ตอนที่ 31. รอยร้าวในพันธมิตร

พิชัยสงครามวางหลักการบัญชาการทางยุทธวิธีไว้ว่า “มีกำลังสิบเท่าของข้าศึกจงเข้าล้อมเอา ถ้าห้าเท่าจงบุกตี ถ้าสองเท่าก็แยกเป็นสองกองเข้าชิงชัย ถ้าทัดเทียมกันจงพยายามเข้ารบพุ่ง น้อยกว่าจงตั้งรับ ถ้าน้อยกว่ามากจงหาทางหลีกเลี่ยงไว้ก่อน”

            กองทัพปฏิวัติมีกำลังพลมากกว่ากำลังพลในด่านกิสุยก๋วนหลายสิบเท่า แทนที่จะโหมกำลังเข้าล้อมโจมตี ซึ่งจะยึดด่านกิสุยก๋วนได้โดยง่าย จากนั้นจึงเข้ายึดจุดยุทธศาสตร์อื่นแล้วเข้ายึดเมืองลกเอี๋ยงต่อไป แต่อ้วนเสี้ยวกลับบัญชาการให้กองทัพส่วนใหญ่ตั้งมั่นกินลมชมดาว ณ ชายแดนเมืองลกเอี๋ยงให้สิ้นเปลืองเสบียงเสียเฉย ๆ คงแบ่งเอาส่วนน้อยคือกองทัพเมืองเตียงสา ของซุนเกี๋ยนเพียงกองทัพเดียวไปทำการ

            เป็นการลดพลังทางยุทธานุภาพของกองทัพปฏิวัติ แสดงออกถึงความไม่รู้พิชัยสงคราม ไม่รู้หลักการใช้กำลังพลของอ้วนเสี้ยว จึงทำให้กองทัพปฏิวัติสูญเสียโอกาสสำคัญไปอย่างน่าเสียดาย นี่คือความผิดพลาดครั้งสำคัญในการบัญชาการรบในครั้งแรกของอ้วนเสี้ยว

            การเคลื่อนทัพของกองทัพปฏิวัติเมื่อล่วงถึงชายแดนเมืองลกเอี๋ยงแล้ว ลิยูกุนซือเจ้าปัญญาของตั๋งโต๊ะก็ได้รับข่าวศึกจากนายด่าน จึงรายงานให้ตั๋งโต๊ะทราบ ดังนั้นตั๋งโต๊ะจึงเรียกประชุมกองบัญชาการทหารกลางปรึกษาการศึกเพื่อรับมือกับกองทัพปฏิวัติ

            ลิโป้อัศวินงูเห่าผู้เป็นบุตรบุญธรรมของตั๋งโต๊ะหวังจะได้รับความชอบจากการศึกครั้งนี้จึงขออาสาไปปราบกองทัพปฏิวัติ และหมิ่นว่ากองทัพปฏิวัตินี้ประดุจดังแมลงเม่าบินเข้ากองไฟ ตั๋งโต๊ะท่านอย่าได้วิตกเลย

            ตั๋งโต๊ะฟังอัศวินงูเห่าแล้วดีใจนัก จึงว่าลิโป้ลูกเรานี้องอาจสง่ากล้าหาญยิ่งนัก มีเจ้าอยู่คนหนึ่งเท่ากับมีทหารเกินสิบหมื่น ลิโป้ยินคำยอดังนี้แล้วกระทบเข้ากับต่อมลูกยอจึงยิ้มร่าพลางคุกเข่าลงคำนับตั๋งโต๊ะแล้วว่าขอบคุณบิดาท่าน ขอบคุณบิดาท่าน

            มิทันจะขาดคำของลิโป้ ฮัวหยงนายทหารเอกรูปร่างสูงหกศอกเศษ มีกิริยาดังเสือ ได้ลุกขึ้นยืนแล้วก้าวออกมาคุกเข่าลงเบื้องหน้าตั๋งโต๊ะแล้วว่า “ซึ่งจะฆ่าไก่ แลจะเอามีดฆ่าโคมาฆ่านั้นไม่ควร ข้าพเจ้าจะขออาสาไปตัดเอาศีรษะหัวเมืองทั้งปวงมาให้จงได้”

