ตอนที่ 299. อุบายของคนเลี้ยงม้า

 ไทสูจู้นายทหารเอกของแคว้นกังตั๋งชำนาญการรบแต่ไร้เดียงสาในการวางแผนยุทธการ จึงรับเอาแผนการของญาติคนเลี้ยงม้าไปขออนุญาตซุนกวนยกไปรบกับเตียวเลี้ยว ในขณะที่ซุนกวนเองก็อ่อนหัดทางพิชัยสงคราม ทั้ง ๆ ที่ถูกจูกัดกิ๋นที่ปรึกษาคัดค้านก็ไม่รับฟัง จึงจัดทหารให้ไทสูจู้ยกไปทำการ

            ครั้นอาวโจคนเลี้ยงม้าของเตียวเลี้ยวได้ฟังคำโกเตงว่าจะคิดอ่านแผนการประการใดจึงตอบว่าซึ่งที่อยู่ของข้าพเจ้าใกล้กันกับที่พักของเตียวเลี้ยว ข้าพเจ้าจะลวงให้เตียวเลี้ยวออกมาข้างนอกค่ายแล้วจะลอบสังหารเสีย

            โกเตงได้ฟังคำคนเลี้ยงม้าเสนอแผนการดังนั้นเห็นเป็นเรื่องง่ายดายจึงสอบถามว่าท่านจะทำประการใดจึงจะลวงเตียวเลี้ยวออกมาสังหารเสียได้

            อาวโจคนเลี้ยงม้าจึงว่าเวลาค่ำวันนี้ข้าพเจ้าจะจุดไฟขึ้นที่กองฟางสำหรับเลี้ยงม้า เมื่อเพลิงลุกสว่างขึ้นแล้วให้ท่านร้องบอกต่อ ๆ กันไปว่าข้าศึกยกเข้าเมืองได้แล้ว ชาวเมืองทั้งปวงไม่รู้ทีก็จะพากันแตกตื่น เตียวเลี้ยวก็จะออกมาดับเพลิงซึ่งไหม้นั้น ข้าพเจ้าจะซุ่มคอยทีอยู่ แล้วจะลอบแทงเตียวเลี้ยวเสียให้ตาย แลเมื่อไทสูจู้เห็นเพลิงลุกขึ้นก็จะยกกำลังเข้าปล้นเมืองตามที่ตกลงไว้กับท่าน เห็นจะยึดเมืองหับป๋าได้โดยง่าย

            โกเตงได้ฟังแผนการซึ่งง่ายประดุจปลอกกล้วยเข้าปากแล้วก็เห็นชอบด้วย

            นี่คือแผนการรายละเอียดของคนเลี้ยงม้ากับญาติของคนเลี้ยงม้าที่คิดอ่านการศึกหวังจะลวงเตียวเลี้ยวออกมาฆ่าเสีย และเปิดโอกาสให้ไทสูจู้ยกกำลังเข้าปล้นเอาเมือง เป็นแผนการที่คิดเอง พูดเอง เออเอง ราวกับว่าเตียวเลี้ยวไร้ซึ่งสติปัญญา แล้วยินยอมให้แผนการดำเนินไปได้โดยสะดวก จึงเป็นการวางแผนแบบคนเลี้ยงม้าโดยแท้ เป็นแผนการที่ไม่รู้เขาและไม่รู้เรา ไม่มีความเชื่อมโยงในการปฏิบัติที่จะบังเกิดเป็นผลจริงแม้แต่น้อย ดังนั้นการที่ไทสูจู้เข้าร่วมในแผนการชนิดนี้จึงเท่ากับว่าตายไปครึ่งตัวแล้ว ส่วนอีกครึ่งหนึ่งคงเหลือแต่เวลาซึ่งจะปรากฏเป็นจริงขึ้นเท่านั้น

            ฝ่ายเตียวเลี้ยวหลังจากชนะศึกหวุดหวิดจะกำจัดซุนกวนได้สำเร็จในเวลากลางวัน ก็ได้ปูนบำเหน็จแก่ทหารที่มีความชอบและแต่งโต๊ะเลี้ยงบำรุงขวัญทหารทั้งปวง แต่กำชับมิให้เสพสุรา และสั่งว่าวันนี้เราได้ชัยชนะต่อกองทัพเมืองกังตั๋ง ข้าศึกอาจคาดว่ากองทัพของเราจะตั้งอยู่ในความประมาทแล้วเข้าโจมตี และถ้าเราตั้งอยู่ในความประมาทการก็จะเป็นไปดังความคาดหมายของข้าศึก ดังนั้นในค่ำวันนี้จึงให้ทหารทุกคนใส่เสื้อเกราะนอนทุกคน และให้กวดขันเวรยามอย่างเข้มงวด

