ตอนที่ 30. สามตัวประหลาดแห่งวงการหมากฮอส
พระอัจฉริยภาพของเจ้าประคุณสมเด็จมีปรากฏให้เห็นมากมายหลายครั้งหลายหน ซึ่งสามัญชนในยุคนั้นก็สัมผัสได้เป็นเนืองนิจ และหลายครั้งที่เจ้าประคุณแสดงความเป็นอัจฉริยภาพดับทุกข์แก้ร้อนของอาณาประชาราษฎรได้อย่างอัศจรรย์
สมัยหนึ่งเจ้าประคุณสมเด็จรับกิจนิมนต์เข้าไปแสดงพระธรรมเทศนาถวายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในวันนั้นเจ้าประคุณสังเกตเห็นว่าพระเจ้าอยู่หัวมีพระอาการกระสับกระส่ายไม่เป็นปกติ ราวกับว่ามีราชกิจที่ทรงเป็นกังวลอยู่ในพระทัย
เจ้าประคุณสมเด็จได้แสดงพระธรรมเทศนาอย่างยืดยาว โดยไม่สนใจว่าพระเจ้าอยู่หัวจะร้อนพระทัยสักเท่าใด พระเจ้าอยู่หัวก็เกรงใจเจ้าประคุณสมเด็จ จึงสู้ทนฟังพระธรรมเทศนาจนจบ
ถัดมาอีกไม่กี่วันเจ้าประคุณสมเด็จก็มีเวรเข้าไปแสดงพระธรรมเทศนาอีกครั้งหนึ่ง ครั้งนี้สังเกตเห็นว่าพระเจ้าอยู่หัวมีสีพระพักตร์ผ่องใส เยือกเย็น เจ้าประคุณสมเด็จจึงแสดงพระธรรมเทศนาอย่างสั้นที่สุด
เจ้าประคุณสมเด็จเริ่มต้นบทเทศนาว่ามหาบพิธทรงเจนจบพระธรรมคำสอนในพระศาสนา จะแสดงธรรมประการใดก็ทรงกระจ่างในพระทัยสิ้นแล้ว จึงขอจบเทศนาเพียงเท่านี้ เอวังก็มี ซึ่งว่ากันว่าเป็นที่ต้องพระราชอัธยาศัยเป็นอย่างยิ่ง และเป็นที่เลื่อมใสว่าเจ้าประคุณสมเด็จล่วงรู้น้ำพระทัยของพระองค์และพระราชทานกัณฑ์เทศน์ถึงขนาดในวันนั้น
ในโอกาสถัดมา พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งยังติดอยู่ในพระทัยว่าทำไมเจ้าประคุณสมเด็จจึงแสดงพระธรรมเทศนาเช่นนั้น จึงมีรับสั่งถามถึงเหตุผลต้นปลาย
เจ้าประคุณสมเด็จถวายพระพรตอบว่าในวันก่อนที่แสดงพระธรรมเทศนาถวายอย่างยืดยาวนั้นก็เพราะเห็นพระเจ้าอยู่หัวมีความทุกข์ร้อนอยู่ในพระทัย จึงหมายเอาพระธรรมเข้าบำรุงรักษาเป็นธรรมโอสถถวาย เหตุนี้จึงได้แสดงพระธรรมเทศนาถวายอย่างยืดยาว ครั้นต่อมาวันหลังสังเกตเห็นพระเจ้าอยู่หัวไม่มีทุกข์ในพระทัย ทรงอิ่มเอิบผ่องใสเป็นปกติดีแล้ว ไม่จำเป็นที่ต้องพึ่งพาธรรมโอสถ จึงได้ถวายพระธรรมเทศนาแต่โดยย่อ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพอพระทัยในคำถวายพระพรนี้เป็นที่ยิ่ง และทรงสรรเสริญว่าเจ้าประคุณสมเด็จทรงไว้ซึ่งเจโตปริยญาณ สามารถหยั่งรู้วาระจิตของผู้อื่น จึงสามารถแสดงธรรมได้ตรงกับภาวะจิตที่เป็นอยู่นั้นได้
การแสดงพระธรรมเทศนาแบบสั้นที่สุดเท่าที่เคยมีมาได้กลายเป็นเรื่องฮือฮาเล่าขานในวงการพระสงฆ์ในยุคนั้น
พระสงฆ์รูปอื่นริเอาอย่างเจ้าประคุณสมเด็จบ้าง แต่เมื่อแสดงพระธรรมเทศนาถวายแบบสั้นที่สุดนั้นแล้ว แทนที่พระเจ้าอยู่หัวจะพอพระทัย กลับถูกพระเจ้าอยู่หัวตรัสตำหนิว่ามีภูมิธรรมเช่นเดียวกับเจ้าขรัวโตหรือ จึงริอ่านเอาอย่างเหมือนกับขรัวโต และเป็นเหตุให้พระราชาคณะรูปนี้ต้องทำฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็โปรดเกล้าฯ พระราชทานอภัยโทษให้ตามขอ
ภาพถ่ายเจ้าประคุณสมเด็จที่ผมได้มาในวันนั้นแตกต่างจากภาพของเจ้าประคุณสมเด็จซึ่งแพร่หลายกันเกร่ออยู่ในทุกวันนี้ ทั้งรูปร่างลักษณะและใบหน้าแตกต่างกันอย่างลิบลับ จะดูเหมือนกันบ้างก็เฉพาะท่านั่งและมือซึ่งกำซ้อนกันเหนือหน้าอกเท่านั้น
