ตอนที่ 300. ยืมเมืองซื้อเวลา

 เล่าปี่ได้ฟังคำขงเบ้งที่พยากรณ์จากการเห็นดาวดวงหนึ่งตกลงข้างทิศตะวันตกเฉียงเหนือว่าจะเสียญาติคนหนึ่งก็ตกใจ แต่คิดไม่ออกว่าจะสูญเสียใคร เพราะเล่าปี่นั้นมีญาติวงศ์น้อยนัก

            ในขณะที่เล่าปี่กำลังใคร่ครวญอยู่ว่าญาติวงศ์พงศาที่ถึงแก่ความตายตามคำของ   ขงเบ้งเป็นผู้ใด ใจก็ประหวั่นไปถึงนางกำฮูหยินผู้เป็นภรรยาซึ่งป่วยอยู่ แต่คิดว่าคงมิใช่หมายถึงตัวนางเพราะเมื่อค่ำคืนก่อนนางกำฮูหยินยังมีชีวิตอยู่ ครู่หนึ่งทหารรักษาการณ์ก็เข้ามารายงานว่าบัดนี้มีใบบอกมาจากเมืองซงหยงว่าเล่ากี๋ป่วยเป็นไข้ถึงแก่ความตายแล้ว

            เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ ร้องไห้อาลัยรักเล่ากี๋เป็นอันมาก

            ขงเบ้งเห็นเล่าปี่โศกเศร้าอาดูรนักจึงให้สติว่า “อันเกิดมาแล้วสุดแต่จะตายทุกคนมิได้เว้น ท่านจะมาเศร้าโศกอยู่ฉะนี้โรคก็จะบังเกิด การเราซึ่งจะกระทำสืบไปนั้นยังมากอยู่ ขอจงคิดอ่านแต่งให้ทหารไปอยู่รักษาเมืองซงหยงแทนเล่ากี๋”

            เล่าปี่ได้ฟังคำเตือนสติของขงเบ้งก็ได้คิด ค่อยคลายโศกเศร้าลง แล้วจึงสั่งให้กวนอูไปจัดแจงแต่งการศพของเล่ากี๋ให้สมเกียรติยศ และให้กวนอูรักษาเมืองซงหยงไว้

            กวนอูได้ฟังคำสั่งเล่าปี่แล้วจึงคำนับลา พากวนเป๋งและจิวฉองและทหารที่สนิทยกไปเมืองซงหยงตามคำสั่งของเล่าปี่

            ครั้นกวนอูไปแล้วเล่าปี่จึงปรึกษาด้วยขงเบ้งว่าเราเคยให้สัญญาไว้กับโลซกว่าเมื่อใดที่เล่ากี๋หาบุญไม่แล้วก็จะคืนเมืองเกงจิ๋วแก่ซุนกวน บัดนี้เล่ากี๋ตายแล้ว ซุนกวนทราบข่าวคงจะให้โลซกมาทวงเมืองเกงจิ๋วเป็นมั่นคง ท่านจะคิดอ่านแก้ไขประการใด

            ขงเบ้งจึงว่าความข้างเมืองกังตั๋งนั้นยังแตกหักไม่ได้ จำจะต้องจับมือเป็นพันธมิตรกับซุนกวนสืบไป ดังนั้นการครั้งนี้จึงต้องคิดอ่านผ่อนสั้นยาวไปตามสถานการณ์จนกว่าท่านจะตั้งตัวได้สำเร็จ แล้วว่าการครั้งนี้ท่านอย่าได้ปรารมภ์เลย ข้าพเจ้าขอรับเป็นธุระว่ากล่าวกับโลซกเอง

            ว่าแล้วขงเบ้งจึงกระซิบที่ข้างหูของเล่าปี่พอให้ได้ยินกันแต่สองคน เล่าปี่ฟังคำขงเบ้งแล้วก็พยักหน้ารับเอาด้วยความยินดี