            ตั๋งโต๊ะฟังแล้วก็ยิ้ม ลิโป้ฟังแล้วก็แย้ม เป็นที่พออกพอใจต่อถ้อยคำซึ่งแฝงคำยกย่องอยู่ในทียิ่งนัก ตั๋งโต๊ะจึงมีคำสั่งแต่งตั้งให้ฮัวหยงเป็นแม่ทัพใหญ่ ตั้งให้ลิซก โฮจิ้น และเตียวหงิม เป็นรองแม่ทัพนำทหารห้าหมื่นยกออกจากเมืองหลวงไปตั้งรับกองทัพปฏิวัติ ณ ด่านกิสุยก๋วน

            ฝ่ายกองทัพปฏิวัตินั้น หลังจากเลิกประชุมวางแผนการรบสั่งให้ซุนเกี๋ยนเป็นกองทัพหน้าเตรียมยกไปตีด่านกิสุยก๋วนในวันรุ่งขึ้นแล้ว ปรากฏว่าเปาสิ้นเจ้าเมือง   เจปัก เกิดความคิดริษยาเกรงว่าถ้าซุนเกี๋ยนตีด่านกิสุยก๋วนแตกแล้ว จะยกเข้าตีเมืองลกเอี๋ยงเอาความชอบเสียแต่ผู้เดียว จึงคิดชิงเอาความชอบเสียก่อน

            ดังนั้นเปาสิ้นจึงเรียกเปาต๋งผู้น้อง ให้คุมทหารเมืองเจปักห้าหมื่นคนยกไปตามทางลัด ตีด่านกิสุยก๋วนเสียก่อนกองทัพซุนเกี๋ยน
             เปาต๋งเคลื่อนทัพห้าหมื่นยกไปตั้งแต่เพลาใกล้รุ่งคืนนั้น เดินทัพตามทางลัดตกสายก็ถึงด่านกิสุยก๋วน
            ฮัวหยงรับรายงานข่าวกองทัพเปาต๋งยกมาก็คุมทหารห้าร้อยเปิดประตูด่าน คุมทหารเข้าประจันหน้ากับเปาต๋งแล้วตวาดว่าไอ้กบฏ กูจะฆ่ามึงเสีย เปาต๋งได้ยินเสียงตวาดดังสนั่นดุจฟ้าผ่าก็ตกใจ ทั้งม้าทั้งคนผงะไป ฮัวหยงได้ทีจึงปรี่เข้าไปเอาง้าวฟัน เปาต๋งตกม้าตาย ทหารเปาต๋งตกใจแตกหนี ฮัวหยงจึงคุมทหารเข้าจับทหารของเปาต๋งได้เป็นจำนวนมาก แล้วตัดศีรษะเปาต๋งส่งเข้าเมืองหลวง พร้อมหนังสือรายงานการศึกให้ตั๋งโต๊ะทราบ

            ตั๋งโต๊ะเห็นรายงานพร้อมกับศีรษะของเปาต๋งแล้วยินดีเป็นอันมาก สั่งเบิกเงินจากท้องพระคลังส่งไปด่านกิสุยก๋วน ปูนบำเหน็จแก่ฮัวหยง และเลื่อนตำแหน่งเป็นขุนนางผู้ใหญ่ฝ่ายทหาร

            ส่วนทหารของเปาต๋งที่แตกทัพหนีพ้นจากการติดตามของฮัวหยงแล้ว ก็กลับไปค่ายของกองทัพเมืองเจปักดังเก่า บางส่วนก็หนีทัพกลับภูมิลำเนาเดิม

            อ้วนเสี้ยวผู้บัญชาการใหญ่ทราบความที่เปาสิ้น สั่งให้เปาต๋งผู้น้องยกไปตี ด่านกิสุยก๋วนแล้วปราชัยกลับมาก็มิได้ไต่สวนว่ากล่าวเอาผิดตามพระอัยการศึกเหมือนกับที่เคยให้คำมั่นสัญญาไว้ในวันรับตำแหน่ง วินัยของกองทัพปฏิวัติจึงหมดความศักดิ์สิทธิ์ลงต้องด้วยลักษณะปราชัยประการหนึ่งของกองทัพ

