ว” ผมได้ยินดังนั้นก็ไม่คิดอะไรมาก รีบกล่าวกับนายเป๋ตามที่นายกำธรบอกทุกประการ
นายเป๋ได้ยินดังนั้นก็มีสีหน้าโกรธแล้วพูดขึ้นด้วยเสียงไม่พอใจว่าอะไรกันวะ พวกเดียวกันมาขายกันเองหรือ
นายเณรได้ฟังก็หัวเราะ และกล่าวว่าพวกเดียวกันทั้งนั้นแหละซึ่งหมายความว่าได้รวมเอาผมเป็นพวกเดียวกันด้วยแล้ว
แล้วนายเณรได้กล่าวกับผมว่าไอ้เป๋นี้มันเสียอยู่อย่างหนึ่ง ถ้าใครรู้และบอกว่ามันเป็นเซียนมันก็จะโกรธอย่างนี้แหละ
นายเป๋ได้ยินนายเณรว่าผมเป็นพวกเดียวกันก็มีท่าทีที่อ่อนลง พอดีนายเณรพยักหน้าให้นายเป๋เป็นทีบอกให้นั่งลง นายเป๋ก็นั่งลงที่เก้าอี้ข้าง ๆ ผม นายกำธรตบไหล่นายเป๋เบา ๆ แล้วกล่าวว่าเป็นเซียนก็ถูกหมูกินได้ แต่พอจะกินหมูกลับบ้าง หมูก็รู้ตัวเสียแล้ว น่าละอายจริง ๆ โว้ย กล่าวดังนั้นแล้วนายกำธรก็หัวเราะ
นายเป๋หันไปทางนายกำธรแล้วว่าแล้วไปเถิด เป็นพวกเดียวกันแล้วเอาไงก็เอากัน ที่ผ่านมาแล้วก็ให้แล้วไป อย่าไปพูดถึงให้เคืองใจเลย ทำให้เห็นว่านายเป๋นี้แม้จะเป็นนักต้มตุ๋นทางหมากฮอส แต่กับพวกพ้องแล้วดูเหมือนว่าจะไม่มีเล่ห์กลอะไร แล้วพูดง่าย ว่าง่ายราวกับแมวเชื่อง ๆ ตัวหนึ่งเท่านั้น
นายเป๋ได้ถามนายเณรว่าพนันกันอย่างไร นายเณรก็เล่าให้ฟังแล้วถามนายเป๋ว่าจะถือข้างไหน เพราะนายกำธรถือข้างนายเณรแล้ว
นายเป๋ก็ว่าใจจริงนั้นอยากจะถือข้างนายเณร แต่หมอนี่มันกินเรามาแล้ว เราไม่อยากเป็นอาจารย์มัน ขอตั้งตัวเป็นกรรมกินจะดีกว่า ซึ่งหมายความว่าผมเคยชนะพนันนายเป๋มาก่อนเพราะนายเป๋แกล้งหย่อนฝีมือให้ จึงไม่อยากยุ่งเกี่ยวในการเดิมพันแต่ขอเป็นกรรมกินแทน นั่นคือไม่ว่าฝ่ายไหนแพ้นายเป๋ก็จะไม่แพ้ด้วย แต่จะเป็นฝ่ายชนะอย่างเดียว เพราะเมื่อนายเป๋มีฐานะเป็นกรรมการก็มีสิทธิ์ในการกินโอเลี้ยงฟรี จึงพูดว่าเป็นกรรมกิน
ผมและนายเณรได้ฟังดังนั้นก็ตกลง จึงได้เริ่มต้นเล่นหมากฮอสชุดที่ 2 ข้างละ 8ตัวเท่ากัน การเล่นหมากฮอสในชุดนี้ถ้าเสมอกันต้องถือว่านายเณรเป็นฝ่ายแพ้ พักเดียวเท่านั้นก็เล่นกันครบ 5 กระดานในชุดที่ 2 ผลปรากฏว่านายเณรชนะ 4 กระดาน และเสมอ 1 กระดาน จึงเป็นอันว่าผมเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ทั้ง 2 ชุด
ผมรีบควักเงินจ่ายค่ากาแฟให้กับทุกคนและคำนับนายเณรแล้วเรียกว่าอาจารย์ และหันมาคำนับนายกำธร แต่พอจะเรียกนายกำธรว่าอาจารย์บ้าง นายกำธรก็ว่าอย่าเพิ่ง อย่าเพิ่ง แล้วกล่าวสืบไปว่าอย่าเรียกเล่าฮูว่าเป็นอาจารย์ เพราะได้ยินคำว่าอาจารย์แล้วรู้สึกบัดซบสิ้นดี กลิ่นอายเหม็นสาบเหมือนกับว่าเป็นอาจารย์มวย อาจารย์หมอผี หรืออาจารย์หมอดู เล่าฮูจึงไม่ชอบให้ใครมาเรียกว่าอาจารย์
