ตอนที่ 298. ศิลปะในการเพ็ดทูล

ซุนกวนแสดงท่าทีอ่อนน้อมเอาใจและยกย่องโลซกเพื่อให้เป็นสง่าราศีแก่โลซกให้เป็นที่ยำเกรงแก่ผู้คนทั้งปวง แต่โลซกก็เป็นนักเพ็ดทูลตัวยง ตอบคำซุนกวนว่าการนี้ไม่เป็นที่ชอบใจ และสิ่งที่โลซกชอบใจคือการที่ซุนกวนได้ตั้งตนเป็นใหญ่ในแผ่นดินแล้วปกครองอาณาประชาราษฎรให้เป็นสุข โดยอ้างว่าเพราะเหตุนั้นโลซกจึงจะได้มีชื่อเสียงไว้ในประวัติศาสตร์ นับเป็นการเพ็ดทูลที่แยบยลนุ่มนวลต้องด้วยใจนายที่ฉลาดยิ่งนัก

            กลวิธีเพ็ดทูลของโลซกนี้แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับพวกประจบสอพลอที่มีเจ้านายเป็นคนถ่อย โง่เขลาเบาปัญญา เพราะคนจำพวกนั้นเพียงแต่เพ็ดทูลว่า “ใช่ครับพี่ ดีครับผม เหมาะสมครับท่าน” ก็เพียงพอแล้ว

            ซุนกวนได้ฟังคำเพ็ดทูลที่ยอกย้อนของโลซกก็หัวเราะร่วนด้วยความชอบใจ ครั้นพาโลซกมาถึงกองบัญชาการจึงให้แต่งโต๊ะเลี้ยงสุราแก่โลซก เทียเภา และบรรดาแม่ทัพนายกองทั้งปวง จากนั้นจึงปรึกษาหารือแผนการเพื่อจะโจมตีเมืองหับป๋าต่อไป

            ในขณะที่กินโต๊ะหารือกันอยู่นั้น ทหารรักษาการณ์ได้เข้ามารายงานว่าเตียวเลี้ยวนายทหารเอกของโจโฉซึ่งรักษาเมืองหับป๋าได้ให้ทหารส่งหนังสือมาท้ารบ แล้วส่งหนังสือนั้นแก่ซุนกวน

            ซุนกวนรับหนังสือมาอ่านแล้วก็โกรธจนหน้าแดง ส่งหนังสือนั้นให้แก่โลซกแล้วกล่าวว่า เตียวเลี้ยวหมิ่นน้ำใจเรานัก วันพรุ่งนี้เราจะใช้แต่ทหารที่มีอยู่แต่เดิมออกไปรบกำจัดเตียวเลี้ยวเสียให้จงได้

            โลซกรับหนังสือจากซุนกวนมาอ่าน ปรากฏความตามหนังสือนั้นว่าเตียวเลี้ยวทหารเอกแห่งราชสำนักฮั่นแจ้งความมายังซุนกวน ด้วยได้ทราบว่าบัดนี้ท่านได้รับทหารยกมาสนับสนุนเพิ่มเติม คงจะมีกำลังน้ำใจกล้าหาญขึ้นกว่าแต่ก่อน ดังนั้นในวันพรุ่งนี้จึงขอเชิญท่านออกมาต่อสู้กันให้เห็นฝีมือทหาร อย่ามัวแต่ตั้งค่ายมั่นนอนรับลมอยู่ดังที่เป็นมาเลย

            โลซกอ่านหนังสือนั้นจบความแล้วก็รู้ว่าเตียวเลี้ยวมีเจตนายั่วยุซุนกวนด้วยกลศึก เพื่อให้ซุนกวนมีความมานะไม่ใช้กำลังทหารที่ได้มาเพิ่มเติมในการสงคราม คงใช้ทหารที่มีอยู่แต่เดิม เท่ากับเป็นการตัดกำลังของกองทัพเมืองกังตั๋งไม่ให้ใช้ความได้เปรียบจากกำลังพลที่ยกมาใหม่

