ตอนที่ 297. เมื่อจำต้องใช้คนเนรคุณ

 กวนอูน้องร่วมสาบานของเล่าปี่ผู้มากด้วยความทรนงอาสานำทหารแต่เพียงห้าร้อยนายยกไปตีเมืองเตียงสา ซึ่งเป็นหัวเมืองที่เข้มแข็งที่สุดในบรรดาหัวเมืองที่เคยขึ้นต่อเมืองเกงจิ๋ว แต่เนื่องเพราะอุยเอี๋ยนได้เข้าช่วยเหลือฮองตงซึ่งต้องโทษประหาร แล้วฆ่าเจ้าเมืองเสีย และยึดอำนาจปกครองเมือง ยอมอ่อนน้อมต่อกวนอู ดังนั้นเมื่อยึดเมืองได้แล้วกวนอูจึงได้รายงานความดีความชอบของอุยเอี๋ยนต่อเล่าปี่ แต่ขงเบ้งกลับมีคำสั่งให้ประหารชีวิตเพราะเห็นว่าเป็นคนเนรคุณ

            เล่าปี่ได้ฟังเหตุผลที่ขงเบ้งสั่งประหารอุยเอี๋ยนก็ตกใจ จึงว่า “ท่านว่านี้ก็ชอบอยู่ แต่จะฆ่าอุยเอี๋ยนเสียนั้นเรายังจะทำการศึกสืบไปเมื่อหน้า ผู้ซึ่งจะมาสมัครทำความชอบอยู่ด้วยก็จะเสียใจ ท่านจงงดโทษอุยเอี๋ยนไว้สักครั้งหนึ่งก่อน”

            ขงเบ้งได้ฟังคำท้วงติงของเล่าปี่ก็อนุโลมตามความเห็นของเล่าปี่ สั่งให้งดโทษประหารอุยเอี๋ยน แต่ยังคงตักเตือนอุยเอี๋ยนว่า “ตั้งแต่นี้ต่อไปเมื่อหน้า ตัวอย่าได้คิดอ่าน ทรยศต่อท่านผู้มีคุณสืบไป แม้ไม่ฟังคำเราจะตัดศีรษะตัวเสีย”

            อุยเอี๋ยนได้ฟังคำอภัยโทษของขงเบ้งก็ดีใจ คุกเข่าลงคำนับขอบคุณเล่าปี่และขงเบ้ง แล้วลากลับไปที่พัก

            ความเห็นของเล่าปี่และขงเบ้งในเรื่องนี้มีนัยยะที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะในขณะที่ขงเบ้งเห็นในชั้นต้นว่าสมควรประหารอุยเอี๋ยน แต่เล่าปี่กลับเห็นว่าสมควรต้องงดโทษอุยเอี๋ยน ส่วนในเรื่องของเหตุผลนั้นขงเบ้งยกเอาเหตุผลที่อุยเอี๋ยนเป็นคนเนรคุณ แต่เล่าปี่ยกเอาเหตุผลที่จะทำการใหญ่ต่อไปในภายหน้า เกรงว่าหากประหารอุยเอี๋ยนแล้วคนดีมีฝีมือที่จะมาสวามิภักดิ์ในอนาคตก็จะท้อถอย จะทำให้เกิดผลกระทบต่อการขยายกำลังอำนาจ

            เหตุผลทั้งสองประการนี้คือเหตุผลที่บ่งชี้ถึงความเป็นผู้นำและนักปกครองคนของเล่าปี่ที่มีความเหนือกว่าขงเบ้ง ในขณะเดียวกันก็ได้แสดงปัญญาทัศน์อันยาวไกลในการคาดหมายการเบื้องหน้าของขงเบ้งที่มีความเหนือกว่าเล่าปี่ นายและกุนซือคู่นี้จึงต่างมีจุดแข็งและจุดอ่อนที่เกื้อหนุนจุนเจือกันได้อย่างเหมาะสมยิ่ง และนี่คือรากฐานความสำเร็จที่ขงเบ้งสามารถทำให้เล่าปี่เชื้อพระวงศ์พเนจรสามารถครองบัลลังก์มังกรได้สำเร็จในระยะต่อไป เพราะแม้ว่าขงเบ้งจะมั่นใจในสติปัญญาของตัวสักเพียงไหน แต่ยังคงฟังเหตุผลและการตัดสินใจของเล่าปี่ผู้เป็นนาย ดังนั้นจึงทำให้อุยเอี๋ยนรอดชีวิตและกลายเป็นทหารเอกคนสำคัญของเล่าปี่