            หลังจากนั้นอีกสิบห้าวัน ในขณะที่เล่าปี่และขงเบ้งกำลังปรึกษาข้อราชการกันอยู่ ทหารรักษาการณ์ได้มารายงานว่าบัดนี้ซุนกวนให้โลซกมาคำนับท่าน

            ขงเบ้งฟังรายงานแล้วจึงชวนเล่าปี่ออกไปต้อนรับโลซกเข้ามาในเมืองเกงจิ๋ว ต่างฝ่ายต่างถ้อยทีคำนับกันตามธรรมเนียมแล้ว เล่าปี่จึงเชิญโลซกเข้าไปนั่งสนทนากันที่ตึกรับรองแขกเมือง

            โลซกได้เริ่มกล่าวขึ้นก่อนว่าเดิมทีนั้นท่านได้ให้สัญญาว่าเมื่อเล่ากี๋หาบุญไม่แล้วก็จะคืนเมืองเกงจิ๋วให้แก่ซุนกวน บัดนี้ซุนกวนทราบข่าวว่าเล่ากี๋หาบุญไม่แล้วจึงให้ข้าพเจ้ามาเคารพศพ และถามความคิดเห็นของท่านว่าจะมอบเมืองเกงจิ๋วคืนแก่ซุนกวนเมื่อใด ทั้งจิวยี่ก็ได้ฝากความรำลึกมายังท่านทั้งสองด้วย

            โลซกว่าแล้วก็สั่งทหารให้เอาเครื่องเซ่นไหว้ศพเล่ากี๋เข้ามามอบแก่เล่าปี่ เล่าปี่และขงเบ้งจึงรับเอาของเซ่นไหว้แล้วสั่งทหารให้นำของเซ่นไหว้นั้นไปไหว้หลุมฝังศพของเล่ากี๋ตามอย่างธรรมเนียม และสั่งทหารให้แต่งโต๊ะเลี้ยงโลซกโดยที่ไม่ตอบคำถามใด ๆ ของโลซกแม้แต่สักคำ

            ในระหว่างกินโต๊ะอยู่นั้นขงเบ้งได้ชวนโลซกสนทนาเกี่ยวกับความศึกที่ซุนกวนยกไปทำสงครามที่เมืองหับป๋า โลซกก็สนทนาตอบถ้อยคำถามไปอย่างเสียมิได้ พอมีช่องโอกาสก็เอ่ยปากทวงเมืองเกงจิ๋วซ้ำอีกว่า ข้าพเจ้ามาครั้งนี้ด้วยซุนกวนวางธุระให้มาว่ากล่าวเพื่อรับเอาเมืองเกงจิ๋วคืนจากท่าน จะได้แต่งทหารไปดูแลรักษามิให้ว่างเว้นผู้ปกครองเมือง ข้าพเจ้าขออภัยเถิดที่ต้องกล่าวทวงเรื่องนี้ซ้ำอีกครั้งหนึ่ง

            เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นจึงตอบตามที่ขงเบ้งได้กระซิบบอกว่า “เชิญกินโต๊ะเสพสุราให้สบายก่อนเถิดแล้วจึงค่อยปรึกษากัน”

            เล่าปี่กล่าวแล้วก็ยกจอกสุรา ชวนโลซกให้ยกจอกสุราดื่มพร้อมกัน โลซกเกรงใจ  เล่าปี่ขัดมิได้ก็ยกจอกสุราดื่มกับเล่าปี่

            เล่าปี่ยังคงชวนโลซกสนทนาด้วยดินฟ้าอากาศและการทำมาหากินของราษฎรสืบไป โดยไม่ยอมเอ่ยปากพูดถึงเรื่องเมืองเกงจิ๋ว โลซกเห็นสนทนากับเล่าปี่มานานนักหนาแล้วแต่ยังไม่ได้ความจึงถามซ้ำเล่าปี่อีกครั้งหนึ่งว่าเมื่อใดจะคืนเมืองเกงจิ๋ว