            โลซกแจ้งเจตนาของเตียวเลี้ยวดังนั้นแล้วจึงติงซุนกวนว่าหนังสือเตียวเลี้ยวมีมาครั้งนี้เป็นแต่กลอุบายเพื่อจะยั่วยุท่านตามประเพณีการสงครามเท่านั้น อย่าได้วู่วามตามอารมณ์ จะต้องกลของเตียวเลี้ยว

            ซุนกวนได้ฟังคำท้วงติงของโลซกก็ได้คิด อารมณ์โกรธก็ค่อยทุเลาลง

            ครั้นเวลาเช้าซุนกวนจึงยกทหารออกจากค่ายตรงไปที่เมืองหับป๋า พอยกทหารมาได้ครึ่งทางก็เห็นกองทัพของเตียวเลี้ยวยกมาแต่ไกล

            ซุนกวนเห็นดังนั้นจึงสั่งให้ปลงทัพแล้วให้ทหารตั้งเป็นขบวนเตรียมที่จะรบกันด้วยกำลังทหารเอก

            ซุนกวนตั้งขบวนอยู่หน้าทหารทั้งปวง ตัวซุนกวนนั้นใส่หมวกเกราะและเสื้อเกราะทองคำ ขี่ม้ายืนอยู่ภายใต้ธงแม่ทัพใหญ่ มีซงเขียมยืนม้าอยู่ข้างขวา แกหัวยืนม้าขนาบอยู่ข้างซ้ายท่ามกลางธงทิวปลิวไสว ในขณะที่พลกลองได้รัวกลองศึกดังกึกก้อง

            เตียวเลี้ยวยกกองทัพมาแต่เมืองหับป๋าตามคำท้ารบ พอยกกองทัพมาใกล้ในระยะห้าเส้นเห็นซุนกวนคุมทัพตั้งมั่นอยู่ ดังนั้นเตียวเลี้ยวจึงสั่งให้ปลงทัพแล้วออกไปตั้งขบวนอยู่หน้าทหารทั้งปวง

            เตียวเลี้ยวขี่ม้ายืนอยู่ภายใต้ธงแม่ทัพใหญ่ ลิเตียนขี่ม้าอยู่ทางขวา งักจิ้นขี่ม้าขนาบอยู่ทางซ้าย

            พอเสียงกลองศึกดังครบสามลาเตียวเลี้ยวจึงชักม้าออกไปกลางลานรบ ซุนกวนเห็นดังนั้นจึงกระตุ้นม้าเพื่อจะออกไปรบกับเตียวเลี้ยว แต่ไทสูจู้ซึ่งยืนม้าพิทักษ์อยู่ข้างหลังเห็นเป็นการไม่สมควรที่ซุนกวนซึ่งเป็นแม่ทัพใหญ่ระดับเจ้าเมืองจะยกออกไปรบกับเตียวเลี้ยวซึ่งเป็นแต่เพียงทหารเอก จึงกระตุ้นม้าขี่ปราดออกไปข้างหน้าม้าซุนกวนเข้ารบกับเตียวเลี้ยว

            ทั้งสองฝ่ายได้ต่อสู้กันบนหลังม้าเป็นสามารถท่ามกลางเสียงเพลงรบก้องกระหึ่มท้องทุ่ง ต่างรุกต่างรับ ต่างแทงต่างปัด ต่างฟาดต่างฟันกันอย่างสวยงามสมความเป็นชาติทหาร

            ซุนกวนยืนม้าดูไทสูจู้รบกับเตียวเลี้ยวด้วยความเพลิดเพลินจำเริญใจ ตื่นตาตื่นใจในฝีมือเพลงทวนของทั้งสองฝ่าย แล้วชื่นชมสรรเสริญฝีมือของไทสูจู้และเตียวเลี้ยวอยู่ในใจจนเผลอตัวจ้องดูการสู้รบนิ่งอยู่

            ในขณะที่ซุนกวนกำลังเผลอตัวจ้องดูการรบของสองนายทหารเอกอยู่นั้น ลิเตียนซึ่งสังเกตการณ์อยู่อย่างใกล้ชิด เห็นซุนกวนเผลอไผลดังนั้นจึงปรารภกับงักจิ้นว่าอันคนซึ่งแต่งตัวสวมเสื้อและหมวกสีทองนั้นคือซุนกวน ถ้าหากจับซุนกวนได้แล้วเมืองกังตั๋งก็จะตกแก่เรา เท่ากับได้ล้างแค้นแทนท่านอัครมหาเสนาบดีได้สำเร็จ ความชอบก็จะมีแก่เราเป็นอันมาก