นายกำธรกล่าวสืบต่อไปว่าตัวเรามีฝีมือเหนือกว่านายเณร และนายเณรก็มีฝีมือเหนือกว่านายเป๋ ดังนั้นให้เรียกนายเณรเป็นซือแป๋จะดีกว่า แล้วเรียกตัวเราเป็นซือเจ๊กโจ๊ว ส่วนนายเป๋ไม่ยอมเป็นอาจารย์ก็ให้เรียกว่าซือเจ็ก
ที่นายกำธรกล่าวนั้นเป็นถ้อยคำในหนังสือกำลังภายในซึ่งกำลังเป็นที่นิยมกันอยู่ในขณะนั้น คำว่าซือแป๋มีความหมายว่าเป็นครูบาอาจารย์ คำว่าซือเจ๊กโจ๊วหมายถึงอาจารย์ของอาจารย์อีกทีหนึ่ง ส่วนซือเจ็กในที่นี้ก็หมายถึงอาจารย์ผู้น้องของอาจารย์ หรืออาจารย์อานั่นเอง
ทั้งนายเณรและนายเป๋ได้ยินนายกำธรว่าดังนั้นก็กล่าวพร้อมกันว่าแปลกดีเหมือนกันว่ะเป็นตัวอะไรก็ไม่รู้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสองคนนี้อ่านหนังสือกำลังภายในน้อยไป แต่ชอบเรื่องแปลกประหลาดเหมือนกับความเป็นตัวประหลาดในแต่ละคนนั่นเอง
ส่วนผมนั้นชอบหนังสือกำลังภายในและชอบถ้อยคำจำพวกนี้อยู่แล้ว พอได้ยินดังนั้นผมก็รู้สึกครึ้มอกครึ้มใจตามไปด้วย จึงลุกขึ้นยืนคำนับให้นายเณรแล้วกล่าวว่าศิษย์คำนับซือแป๋ นายเณรก็หัวเราะดังลั่น ผมหันไปทางนายกำธรแล้วคำนับพลางกล่าวว่า ศิษย์คำนับซือเจ๊กโจ๊ว
นายกำธรก็ว่า ซือเจ๊กโจ๊วจะประสิทธิ์ประสาธน์วิทยายุทธ์ให้เจ้าจนหมดไส้หมดพุง ต่อไปข้างหน้าอย่าทำให้เสียชื่อสำนัก แต่ไม่ได้บอกว่าเป็นสำนักอะไร ผมก็บอกว่าครับ แล้วหันไปทางนายเป๋ คำนับและกล่าวว่าศิษย์คำนับซือเจ็ก
นายเป๋เอามือมาตบไหล่แล้วกล่าวว่าเรื่องที่แล้วมาก็แล้วไป แต่ต่อไปวันหน้าต้องทำงานให้ซือเจ็กสักเรื่องหนึ่ง ผมถามว่าเรื่องอะไร นายเป๋ก็บอกว่าไว้วันหน้าจะบอกให้ได้รู้
พวกเราหัวเราะต่อกระซิกกันอย่างสนุกสนานครื้นเครง แล้วเล่นหมากฮอสกันอีก 3-4 กระดาน นายเณรจึงบอกว่าวันนี้ได้สั่งเมียให้ซื้อหอยแคลงและทำลาบเนื้อเตรียมไว้ที่บ้าน จึงเชิญชวนทุกคนไปร่ำสุราเพื่อเป็นการเลี้ยงฉลองต้อนรับศิษย์ของสำนักเรา ทั้งนายเป๋และนายกำธรได้ยินนายเณรว่าดังนั้นก็บอกว่าดีเหมือนกัน
ผมเห็นทุกคนเออออห่อหมกไปกับนายเณร ครั้นจะขัดขืนก็จะฝืนน้ำใจกันมากไป ทั้ง ๆ ที่ผมไม่ชอบกินเหล้า แต่ก็จำใจรับคำ
เมื่อตกลงปลงใจพร้อมกันแล้ว จึงพากันออกจากร้านกาแฟไปที่ซอยวังหลัง ซึ่งเป็นบ้านพักของนายเณร มีสภาพแวดล้อมเป็นสลัม บ้านนายเณรนั้นเป็นบ้านไม้สองชั้น ชั้นล่างเป็นห้องโถงโล่ง มีบันไดขึ้นชั้นบนซึ่งเป็นที่พักนอน นายเณรเช่าเขาอยู่เดือนละ 500 บาท เมื่อไปถึงก็เห็นมีการตั้งวงไว้ก่อนแล้ว มีหอยแคลงลวกพร้อมน้ำจิ้ม ลาบเนื้อ ผักจิ้ม และกากหมูตั้งอยู่บนโต๊ะเล็ก ๆ เตี้ย ๆ กลางห้องโถง
นายกำธรและนายเป๋ดูเหมือนว่าจะคุ้นกับบ้านของนายเณรเพราะคงเคยไปมาหาสู่กันมาเนิ่นนานแล้ว ผมคนเดียวที่เป็นคนแปลกหน้า แต่มิได้รู้สึกอึดอัดประการใดเพราะผมไม่เคยรังเกียจความยากจน และสภาพบ้านแบบเดียวกับบ้านของนายเณรผมก็เคยสัมผัสจากการอาศัยพักนอนที่วัดอัมรินทร์มาก่อนแล้ว