แม้ภาพของเจ้าประคุณสมเด็จในหนังสือประวัติชีวิต การงานและหลักธรรมของสมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี ที่จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ธรรมสภาก็หาใช่ภาพถ่ายแท้ของเจ้าประคุณสมเด็จไม่
ก็จะต้องบอกกล่าวกันโดยไม่เกรงใจใครว่าภาพของเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี ที่เผยแพร่กันเกร่อเกลื่อนนั้นความจริงไม่ใช่ภาพถ่ายจากตัวจริงของเจ้าประคุณ หากเป็นภาพถ่ายจากรูปปั้นเจ้าประคุณสมเด็จของวัดอิน ทรวิหารบางขุนพรหม
ภาพถ่ายจากรูปปั้นดังกล่าวนั้นครั้นผ่านการตบแต่งและเสริมสีด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่แล้วจึงให้ดูเหมือนว่าเป็นภาพถ่ายของคนจริง ๆ และเป็นธรรมดาอยู่เองที่การปั้นยากจะเหมือนตัวจริง แต่เมื่อตกแต่งและเผยแพร่มากเข้า ผู้คนก็เข้าใจว่าภาพนั้นเป็นภาพจริงของเจ้าประคุณ
ยกเว้นก็แต่ภาพถ่ายในท่าห้อยเท้าซึ่งได้ถ่ายไว้เมื่อครั้งที่เจ้าประคุณชราภาพมากแล้ว และโรคาพาธเบียดเบียนอย่างหนักก่อนที่จะดับขันธ์ไม่นาน นั่นแล้วคือภาพถ่ายแท้ของเจ้าประคุณในอริยาบทอีกอย่างหนึ่ง
ใครที่ดูหนังเรื่องนางนาคก็ให้ตระหนักเถิดว่าผู้แสดงซึ่งแสดงเป็นเจ้าประคุณสมเด็จในหนังเรื่องนั้นสุดจะละม้ายคล้ายคลึงกับภาพถ่ายรูปจริงของเจ้าประคุณ และเป็นเรื่องที่น่าแปลกประหลาดอย่างยิ่งที่ผู้แสดงคนเดียวกันนี้เมื่อแสดงหนังเรื่องอื่น รับบทเป็นพระสงฆ์อื่นกลับผิดแผกแตกต่างกับรูปและภาพลักษณ์ที่ปรากฏในหนังเรื่องนางนาคอย่างเห็นได้ชัด ใครไม่สังเกตก็ลองย้อนกลับไปดูเปรียบเทียบแล้วจะเห็นถึงความแตกต่างที่มหัศจรรย์นี้
ภาพถ่ายของเจ้าประคุณสมเด็จในหลายครั้งเหมือนกับมีชีวิตชีวาแสดงความรู้สึกให้ปรากฏ ผมสังเกตหลายครั้งหลายหนในหลายสิบปีมานี้ก็ได้พบความพิสดารมหัศจรรย์จากสีหน้าเจ้าประคุณสมเด็จในภาพถ่ายนั้น
นั่นคือถ้าหากยามจะไปไหนทำการใดแล้วเห็นภาพถ่ายเจ้าประคุณมีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ยามนั้นและการนั้นย่อมมีแต่ความสำเร็จเสมอไปทุกครั้ง ยามใดที่สีหน้าเจ้าประคุณมีลักษณะดุดัน ยามนั้นถ้าระมัดระวังตั้งอยู่ในความไม่ประมาทก็ประสพความสำเร็จ แต่ถ้าพลั้งเผลอลุแก่อารมณ์หรือขาดความยั้งคิดแล้วก็มักมีความผิดพลาดเกิดขึ้น
ยามใดที่เห็นสีหน้าเจ้าประคุณทุกข์ร้อน ไม่ช้านานก็จะพบปะกับทุกข์เคราะห์ ดังนั้นยามใดที่ผมมีความสงสัยในเหตุการณ์เบื้องหน้า จึงมักจะเข้าไปสวดมนต์และเพ่งมองสีหน้าเจ้าประคุณ ก็พอจะคาดการณ์อะไรได้บ้างไม่มากก็น้อย
ภาพโมนาลิซ่าของอิตาลีที่วาดโดยลีโอนาโด ดาวินชี่ จิตรกรเอกของโลก ที่ว่าใบหน้าแสดงถึงอารมณ์ต่างๆ กัน แท้จริงขึ้นอยู่กับอารมณ์ความรู้สึกของผู้มอง ที่มีอารมณ์ความรู้สึกอย่างไรแล้วก็จะรู้สึกว่าภาพโมนาลิซ่าแสดงอารมณ์ความรู้สึกอย่างนั้นด้วย
แตกต่างกันกับภาพถ่ายของเจ้าประคุณที่สีหน้าในภาพนั้นบ่งบอกความหมายกาลเบื้องหน้าอันถือได้ว่าเป็นนิมิตชนิดหนึ่งอันเป็นปาฏิหาริย์ โพ้นไปจากความรู้ทางฟิสิกส์ของยุคปัจจุบัน
ภาพเจ้าประคุณสมเด็จที่ติดอยู่กับแผ่นกระดาษกรอบรูปนั้นไม่ได้ใส่กรอบ แต่ไม่ได้เปียกน้ำและไม่ได้ผุเปื่อยไปตามกาลเวลา ดูประหนึ่งเหมือนใหม่และสดอยู่ แต่ก็พอสังเกตเห็นได้ชัดเจนถึงความเก่าแก่คร่ำคร่าเพราะผ่านกาลเวลาช้านานแล้ว