            งักจิ้นได้ฟังคำลิเตียนดังนั้นน้ำใจก็โน้มไปในทางใคร่ได้ความชอบ ไม่ทันที่จะฟังคำลิเตียนว่ากล่าวประการใดต่อไป งักจิ้นซึ่งถือง้าวอยู่ในมือได้กระตุ้นม้าควบตรงเข้าไปที่ซุนกวนอย่างรวดเร็ว

            ชั่วพริบตาเดียวม้าของงักจิ้นก็ปราดเข้าไปใกล้ถึงตัวซุนกวนในระยะประชิด งักจิ้นจึงเงื้อง้าวจะฟันซุนกวน

            ซงเขียมและแกหัวซึ่งยืนม้าอยู่ซ้ายขวาซุนกวนกำลังจ้องมองการต่อสู้ของสองทหารเอกเพลินอยู่ แต่ด้วยสัญชาติญาณชายชาติทหารจึงไหวตัวก่อน เห็นงักจิ้นขี่ม้าปราดเข้ามาดังนั้นจึงใช้ทวนรับง้าวของงักจิ้นพร้อมกัน

            แรงฟันของงักจิ้นหนักหน่วงรุนแรงนัก ง้าวของงักจิ้นจึงฟาดเอาด้ามทวนของซงเขียมและแกหัวขาดออกเป็นสองท่อนเหลืออยู่แต่ด้าม แต่เนื่องจากซงเขียมยืนม้าอยู่กับที่จึงตั้งหลักมั่น ในขณะที่ม้าของงักจิ้นถลำเลยไป ซงเขียมไวเท่าความคิดเอาด้ามทวนที่เหลืออยู่ในมือตีงักจิ้น

            ในขณะนั้นทหารซึ่งอยู่ในแถวหลังของซุนกวนได้กรูกันเข้ามาจะทำร้ายงักจิ้น งักจิ้นเห็นทหารฝ่ายซุนกวนรู้สึกตัวเกรงว่าจะเป็นอันตราย จึงรีบควบม้าหนีไป

            ซงเขียมเห็นดังนั้นจึงแย่งเอาทวนจากทหารมาแทนทวนที่ขาดเหลืออยู่แต่ด้ามแล้วขี่ม้าไล่ตามงักจิ้นไป

            ลิเตียนปรารภความแก่งักจิ้น แต่กลับถูกงักจิ้นชิงลงมือทำการ จึงยืนม้าคอยทีอยู่ในที่เดิม ครั้นเห็นงักจิ้นควบม้าหนีกลับเข้ามาและซงเขียมขี่ม้าไล่ตามโดยไม่ทันระวังตัว ลิเตียนจึงเอาเกาทัณฑ์ขึ้นพาดสายแล้วยิงไปถูกซงเขียมตกม้าตาย

            ไทสูจู้กำลังต่อสู้อยู่กับเตียวเลี้ยว เหลียวมาเห็นเหตุการณ์อลหม่านก็เกรงว่าจะเกิดเหตุร้ายกับซุนกวนจึงรีบผละม้าออกจากลานรบหวังจะกลับไปช่วยซุนกวน

            เตียวเลี้ยวเห็นไทสูจู้ผละม้าหนีออกจากลานรบ และเห็นทหารฝ่ายซุนกวนกำลังชุลมุนวุ่นวายอยู่เป็นทีที่จะทำการรุกรบ จึงสั่งทหารให้บุกเข้าตีกองทหารของซุนกวนในทันที

            ทหารกองทัพเมืองกังตั๋งกำลังชุลมุนเพราะไม่รู้ว่าเกิดเหตุร้ายประการใดขึ้นจึงแตกฮือคุมกันไม่ติด ครั้นถูกทหารของเตียวเลี้ยวบุกเข้าตีจึงแตกกระจัดกระจาย และถูกทหารของเตียวเลี้ยวฆ่าฟันบาดเจ็บล้มตายลงเป็นอันมาก