พอทุกคนนั่งลงกับพื้นรอบ ๆ โต๊ะเล็ก ๆ นั้นแล้ว นายเณรได้กล่าวขึ้นว่าคนเรามีบ้านเล็ก ๆ แคบ ๆ ไม่สำคัญ ความสำคัญอยู่ที่ต้องมีน้ำใจกว้างขวางโอบอ้อมอารี
แล้วว่าคนส่วนใหญ่แสวงหาแต่ส่วนเกิน ทำงานทั้งชีวิตคิดอดออมสั่งสมเงินจนบางครั้งก็ลำบากยากเข็ญ ได้เงินมาอย่างมากก็แค่ปลูกบ้านได้หลังเดียว เสียเวลาเปล่า สู้เช่าเขาอยู่ไม่ได้ ดูอย่างนกสิไม่เคยคิดที่จะสร้างบ้านเรือนที่ถาวรอะไร ทำรังน้อย ๆ พอเป็นเครื่องคุ้มหัว คุ้มตัว ตั้งครอบครัวเป็นครั้งคราวเท่านั้น ถ้าคนเราเอาอย่างนกชีวิตก็จะมีความสุข และไม่เบียดเบียนคนอื่น
ผมได้ยินปรัชญาเกี่ยวกับการตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนของนายเณรแล้วก็รู้สึกว่านายเณรนี้เป็นคนช่างคิด เพราะฐานะของนายเณรนั้นหากคิดอ่านซื้อหาบ้านก็คงไม่ต้องกินไม่ต้องใช้อะไรกันอีก เมื่อทำใจและทำความคิดได้อย่างนี้แล้วก็จะไม่มีความทุกข์ร้อนในเรื่องที่อยู่อาศัยอีกต่อไป แต่ไม่รู้ว่าลูกเมียของนายเณรจะคิดอย่างเดียวกับนายเณรหรือไม่
สำหรับตัวนายเณรเองนั้นเห็นจะมีความรู้สึกตรงกับที่พูด เพราะไม่มีวี่แวววิตกทุกข์ร้อนเรื่องที่อยู่อาศัยให้ปรากฏเลย ซึ่งเป็นไปตามที่พระท่านสอนว่าคนเราจะร่ำรวยหรือยากจนไม่ได้อยู่ที่เงินทองว่ามากน้อยเพียงใด แต่อยู่ที่ใจว่ามีความพอแล้วหรือไม่
เมื่อใดที่ใจรู้สึกว่าอิ่มหรือพอแล้ว เมื่อนั้นก็ถือได้ว่าร่ำรวย คือเต็มแล้ว พอแล้ว ไม่มีความเดือดร้อนวุ่นวายจากการแสวงหาอีกต่อไป แต่ถ้าเมื่อใดที่ยังรู้สึกว่าไม่พอ ยังหิวโหย แม้จะมีทรัพย์สินเงินทองสักเท่าใด เมื่อนั้นก็ถือได้ว่ายังยากจนอยู่ เพราะมีความรุ่มร้อน วุ่นวาย ดิ้นรนและแสวงหาเพื่อตอบสนองความปรารถนา ความกระหาย ใคร่อยากต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด จึงไม่ต่างกับเปรตที่มีความหิวตลอดเวลา ไม่รู้จักความอิ่ม ไม่รู้จักความพอ ชีวิตเช่นนั้นจึงคล้ายกับตกอยู่ในนรกทั้งเป็น
โบราณจึงว่าถ้าไม่จนความพอก็ไม่จนความมี แต่ถ้าจนความพอก็ต้องจนความมี ซึ่งหมายความว่าถ้ารู้จักพอก็ไม่มีวันจน แต่ถ้าไม่รู้จักพอก็ต้องจนอยู่เรื่อยไป โดยนัยยะอย่างนี้ต้องถือว่านายเณรประสพความสำเร็จ มีความร่ำรวย และสมปรารถนาในชีวิตแล้ว
แต่คนเรานั้นใช่ว่าจะอยู่ในโลกแต่ลำพังคนเดียวได้ ต้องมีครอบครัวลูกเมียมิตรสหายที่ต้องดูแลรับผิดชอบ หากคิดเอาอย่างนายเณรล้วน ๆ แล้ว ตัวเราคนเดียวอาจจะทนได้ รับได้ ไม่เดือดร้อนวุ่นวาย แต่ลูกเมียครอบครัวมิตรสหายเพื่อนฝูงซึ่งอาจทำใจไม่ได้ก็ต้องเดือดร้อนวุ่นวายไป
นายเณรเอากระดานหมากฮอสมาตั้งไว้สามกระดาน ตอนแรกผมก็รู้สึกแปลกใจว่าคนเพียงสี่คนทำไมจึงนำกระดานหมากฮอสออกมาวางถึงสามกระดาน และถ้าจะเล่นพร้อมกันทีเดียวสามกระดานจะเล่นได้อย่างไร แต่ครู่หนึ่งก็หายแปลกใจ