ดังนั้นเพื่อป้องกันมิให้ภาพนั้นเสื่อมสลายมากไปกว่าที่เป็นอยู่ ในวันถัดมาผมจึงรีบกลับจากโรงเรียนแล้วนำภาพเจ้าประคุณสมเด็จไปใส่กรอบที่สี่แยกศิริราช
เจ้าของร้านเห็นภาพก็ตื่นเต้น แล้วกล่าวว่าเป็นภาพที่แปลกมาก เพราะทำอาชีพเข้ากรอบรูปมานานแล้วแต่ไม่เคยเห็นภาพในลักษณะเช่นนี้เลย อย่างดีก็เคยเห็นแต่ภาพเจ้าประคุณสมเด็จในลักษณะเดียวกัน แต่ไม่มีกรอบกระดาษและคำบรรยายภาพเหมือนกับภาพนี้เลย และถามว่าผมได้ภาพนี้มาจากที่ไหน ผมได้ตอบไปว่ามีผู้ให้ภาพนี้มาแล้วก็หัวเราะ เพราะไม่อยากพูดความยาวสาวความยืดอีกต่อไป
ผมยืนเฝ้าคอยกระทั่งเขาเข้ากรอบรูปแล้วเสร็จจึงรับภาพถ่ายนั้นกลับมาวัด แต่พอมาถึงร้านกาแฟหน้าวัดก็เห็นนายเณรนั่งเล่นหมากฮอสอยู่ที่ร้านกาแฟแต่เพียงคนเดียว พอเห็นผมเดินมานายเณรก็กวักมือเรียก
ผมเห็นนายเณรทอดไมตรีเชื้อเชิญดังนั้นก็เดินเข้าไปหาแล้วนั่งที่อีกฝั่งหนึ่งของโต๊ะ ผมสั่งโอเลี้ยงมาดื่มและถามนายเณรว่ามีธุระสิ่งใดหรือ นายเณรบอกว่ามาเล่นหมากฮอสกันดีกว่า เพราะวันก่อนเห็นเล่นอยู่กับนายเป๋ พอจะมีฝีมืออยู่บ้างนี่
ผมรู้ความเกี่ยวกับสามคนประหลาดนี้อยู่ก่อนแล้วจึงตอบว่าผมมีฝีมือน้อย ไม่กล้าประมือกับนักหมากฮอสระดับเซียน ถึงจะเล่นก็คงไม่สนุกดอก นายเณรได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะแล้วถามว่ารู้จักพวกเราแล้วหรือ ผมก็ตอบว่าเซียนหมากฮอสประหลาดสามคนย่านพรานนก หากใครไม่รู้จักก็คงเป็นคนหูหนวกตาบอดเป็นแน่
นายเณรได้ยินดังนั้นก็หัวเราะอีกครั้งหนึ่ง แล้วว่าเรานี่ฉลาดนะ วันก่อนเห็นหลอกกินไอ้เป๋ก็เลยพลอยนึกสนุกไปด้วย เอาอย่างนี้ก็แล้วกันมาเล่นกันพอสนุกแต่ต้องมีแถมพกค่าโอเลี้ยงเล็ก ๆ น้อย ๆ พอได้รู้วิชากัน
ผมได้ฟังน้ำเสียงนายเณรเปี่ยมไปด้วยไมตรีและเห็นมีท่าทีนักเลง ไม่มีลักษณะเป็นนักต้มตุ๋นหรือเป็นคนเอาเปรียบคน ก็ยินดีรับเป็นไมตรีจึงรับคำ
นายเณรพูดว่าเห็นหน้าผมครั้งแรกก็ถูกใจ เหมือนกับเคยรู้จักกันมาเนิ่นนานแล้ว วันนี้มาพนันกันด้วยเดิมพันสองอย่าง คือถ้าใครแพ้คนนั้นต้องนับถืออีกฝ่ายหนึ่งเป็นอาจารย์อย่างหนึ่ง และต้องจ่ายค่าโอเลี้ยงอีกอย่างหนึ่งด้วย
ผมคุ้นเคยหนังสือเรื่องมังกรหยกที่โด่งดังสนั่นสะท้านบรรณพิภพในยุคนั้น ได้รู้ได้เห็นเรื่องราวจากหนังสือมังกรหยกว่าคนเราจะเก่งได้ก็ต้องอาศัยครู ต้องเป็นศิษย์มีครู และถ้าได้ครูดีมีวิชาจริงแล้ว ถึงจะโง่เขลาเบาปัญญาอย่างไรก็จะมีความก้าวหน้าเป็นแน่นอน ดังตัวอย่างของก๊วยเจ๋งซึ่งเป็นพระเอกของเรื่องนั้น
ผมคิดในขณะนั้นว่านายเณรผู้นี้นับเป็นเซียนหมากฮอสคนสำคัญคนหนึ่ง ซึ่งผมจะชนะนายเณรนั้นไม่เห็นทาง มีแต่จะแพ้เป็นบั้นปลายอย่างแน่นอน แต่หากผมจะแพ้ แก่นายเณรแล้วก็หาได้ขาดทุนรอนอะไรไม่ เพราะเสียแต่ค่าโอเลี้ยงสองแก้วเท่านั้น แต่กลับจะได้อาจารย์หมากฮอสที่เชี่ยวชาญมาสั่งสอนฝึกปรือ ดีร้ายก็จะได้นายเป๋และนายกำธรมาเป็นอาจารย์สมทบอีกเล่า
ผมคำนึงดังนั้นแล้วจึงถามว่าจะพนันกันอย่างไร นายเณรก็ว่าเราไม่เอาเปรียบใคร มาพนันกัน 2 ชุด ชุดแรก 5 กระดาน นายเณรจะต่อให้ผม โดยจะเล่นเพียง 7 ตัว แต่ให้ผมเล่นแปดตัว ใครแพ้มากกว่าถือว่าเป็นฝ่ายแพ้ชุดที่หนึ่ง ส่วนชุดที่ 2 เล่นจำนวน 8 ตัวเท่ากันอีก 5 กระดาน แต่นายเณรต่อเสมอเป็นแพ้คือถ้าผมเล่นเสมอได้กระดานใดก็ถือว่านายเณรแพ้กระดานนั้น ใครชนะทั้งสองชุดจึงถือว่าเป็นผู้ชนะ