            ฝ่ายซุนกวนครั้นรู้สึกตัวว่าจะถูกงักจิ้นทำร้ายก็ตกใจ ครั้นเห็นทหารเตียวเลี้ยวบุกเข้าโจมตีจึงขับม้าหนีจะกลับไปที่ค่าย ทหารเมืองกังตั๋งเห็นซุนกวนถอยหนีจึงพากันหนีตาม เตียวเลี้ยวก็ยกทหารไล่ตามตีไป

            ฝ่ายเทียเภาซึ่งรักษาค่ายอยู่ ครั้นซุนกวนยกออกไปแล้วก็สังหรณ์ใจว่าซุนกวนไม่คุ้นเคยการศึกอาจจะเสียทีแก่เตียวเลี้ยวจึงลอบยกทหารออกไปตั้งซุ่มอยู่ระหว่างทาง ผิว่าซุนกวนเสียทีก็จะช่วยเหลือแก้ไขได้ทันท่วงที

            ครั้นเทียเภาเห็นซุนกวนพาทหารแตกหนีมาจะกลับไปทางค่ายก็ซุ่มทหารสงบไว้ พอเตียวเลี้ยวยกเข้ามาใกล้จึงจุดประทัดสัญญาณแล้วยกทหารออกมาสกัดเตียวเลี้ยว

            เตียวเลี้ยวกำลังนำหน้าทหารไล่ตามตี แต่พอได้ยินเสียงประทัดสัญญาณแล้วทหารเมืองกังตั๋งกรูออกมาจากสองข้างทางก็ตกใจ สำคัญว่าต้องกลอุบายของซุนกวนจึงสั่งทหารให้ถอยทัพกลับเข้าเมืองหับป๋า

            เมื่อเทียเภาสกัดกองทัพเตียวเลี้ยวมิให้ไล่ตามตีจนถอยกลับเข้าเมืองหับป๋าแล้วจึงพาทหารตามซุนกวนกลับเข้าไปในค่าย

            ซุนกวนเจ้าเมืองหนุ่มผู้อ่อนการสงครามเสียซงเขียมนายทหารผู้ภักดีก็มีน้ำใจรักสงสารเป็นอันมาก รำลึกดังนี้แล้วซุนกวนก็ร้องไห้อาลัยอาวรณ์ซงเขียม

            เตียวเหียนซึ่งเป็นที่ปรึกษาเห็นดังนั้นจึงกล่าวกับซุนกวนว่า “ซึ่งเป็นเหตุทั้งนี้เพราะท่านทะนงตัว ดูหมิ่นแก่ข้าศึกมิได้รักษาตัว อันแม่ทัพจะยกออกรบก่อนนั้นไม่ควร ตัวท่านเป็นใหญ่ไม่พิเคราะห์ดูการว่าควรแลมิควร ออกสู้รบกับเตียวเลี้ยวอันเป็นแต่นายทหารจึงได้ความอัปยศเสียทหารเอกฉะนี้”

            เตียวเหียนผู้นี้แม้นับว่าเป็นที่ปรึกษาที่ตรงไปตรงมากล้าว่ากล่าวตักเตือนนายตามจริง แต่ก็ต้องนับว่าเป็นที่ปรึกษาที่มิรู้กาลจึงกล่าวตำหนิติเตียนซุนกวนในยามโศกเศร้า ซึ่งถ้าหากซุนกวนเป็นเจ้านายถ่อยโฉดเอาแต่อารมณ์ความรู้สึกตัวแล้ว ดีร้ายเตียวเหียนก็อาจถึงตายเพราะการกล่าววาจาโดยมิรู้กาลนั้น ส่วนซุนกวนแม้จะอ่อนหัดในทางการสงครามแต่อัธยาศัยความเป็นผู้นำที่ติดตัวมาแต่กำเนิดหาได้อ่อนหัดด้วยไม่ ได้ฟังคำเตียวเหียนดังนั้นก็ยอมรับว่าเป็นความจริง

            สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ได้บรรยายคำตอบของซุนกวนว่า “ท่านว่านี้ชอบนัก อันเสียการทั้งนี้เพราะเราคิดผิดเอง”