            ขงเบ้งเห็นดังนั้นจึงทำทีเป็นโกรธแล้วดุโลซกว่า “ท่านก็มีสติปัญญาแจ้งการทั้งปวงอยู่ แต่จะนิ่งให้เราออกปากก่อนไม่ได้หรือ เมื่อครั้งพระเจ้าฮั่นโกโจนั้นก็มีน้ำใจโอบอ้อมกรุณาแก่ราษฎรทั้งปวง จึงได้เสวยราชสมบัติสืบพระวงศ์ต่อกันมาจนถึงพระเจ้าเหี้ยนเต้ ทุกวันนี้แผ่นดินก็ไม่ราบคาบ ขุนนางหัวเมืองทั้งปวงที่มีสติปัญญากำลังมากก็ไม่ปรองดองช่วยกันบำรุงพระเจ้าเหี้ยนเต้ ต่างคนต่างแข็งเมืองอยู่สิ้น เล่าปี่นายเราเป็นเชื้อพระวงศ์ติดพันกันมาแต่ครั้งพระเจ้าเฮ้าเก๋งเต้ ได้ยี่สิบสี่ชั่วกษัตริย์จนถึงเล่าปี่ เล่าปี่ก็เป็นอาพระเจ้าเหี้ยนเต้ แต่แผ่นดินเมืองเกงจิ๋วเท่านี้จะเอาไว้ไม่ได้หรือ ซุนกวนนายท่านเป็นเชื้อผู้คุมเมืองจีต๋อง บัดนี้ก็ได้เป็นใหญ่ในเมืองกังตั๋ง มีเมืองโทหกหัวเมือง เมืองตรีจัตวาแปดสิบเอ็ดหัวเมือง ทั้งไพร่พลทหารก็มั่งคั่งอยู่แล้ว ยังไม่อิ่มใจหรือจึงให้มาทวงเมืองเกงจิ๋วอีกเล่า อนึ่งเมื่อโจโฉยกทัพเรือมาตีเมืองกังตั๋งนั้น เล่าปี่ก็ได้ยกทหารไปช่วยรบพุ่งเป็นสามารถ เราก็เรียกลมให้ซุนกวนจึงไม่เป็นอันตราย แม้เราไม่ไปช่วยก็อย่าว่าแต่บุตรหญิงนางเกียวก๊กโลเลย ถึงภรรยาแลญาติท่านก็จะเป็นของโจโฉสิ้น”

            โลซกเห็นขงเบ้งมีโทสะปรากฏโดยที่มิเคยปรากฏให้เห็นมาก่อนก็ตกใจ พอครุ่นคิดก็ตระหนักว่าความอันขงเบ้งว่ากล่าวทั้งสิ้นนั้นก็เปี่ยมด้วยเหตุและผลจึงนึกละอายใจ แต่ภารกิจที่รับธุระซุนกวนมาก็หนักหน่วง ดังนั้นโลซกจึงมิรู้ที่จะว่ากล่าวประการใด ได้แต่นั่งนิ่งอยู่ พักใหญ่จึงกล่าวว่าไม่ว่ากรณีจะเป็นประการใด แต่ท่านได้ให้สัญญาไว้กับข้าพเจ้าว่าจะคืนเมืองเกงจิ๋วแก่ซุนกวน ทั้งข้าพเจ้าก็ได้รายงานให้ซุนกวนทราบความแล้ว การที่ท่านมากล่าวให้กลับกลายไปดังนี้ย่อมมิชอบ

            ขงเบ้งได้ฟังดังนั้นจึงโต้กลับว่าท่านมีเหตุผลประการใดจึงว่าข้าพเจ้ากล่าวความมิชอบเล่า