            ฝ่ายกองทัพเมืองเตียงสาที่ซุนเกี๋ยนเป็นแม่ทัพนั้น มีทหารเอกสี่คนคือ “เทียเภา ถือทวนหนึ่ง, อุยกาย ถือกระบองเหล็กสี่เหลี่ยมหนึ่ง, ฮันต๋ง ถือง้าวหนึ่ง, โจเมา ถือกระบี่สองมือหนึ่ง” แต่ตัวซุนเกี๋ยนนั้นถือง้าวใหญ่เป็นอาวุธประจำกาย ครั้นยามอรุณแสงตะวันเบิกฟ้าแล้ว กองทัพเมืองเตียงสาจึงได้ยกไปด่านกิสุยก๋วน แล้วตั้งค่ายประชิดด่านกิสุยก๋วนไว้ จัดเวรยามแลทหารลาดตระเวนแน่นหนาตามกระบวนศึกทุกประการ

            วันรุ่งขึ้นซุนเกี๋ยนจึงแต่งตัวใส่เสื้อเกราะชุดออกศึกถือง้าวประจำกาย คุมทหารออกจากค่ายไปที่หน้าประตูด่าน ท้าให้ยกทหารออกมารบหรือมิฉะนั้นก็ให้สวามิภักดิ์เสีย

            ฮัวหยงจึงสั่งให้โฮจิ้นยกทหารออกรบด้วยซุนเกี๋ยน พอโฮจิ้นยกทหารพ้นประตูด่านออกมา ซุนเกี๋ยนจึงสั่งให้เทียเภาเข้ารบด้วยโฮจิ้น

            เทียเภาขับม้าร่ายทวนฝ่าทหารหน้าม้าของโฮจิ้นเข้ารบด้วยโฮจิ้นได้เจ็ดเพลงก็เอาทวนแทงคอโฮจิ้นตกม้าตาย ทหารโฮจิ้นตกใจแตกหนี เทียเภาและทหารได้ไล่ฆ่าฟันทหารของโฮจิ้นไปถึงประตูด่าน ชาวด่านรับทหารที่แตกหนีมานั้นแล้วก็ปิดประตูด่านเสีย

            เทียเภาจึงยกทหารเข้าประชิดด่าน ให้ทหารเข็นบันไดและซัดเชือกปลายตะขอเพื่อปีนบุกเข้ายึดด่าน ฮัวหยงจึงให้ทหารบนป้อมเชิงเทินยิงเกาฑัณฑ์ ทิ้งก้อนหินและทรายคั่วใส่ทหารที่กำลังหักเข้าตีด่านนั้น ทหารทั้งสองฝ่ายบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก ซุนเกี๋ยนเห็นว่าจะหักตีด่านไม่ได้ในเพลานี้ จึงให้ตีระฆังสัญญาณให้ทหารถอยกลับเข้าค่ายแล้วตั้งมั่นไว้

            ในขณะที่อ้วนเสี้ยวผู้บัญชาการใหญ่ยังคงให้กำลังพลส่วนใหญ่ของกองทัพปฏิวัตินั่งเล่น นอนเล่นอยู่ชายแดนเมืองลกเอี๋ยงโดยไม่มีแผนการใด ๆ ที่จะยึดเมืองลกเอี๋ยง และในขณะที่ทัพเมืองเตียงสาของซุนเกี๋ยนยันอยู่กับกองทัพของฮัวหยงที่ ด่านกิสุยก๋วนนั้น กองทัพซุนเกี๋ยนก็เริ่มขาดเสบียงลง

            ซุนเกี๋ยนจึงให้ทหารถือหนังสือไปถึงผู้บัญชาการใหญ่อ้วนเสี้ยว รายงานการศึกครั้งแรกให้ทราบ และขอให้เร่งเสบียงเอาจากอ้วนสุด ผู้รับผิดชอบด้านเสบียง ให้รีบลำเลียงเสบียงส่งให้กับกองทัพเมืองเตียงสา

            อ้วนเสี้ยวรับหนังสือซุนเกี๋ยนแล้ว เชิญอ้วนสุดมาปรึกษาแล้วว่า “ซุนเกี๋ยนคนนี้เมื่ออยู่ในเมืองกังตั๋งนั้นอุปมาดังเสือตัวหนึ่ง แลตั๋งโต๊ะนั้นอุปมาดังหมี           ครั้งนี้ซุนเกี๋ยนยกไปทำการเป็นกองหน้า ถ้าตีได้ก็จะจับตั๋งโต๊ะฆ่าเสีย ซุนเกี๋ยนก็จะกำเริบขึ้น ซึ่งจะฆ่าหมีเสียตัวหนึ่ง เสือจะร้ายขึ้นนั้นจะเห็นชอบข้างไหน”