            พอซุนกวนกล่าวสิ้นคำลงไทสูจู้ก็เข้ามาพบ แล้วรายงานว่า “โกเตงบ่าวข้าพเจ้ามีพี่น้องชื่ออาวโจ เป็นคนเลี้ยงม้าของเตียวเลี้ยว อาวโจหาความผิดไม่ เตียวเลี้ยวเอาตัวไปทำโทษ อาวโจมีความเจ็บแค้นให้คนมาบอกข้าพเจ้าว่าเวลาค่ำวันนี้จะคิดอ่านฆ่าเตียวเลี้ยวเสียแล้วจะจุดเพลิงขึ้นเป็นสำคัญ ข้าพเจ้าจะขอยกทหารไปทำการกับอาวโจ เห็นจะแก้แค้นซึ่งเสียซงเขียมนั้นได้”

            ซุนกวนได้ฟังดังนั้นจึงสอบถามว่า ซึ่งท่านว่าโกเตงนำความทั้งนี้มาบอกแก่ท่านนั้น บัดนี้โกเตงอยู่ที่ไหน เราใคร่จะพบตัว

            ไทสูจู้จึงว่าเวลานี้โกเตงได้ปลอมตัวเป็นทหารของเตียวเลี้ยว ลอบเข้าไปในเมืองหับป๋าเพื่อประสานงานกับอาวโจแล้ว

            ซุนกวนได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี สั่งจัดทหารพันนายให้ไทสูจู้ยกไปทำการตามข้อเสนอ

            อันไทสูจู้เป็นแต่นายทหาร ไม่ใช่กุนซือหรือที่ปรึกษา แต่กลับนำความมาเสนอซุนกวนราวกับว่าเป็นเสนาธิการเสียเอง ซุนกวนเองก็เป็นเจ้าเมืองอ่อนหัดในการสงคราม ได้ฟังความนายทหารก็พลอยเห็นดีเห็นงามตามไปด้วย โดยไม่คิดหรือคิดไม่ถึงว่าการอาสาของไทสูจู้ดังนี้ยังมีจุดอ่อน หาเป็นแผนการที่รอบคอบชอบด้วยการสงครามไม่ จึงนับว่าเป็นการตัดสินใจที่สุ่มเสี่ยง เทียบชั้นไม่ได้กับเชิงชั้นการสงครามของจิวยี่

            จูกัดกิ๋นซึ่งเป็นพี่ชายของขงเบ้งได้ฟังเหตุการณ์โดยตลอด เห็นซุนกวนสั่งการดังนั้นจึงทักท้วงว่า “เตียวเลี้ยวมีสติปัญญา ทั้งฝีมือก็เข้มแข็ง เห็นจะไม่ควรประมาท ท่านจงคิดอ่านตรึกตรองให้ดี อย่าเพ่อดูหมิ่นเตียวเลี้ยวก่อน”

            ไทสูจู้ได้ฟังคำท้วงของจูกัดกิ๋นก็ไม่พอใจ แต่เกรงด้วยว่าจูกัดกิ๋นนั้นมีตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาจึงไม่กล้าโต้เถียงเกี่ยงงอน ได้แต่นิ่งอยู่

            ซุนกวนเห็นดังนั้นจึงบอกไทสูจู้ให้ไปจัดแจงทหารแล้วดำเนินการตามแผนการที่เสนอ ไทสูจู้ได้ฟังคำซุนกวนก็มีความยินดี คำนับลาซุนกวนแล้วจัดแจงทหารเตรียมยกออกไปทำการตามที่ได้ตกลงกับโกเตง

            ฝ่ายโกเตงทหารชั้นผู้น้อยในสังกัดของไทสูจู้ หลังจากเตรียมการกับไทสูจู้แล้วจึงปลอมตัวลอบเข้าไปในเมืองหับป๋าไปหาอาวโจผู้เป็นญาติ แล้วว่าเวลาค่ำวันนี้ไทสูจู้จะยกทหารออกมาคอยทีอยู่ด้านนอกเมือง การข้างในเมืองเล่าท่านจะคิดอ่านวางแผนการประการใด.
 

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

I miss you all กับ I miss all of you ต่างกันอย่างไร

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