            ทหารซึ่งกินโต๊ะอยู่นั้นสงสัยจึงถามเตียวเลี้ยวว่า ซุนกวนเพิ่งปราชัยในวันนี้คงจะสิ้นขวัญกำลังใจไม่กล้ายกมารบในเวลาอันใกล้ ไฉนท่านจึงให้ระมัดระวังเข้มงวดกวดขันถึงเพียงนี้

            เตียวเลี้ยวจึงอธิบายว่า “อันธรรมดาผู้เป็นนายทัพนายกองจะทำการสงคราม ถ้าแพ้ก็อย่าเพ่อเสียใจ แม้ได้ชัยชนะก็อย่าเพ่อทะนง เวลาวันนี้เราได้ชัยชนะแก่ซุนกวนก่อน ครั้นประมาทเกลือกซุนกวนมีใจเจ็บแค้นคิดเห็นว่าเราเลินเล่อจะยกทหารมาโจมตี เราจะมิขัดสนหรือ เราจึงบังคับท่านทั้งปวงด้วยเหตุฉะนี้”

            เตียวเลี้ยวอรรถาธิบายเหตุผลในการป้องกันระวังตนตามหลักปฏิบัติแห่งคัมภีร์พิชัยสงคราม ทั้ง ๆ ที่มิได้รู้ระแคะระคายว่าจะมีคนคิดการร้ายอยู่ข้างใน สมคบชักใยกับข้าศึกภายนอก แต่เมื่อได้เข้มงวดกวดขันระมัดระวังไม่ให้ตั้งอยู่ในความประมาทแล้ว ก็ย่อมได้ชื่อว่าได้ปิดประตูแห่งความตายมิให้ย่างกรายเข้ามาได้ ประดุจดั่งเกราะเพชรที่กางกั้นคุ้มครองกองทัพไว้ให้ปลอดภัยอยู่ในตัว

            ขณะที่เตียวเลี้ยวกำลังกินโต๊ะอยู่กับทหารนั้น เห็นแสงเพลิงสว่างขึ้นด้านหลังค่าย และได้ยินเสียงคนร้องว่าข้าศึกเข้าเมืองได้แล้ว และชาวเมืองพากันแตกตื่นวิ่งกันชุลมุนวุ่นวาย เตียวเลี้ยวก็พรั่นใจว่าไฉนข้าศึกจึงยกเข้าเมืองได้โดยไร้ร่องรอยหรือวี่แววการต่อสู้ดังนี้ จึงพาทหารที่สนิทสี่ห้าคนขี่ม้าออกไปด้านนอกค่าย ยืนม้าขวางถนนไว้มิให้ผู้คนวิ่งระส่ำระสาย

            บรรดาชาวเมืองเห็นแม่ทัพใหญ่เตียวเลี้ยวออกมายืนม้าอยู่หน้าค่ายก็อุ่นใจ ที่ชุลมุนวุ่นวายก็ค่อยสงบลง เตียวเลี้ยวสั่งทหารให้ไปดับไฟที่ลุกไหม้อยู่ ครู่หนึ่งทหารรักษาการณ์ก็เข้ามารายงานว่าเสียงที่ร้องว่าข้าศึกเข้าเมืองได้แล้วนั้นดังอยู่ในที่ใกล้ ชะรอยว่าข้าศึกบุกลึกเข้ามาถึงในเมืองแล้ว

            เตียวเลี้ยวยืนม้าพิเคราะห์เหตุการณ์อยู่นอกค่าย หูก็สดับตรัปฟังเสียง ตาก็จ้องไปที่แสงเพลิงที่ลุกขึ้นด้านหลังค่าย แล้วหัวเราะในลำคอ จากนั้นจึงว่านี่เป็นแผนลวงที่ตื้นเขิน เพียงเพื่อให้ชาวเมืองตกใจแล้วจะก่อความวุ่นวายเป็นจลาจลขึ้น หรือมิฉะนั้นก็อาจสมคบกับข้าศึกให้ยกเข้าปล้นเมือง จึงให้ทหารทุกคนเพิ่มความระมัดระวังและห้ามชาวเมืองแตกตื่นวิ่งวุ่นวายสับสน ผู้ใดมิฟังก็ให้ตัดศีรษะเสีย แล้วให้รีบตามไปที่ต้นเสียงว่าใครเป็นคนร้องว่าข้าศึกเข้าเมืองได้แล้ว มันผู้นั้นคือผู้ก่อการจลาจล ให้จับกุมตัวมาประหารเสีย