            แล้วว่าเราจำต้องถ่วงเวลาการส่งเสบียงให้แก่กองทัพเมืองเตียงสา ปล่อยให้กองทัพซุนเกี๋ยนอดอยากก็จะเกิดความระส่ำระสาย แล้วคงจะยกทัพกลับคืนมาหรือมิฉะนั้นก็จะถูกกองทัพฮัวหยงตีแตกยับเยิน เสือร้ายก็จะสิ้นกำลังลง หรือไม่ก็จะสิ้นชื่อไปเสียทีเดียว เราก็จะขาดคู่แข่งคนสำคัญไปอีกคนหนึ่ง

            อ้วนสุดเห็นด้วยกับความคิดของอ้วนเสี้ยวจึงเพิกเฉยเสีย ไม่จัดเสบียงส่งให้แก่กองทัพเมืองเตียงสาตามที่ซุนเกี๋ยนร้องขอ

            ความคิดของอ้วนเสี้ยว อ้วนสุด สองพี่น้องเต็มไปด้วยความคิดชิงดีชิงเด่น มักใหญ่ใฝ่สูง เห็นการเล็กยิ่งกว่าการใหญ่ เห็นกว่าการของตัวยิ่งกว่าการของบ้านเมือง  หรือถ้าหากจะกล่าวให้สอดคล้องกับยุคสมัยก็ต้องกล่าวว่าเป็นความคิดที่เห็นแก่พวกและเห็นแก่พรรคมากกว่าเห็นแก่ชาติบ้านเมืองและประชาชน

            ดังนั้นจึงแทนที่จะร่วมกันกำจัดทรราชย์ตั๋งโต๊ะให้สำเร็จตามที่ได้ยกทัพสิบเจ็ดหัวเมืองมาถึงชายแดนเมืองลกเอี๋ยงเสียก่อน กลับหักหลังพันธมิตรของตนอย่างอำมหิต เป็นการขายเพื่อนโดยตีราคาเพียงเท่าความฝันอันมักใหญ่ใฝ่สูงของสองพี่น้องอ้วนเสี้ยว อ้วนสุดนั่นเอง

            กองทัพเมืองเตียงสาของซุนเกี๋ยนจึงขาดเสบียงลง ทหารอดอยากหิวโหยสิ้นเรี่ยวแรง หมดกำลังใจสู้รบ เกิดความระส่ำระสายขึ้นภายในกองทัพ ฝ่ายสอดแนมของ  ด่านกิสุยก๋วนรู้ข่าวก็รายงานให้ฮัวหยงทราบ

            ฝ่ายฮัวหยงได้ทราบสภาพอดอยากสิ้นขวัญ และความระส่ำระสายภายในกองทัพเมืองเตียงสา จึงเรียกประชุมนายทัพวางแผนตีทัพซุนเกี๋ยนในทันที

            ลิซกรองแม่ทัพได้สรุปสถานการณ์ข้างกองทัพซุนเกี่ยนที่ระส่ำระสายนั้นให้ที่ประชุมทราบแล้วเสนอว่าโอกาสที่จะตีทัพซุนเกี่ยนให้แตกพ่ายไปได้มาถึงแล้ว ในเพลาดึกค่ำวันนี้ข้าพเจ้าขอเสนอยกทหารไปกองหนึ่งอ้อมไปเข้าตีทางด้านหลังค่ายซุนเกี๋ยน แล้วให้ท่านแม่ทัพฮัวหยงยกทหารอีกกองหนึ่งบุกเข้าตีทางด้านหน้า โหมกระหน่ำพร้อมกันทั้งสองด้านก็จะจับตัวซุนเกี๋ยนได้โดยง่าย