            โลซกจำนนต่อคำลำเลิกบุญคุณของขงเบ้ง ครั้นได้ยินคำถามของขงเบ้งดังนั้นก็คิดลำเลิกเอาบุญคุณกับขงเบ้งบ้าง จึงว่า “เมื่อครั้งเล่าปี่ได้ความลำบากแตกโจโฉ ณ เมืองซงหยงนั้น ข้าพเจ้าก็ได้พาท่านไปหาซุนกวน ข้อหนึ่งก็ได้ช่วยว่าเมืองเกงจิ๋วให้ ครั้งจิวยี่จะยกทหารมารบคืนเอาเมืองเกงจิ๋วเล่า ข้าพเจ้าก็ช่วยว่ากล่าวห้ามมิให้จิวยี่ยกมา ข้าพเจ้าจึงมาหาท่าน ท่านกับเล่าปี่ก็ได้ว่าถ้าหาบุญเล่ากี๋ไม่จะคืนเมืองเกงจิ๋วให้ซุนกวน ข้าพเจ้าก็ได้รับไว้ บัดนี้ท่านเจรจาผิดกับคำก่อนจะให้ข้าพเจ้าเอาเนื้อความอันใดไปบอกกับซุนกวน จิวยี่กับซุนกวนก็นับถือว่าท่านกับเล่าปี่มีความสัตย์ แม้ข้าพเจ้าไปบอกตามคำท่านว่า ซุนกวนก็จะไม่เชื่อ จะลงโทษข้าพเจ้า ถึงตัวข้าพเจ้าจะตายก็ไม่เสียดายชีวิต แต่คิดวิตกอยู่ว่าเล่าปี่กับซุนกวนจะเป็นศัตรูกันไป เมื่อเล่าปี่กับซุนกวนจะเป็นศึกกันขึ้นท่านก็จะไม่มีความสุข คนทั้งปวงที่รู้ก็จะหัวเราะว่าท่านเป็นคนมีสติปัญญา มาเจรจากลับกลอกจึงเป็นเหตุทั้งนี้”

            โลซกด้านหนึ่งเจรจาว่ากล่าวเรียกร้องขอความสงสารจากขงเบ้ง แต่อีกด้านหนึ่งก็ปรามขงเบ้งว่าหากแม้นเกิดศึกระหว่างซุนกวนกับเล่าปี่แล้วขงเบ้งก็ต้องรับผิดชอบ เนื่องจากการเจรจากลับกลอกจึงเป็นศึกขึ้นดังนี้

            ขงเบ้งรู้ทันโลซกจึงตอบว่า “ท่านอย่าว่าเลย เราจะกลัวอันใดกับจิวยี่ซึ่งเป็นลูกเด็กเล็กน้อย ถึงมาตรว่าโจโฉจะยกทหารมาสักร้อยหมื่นเราก็ไม่กลัว แต่ว่าเราเห็นแก่ท่านซึ่งกลัวความผิด เราจะคิดอ่านกับเล่าปี่เขียนหนังสือไปถึงซุนกวนว่าจะยืมเมืองเกงจิ๋วไว้เป็นที่อาศัยก่อน ต่อเล่าปี่ไปรบเมืองอื่นได้เล่าปี่จึงจะคืนเมืองเกงจิ๋วให้ ท่านจะเห็นเป็นประการใด”

            ขงเบ้งกล่าวคำแข็งเป็นคำขาดว่าในการศึกสงครามนั้นหาได้ยำเกรงแก่ความคิดของจิวยี่หรือโจโฉไม่ ซึ่งขงเบ้งรู้ดีว่าโลซกฟังคำขาดนี้แล้วย่อมเห็นจริงตาม เพราะได้ประจักษ์ถึงสติปัญญา รู้การในอากาศ และความชำนาญในการพิชัยสงครามทั้งปวง แต่กระนั้นก็มิได้ใจไม้ไส้ระกำ ตัดเยื่อไม่เหลือใย หากยังทอดไมตรีด้วยเห็นแก่หน้าของโลซกและเป็นห่วง โลซกว่าจะต้องโทษ จึงเสนอทำหลักฐานว่าจะขอยืมเมืองเกงจิ๋วไว้ชั่วคราว ไว้เล่าปี่ยึดเมืองอื่นเป็นที่อาศัยได้แล้วก็จะคืนให้ แล้วรุกกลับโลซกว่าจะมีความเห็นเป็นประการใด