นายกำธร นายเณร และนายเป๋นั่งกันเป็นมุมสามเหลี่ยมรอบ ๆ บริเวณโต๊ะที่ตั้งกับแกล้ม ตั้งกระดานหมากฮอสข้างโต๊ะระหว่างนายกำธรกับนายเณรกระดานหนึ่ง ระหว่างนายเณรกับนายเป๋กระดานหนึ่ง และระหว่างนายเป๋กับนายกำธรอีกกระดานหนึ่ง
กลายเป็นว่าในเวลาเดียวกันทั้งสามคนเล่นหมากฮอสด้วยกันเป็นสามกระดาน และเล่นพร้อมกันทุกคน นายกำธรใช้มือขวาเดินหมากฮอสกับนายเณร ใช้มือซ้ายเดินหมากฮอสกับนายเป๋ ส่วนนายเณรใช้มือซ้ายเดินหมากฮอสกับนายกำธร และใช้มือขวาเดินหมากฮอสกับนายเป๋ ในขณะที่นายเป๋ใช้มือขวาเดินหมากฮอสกับนายกำธร และใช้มือซ้ายเดินหมากฮอสกับนายเณร ดูเป็นการเล่นหมากฮอสที่ชุลมุนวุ่นวายและพิสดารกว่าที่เคยเห็นมาในชีวิต
นายกำธรบอกผมว่ามาใหม่ ๆ นั่งดูพวกเราเล่นกันก่อน ไว้วันหลังค่อยมาร่วมวง ผมก็บอกว่าครับ เพราะยังงงอยู่กับการเล่นหมากฮอสแบบนี้ แต่ก็เห็นว่าเป็นเรื่องแปลกดีและชวนเวียนหัวชอบกล
แต่ละคนเดินหมากฮอสทั้งมือซ้าย มือขวา มือข้างไหนว่างก็ตักกับแกล้มมากิน ยกแก้วเหล้าขึ้นมาดื่ม ในขณะที่ปากก็พูดกันไปเรื่อย ๆ
นายเณรและนายเป๋ต่างร้องเพลงแหล่กันคนละเพลง ส่วนนายกำธรผิวปากเป็นทำนองเพลงสากลไปอีกทางหนึ่ง ผมรู้สึกว่าทั้งสามคนนี้ช่างเป็นตัวประหลาดโดยแท้ แต่มีสมองและจิตใจที่สามารถแยกภาระหน้าที่กันทำหน้าที่หลาย ๆ อย่างในขณะเดียวกันได้ คือทั้งเดินหมากฮอส ทั้งกินเหล้าและกับแกล้ม และทั้งร้องเพลง ดูช่างชุลมุนดีแท้
มาถึงวันนี้จึงได้เข้าใจว่าสามคนนี้เป็นสุดยอดฝีมือทางหมากฮอสได้ นอกจากจะมีฝีไม้ลายมือในเชิงหมากฮอสชั้นครูแล้ว ยังมีจิตใจที่หนักแน่นมั่นคงเป็นสมาธิ ไม่วอกแวกหวั่นไหว และมีจิตใจที่ร่าเริงแจ่มใส่จนน่าประหลาดใจอีกด้วย คนแบบนี้จึงนับว่าเป็นยอดคนจำพวกหนึ่ง.
ผมฟังดูแล้วสองคนนี้ช่างเป็นนักพนันจริง ๆ พอได้ยินคำว่าพนันต่างคนก็ต่างตาลุกวาวด้วยกันทั้งคู่
นายกำธรว่าตกลงพนันกันไว้อย่างไรก็ให้เป็นไปตามนั้น แต่นายกำธรจะถือข้างใดข้างหนึ่ง นายเณรจะให้ถือข้างไหน คือจะให้นายกำธรถือเดิมพันอยู่ข้างเดียวกับผม หรือว่าถือเดิมพันอยู่ข้างเดียวกับนายเณร ข้างไหนแพ้ชนะนายกำธรก็จะร่วมแพ้ชนะด้วยกัน
ผมได้ยินดังนั้นก็คิดว่านายกำธรและนายเณรเป็นเพื่อนพวกเดียวกัน หากนายกำธรมาถือข้างผมและบังเอิญผมแพ้นายกำธรจะไม่ต้องเรียกขานนายเณรว่าเป็นอาจารย์ดอกหรือ ในใจจึงคิดว่าอยากจะให้นายกำธรไปถือข้างนายเณรเพราะถ้าหากผมแพ้ก็จะได้อาจารย์หมากฮอสทีเดียวถึงสองคน นับว่าได้กำไรเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว
ไม่ทันที่ผมจะพูดออกความเห็นประการใด ก็ได้ยินนายเณรพูดขึ้นว่าไปถือข้างเด็กก็บ้าละสิ เดี๋ยวเด็กแพ้ขึ้นมาแกจะไม่ต้องกลายมาเป็นลูกศิษย์ของเราหรือ นายกำธรก็หัวเราะอย่างเยาะหยัน แล้วว่าคนอย่างเล่าฮูยืนข้างไหน ถือเดิมพันข้างไหน ข้างนั้นจะมีพ่ายแพ้ด้วยหรือ