ผมได้ยินดังนั้นก็คิดว่าที่นายเณรตั้งหลักเกณฑ์การเดิมพันโดยเล่นกันถึง 10 กระดานเป็นจำนวนมากมายเกินกว่าค่าโอเลี้ยงเช่นนี้คงเพราะมีน้ำใจที่อยากจะทดสอบฝีมือที่แท้จริงของผมว่าอยู่ระดับไหนกันแน่อย่างหนึ่ง ทั้งเงื่อนไขการเดิมพันนั้นก็ยุติธรรมยิ่งนัก เพราะนายเณรคงคำนึงถึงฝีมือผมและฝีมือตัวเองแล้วว่าห่างกันตามระดับที่ต่อนั้น
ในขณะนั้นผมก็มีความคิดด้วยว่านายเณรคนนี้คงจะติดหนังสือกำลังภายในเหมือนกัน และคงอยากเป็นเหมือนกับยอดฝีมือในหนังสือกำลังภายในบางคนที่กระหายใคร่ได้ลูกศิษย์ ถึงกับบังคับให้คนอื่นเป็นลูกศิษย์หรือตั้งกฎเกณฑ์กติกาแปลก ๆ เพื่อจะหาลูกศิษย์ ซึ่งคิดไปแล้วก็รู้สึกสนุกดี ราวกับว่ามีชีวิตอยู่กับหนังสือกำลังภายในฉะนั้น
เมื่อผมเห็นหลักเกณฑ์การเดิมพันเต็มไปด้วยน้ำใจไมตรีและเป็นเงื่อนไขที่ยุติธรรม ไม่เห็นทางเสีย มีแต่ทางได้ประโยชน์ คือหากจะเสียก็เสียแต่เพียงค่าโอเลี้ยงสองแก้ว ซึ่งควรแก่ธรรมเนียมของการคบมิตรไมตรีจึงรับคำ แล้วยืนยันข้อตกลงการพนันว่าถ้าใครแพ้ก็ต้องนับถืออีกฝ่ายหนึ่งเป็นอาจารย์และต้องจ่ายค่าโอเลี้ยงสองแก้ว
ไม่ได้พูดกันถึงเงื่อนไขว่าถ้าเสมอกันทั้งสองชุดแล้วจะว่าอย่างไร เพราะต่างคนต่างก็รู้ดีว่าจะไม่มีทางที่เสมอกันได้เลย คนที่มานั่งกินกาแฟในร้านนั้นพอได้ยินว่ามีการพนันก็พากันมามุงดูตามประสาไทยมุง ซึ่งไม่ว่ายุคไหน สมัยไหน และที่ไหนก็เหมือนกันทั้งสิ้น
นายเณรและผมเล่นหมากฮอสชุดแรก 5 กระดานผ่านพ้นไปในเวลาอันไม่นานนัก ในชุดแรกนี้ปรากฏว่าเสมอกัน 3 กระดาน ผมแพ้ 2 กระดาน จึงถือว่าในชุดแรกนี้ผมเป็นฝ่ายพ่ายแพ้
พอจะเริ่มชุดที่สองนายเณรก็สั่งโอเลี้ยงมาเพิ่ม แล้วกล่าวว่าแก้วนี้ไม่เกี่ยวกับการพนัน ไม่ว่าใครแพ้ชนะนายเณรก็จะเป็นผู้จ่ายค่าโอเลี้ยงแก้วนี้เอง นายเณรกล่าวไม่ทันขาดคำก็ได้ยินเสียงดังด้านหลังผมว่า ไอ้เณรจะกินหมูหรือ เล่าฮูดูไม่ได้
ผมได้ยินเสียงก็จำได้ว่าเป็นเสียงของนายกำธร เหลียวหลังกลับไปดูก็เห็นเป็นนายกำธรจริง ๆ กำลังเดินเข้ามาที่ร้านกาแฟด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใส พอเห็นหน้าผมก็ยิ้มให้ด้วยไมตรี แล้วถามว่าเล่นพนันกันหรืออย่างไร ผมก็ว่าครับ
นายกำธรจึงว่ารู้จักไอ้เณรดีแล้วหรือจึงไปเล่นพนันกับเขา ผมจึงเล่าเงื่อนไขในการพนันให้ฟัง นายกำธรได้ฟังก็หัวเราะแล้วกล่าวว่าเมื่อเป็นเช่นนี้เล่าฮูก็จะขอพนันด้วยคน ใครจะขัดข้องบ้าง
ผมสังเกตคำพูดของนายกำธรเรียกตนเองว่าเล่าฮูก็นึกขำอยู่ในใจ เพราะรู้ว่านายกำธรก็น่าจะติดหนังสือมังกรหยกและหนังสือกำลังภายในอย่างงอมแงมเหมือนกัน เพราะในหนังสือกำลังภายในนั้นบรรดาผู้มีฝีมือผู้เฒ่าทั้งหลายมักรักจะเรียกตนเองว่าเล่าฮูซึ่งแปลว่าผู้เฒ่า
การเรียกตนเองว่าเล่าฮูมีความหมายอยู่สองนัย อย่างแรกเป็นคำกล่าวที่อ่อนน้อมถ่อมตนว่าตัวเองเฒ่าชะแลแก่ชราแล้ว ไม่เป็นพิษเป็นภัยกับผู้ใด อย่างที่สองเป็นคำกล่าวในเชิงโอ้อวดว่าคนอื่นเป็นพวกเด็กน้อย หรือเป็นพวกลูกเต่าอะไรทำนองนั้น.