            การที่ขงเบ้งสั่งประหารอุยเอี๋ยนเสียนั้น หากจะเทียบกับกรณีขงจีก็จะเห็นว่าเป็นการแตกต่างอย่างสิ้นเชิงราวกับว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ เพราะขงจีขุนนางเมืองบุเหลงก็ได้สังหารกิมสวนผู้เป็นเจ้าเมืองแล้วยึดอำนาจปกครองเมืองบุเหลง ออกไปอ่อนน้อมกับเตียวหุย ซึ่งเป็นพฤติกรรมอย่างเดียวกันกับการกระทำของอุยเอี๋ยน จะต่างกันบ้างก็เฉพาะแต่สถานที่สังหารเจ้าเมือง ที่ขงจีใช้เกาทัณฑ์ยิงกิมสวนในขณะที่จะเข้าเมืองจนถึงแก่ความตาย ส่วนอุยเอี๋ยนใช้กระบี่ฟันฮันเหียนตัวขาดสองท่อนตายบนเชิงเทิน ซึ่งหามีนัยยะสำคัญไม่ ดังนั้นการที่ขงเบ้งอ้างว่า “ผู้ใดกินข้าวแดงท่านแลฆ่าท่านผู้มีคุณเสีย ผู้นั้นเป็นคนหากตัญญูไม่ ผู้ใดอาศัยอยู่ในแผ่นดินของท่านแล้วคิดยกเอาแผ่นดินไปให้ผู้อื่นเสีย ผู้นั้นเป็นคนหาความสัตย์ไม่” จึงเป็นเหตุผลที่มีลักษณะเลือกปฏิบัติ และปฏิบัติต่อกรณีของ ขงจีกับอุยเอี๋ยนต่างกัน เพราะกรณีขงจีนั้นขงเบ้งเห็นชอบให้แต่งตั้งเป็นเจ้าเมืองบุเหลง แต่กรณีของอุยเอี๋ยนกลับสั่งประหาร

            ดังนั้นเหตุผลที่แท้จริงในการสั่งประหารชีวิตอุยเอี๋ยนจึงอยู่ที่เหตุผลประการที่สามที่ขงเบ้งระบุว่า “อนึ่งข้าพเจ้าพิเคราะห์ดูในลักษณะอุยเอี๋ยนนั้น เห็นหาตรงต่อผู้มีคุณไม่ ถึงมาตรว่าเราจะเลี้ยงไว้ นานไปก็จะทรยศเป็นมั่นคง” ซึ่งแสดงว่าขงเบ้งมีความรู้เชี่ยวชาญจัดจ้านในคัมภีร์นรลักษณ์หรือโหงวเฮ้งอีกวิชาหนึ่ง เมื่อเห็นลักษณะของอุยเอี๋ยนแล้วก็รู้ว่าต้องด้วยลักษณะคนเนรคุณ สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) และสามก๊กฉบับสมบูรณ์ ตลอดจนฉบับหลักอื่น ๆ กลับมิได้ระบุลักษณะของ อุยเอี๋ยนไว้ ลักษณะของอุยเอี๋ยนเป็นประการใดนั้นจึงไม่ปรากฏในสามก๊กฉบับหลัก แต่ภาพวาดอุยเอี๋ยนในฉบับย่อย ๆ ปรากฏชัดเจนว่านรลักษณ์ของอุยเอี๋ยนนั้นต้องด้วยลักษณะสามเบี้ยว คือ ระดับหูทั้งสองข้างไม่ตรงกัน ระดับตาทั้งสองข้างไม่ตรงกัน ขอบรูจมูกทั้งสองรูไม่ตรงกัน นอกจากนี้ลักษณะคลองนัยน์ตาแคบ ดวงตาขาวมากกว่าตาดำ ดวงตาดำมีลักษณะกลิ้งกลอก ต้องด้วยคัมภีร์นรลักษณ์แต่โบราณที่ถือว่าเป็นลักษณะของคนเนรคุณ ซึ่งเป็นคนละอย่างกับผู้ที่มีลักษณะเบญจทุรลักษณ์ คือลักษณะชั่วห้าประการ ได้แก่ ตัวเตี้ย ผมหยิก หน้าก้อ คอสั้น และฟันเหยิน คัมภีร์นรลักษณ์แต่โบราณระบุว่าผู้ประกอบด้วยเบญจทุรลักษณ์เป็นคนกาลกิณี ล้างผลาญทำลายนายให้วายวอด ทั้งชื่อเสียงเกียรติคุณ ยศฐาบรรดาศักดิ์และทรัพย์สิ่งศฤงคารทั้งปวง