            โลซกจำนนในถ้อยร้อยเหตุผลทั้งด้านอ่อน ด้านแข็งทุกด้านแล้ว เห็นข้อเสนอของขงเบ้งเป็นทางออกเดียวที่จะรักษาไมตรีระหว่างเล่าปี่และซุนกวนไว้ได้ และเป็นทางออกเดียวที่โลซกจะพ้นจากความรับผิดชอบได้ ในใจก็มีความยินดีรีบถามขงเบ้งว่าความอันท่านกล่าวทั้งนี้ท่านตีเมืองใดได้ถึงจะคืนเมืองเกงจิ๋วแก่ซุนกวน

            ขงเบ้งเห็นโลซกถลำเข้ามาในกลแห่งวาทศิลป์จึงโก่งค่าคำตอบว่าอันเดิมทีนั้นข้าพเจ้าคิดที่จะยืมเมืองเกงจิ๋วไว้จนกว่าเล่าปี่จะตีได้เมืองฮูโต๋ แต่มาคำนึงว่าเมืองฮูโต๋เป็นเมืองหลวง ทั้งโจโฉก็ยังมีกำลังทหารเป็นอันมาก ยากที่จะทำการได้สำเร็จโดยเร็ว จึงลดความปรารถนาลงมาเป็นแค่ตีเมืองเสฉวนให้ได้ก่อน เพราะเมืองเสฉวนนั้นเจ้าเมืองคือเล่าเจี้ยงเป็นคนโลเลหาสติปัญญามิได้ ข้าพเจ้าจะให้เล่าปี่ยกกองทัพไปตีเอาเมืองเสฉวน คงจะสำเร็จได้โดยเร็ว ได้เมืองเสฉวนแล้วเล่าปี่ก็จะคืนเมืองเกงจิ๋วให้แก่ซุนกวน

            โลซกได้ฟังว่าขงเบ้งจะยกไปตีเมืองฮูโต๋ให้ได้ก่อนแล้วจึงจะคืนเมืองเกงจิ๋วก็แทบจะอาเจียนเป็นโลหิต เพราะเห็นว่ายากเย็นยิ่งที่เล่าปี่จะทำการได้สำเร็จในเร็ววัน ครั้นขงเบ้งผ่อนคำเจรจามาเป็นเมืองเสฉวน โลซกก็เห็นว่ายังยากเย็นน้อยกว่าการตีเมืองฮูโต๋ และเห็นว่าพอเป็นเหตุผลชนิดอ้อม ๆ แอ้ม ๆ ว่ากล่าวกับซุนกวนได้ ทั้งเกรงใจขงเบ้งจึงตกลงรับคำว่าเล่าปี่ตีเมืองเสฉวนได้แล้ว ท่านจะต้องคืนเมืองเกงจิ๋วแก่ซุนกวน

            ขงเบ้งได้ฟังดังนั้นจึงกล่าวคำขอบคุณโลซกที่ยึดมั่นในความเป็นพันธมิตรและมีน้ำจิตเมตตาอาทรต่อเล่าปี่ แล้วว่าเมื่อท่านรับคำดังนี้แล้ว ข้าพเจ้าจะให้เล่าปี่ทำหนังสือเป็นสำคัญตามข้อตกลงนี้

            โลซกได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี เพราะเห็นจะได้หลักฐานเป็นหนังสือไปแสดงแก่ ซุนกวนจึงรับคำขงเบ้ง ดังนั้นขงเบ้งจึงให้เล่าปี่เขียนเป็นหนังสือตามข้อตกลงดังกล่าว และลงนามรับรองว่าจะปฏิบัติตามสัญญา