สมัยหนึ่งเจ้าประคุณสมเด็จรับกิจนิมนต์เข้าไปแสดงพระธรรมเทศนาถวายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในวันนั้นเจ้าประคุณสังเกตเห็นว่าพระเจ้าอยู่หัวมีพระอาการกระสับกระส่ายไม่เป็นปกติ ราวกับว่ามีราชกิจที่ทรงเป็นกังวลอยู่ในพระทัย
เจ้าประคุณสมเด็จได้แสดงพระธรรมเทศนาอย่างยืดยาว โดยไม่สนใจว่าพระเจ้าอยู่หัวจะร้อนพระทัยสักเท่าใด พระเจ้าอยู่หัวก็เกรงใจเจ้าประคุณสมเด็จ จึงสู้ทนฟังพระธรรมเทศนาจนจบ
ถัดมาอีกไม่กี่วันเจ้าประคุณสมเด็จก็มีเวรเข้าไปแสดงพระธรรมเทศนาอีกครั้งหนึ่ง ครั้งนี้สังเกตเห็นว่าพระเจ้าอยู่หัวมีสีพระพักตร์ผ่องใส เยือกเย็น เจ้าประคุณสมเด็จจึงแสดงพระธรรมเทศนาอย่างสั้นที่สุด
เจ้าประคุณสมเด็จเริ่มต้นบทเทศนาว่ามหาบพิธทรงเจนจบพระธรรมคำสอนในพระศาสนา จะแสดงธรรมประการใดก็ทรงกระจ่างในพระทัยสิ้นแล้ว จึงขอจบเทศนาเพียงเท่านี้ เอวังก็มี ซึ่งว่ากันว่าเป็นที่ต้องพระราชอัธยาศัยเป็นอย่างยิ่ง และเป็นที่เลื่อมใสว่าเจ้าประคุณสมเด็จล่วงรู้น้ำพระทัยของพระองค์และพระราชทานกัณฑ์เทศน์ถึงขนาดในวันนั้น
ในโอกาสถัดมา พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งยังติดอยู่ในพระทัยว่าทำไมเจ้าประคุณสมเด็จจึงแสดงพระธรรมเทศนาเช่นนั้น จึงมีรับสั่งถามถึงเหตุผลต้นปลาย
เจ้าประคุณสมเด็จถวายพระพรตอบว่าในวันก่อนที่แสดงพระธรรมเทศนาถวายอย่างยืดยาวนั้นก็เพราะเห็นพระเจ้าอยู่หัวมีความทุกข์ร้อนอยู่ในพระทัย จึงหมายเอาพระธรรมเข้าบำรุงรักษาเป็นธรรมโอสถถวาย เหตุนี้จึงได้แสดงพระธรรมเทศนาถวายอย่างยืดยาว ครั้นต่อมาวันหลังสังเกตเห็นพระเจ้าอยู่หัวไม่มีทุกข์ในพระทัย ทรงอิ่มเอิบผ่องใสเป็นปกติดีแล้ว ไม่จำเป็นที่ต้องพึ่งพาธรรมโอสถ จึงได้ถวายพระธรรมเทศนาแต่โดยย่อ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพอพระทัยในคำถวายพระพรนี้เป็นที่ยิ่ง และทรงสรรเสริญว่าเจ้าประคุณสมเด็จทรงไว้ซึ่งเจโตปริยญาณ สามารถหยั่งรู้วาระจิตของผู้อื่น จึงสามารถแสดงธรรมได้ตรงกับภาวะจิตที่เป็นอยู่นั้นได้
การแสดงพระธรรมเทศนาแบบสั้นที่สุดเท่าที่เคยมีมาได้กลายเป็นเรื่องฮือฮาเล่าขานในวงการพระสงฆ์ในยุคนั้น
พระสงฆ์รูปอื่นริเอาอย่างเจ้าประคุณสมเด็จบ้าง แต่เมื่อแสดงพระธรรมเทศนาถวายแบบสั้นที่สุดนั้นแล้ว แทนที่พระเจ้าอยู่หัวจะพอพระทัย กลับถูกพระเจ้าอยู่หัวตรัสตำหนิว่ามีภูมิธรรมเช่นเดียวกับเจ้าขรัวโตหรือ จึงริอ่านเอาอย่างเหมือนกับขรัวโต และเป็นเหตุให้พระราชาคณะรูปนี้ต้องทำฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็โปรดเกล้าฯ พระราชทานอภัยโทษให้ตามขอ
ภาพถ่ายเจ้าประคุณสมเด็จที่ผมได้มาในวันนั้นแตกต่างจากภาพของเจ้าประคุณสมเด็จซึ่งแพร่หลายกันเกร่ออยู่ในทุกวันนี้ ทั้งรูปร่างลักษณะและใบหน้าแตกต่างกันอย่างลิบลับ จะดูเหมือนกันบ้างก็เฉพาะท่านั่งและมือซึ่งกำซ้อนกันเหนือหน้าอกเท่านั้น
แม้ภาพของเจ้าประคุณสมเด็จในหนังสือประวัติชีวิต การงานและหลักธรรมของสมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี ที่จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ธรรมสภาก็หาใช่ภาพถ่ายแท้ของเจ้าประคุณสมเด็จไม่