            นอกจากการสังเกตนรลักษณ์ของอุยเอี๋ยนแล้ว ขงเบ้งยังมีความรู้เกี่ยวกับการจับยามตามคัมภีร์อี้จิง ดังได้ปรากฏในคำพยากรณ์ที่ขงเบ้งจับยามแล้วพยากรณ์แก่เล่าปี่ในครั้งที่บังเกิดนิมิตในขณะที่เล่าปี่กำลังเดินทางไปเมืองเตียงสา และสามก๊กฉบับวิจารณ์บางฉบับซึ่งเน้นลักษณะนิมิต ลาง และการพยากรณ์ ได้ตั้งข้อสังเกตว่าเมื่อขงเบ้งเห็นลักษณะอุยเอี๋ยนก็ได้จับยามตามคัมภีร์อี้จิงตามเวลาที่ได้เห็น ปรากฏว่าต้องด้วยปูมวินาศแก่ตัวของขงเบ้ง ซึ่งหมายความว่าอุยเอี๋ยนจะเป็นผู้ผลาญชีวิตของขงเบ้ง ดังนั้นขงเบ้งจึงคิดที่จะประหารอุยเอี๋ยนเพื่อป้องกันเหตุร้ายในภายหลัง

            แต่ครั้นถูกเล่าปี่ท้วงติงขงเบ้งก็คล้อยตาม เพราะเชื่อมั่นในสติปัญญาและการบังคับบัญชาคนว่าจะสามารถบังคับบัญชาอุยเอี๋ยนให้ทำการได้ดังประสงค์ และปรากฏในกาลต่อมาว่าอุยเอี๋ยนก็สามารถทำการศึกมีคุณูปการต่อกองทัพของเล่าปี่และจ๊กก๊กเป็นเอนกอนันต์ แต่ในบั้นปลายก็ได้ก่อเหตุทำให้ขงเบ้งทำพิธีต่ออายุไม่สำเร็จ และได้ทำการกบฏภายหลังจากขงเบ้งตายแล้ว และเนื่องจากขงเบ้งได้อ่านนรลักษณ์และอุปนิสัยของอุยเอี๋ยนได้กระจ่าง ดังนั้นภารกิจในการกำจัดอุยเอี๋ยนจึงกลายเป็นหนึ่งในสามภารกิจของขงเบ้งที่ขงเบ้งต้องคิดอ่านวางแผนให้เกิดขึ้นหลังจากตัวตายแล้ว ตามคำตักเตือนล่วงหน้าร่วมยี่สิบปีว่าถ้าอุยเอี๋ยนทรยศก็จะตัดศีรษะเสีย

            ดังนั้นการประหารชีวิตอุยเอี๋ยนหรือการไว้ชีวิตอุยเอี๋ยนจึงให้ผลคุณและโทษต่อเล่าปี่ ขงเบ้ง และจ๊กก๊ก ในประการที่ได้พรรณนามา และทำให้เห็นได้ว่าคำโบราณที่ว่าลิขิตสวรรค์ก็เป็นคำที่ดูแคลนไม่ได้

            หลังจากอุยเอี๋ยนคำนับลาออกไปแล้ว ฮองตงได้เข้ามาพบเล่าปี่แล้วรายงานว่า อันเมืองเตียงสานี้เมื่อครั้งที่เล่าเปียวมีชีวิตอยู่ได้แต่งให้เล่าผวนผู้หลานเป็นเจ้าเมือง ต่อมาเมื่อโจโฉได้เมืองเกงจิ๋วแล้ว ได้ถอดเล่าผวนออกจากตำแหน่ง แล้วแต่งตั้งฮันเหียนเป็นเจ้าเมืองแทน บัดนี้เล่าผวนยังเป็นราษฎรสามัญอยู่ในเมืองเตียงสา หากได้เล่าผวนมาเป็นเจ้าเมืองแล้ว การปกครองเมืองเตียงสาก็จะเป็นสุขสงบ

            เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี เพราะเล่าผวนนั้นจัดชั้นเป็นเชื้อสายแซ่เล่าแห่งราชวงศ์ฮั่นเช่นเดียวกัน จึงสั่งทหารให้ไปเชิญเล่าผวนเข้ามาพบ แล้วแต่งตั้งให้เล่าผวนเป็นที่เจ้าเมืองเตียงสาดังแต่ก่อน

            สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ได้ระบุว่า “เล่าปี่ปราบปรามหัวเมืองสี่ตำบลสำเร็จแล้ว ได้ทหารแลที่ปรึกษาเป็นอันมาก”

            เมื่อเล่าปี่จัดแจงการปกครองเมืองเตียงสาเป็นปกติแล้ว จึงพร้อมด้วยขงเบ้ง กวนอู จูล่ง และทหารทั้งปวงยกกองทัพกลับมาเมืองเกงจิ๋ว

            ครั้นถึงเมืองเกงจิ๋วเล่าปี่ได้ปรารภต่อที่ประชุมบรรดาขุนนางข้าราชการทั้งปวงว่าการสงครามเซ็กเพ็กครั้งนี้ใหญ่หลวง นับเป็นวีรกรรมที่จารึกไว้ในประวัติศาสตร์ ทั้งได้ทำให้แผ่นดินในภาคใต้สงบสันติ ดังนั้นจึงสมควรตั้งการอนุสรณ์แห่งสันติภาพครั้งนี้ไว้ให้เป็นที่รำลึกของชนรุ่นหลัง คนทั้งปวงได้ฟังดำริของเล่าปี่ก็มีความเห็นพ้องต้องกัน

            เล่าปี่จึงให้ประกาศเปลี่ยนชื่ออ่าวอิวกังปากน้ำเมืองเกงจิ๋วใหม่ เป็นชื่อว่า   “อ่าวกังอาน” ซึ่งแปลว่าอ่าวสันติภาพนิรันดร

            การเปลี่ยนชื่อหรือตั้งชื่อสถานที่เพื่อเป็นอนุสรณ์รำลึกถึงเหตุการณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง จึงกลายเป็นธรรมเนียมที่ตกทอดมาในชั้นหลังจนถึงปัจจุบันนี้

            การตั้งชื่อประตูใหญ่ของพระราชวังต้องห้ามในกรุงปักกิ่งว่าประตูเทียนอันเหมิน ซึ่งแปลว่าประตูสันติสวรรค์ หรือการตั้งชื่อถนนสายเอกของกรุงปักกิ่งว่าถนนฉางอัน ซึ่งแปลว่าถนนแห่งสันติภาพนิรันดร คือหลักฐานแห่งอิทธิพลความคิดที่ตกทอดมาแต่ครั้งสามก๊กนั่นแล

            เมื่อยกมาตั้งที่เมืองเกงจิ๋วแล้ว เล่าปี่ได้ซ่องสุมผู้คนเข้ามาเป็นทหารประจำการและฝึกปรือทางยุทธวิธีตามระบบแบบแผนการยุทธ์ที่ขงเบ้งได้จัดวาง และได้ซ่องสุมเสบียงอาหารเพื่อเตรียมการขยายอำนาจตามแผนยุทธศาสตร์สามก๊กขั้นที่สองต่อไป

            การยึดสามหัวเมืองใหญ่และสี่หัวเมืองย่อยบนฝั่งเหนือของแม่น้ำแยงซี แล้วจัดการปกครองจนเป็นปกติ ทำให้อำนาจปกครองและอำนาจทางการทหารของเล่าปี่ได้ขยายตัวไปอย่างลึกซึ้ง เล่าปี่ได้ปูนบำเหน็จความชอบแก่ขุนนางข้าราชการโดยถ้วนหน้ากัน แล้วตั้งให้ทหารมีฝีมือไปรักษาการณ์หัวเมืองทั้งปวงไว้อย่างแน่นหนามั่นคง

            ทางด้านจิวยี่หลังจากยกกองทัพกลับเมืองกังตั๋งได้ไปพักรักษาตัวอยู่ที่เมือง ฉสองกุ๋น ครั้นหายป่วยดีแล้วจิวยี่จึงแต่งให้กำเหลงไปรักษาเมืองป่าเหลง และให้เล่งทองไปรักษาเมืองฮวนหยง สั่งการให้กองทัพบกและกองทัพเรือเตรียมพร้อมเพื่อเตรียมการยกไปตีชิงเอาหัวเมืองทางฝั่งเหนือของแม่น้ำแยงซีกลับคืนจากเล่าปี่