            จากนั้นขงเบ้งจึงลงชื่อในหนังสือนั้น ยอมตัวเป็นนายประกัน แล้วว่าข้าพเจ้าขอค้ำประกันข้อตกลงของเล่าปี่เพื่อให้ซุนกวนและจิวยี่วางใจ

            ขงเบ้งเว้นคำไว้อึดใจหนึ่งแล้วกล่าวสืบไปว่าข้าพเจ้าพิเคราะห์แล้วเห็นว่าข้าพเจ้าเป็นนายประกันก็จริงอยู่แต่หามีน้ำหนักไม่เพราะข้าพเจ้าเป็นพวกของเล่าปี่ ขอให้ท่านลงชื่อค้ำประกันอีกคนหนึ่งจึงจะได้รับความเชื่อถือมั่นใจจากซุนกวน

            โลซกได้ฟังดังนั้นก็ยินดี จึงว่าตัวข้าพเจ้านี้นับถือเล่าปี่ว่ามีความสัตย์ ดังนั้นเมื่อท่านประสงค์ ข้าพเจ้าก็ปลงใจเป็นนายประกันตามสัญญาของเล่าปี่

            เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี เอาหนังสือมาเขียนเพิ่มเติมว่าโลซกตกลงค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาของเล่าปี่ด้วย แล้วส่งหนังสือนั้นให้โลซกลงชื่อ

            โลซกรับหนังสือมาลงชื่อแล้วก็เอาหนังสือนั้นใส่แขนเสื้อ ขอบคุณเล่าปี่ ขงเบ้ง แล้วคำนับลา เล่าปี่และขงเบ้งเห็นดังนั้นจึงฝากคำอวยพรไปถึงซุนกวนและจิวยี่แล้วเดินตามออกมาส่งโลซกจนถึงท่าเรือ

            ก่อนจะลงเรือขงเบ้งได้เข้าไปจับเอามือโลซกกุมไว้แล้วว่า “ท่านไปถึงซุนกวนแล้วจงช่วยว่ากล่าวโดยดีให้นายเราทั้งสองเป็นปรกติกัน อย่าให้โจโฉมันดูหมิ่นเราได้ แม้ไม่ทำตามเรา ถึงเมืองกังตั๋งกับหัวเมืองทั้งปวงเราก็จะชิงเอาด้วย”

            หากการเจรจาตอบถ้อยร้อยคำระหว่างขงเบ้งกับโลซกเป็นการปลุกเสกซึ่งคาถาอาคม ขงเบ้งก็ยังคงเห็นว่าการปลุกเสกวิทยาคมนั้นยังไม่แน่นหนาพอเพียง ดังนั้นจึงย้ำปลุกเสกตรึงอีกครั้งหนึ่งที่ท่าเรือ ทั้งชี้ทางอันสว่างที่สองเมืองจะผูกมิตรไมตรีกันให้แน่นแฟ้น หรือหากแม้นว่าซุนกวนไม่เต็มใจก็ข่มขู่ว่าอย่าว่าแต่เมืองเกงจิ๋วซึ่งครองอยู่นั้นเลย ต่อให้เมืองกังตั๋งและหัวเมืองทั้งหลาย ขงเบ้งก็จะใช้กำลังเข้าแย่งยึดเอา

            โลซกแพ้ทางขงเบ้ง อุปมาดั่งงูเหลือมกลัวเชือกกล้วย หรือตะขาบกลัวคางคก ครั้นได้ฟังคำขงเบ้งดังนั้นก็รับคำ ต่างฝ่ายจึงต่างคำนับอำลา แล้วโลซกจึงลงเรือล่องกลับไปเมืองฉสองกุ๋น.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

I miss you all กับ I miss all of you ต่างกันอย่างไร

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