ก็จะต้องบอกกล่าวกันโดยไม่เกรงใจใครว่าภาพของเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี ที่เผยแพร่กันเกร่อเกลื่อนนั้นความจริงไม่ใช่ภาพถ่ายจากตัวจริงของเจ้าประคุณ หากเป็นภาพถ่ายจากรูปปั้นเจ้าประคุณสมเด็จของวัดอิน ทรวิหารบางขุนพรหม
ภาพถ่ายจากรูปปั้นดังกล่าวนั้นครั้นผ่านการตบแต่งและเสริมสีด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่แล้วจึงให้ดูเหมือนว่าเป็นภาพถ่ายของคนจริง ๆ และเป็นธรรมดาอยู่เองที่การปั้นยากจะเหมือนตัวจริง แต่เมื่อตกแต่งและเผยแพร่มากเข้า ผู้คนก็เข้าใจว่าภาพนั้นเป็นภาพจริงของเจ้าประคุณ
ยกเว้นก็แต่ภาพถ่ายในท่าห้อยเท้าซึ่งได้ถ่ายไว้เมื่อครั้งที่เจ้าประคุณชราภาพมากแล้ว และโรคาพาธเบียดเบียนอย่างหนักก่อนที่จะดับขันธ์ไม่นาน นั่นแล้วคือภาพถ่ายแท้ของเจ้าประคุณในอริยาบทอีกอย่างหนึ่ง
ใครที่ดูหนังเรื่องนางนาคก็ให้ตระหนักเถิดว่าผู้แสดงซึ่งแสดงเป็นเจ้าประคุณสมเด็จในหนังเรื่องนั้นสุดจะละม้ายคล้ายคลึงกับภาพถ่ายรูปจริงของเจ้าประคุณ และเป็นเรื่องที่น่าแปลกประหลาดอย่างยิ่งที่ผู้แสดงคนเดียวกันนี้เมื่อแสดงหนังเรื่องอื่น รับบทเป็นพระสงฆ์อื่นกลับผิดแผกแตกต่างกับรูปและภาพลักษณ์ที่ปรากฏในหนังเรื่องนางนาคอย่างเห็นได้ชัด ใครไม่สังเกตก็ลองย้อนกลับไปดูเปรียบเทียบแล้วจะเห็นถึงความแตกต่างที่มหัศจรรย์นี้
ภาพถ่ายของเจ้าประคุณสมเด็จในหลายครั้งเหมือนกับมีชีวิตชีวาแสดงความรู้สึกให้ปรากฏ ผมสังเกตหลายครั้งหลายหนในหลายสิบปีมานี้ก็ได้พบความพิสดารมหัศจรรย์จากสีหน้าเจ้าประคุณสมเด็จในภาพถ่ายนั้น
นั่นคือถ้าหากยามจะไปไหนทำการใดแล้วเห็นภาพถ่ายเจ้าประคุณมีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ยามนั้นและการนั้นย่อมมีแต่ความสำเร็จเสมอไปทุกครั้ง ยามใดที่สีหน้าเจ้าประคุณมีลักษณะดุดัน ยามนั้นถ้าระมัดระวังตั้งอยู่ในความไม่ประมาทก็ประสพความสำเร็จ แต่ถ้าพลั้งเผลอลุแก่อารมณ์หรือขาดความยั้งคิดแล้วก็มักมีความผิดพลาดเกิดขึ้น
ยามใดที่เห็นสีหน้าเจ้าประคุณทุกข์ร้อน ไม่ช้านานก็จะพบปะกับทุกข์เคราะห์ ดังนั้นยามใดที่ผมมีความสงสัยในเหตุการณ์เบื้องหน้า จึงมักจะเข้าไปสวดมนต์และเพ่งมองสีหน้าเจ้าประคุณ ก็พอจะคาดการณ์อะไรได้บ้างไม่มากก็น้อย
ภาพโมนาลิซ่าของอิตาลีที่วาดโดยลีโอนาโด ดาวินชี่ จิตรกรเอกของโลก ที่ว่าใบหน้าแสดงถึงอารมณ์ต่างๆ กัน แท้จริงขึ้นอยู่กับอารมณ์ความรู้สึกของผู้มอง ที่มีอารมณ์ความรู้สึกอย่างไรแล้วก็จะรู้สึกว่าภาพโมนาลิซ่าแสดงอารมณ์ความรู้สึกอย่างนั้นด้วย
แตกต่างกันกับภาพถ่ายของเจ้าประคุณที่สีหน้าในภาพนั้นบ่งบอกความหมายกาลเบื้องหน้าอันถือได้ว่าเป็นนิมิตชนิดหนึ่งอันเป็นปาฏิหาริย์ โพ้นไปจากความรู้ทางฟิสิกส์ของยุคปัจจุบัน
ภาพเจ้าประคุณสมเด็จที่ติดอยู่กับแผ่นกระดาษกรอบรูปนั้นไม่ได้ใส่กรอบ แต่ไม่ได้เปียกน้ำและไม่ได้ผุเปื่อยไปตามกาลเวลา ดูประหนึ่งเหมือนใหม่และสดอยู่ แต่ก็พอสังเกตเห็นได้ชัดเจนถึงความเก่าแก่คร่ำคร่าเพราะผ่านกาลเวลาช้านานแล้ว