            เตียวเลี้ยวสั่งการเฉียบขาดรัดกุมแล้วยืนม้าสังเกตการณ์อยู่ในที่เดิมท่ามกลางการแวดล้อมของนายทหารที่ใกล้ชิด ครู่หนึ่งเสียงร้องว่าข้าศึกเข้าเมืองได้แล้วก็หยุดลง พอเวลาทุ่มเศษลิเตียนก็จับตัวโกเตงและอาวโจได้จึงมัดแล้วคุมมามอบแก่เตียวเลี้ยว และรายงานว่าสองคนนี้เป็นคนร้องบอกชาวเมืองว่าข้าศึกเข้าเมืองได้แล้ว จึงจับตัวมามอบแก่ท่าน

            เตียวเลี้ยวเห็นดังนั้นก็มีความยินดี จึงสอบสวนโกเตงและอาวโจว่าเจ้าทั้งสองก่อความวุ่นวายดังนี้มีประสงค์สิ่งใดหรือ โกเตงและอาวโจเกรงกลัวอาญาของเตียวเลี้ยวจึงยอมรับสารภาพแต่โดยดีว่าทำแผนการทั้งนี้เพื่อจะลวงเตียวเลี้ยวออกมาสังหาร โดยไทสูจู้จะยกกองทัพเข้าปล้นเมือง

            เตียวเลี้ยวได้ฟังดังนั้นจึงสั่งทหารให้เอาตัวโกเตงและอาวโจไปฆ่าเสีย

            สั่งความเสร็จเตียวเลี้ยวเห็นเหตุการณ์ภายในเมืองสงบลงจึงขี่ม้าจะกลับเข้าไปในค่าย ในทันใดนั้นได้ยินเสียงม้าล่อฆ้องกลองและเสียงโห่ร้องของทหารดังกึกก้องอยู่นอกเมืองก็รู้ว่าข้าศึกกำลังเข้าปล้นเมือง สมคล้อยดังคำรับสารภาพของโกเตงและอาวโจจึงว่ากับทหารทั้งปวงว่าบัดนี้ทหารเมืองกังตั๋งยกกองทัพมาตามแผนการที่คบคิดกับโกเตงและอาวโจ เราจะซ้อนกลแล้วทำลายกองทัพเมืองกังตั๋งเสียให้สิ้น

            ว่าแล้วเตียวเลี้ยวจึงสั่งทหารให้เตรียมเกาทัณฑ์ยกไปซุ่มอยู่ที่ประตูเมืองทางด้านซึ่งได้ยินเสียงโห่ร้องของข้าศึกกองหนึ่ง และอีกกองหนึ่งให้ยกขึ้นไปซุ่มอยู่บนเชิงเทิน เมื่อทหารเมืองกังตั๋งยกเข้ามาใกล้ก็ให้ระดมยิงเกาทัณฑ์เข้าไปพร้อมกัน จากนั้นจึงสั่งให้จุดเพลิงขึ้นในเมืองอีกสองสามแห่ง และให้เปิดประตูเมืองแล้วปลอมเป็นเสียงชาวเมืองร้องว่าข้าศึกเข้าเมืองได้แล้ว

            ไทสูจู้ยกกำลังมาซุ่มอยู่ข้างนอกเมืองเห็นเพลิงไหม้ขึ้นในเมืองแห่งหนึ่งแล้ว ต่อมาก็เห็นแสงเพลิงลุกไหม้ขึ้นอีกสองสามแห่งก็สำคัญว่าโกเตงและอาวโจกำลังก่อการจลาจลขึ้นภายในเมืองจึงให้ทหารทั้งปวงเตรียมพร้อมที่จะยกไปทำการ

            ครั้นเห็นประตูเมืองเปิดกว้างออกมาและข้างในเมืองวิ่งกันสับสนวุ่นวายอยู่ ไทสูจู้ก็สำคัญว่าโกเตงและอาวโจทำการสำเร็จแล้ว จึงขี่ม้านำหน้าทหารและสั่งให้ยกกำลังบุกเข้าไปในเมืองทันที

            พอไทสูจู้ขี่ม้าพาทหารมาถึงหน้าประตูเมือง ห่าเกาทัณฑ์ที่แน่นหนาราวห่าฝนจากบนเชิงเทินและสองข้างประตูเมืองก็พุ่งตรงเข้ามาที่ไทสูจู้และทหารที่ตามมานั้น