            จิวยี่มีกังวลด้วยการสงครามที่ซุนกวนยกกองทัพไปตีเมืองหับป๋าซึ่งยังไม่ปรากฏผลแพ้แลชนะ ทั้ง ๆ ที่ได้ยกกำลังทหารไปเป็นอันมาก จึงคิดช่วยซุนกวนเผด็จศึก ดังนั้นจิวยี่จึงสั่งการให้เทียเภาและโลซกคุมทหารยกไปหนุนซุนกวนที่เมืองหับป๋า

            ทางฝ่ายซุนกวนได้ยกกองทัพไปตีเมืองหับป๋าตั้งแต่เสร็จสงครามเซ็กเพ็กใหม่ๆ ได้รบพุ่งกับเตียวเลี้ยวทหารเอกของโจโฉซึ่งรักษาเมืองหับป๋าเป็นหลายครั้ง แต่ยังไม่ปรากฏผลแพ้แลชนะ

            ซุนกวนดำริว่ายังไม่สามารถที่จะทำสงครามแตกหักเผด็จศึกกับเตียวเลี้ยวได้ จึงสั่งให้ถอยทัพออกมาห้าร้อยเส้นแล้วตั้งค่ายมั่นไว้

            ครั้นซุนกวนทราบว่าจิวยี่ให้เทียเภายกกองทัพไปช่วยก็มีความยินดี รีบขี่ม้าออกจากค่ายพาทหารไปรอต้อนรับ และให้ม้าเร็วรีบออกหน้าไปแจ้งข่าวให้เทียเภาทราบ แล้วกลับมารายงานแก่ซุนกวนว่ากองทัพที่ยกมาครั้งนี้จิวยี่ได้ให้โลซกตามมาในกองทัพด้วย

            ซุนกวนทราบว่าโลซกตามมาในกองทัพก็มีความยินดียิ่งนัก ลงจากหลังม้ายืนคอยท่าโลซกอยู่ที่นอกค่าย

            ฝ่ายโลซกขี่ม้าเคียงคู่มากับเทียเภา ครั้นเข้ามาใกล้เห็นซุนกวนยืนรอต้อนรับอยู่ก็ตกใจ รีบลงจากหลังม้าแล้วเดินเข้ามาคำนับ

            ซุนกวนรับคำนับโลซกแล้วแสดงให้ปรากฏต่อคนทั้งปวงว่า มีความนอบน้อมและยำเกรงต่อโลซกเป็นอันมาก จะเอ่ยปากเรียกขานโลซกก็ใช้คำว่าอาจารย์นำหน้า บรรดาแม่ทัพนายกองและทหารทั้งปวงได้เห็นเหตุการณ์โดยทั่วกันจึงพากันเกรงใจและยำเกรงโลซกเป็นอันมาก

            เมื่อคำนับทักทายกันตามธรรมเนียมแล้ว ซุนกวนจึงชวนโลซกขึ้นขี่ม้าแล้วขับเคียงคู่กันเข้าไปในค่าย ในระหว่างทางนั้นซุนกวนได้เอียงหน้ามากระซิบถามโลซกว่า “เราทำอ่อนน้อมให้เป็นสง่าไว้แก่ท่านครั้งนี้จะชอบใจท่านแล้วหรือยัง”

            โลซกเห็นท่าทีซุนกวนแปลกประหลาดกว่าแต่ก่อนก็สงสัย แต่เห็นอยู่ต่อหน้าผู้คนจึงเก็บงำไว้ ครั้นได้ฟังคำซุนกวนดังนั้นจึงตอบว่า อันความสง่าที่ท่านทำให้ปรากฏเพื่อให้เป็นที่ยำเกรงแก่คนทั้งปวงนั้น ข้าพเจ้ายังหาชอบใจไม่

            ซุนกวนได้ฟังคำโลซกก็รู้สึกประหลาดใจเช่นเดียวกัน จึงถามว่าถ้าหากการนี้ไม่เป็นที่ต้องใจท่าน แล้วการใดเล่าจึงจะทำให้ท่านชอบใจได้

            โลซกจึงว่า “ขอให้ท่านคิดอ่านตั้งตัวเป็นใหญ่ให้จงได้ แล้วตั้งอยู่ในสัตย์ ทำนุบำรุงอาณาประชาราษฎรทั้งปวงให้ได้ความสุขจึงจะชอบใจข้าพเจ้า นานไปภายหน้าชื่อข้าพเจ้าก็จะปรากฏว่าเป็นทหารสัตย์ซื่อช่วยทำนุบำรุงต่อท่าน.”
 

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

I miss you all กับ I miss all of you ต่างกันอย่างไร

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