ดูเหมือนนายเณรจะรู้ความหมายของนายกำธรที่ยังคงยืนอยู่ด้านข้างผม และยังไม่ยอมนั่งลงว่าถ้าหากนายกำธรถือข้างผมแล้วนายกำธรก็ต้องหาวิธีที่จะส่งสัญญาณบางอย่างในการเดินหมากฮอสให้ผมสามารถตีเสมอหรือเอาชนะนายเณรได้ และได้ยินนายเณรกล่าวต่อไปว่าพวกเรามาด้วยกันก็ต้องอยู่ข้างเดียวกันสิ
นายกำธรจึงว่าถ้าไม่มีใครขัดข้องก็เอาตามนี้ และถามผมอีกว่าจะตกลงไหม ไม่ทันที่ผมจะตอบก็ได้ยินเสียงดังขึ้นมาจากด้านหลังอีกว่าจะตกลงอะไรกัน อั๊วเอาด้วยคน
ผมหันหลังกลับไปก็เห็นเป็นนายเป๋กำลังเดินเข้ามาด้วยสีหน้ายิ้มระรื่น ไม่ทันที่ใครจะกล่าวประการใด นายเป๋ก็ถามว่าเดิมพันกันเท่าไหร่ หมดกระดานนี้แล้วขอแก้มือสักหน่อย
ในขณะนั้นนายกำธรได้ก้มลงกระซิบที่ข้างหูผมและบอกว่าให้ตอบไปว่า “รู้จักเซียนเป๋ดีอยู่แล้ว” ผมได้ยินดังนั้นก็ไม่คิดอะไรมาก รีบกล่าวกับนายเป๋ตามที่นายกำธรบอกทุกประการ
นายเป๋ได้ยินดังนั้นก็มีสีหน้าโกรธแล้วพูดขึ้นด้วยเสียงไม่พอใจว่าอะไรกันวะ พวกเดียวกันมาขายกันเองหรือ
นายเณรได้ฟังก็หัวเราะ และกล่าวว่าพวกเดียวกันทั้งนั้นแหละซึ่งหมายความว่าได้รวมเอาผมเป็นพวกเดียวกันด้วยแล้ว
แล้วนายเณรได้กล่าวกับผมว่าไอ้เป๋นี้มันเสียอยู่อย่างหนึ่ง ถ้าใครรู้และบอกว่ามันเป็นเซียนมันก็จะโกรธอย่างนี้แหละ
นายเป๋ได้ยินนายเณรว่าผมเป็นพวกเดียวกันก็มีท่าทีที่อ่อนลง พอดีนายเณรพยักหน้าให้นายเป๋เป็นทีบอกให้นั่งลง นายเป๋ก็นั่งลงที่เก้าอี้ข้าง ๆ ผม นายกำธรตบไหล่นายเป๋เบา ๆ แล้วกล่าวว่าเป็นเซียนก็ถูกหมูกินได้ แต่พอจะกินหมูกลับบ้าง หมูก็รู้ตัวเสียแล้ว น่าละอายจริง ๆ โว้ย กล่าวดังนั้นแล้วนายกำธรก็หัวเราะ
นายเป๋หันไปทางนายกำธรแล้วว่าแล้วไปเถิด เป็นพวกเดียวกันแล้วเอาไงก็เอากัน ที่ผ่านมาแล้วก็ให้แล้วไป อย่าไปพูดถึงให้เคืองใจเลย ทำให้เห็นว่านายเป๋นี้แม้จะเป็นนักต้มตุ๋นทางหมากฮอส แต่กับพวกพ้องแล้วดูเหมือนว่าจะไม่มีเล่ห์กลอะไร แล้วพูดง่าย ว่าง่ายราวกับแมวเชื่อง ๆ ตัวหนึ่งเท่านั้น
นายเป๋ได้ถามนายเณรว่าพนันกันอย่างไร นายเณรก็เล่าให้ฟังแล้วถามนายเป๋ว่าจะถือข้างไหน เพราะนายกำธรถือข้างนายเณรแล้ว
นายเป๋ก็ว่าใจจริงนั้นอยากจะถือข้างนายเณร แต่หมอนี่มันกินเรามาแล้ว เราไม่อยากเป็นอาจารย์มัน ขอตั้งตัวเป็นกรรมกินจะดีกว่า ซึ่งหมายความว่าผมเคยชนะพนันนายเป๋มาก่อนเพราะนายเป๋แกล้งหย่อนฝีมือให้ จึงไม่อยากยุ่งเกี่ยวในการเดิมพันแต่ขอเป็นกรรมกินแทน นั่นคือไม่ว่าฝ่ายไหนแพ้นายเป๋ก็จะไม่แพ้ด้วย แต่จะเป็นฝ่ายชนะอย่างเดียว เพราะเมื่อนายเป๋มีฐานะเป็นกรรมการก็มีสิทธิ์ในการกินโอเลี้ยงฟรี จึงพูดว่าเป็นกรรมกิน