            ไทสูจู้เห็นดังนั้นก็ตกใจ ใช้ทวนป้องปัดเกาทัณฑ์เป็นพัลวัน แต่ไม่ทันด้วยห่าเกาทัณฑ์นั้นแน่นหนานัก ไทสูจู้จึงถูกเกาทัณฑ์ตามลำตัวเป็นหลายแห่ง แต่ยังกุมสติมั่นรีบชักม้ากลับหลังแล้วควบหนีไปอย่างรวดเร็ว

            เตียวเลี้ยวเห็นดังนั้นจึงสั่งให้ลิเตียนและงักจิ้นรีบพาทหารไล่ตามตีไทสูจู้

            ลิเตียนและงักจิ้นรับคำสั่งแล้วรีบพาทหารไล่ตามไปในทันที และได้ฆ่าฟันทหารของไทสูจู้บาดเจ็บล้มตายลงเป็นอันมาก จนไล่ไทสูจู้กระชั้นเข้าไปใกล้ค่ายของซุนกวน

            ซุนกวนอยู่ในค่ายคอยสังเกตการณ์กองทัพของไทสูจู้ที่ยกไปทำการ ในตอนแรกที่เห็นแสงเพลิงก็ดีใจสำคัญว่าการได้ดำเนินไปตามแผนการที่ไทสูจู้ได้เสนอไว้ แต่ครู่หนึ่งก็ได้ยินเสียงทหารโห่ร้องกระชั้นเข้ามาทางค่าย ซุนกวนก็ตกใจ ครั้นเห็นทหารของเตียวเลี้ยวไล่ตามตีทหารของไทสูจู้ จึงสั่งการให้ลกซุนและตังสิดรีบพาทหารออกไปช่วยไทสูจู้

            ลิเตียนและงักจิ้นไล่ตามตีกองทัพของไทสูจู้มาถึงใกล้ค่ายของซุนกวน ครั้นเห็นทหารเมืองกังตั๋งยกกำลังออกมาจากค่ายก็เกรงว่าจะเสียที จึงสั่งให้ทหารถอยทัพกลับเข้าเมืองหับป๋า

            ลกซุนและตังสิดยกทหารออกมาพอพ้นค่าย ทหารของเตียวเลี้ยวก็ถอยกลับไปสิ้น จึงรับเอาไทสูจู้และทหารกลับเข้ามาในค่าย และพยุงไทสูจู้ลงจากหลังม้าพาเข้าไปพบซุนกวน

            ซุนกวนเห็นอาการไทสูจู้ต้องลูกเกาทัณฑ์เป็นหลายแห่ง จะปล่อยลูกเกาทัณฑ์ไว้มิได้ จะถอนลูกเกาทัณฑ์ออกไทสูจู้ก็จะทนพิษบาดแผลไม่ได้ รูปการณ์ของไทสูจู้ ณ บัดนี้เหมือนอยู่ในขั้นตรีทูต ซุนกวนจึงให้วิตกกังวลนัก

            ดังนั้นซุนกวนจึงสั่งให้ทหารพยุงไทสูจู้กลับไปที่พัก และให้รีบตามหมอมารักษา

            พอทหารพยุงไทสูจู้กลับไปแล้ว เตียวเจียวจึงเสนอแก่ซุนกวนว่าท่านยกกองทัพมาตีเมืองหับป๋าช้านานแล้วยังไม่แพ้ชนะกัน บัดนี้ได้สูญเสียทหารเป็นจำนวนมาก ทั้งไทสูจู้ก็ป่วยหนัก ชอบที่ท่านจะยกกองทัพกลับไปเมืองกังตั๋งก่อนแล้วค่อยคิดอ่านแก้แค้นสืบไป

            ซุนกวนถามความเห็นบรรดาที่ปรึกษาและแม่ทัพนายกองทั้งปวงในที่นั้น ต่างคนต่างพากันก้มหน้านิ่งอยู่ ซุนกวนจึงเห็นชอบตามข้อเสนอของเตียวเจียว ให้ถอนทัพบกทัพเรือยกกลับไปเมืองลำชี

            พอยกกองทัพกลับถึงเมืองลำชีอาการป่วยของไทสูจู้ก็ทรุดหนักลง ซุนกวนทราบข่าวแล้วสั่งให้เตียวเจียวออกไปเยี่ยมไข้ไทสูจู้ถึงที่พัก