ดังนั้นเพื่อป้องกันมิให้ภาพนั้นเสื่อมสลายมากไปกว่าที่เป็นอยู่ ในวันถัดมาผมจึงรีบกลับจากโรงเรียนแล้วนำภาพเจ้าประคุณสมเด็จไปใส่กรอบที่สี่แยกศิริราช
เจ้าของร้านเห็นภาพก็ตื่นเต้น แล้วกล่าวว่าเป็นภาพที่แปลกมาก เพราะทำอาชีพเข้ากรอบรูปมานานแล้วแต่ไม่เคยเห็นภาพในลักษณะเช่นนี้เลย อย่างดีก็เคยเห็นแต่ภาพเจ้าประคุณสมเด็จในลักษณะเดียวกัน แต่ไม่มีกรอบกระดาษและคำบรรยายภาพเหมือนกับภาพนี้เลย และถามว่าผมได้ภาพนี้มาจากที่ไหน ผมได้ตอบไปว่ามีผู้ให้ภาพนี้มาแล้วก็หัวเราะ เพราะไม่อยากพูดความยาวสาวความยืดอีกต่อไป
ผมยืนเฝ้าคอยกระทั่งเขาเข้ากรอบรูปแล้วเสร็จจึงรับภาพถ่ายนั้นกลับมาวัด แต่พอมาถึงร้านกาแฟหน้าวัดก็เห็นนายเณรนั่งเล่นหมากฮอสอยู่ที่ร้านกาแฟแต่เพียงคนเดียว พอเห็นผมเดินมานายเณรก็กวักมือเรียก
ผมเห็นนายเณรทอดไมตรีเชื้อเชิญดังนั้นก็เดินเข้าไปหาแล้วนั่งที่อีกฝั่งหนึ่งของโต๊ะ ผมสั่งโอเลี้ยงมาดื่มและถามนายเณรว่ามีธุระสิ่งใดหรือ นายเณรบอกว่ามาเล่นหมากฮอสกันดีกว่า เพราะวันก่อนเห็นเล่นอยู่กับนายเป๋ พอจะมีฝีมืออยู่บ้างนี่
ผมรู้ความเกี่ยวกับสามคนประหลาดนี้อยู่ก่อนแล้วจึงตอบว่าผมมีฝีมือน้อย ไม่กล้าประมือกับนักหมากฮอสระดับเซียน ถึงจะเล่นก็คงไม่สนุกดอก นายเณรได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะแล้วถามว่ารู้จักพวกเราแล้วหรือ ผมก็ตอบว่าเซียนหมากฮอสประหลาดสามคนย่านพรานนก หากใครไม่รู้จักก็คงเป็นคนหูหนวกตาบอดเป็นแน่
นายเณรได้ยินดังนั้นก็หัวเราะอีกครั้งหนึ่ง แล้วว่าเรานี่ฉลาดนะ วันก่อนเห็นหลอกกินไอ้เป๋ก็เลยพลอยนึกสนุกไปด้วย เอาอย่างนี้ก็แล้วกันมาเล่นกันพอสนุกแต่ต้องมีแถมพกค่าโอเลี้ยงเล็ก ๆ น้อย ๆ พอได้รู้วิชากัน
ผมได้ฟังน้ำเสียงนายเณรเปี่ยมไปด้วยไมตรีและเห็นมีท่าทีนักเลง ไม่มีลักษณะเป็นนักต้มตุ๋นหรือเป็นคนเอาเปรียบคน ก็ยินดีรับเป็นไมตรีจึงรับคำ
นายเณรพูดว่าเห็นหน้าผมครั้งแรกก็ถูกใจ เหมือนกับเคยรู้จักกันมาเนิ่นนานแล้ว วันนี้มาพนันกันด้วยเดิมพันสองอย่าง คือถ้าใครแพ้คนนั้นต้องนับถืออีกฝ่ายหนึ่งเป็นอาจารย์อย่างหนึ่ง และต้องจ่ายค่าโอเลี้ยงอีกอย่างหนึ่งด้วย
ผมคุ้นเคยหนังสือเรื่องมังกรหยกที่โด่งดังสนั่นสะท้านบรรณพิภพในยุคนั้น ได้รู้ได้เห็นเรื่องราวจากหนังสือมังกรหยกว่าคนเราจะเก่งได้ก็ต้องอาศัยครู ต้องเป็นศิษย์มีครู และถ้าได้ครูดีมีวิชาจริงแล้ว ถึงจะโง่เขลาเบาปัญญาอย่างไรก็จะมีความก้าวหน้าเป็นแน่นอน ดังตัวอย่างของก๊วยเจ๋งซึ่งเป็นพระเอกของเรื่องนั้น
ผมคิดในขณะนั้นว่านายเณรผู้นี้นับเป็นเซียนหมากฮอสคนสำคัญคนหนึ่ง ซึ่งผมจะชนะนายเณรนั้นไม่เห็นทาง มีแต่จะแพ้เป็นบั้นปลายอย่างแน่นอน แต่หากผมจะแพ้ แก่นายเณรแล้วก็หาได้ขาดทุนรอนอะไรไม่ เพราะเสียแต่ค่าโอเลี้ยงสองแก้วเท่านั้น แต่กลับจะได้อาจารย์หมากฮอสที่เชี่ยวชาญมาสั่งสอนฝึกปรือ ดีร้ายก็จะได้นายเป๋และนายกำธรมาเป็นอาจารย์สมทบอีกเล่า
ผมคำนึงดังนั้นแล้วจึงถามว่าจะพนันกันอย่างไร นายเณรก็ว่าเราไม่เอาเปรียบใคร มาพนันกัน 2 ชุด ชุดแรก 5 กระดาน นายเณรจะต่อให้ผม โดยจะเล่นเพียง 7 ตัว แต่ให้ผมเล่นแปดตัว ใครแพ้มากกว่าถือว่าเป็นฝ่ายแพ้ชุดที่หนึ่ง ส่วนชุดที่ 2 เล่นจำนวน 8 ตัวเท่ากันอีก 5 กระดาน แต่นายเณรต่อเสมอเป็นแพ้คือถ้าผมเล่นเสมอได้กระดานใดก็ถือว่านายเณรแพ้กระดานนั้น ใครชนะทั้งสองชุดจึงถือว่าเป็นผู้ชนะ