            ฮัวหยงเห็นด้วยกับข้อเสนอและแผนการของลิซก มีคำสั่งให้จัดเตรียมกองทัพตามแผนการ ครั้นใกล้เวลาเที่ยงคืนในขณะที่กองทัพซุนเกี๋ยนซึ่งอิดโรยเต็มที และทหารพากันหลับสนิทนั้น ฮัวหยงและลิซกก็ยกทหารออกจากด่านเป็นสองกองตามแผนการที่วางไว้ ถึงค่ายซุนเกี๋ยนแล้วให้ทหารโห่ร้องให้สัญญาณ ตีม้าล่อและกลองศึกดังสนั่นในยามดึกของราตรี แล้วทหารทั้งสองกองก็ยกเข้าปล้นค่ายซุนเกี๋ยนพร้อมกัน

            ลิซกซึ่งเข้าปล้นค่ายทางด้านหลังให้ทหารเอาเพลิงสุมค่ายซุนเกี๋ยน แล้วยิงธนูเพลิงเข้าไปในค่าย แสงเพลิงที่โชติช่วงขึ้นท้องฟ้าประสานกับเสียงโห่ร้องและกลองศึก ทำให้ทหารซุนเกี๋ยนตื่นจากหลับ งัวเงียตกใจวิ่งพล่านไปทั้งค่าย ไม่เป็นอันคิดสู้รบ

            ซุนเกี๋ยนตื่นขึ้นเห็นแสงเพลิง เสียงโห่ร้องและกลองศึกก็ตกใจรู้ว่าถูกปล้นค่าย จึงรีบแต่งตัวใส่เกราะถือง้าวขึ้นม้ามาที่หน้าค่ายพร้อมกับโจเมาทหารเอก เห็นฮัวหยงคุมทหารเข้าปล้นค่ายอยู่ก็ปรี่เข้าไปรบด้วยฮัวหยงได้แปดเพลง ค่ายซุนเกี๋ยนด้านหลังก็ถูกลิซกตีแตก แสงเพลิงยิ่งลุกสว่างไสว ซุนเกี๋ยนเห็นทหารในค่ายแตกตื่นวิ่งหนี และถูกฆ่าตายเป็นจำนวนมากก็เกิดอาการห่วงหน้าพะวงหลัง ฮัวหยงถือโอกาสนั้นชักม้าหลบเข้าหลังทหาร แล้วสั่งทหารให้ล้อมซุนเกี๋ยนกับโจเมาไว้

            ซุนเกี๋ยน โจเมาเห็นสถานการณ์คับขันทั้งเสียค่ายให้แก่ข้าศึก จึงตีฝ่าวงล้อมขับม้าหนี ฮัวหยงเห็นเป็นทีก็ขับม้าไล่ตาม ซุนเกี๋ยนจึงเอาเกาทัณฑ์ยิงฮัวหยง ฮัวหยงก็รับลูกเกาทัณฑ์ไว้ได้ ซุนเกี๋ยนยิงไปอีกดอกหนึ่ง ฮัวหยงก็รับไว้ได้อีก    
             ครั้งที่สามซุนเกี๋ยนจึงน้าวเกาทัณฑ์โก่งจนเต็มที่ มุ่งจะอาศัยแรงน้าวทำให้ฮัวหยงรับลูกเกาฑัณฑ์ไม่ได้ แต่คันเกาฑัณฑ์ทนแรงน้าวไม่ได้ก็หักสะบั้นลง ซุนเกี๋ยน โจเมา จึงตั้งหน้าขับม้าหนีท่าเดียว ฮัวหยงก็ไล่ตามไป
            โจเมาทหารเอกจึงเตือนซุนเกี๋ยนว่าขณะนี้เป็นเวลากลางคืน ข้าศึกจำท่านได้จากหมวกเกราะที่สวมอยู่ จึงติดตามท่านมาได้ถูกทาง ท่านจักได้รับอันตราย ดังนั้นท่านจงถอดหมวกเกราะเสียมาเปลี่ยนด้วยข้าพเจ้า ท่านก็จะปลอดภัย ซุนเกี๋ยนเห็นด้วยจึงถอดหมวกเกราะเปลี่ยนกับหมวกของโจเมาแล้วแยกกันขับม้าหนีไปคนละทาง
             ฮัวหยงไล่ตามซุนเกี๋ยน โจเมาไป ในท่ามกลางราตรีที่ประดับด้วยจันทร์เสี้ยวจึงถือเอาหมวกเกราะของซุนเกี๋ยนเป็นเครื่องบอกทางว่านั่นแล้วคือตัวซุนเกี๋ยน.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