            ไทสูจู้ป่วยหนักด้วยบาดแผลเกาทัณฑ์ทรมานนักปิ่มว่าจะสิ้นใจ แต่พอทราบว่าซุนกวนให้เตียวเจียวมาเยี่ยมไข้ก็ปลื้มใจ ให้คนพยุงตัวนั่งแล้วว่ากับเตียวเจียวว่า “เกิดมาเป็นชายถึงจะตายในท่ามกลางศึกก็อย่าเสียดายชีวิต ชอบจะคิดทำการให้ถึงขนาด เหตุใดถึงจะมาสิ้นอายุเสียแต่หนุ่มฉะนี้”

            ความจริงไทสูจู้ใกล้จะสิ้นลมอยู่แล้ว เป็นแต่แรงปิติโชติช่วงขึ้น จึงสามารถเอ่ยเอื้อนถ้อยคำกล่าวกับเตียวเจียวได้ แต่พอกล่าวความได้เท่านี้เลือดก็ไหลพรั่งพรูออกจากจมูกและปากของไทสูจู้ ศีรษะของไทสูจู้พับลง สิ้นเสียงสิ้นสั่งก็สิ้นใจโดยที่นัยน์ตายังลืมค้างอยู่ ณ เวลานั้นไทสูจู้มีอายุเพียงยี่สิบเอ็ดปี

            เตียวเจียวเห็นดังนั้นก็ตกใจ เอามือทั้งสองประคองศีรษะของไทสู้จู้ไว้ ครั้นเห็นว่าไทสูจู้สิ้นลมแล้ว เตียวเจียวก็ให้ทหารพยุงร่างไทสูจู้ให้นอนลง แล้วคำนับลาศพไทสูจู้กลับมารายงานแก่ซุนกวน

            ซุนกวนทราบความแล้วก็โศกเศร้าสงสารไทสูจู้ผู้เป็นขุนพลคนสำคัญของแคว้นกังตั๋ง นับเป็นมรดกของซุนเซ็กผู้พี่ที่ซุนเซ็กทั้งรักทั้งห่วงและเคารพไทสูจู้ เพราะเคยเป็นคู่ต่อสู้กันมาก่อน ต่อมาจึงเข้าสวามิภักดิ์ร่วมเป็นร่วมตาย เป็นข้าแห่งสกุลซุนตราบจนสิ้นลม  ซุนกวนจึงสั่งให้ตั้งการศพของไทสูจู้อย่างสมเกียรติแล้วนำศพไปฝังไว้ ณ เชิงเขาปักกัว

            จัดการศพของไทสูจู้แล้วซุนกวนจึงให้รับไทสูเอี๋ยงบุตรผู้เยาว์ของไทสูจู้มาเลี้ยงไว้ในฐานะที่เป็นบุตรบุญธรรม บรรดาทหารทั้งปวงประจักษ์น้ำใจรักทหารของซุนกวนดังนี้ ต่างพากันสรรเสริญความเอื้ออาทรรักทหารของซุนกวนทั่วทั้งเมืองกังตั๋ง

            ทางฝ่ายเล่าปี่อยู่ที่เมืองเกงจิ๋ว ติดตามข่าวคราวความเคลื่อนไหวของกองทัพซุนกวนที่ยกไปตีเมืองหับป๋าอย่างใกล้ชิด ครั้นทราบว่าซุนกวนเสียทีแก่เตียวเลี้ยวยกกองทัพกลับมาเมืองกังตั๋งแล้ว จึงเชิญขงเบ้งมาปรึกษาว่าการข้างหน้าจะเป็นประการใด

            ขงเบ้งคำนับเล่าปี่ตามธรรมเนียมและฟังความที่เล่าปี่ปรึกษาแล้ว ไม่ตอบคำถามนั้น และว่า “เวลาคืนนี้ข้าพเจ้าดูฤกษ์ เห็นดาวดวงหนึ่งตกลงมาข้างทิศตะวันตกเฉียงเหนือ จะเสียวงศ์ท่านคนหนึ่งเป็นมั่นคง”

            เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ รีบถามขงเบ้งว่าญาติวงศ์พงศาของข้าพเจ้าแทบไม่มี ที่เห็นตัวอยู่ก็แต่นางกำฮูหยินผู้ภรรยาซึ่งกำลังป่วยอยู่ และอาเต๊าบุตรกำพร้าที่เกิดแต่นางบิฮูหยินเท่านั้น ญาติวงศ์ของข้าพเจ้าตามคำท่านนี้เป็นผู้ใดหรือ.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

I miss you all กับ I miss all of you ต่างกันอย่างไร

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