ผมและนายเณรได้ฟังดังนั้นก็ตกลง จึงได้เริ่มต้นเล่นหมากฮอสชุดที่ 2 ข้างละ 8ตัวเท่ากัน การเล่นหมากฮอสในชุดนี้ถ้าเสมอกันต้องถือว่านายเณรเป็นฝ่ายแพ้ พักเดียวเท่านั้นก็เล่นกันครบ 5 กระดานในชุดที่ 2 ผลปรากฏว่านายเณรชนะ 4 กระดาน และเสมอ 1 กระดาน จึงเป็นอันว่าผมเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ทั้ง 2 ชุด
ผมรีบควักเงินจ่ายค่ากาแฟให้กับทุกคนและคำนับนายเณรแล้วเรียกว่าอาจารย์ และหันมาคำนับนายกำธร แต่พอจะเรียกนายกำธรว่าอาจารย์บ้าง นายกำธรก็ว่าอย่าเพิ่ง อย่าเพิ่ง แล้วกล่าวสืบไปว่าอย่าเรียกเล่าฮูว่าเป็นอาจารย์ เพราะได้ยินคำว่าอาจารย์แล้วรู้สึกบัดซบสิ้นดี กลิ่นอายเหม็นสาบเหมือนกับว่าเป็นอาจารย์มวย อาจารย์หมอผี หรืออาจารย์หมอดู เล่าฮูจึงไม่ชอบให้ใครมาเรียกว่าอาจารย์
นายกำธรกล่าวสืบต่อไปว่าตัวเรามีฝีมือเหนือกว่านายเณร และนายเณรก็มีฝีมือเหนือกว่านายเป๋ ดังนั้นให้เรียกนายเณรเป็นซือแป๋จะดีกว่า แล้วเรียกตัวเราเป็นซือเจ๊กโจ๊ว ส่วนนายเป๋ไม่ยอมเป็นอาจารย์ก็ให้เรียกว่าซือเจ็ก
ที่นายกำธรกล่าวนั้นเป็นถ้อยคำในหนังสือกำลังภายในซึ่งกำลังเป็นที่นิยมกันอยู่ในขณะนั้น คำว่าซือแป๋มีความหมายว่าเป็นครูบาอาจารย์ คำว่าซือเจ๊กโจ๊วหมายถึงอาจารย์ของอาจารย์อีกทีหนึ่ง ส่วนซือเจ็กในที่นี้ก็หมายถึงอาจารย์ผู้น้องของอาจารย์ หรืออาจารย์อานั่นเอง
ทั้งนายเณรและนายเป๋ได้ยินนายกำธรว่าดังนั้นก็กล่าวพร้อมกันว่าแปลกดีเหมือนกันว่ะเป็นตัวอะไรก็ไม่รู้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสองคนนี้อ่านหนังสือกำลังภายในน้อยไป แต่ชอบเรื่องแปลกประหลาดเหมือนกับความเป็นตัวประหลาดในแต่ละคนนั่นเอง
ส่วนผมนั้นชอบหนังสือกำลังภายในและชอบถ้อยคำจำพวกนี้อยู่แล้ว พอได้ยินดังนั้นผมก็รู้สึกครึ้มอกครึ้มใจตามไปด้วย จึงลุกขึ้นยืนคำนับให้นายเณรแล้วกล่าวว่าศิษย์คำนับซือแป๋ นายเณรก็หัวเราะดังลั่น ผมหันไปทางนายกำธรแล้วคำนับพลางกล่าวว่า ศิษย์คำนับซือเจ๊กโจ๊ว
นายกำธรก็ว่า ซือเจ๊กโจ๊วจะประสิทธิ์ประสาธน์วิทยายุทธ์ให้เจ้าจนหมดไส้หมดพุง ต่อไปข้างหน้าอย่าทำให้เสียชื่อสำนัก แต่ไม่ได้บอกว่าเป็นสำนักอะไร ผมก็บอกว่าครับ แล้วหันไปทางนายเป๋ คำนับและกล่าวว่าศิษย์คำนับซือเจ็ก
นายเป๋เอามือมาตบไหล่แล้วกล่าวว่าเรื่องที่แล้วมาก็แล้วไป แต่ต่อไปวันหน้าต้องทำงานให้ซือเจ็กสักเรื่องหนึ่ง ผมถามว่าเรื่องอะไร นายเป๋ก็บอกว่าไว้วันหน้าจะบอกให้ได้รู้
พวกเราหัวเราะต่อกระซิกกันอย่างสนุกสนานครื้นเครง แล้วเล่นหมากฮอสกันอีก 3-4 กระดาน นายเณรจึงบอกว่าวันนี้ได้สั่งเมียให้ซื้อหอยแคลงและทำลาบเนื้อเตรียมไว้ที่บ้าน จึงเชิญชวนทุกคนไปร่ำสุราเพื่อเป็นการเลี้ยงฉลองต้อนรับศิษย์ของสำนักเรา ทั้งนายเป๋และนายกำธรได้ยินนายเณรว่าดังนั้นก็บอกว่าดีเหมือนกัน