ผมได้ยินดังนั้นก็คิดว่าที่นายเณรตั้งหลักเกณฑ์การเดิมพันโดยเล่นกันถึง 10 กระดานเป็นจำนวนมากมายเกินกว่าค่าโอเลี้ยงเช่นนี้คงเพราะมีน้ำใจที่อยากจะทดสอบฝีมือที่แท้จริงของผมว่าอยู่ระดับไหนกันแน่อย่างหนึ่ง ทั้งเงื่อนไขการเดิมพันนั้นก็ยุติธรรมยิ่งนัก เพราะนายเณรคงคำนึงถึงฝีมือผมและฝีมือตัวเองแล้วว่าห่างกันตามระดับที่ต่อนั้น
ในขณะนั้นผมก็มีความคิดด้วยว่านายเณรคนนี้คงจะติดหนังสือกำลังภายในเหมือนกัน และคงอยากเป็นเหมือนกับยอดฝีมือในหนังสือกำลังภายในบางคนที่กระหายใคร่ได้ลูกศิษย์ ถึงกับบังคับให้คนอื่นเป็นลูกศิษย์หรือตั้งกฎเกณฑ์กติกาแปลก ๆ เพื่อจะหาลูกศิษย์ ซึ่งคิดไปแล้วก็รู้สึกสนุกดี ราวกับว่ามีชีวิตอยู่กับหนังสือกำลังภายในฉะนั้น
เมื่อผมเห็นหลักเกณฑ์การเดิมพันเต็มไปด้วยน้ำใจไมตรีและเป็นเงื่อนไขที่ยุติธรรม ไม่เห็นทางเสีย มีแต่ทางได้ประโยชน์ คือหากจะเสียก็เสียแต่เพียงค่าโอเลี้ยงสองแก้ว ซึ่งควรแก่ธรรมเนียมของการคบมิตรไมตรีจึงรับคำ แล้วยืนยันข้อตกลงการพนันว่าถ้าใครแพ้ก็ต้องนับถืออีกฝ่ายหนึ่งเป็นอาจารย์และต้องจ่ายค่าโอเลี้ยงสองแก้ว
ไม่ได้พูดกันถึงเงื่อนไขว่าถ้าเสมอกันทั้งสองชุดแล้วจะว่าอย่างไร เพราะต่างคนต่างก็รู้ดีว่าจะไม่มีทางที่เสมอกันได้เลย คนที่มานั่งกินกาแฟในร้านนั้นพอได้ยินว่ามีการพนันก็พากันมามุงดูตามประสาไทยมุง ซึ่งไม่ว่ายุคไหน สมัยไหน และที่ไหนก็เหมือนกันทั้งสิ้น
นายเณรและผมเล่นหมากฮอสชุดแรก 5 กระดานผ่านพ้นไปในเวลาอันไม่นานนัก ในชุดแรกนี้ปรากฏว่าเสมอกัน 3 กระดาน ผมแพ้ 2 กระดาน จึงถือว่าในชุดแรกนี้ผมเป็นฝ่ายพ่ายแพ้
พอจะเริ่มชุดที่สองนายเณรก็สั่งโอเลี้ยงมาเพิ่ม แล้วกล่าวว่าแก้วนี้ไม่เกี่ยวกับการพนัน ไม่ว่าใครแพ้ชนะนายเณรก็จะเป็นผู้จ่ายค่าโอเลี้ยงแก้วนี้เอง นายเณรกล่าวไม่ทันขาดคำก็ได้ยินเสียงดังด้านหลังผมว่า ไอ้เณรจะกินหมูหรือ เล่าฮูดูไม่ได้
ผมได้ยินเสียงก็จำได้ว่าเป็นเสียงของนายกำธร เหลียวหลังกลับไปดูก็เห็นเป็นนายกำธรจริง ๆ กำลังเดินเข้ามาที่ร้านกาแฟด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใส พอเห็นหน้าผมก็ยิ้มให้ด้วยไมตรี แล้วถามว่าเล่นพนันกันหรืออย่างไร ผมก็ว่าครับ
นายกำธรจึงว่ารู้จักไอ้เณรดีแล้วหรือจึงไปเล่นพนันกับเขา ผมจึงเล่าเงื่อนไขในการพนันให้ฟัง นายกำธรได้ฟังก็หัวเราะแล้วกล่าวว่าเมื่อเป็นเช่นนี้เล่าฮูก็จะขอพนันด้วยคน ใครจะขัดข้องบ้าง
ผมสังเกตคำพูดของนายกำธรเรียกตนเองว่าเล่าฮูก็นึกขำอยู่ในใจ เพราะรู้ว่านายกำธรก็น่าจะติดหนังสือมังกรหยกและหนังสือกำลังภายในอย่างงอมแงมเหมือนกัน เพราะในหนังสือกำลังภายในนั้นบรรดาผู้มีฝีมือผู้เฒ่าทั้งหลายมักรักจะเรียกตนเองว่าเล่าฮูซึ่งแปลว่าผู้เฒ่า
การเรียกตนเองว่าเล่าฮูมีความหมายอยู่สองนัย อย่างแรกเป็นคำกล่าวที่อ่อนน้อมถ่อมตนว่าตัวเองเฒ่าชะแลแก่ชราแล้ว ไม่เป็นพิษเป็นภัยกับผู้ใด อย่างที่สองเป็นคำกล่าวในเชิงโอ้อวดว่าคนอื่นเป็นพวกเด็กน้อย หรือเป็นพวกลูกเต่าอะไรทำนองนั้น.