ผมเห็นทุกคนเออออห่อหมกไปกับนายเณร ครั้นจะขัดขืนก็จะฝืนน้ำใจกันมากไป ทั้ง ๆ ที่ผมไม่ชอบกินเหล้า แต่ก็จำใจรับคำ
เมื่อตกลงปลงใจพร้อมกันแล้ว จึงพากันออกจากร้านกาแฟไปที่ซอยวังหลัง ซึ่งเป็นบ้านพักของนายเณร มีสภาพแวดล้อมเป็นสลัม บ้านนายเณรนั้นเป็นบ้านไม้สองชั้น ชั้นล่างเป็นห้องโถงโล่ง มีบันไดขึ้นชั้นบนซึ่งเป็นที่พักนอน นายเณรเช่าเขาอยู่เดือนละ 500 บาท เมื่อไปถึงก็เห็นมีการตั้งวงไว้ก่อนแล้ว มีหอยแคลงลวกพร้อมน้ำจิ้ม ลาบเนื้อ ผักจิ้ม และกากหมูตั้งอยู่บนโต๊ะเล็ก ๆ เตี้ย ๆ กลางห้องโถง
นายกำธรและนายเป๋ดูเหมือนว่าจะคุ้นกับบ้านของนายเณรเพราะคงเคยไปมาหาสู่กันมาเนิ่นนานแล้ว ผมคนเดียวที่เป็นคนแปลกหน้า แต่มิได้รู้สึกอึดอัดประการใดเพราะผมไม่เคยรังเกียจความยากจน และสภาพบ้านแบบเดียวกับบ้านของนายเณรผมก็เคยสัมผัสจากการอาศัยพักนอนที่วัดอัมรินทร์มาก่อนแล้ว
พอทุกคนนั่งลงกับพื้นรอบ ๆ โต๊ะเล็ก ๆ นั้นแล้ว นายเณรได้กล่าวขึ้นว่าคนเรามีบ้านเล็ก ๆ แคบ ๆ ไม่สำคัญ ความสำคัญอยู่ที่ต้องมีน้ำใจกว้างขวางโอบอ้อมอารี
แล้วว่าคนส่วนใหญ่แสวงหาแต่ส่วนเกิน ทำงานทั้งชีวิตคิดอดออมสั่งสมเงินจนบางครั้งก็ลำบากยากเข็ญ ได้เงินมาอย่างมากก็แค่ปลูกบ้านได้หลังเดียว เสียเวลาเปล่า สู้เช่าเขาอยู่ไม่ได้ ดูอย่างนกสิไม่เคยคิดที่จะสร้างบ้านเรือนที่ถาวรอะไร ทำรังน้อย ๆ พอเป็นเครื่องคุ้มหัว คุ้มตัว ตั้งครอบครัวเป็นครั้งคราวเท่านั้น ถ้าคนเราเอาอย่างนกชีวิตก็จะมีความสุข และไม่เบียดเบียนคนอื่น
ผมได้ยินปรัชญาเกี่ยวกับการตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนของนายเณรแล้วก็รู้สึกว่านายเณรนี้เป็นคนช่างคิด เพราะฐานะของนายเณรนั้นหากคิดอ่านซื้อหาบ้านก็คงไม่ต้องกินไม่ต้องใช้อะไรกันอีก เมื่อทำใจและทำความคิดได้อย่างนี้แล้วก็จะไม่มีความทุกข์ร้อนในเรื่องที่อยู่อาศัยอีกต่อไป แต่ไม่รู้ว่าลูกเมียของนายเณรจะคิดอย่างเดียวกับนายเณรหรือไม่
สำหรับตัวนายเณรเองนั้นเห็นจะมีความรู้สึกตรงกับที่พูด เพราะไม่มีวี่แวววิตกทุกข์ร้อนเรื่องที่อยู่อาศัยให้ปรากฏเลย ซึ่งเป็นไปตามที่พระท่านสอนว่าคนเราจะร่ำรวยหรือยากจนไม่ได้อยู่ที่เงินทองว่ามากน้อยเพียงใด แต่อยู่ที่ใจว่ามีความพอแล้วหรือไม่
เมื่อใดที่ใจรู้สึกว่าอิ่มหรือพอแล้ว เมื่อนั้นก็ถือได้ว่าร่ำรวย คือเต็มแล้ว พอแล้ว ไม่มีความเดือดร้อนวุ่นวายจากการแสวงหาอีกต่อไป แต่ถ้าเมื่อใดที่ยังรู้สึกว่าไม่พอ ยังหิวโหย แม้จะมีทรัพย์สินเงินทองสักเท่าใด เมื่อนั้นก็ถือได้ว่ายังยากจนอยู่ เพราะมีความรุ่มร้อน วุ่นวาย ดิ้นรนและแสวงหาเพื่อตอบสนองความปรารถนา ความกระหาย ใคร่อยากต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด จึงไม่ต่างกับเปรตที่มีความหิวตลอดเวลา ไม่รู้จักความอิ่ม ไม่รู้จักความพอ ชีวิตเช่นนั้นจึงคล้ายกับตกอยู่ในนรกทั้งเป็น
โบราณจึงว่าถ้าไม่จนความพอก็ไม่จนความมี แต่ถ้าจนความพอก็ต้องจนความมี ซึ่งหมายความว่าถ้ารู้จักพอก็ไม่มีวันจน แต่ถ้าไม่รู้จักพอก็ต้องจนอยู่เรื่อยไป โดยนัยยะอย่างนี้ต้องถือว่านายเณรประสพความสำเร็จ มีความร่ำรวย และสมปรารถนาในชีวิตแล้ว
แต่คนเรานั้นใช่ว่าจะอยู่ในโลกแต่ลำพังคนเดียวได้ ต้องมีครอบครัวลูกเมียมิตรสหายที่ต้องดูแลรับผิดชอบ หากคิดเอาอย่างนายเณรล้วน ๆ แล้ว ตัวเราคนเดียวอาจจะทนได้ รับได้ ไม่เดือดร้อนวุ่นวาย แต่ลูกเมียครอบครัวมิตรสหายเพื่อนฝูงซึ่งอาจทำใจไม่ได้ก็ต้องเดือดร้อนวุ่นวายไป
นายเณรเอากระดานหมากฮอสมาตั้งไว้สามกระดาน ตอนแรกผมก็รู้สึกแปลกใจว่าคนเพียงสี่คนทำไมจึงนำกระดานหมากฮอสออกมาวางถึงสามกระดาน และถ้าจะเล่นพร้อมกันทีเดียวสามกระดานจะเล่นได้อย่างไร แต่ครู่หนึ่งก็หายแปลกใจ
นายกำธร นายเณร และนายเป๋นั่งกันเป็นมุมสามเหลี่ยมรอบ ๆ บริเวณโต๊ะที่ตั้งกับแกล้ม ตั้งกระดานหมากฮอสข้างโต๊ะระหว่างนายกำธรกับนายเณรกระดานหนึ่ง ระหว่างนายเณรกับนายเป๋กระดานหนึ่ง และระหว่างนายเป๋กับนายกำธรอีกกระดานหนึ่ง
กลายเป็นว่าในเวลาเดียวกันทั้งสามคนเล่นหมากฮอสด้วยกันเป็นสามกระดาน และเล่นพร้อมกันทุกคน นายกำธรใช้มือขวาเดินหมากฮอสกับนายเณร ใช้มือซ้ายเดินหมากฮอสกับนายเป๋ ส่วนนายเณรใช้มือซ้ายเดินหมากฮอสกับนายกำธร และใช้มือขวาเดินหมากฮอสกับนายเป๋ ในขณะที่นายเป๋ใช้มือขวาเดินหมากฮอสกับนายกำธร และใช้มือซ้ายเดินหมากฮอสกับนายเณร ดูเป็นการเล่นหมากฮอสที่ชุลมุนวุ่นวายและพิสดารกว่าที่เคยเห็นมาในชีวิต
นายกำธรบอกผมว่ามาใหม่ ๆ นั่งดูพวกเราเล่นกันก่อน ไว้วันหลังค่อยมาร่วมวง ผมก็บอกว่าครับ เพราะยังงงอยู่กับการเล่นหมากฮอสแบบนี้ แต่ก็เห็นว่าเป็นเรื่องแปลกดีและชวนเวียนหัวชอบกล
แต่ละคนเดินหมากฮอสทั้งมือซ้าย มือขวา มือข้างไหนว่างก็ตักกับแกล้มมากิน ยกแก้วเหล้าขึ้นมาดื่ม ในขณะที่ปากก็พูดกันไปเรื่อย ๆ
นายเณรและนายเป๋ต่างร้องเพลงแหล่กันคนละเพลง ส่วนนายกำธรผิวปากเป็นทำนองเพลงสากลไปอีกทางหนึ่ง ผมรู้สึกว่าทั้งสามคนนี้ช่างเป็นตัวประหลาดโดยแท้ แต่มีสมองและจิตใจที่สามารถแยกภาระหน้าที่กันทำหน้าที่หลาย ๆ อย่างในขณะเดียวกันได้ คือทั้งเดินหมากฮอส ทั้งกินเหล้าและกับแกล้ม และทั้งร้องเพลง ดูช่างชุลมุนดีแท้
มาถึงวันนี้จึงได้เข้าใจว่าสามคนนี้เป็นสุดยอดฝีมือทางหมากฮอสได้ นอกจากจะมีฝีไม้ลายมือในเชิงหมากฮอสชั้นครูแล้ว ยังมีจิตใจที่หนักแน่นมั่นคงเป็นสมาธิ ไม่วอกแวกหวั่นไหว และมีจิตใจที่ร่าเริงแจ่มใส่จนน่าประหลาดใจอีกด้วย คนแบบนี้จึงนับว่าเป็นยอดคนจำพวกหนึ่ง.