ตอนที่ 296. ลักษณะคนเนรคุณ

อุยเอี๋ยนเป็นทหารมีฝีมือล้ำเลิศคนหนึ่งระดับเดียวกับฮองตง เป็นแต่ฮันเหียนเจ้าเมืองเตียงสามีตาหามีแววไม่ จึงมองไม่เห็นคนมีฝีมือที่อยู่ใกล้ตัว จึงมิได้ทำนุบำรุงให้ควรแก่ฝีมือ กลับใช้สอยอุยเอี๋ยนให้เป็นทหารเลว ดังนั้นอุยเอี๋ยนจึงมิรู้ความศึกที่กำลังเป็นไป ครั้นได้ช่วยชีวิตฮองตงให้รอดพ้นจากเงื้อมมือเพชฌฆาตจึงได้ทราบว่าเล่าปี่ได้ให้กวนอูยกกองทัพมาตีเมืองเตียงสา

            อุยเอี๋ยนฆ่าฟันผู้คุมและเพชฌฆาตเพื่อช่วยชีวิตฮองตงจึงมีฐานะเป็นกบฏต่อเมืองเตียงสา รู้ตัวดีว่าขืนอยู่ในเมืองต่อไปก็ต้องตาย ครั้นได้ทราบความว่าเล่าปี่เชื้อพระวงศ์ผู้ที่ตนปรารถนาจะเข้าอยู่ด้วยให้กวนอูน้องร่วมสาบานยกกองทัพมาตีเมืองเตียงสา อุยเอี๋ยนจึงมีความยินดียิ่งนัก

            ดังนั้นแทนที่จะช่วยชีวิตฮองตงอย่างเดียว อุยเอี๋ยนจึงคิดยึดอำนาจเมืองเตียงสาต่อไปเพื่อจะได้สร้างความชอบไว้กับเล่าปี่ อุยเอี๋ยนคิดดังนี้แล้วจึงชูแขนขึ้นป่าวประกาศต่อบรรดาชาวเมืองทั้งปวงว่า ฮันเหียนเป็นข้าของโจโฉซึ่งเป็นศัตรูราชสมบัติ นับแต่ได้รั้งตำแหน่งเจ้าเมือง ได้ทำหยาบช้าต่ออาณาประชาราษฎรให้ได้รับความเดือดร้อนถ้วนหน้ากัน บัดนี้เล่าปี่ซึ่งเป็นเชื้อพระวงศ์ของพระเจ้าเหี้ยนเต้ได้ตั้งให้กวนอูผู้เป็นน้องร่วมสาบานยกกองทัพมาปราบปราม อันเล่าปี่นี้มีน้ำใจโอบอ้อมอารีแลรักราษฎร์ทั้งปวง ทั้งเป็นน้องของเล่าเปียว ดังนั้นผู้ใดมีความแค้นชิงชังฮันเหียน และมีน้ำใจสมัครจะอยู่ด้วยเล่าปี่ จงมาเข้าร่วมกับข้าพเจ้ากำจัดฮันเหียนเสียให้จงได้

            บรรดาชาวเมืองทั้งปวงล้วนเจ็บแค้นชิงชังฮันเหียนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และโกรธแค้นที่เห็นฮันเหียนสั่งประหารฮองตงขุนพลคู่เมืองเตียงสาโดยไร้ความผิด ครั้นได้ยินอุยเอี๋ยนชักชวนให้เข้าอยู่กับเล่าปี่ซึ่งมีกิตติศัพท์ร่ำลือว่าโอบอ้อมอารีรักราษฎรก็พากันมีน้ำใจยินดี และชวนกันเข้าร่วมกับอุยเอี๋ยนทั้งสิ้น

            ฮองตงเห็นเหตุการณ์บานปลายก็ตกใจ จึงได้ว่ากล่าวห้ามปรามอุยเอี๋ยนเป็นหลายครั้ง แต่อารมณ์ความรู้สึกของอุยเอี๋ยนและราษฎรยามนี้ได้เพิ่มความเคียดแค้นชิงชังต่อ ฮันเหียนและต้องการจะอยู่กับเล่าปี่กันทุกคน ดังนั้นฮองตงจะห้ามปรามประการใดก็ไม่มีผู้ใดเชื่อฟัง

            อุยเอี๋ยนเห็นชาวเมืองต่างพร้อมใจเข้าด้วย จึงชวนกันไปที่เชิงเทินเพื่อจับฮันเหียนแล้วยึดอำนาจการปกครองเมืองเตียงสาไว้เป็นบรรณาการแก่เล่าปี่ ชาวเมืองกำลังมีอารมณ์เร่าร้อนชิงชังจึงยกขบวนพากันไปที่เชิงเทิน

            บรรดาทหารชั้นผู้น้อยซึ่งส่วนใหญ่เคยเป็นทหารเก่าของเมืองเตียงสา มีความผูกพันอยู่กับเมืองเกงจิ๋วและเล่าเปียวมาแต่ก่อนมีอารมณ์ร่วมรู้สึกอย่างเดียวกับชาวเมืองจึงพากันเข้าด้วยกับอุยเอี๋ยนเป็นจำนวนมาก แล้วเข้าร่วมขบวนไปที่เชิงเทิน

            อุยเอี๋ยนพาทหารและบรรดาชาวเมืองกรูขึ้นไปบนเชิงเทิน เห็นฮันเหียนนั่งอยู่โดยไม่ทันระวังตัว อุยเอี๋ยนจึงวิ่งตรงเข้าไปแล้วใช้กระบี่ฟันฮันเหียนตัวขาดสองท่อน แล้วตัดเอาศีรษะของฮันเหียนชูขึ้นประกาศต่อบรรดาทหารทั้งปวงที่อยู่บนเชิงเทินนั้นว่า บัดนี้เรายึดอำนาจเมืองเตียงสาไว้ในมือแล้ว หากผู้ใดไม่ยอมเข้าร่วมด้วยเรา เราก็จะตัดศีรษะเสียเหมือนกับตัดศีรษะฮันเหียนนี้

            บรรดาทหารและชาวเมืองที่ติดตามอุยเอี๋ยน เห็นการสำเร็จอย่างง่ายดายก็พากันโห่ร้องแสดงความยินดีดังสนั่นไปทั่วทั้งเชิงเทินและเบื้องล่าง พวกทหารบนเชิงเทินเห็นเหตุการณ์พลิกผันและผู้คนเข้าร่วมกับอุยเอี๋ยนเป็นอันมากจึงเข้าเป็นพวกกับอุยเอี๋ยนสิ้น

            ฮองตงเห็นดังนั้นก็มิได้ว่ากล่าวประการใด รีบกลับไปที่พักในทันที

            ฝ่ายอุยเอี๋ยนเมื่อตัดศีรษะฮันเหียน และผู้คนทั้งปวงพร้อมเพรียงกันสนับสนุนการยึดอำนาจดังนั้นแล้ว จึงหิ้วศีรษะฮันเหียนขึ้นม้าพาทหารออกไปหากวนอูที่ค่าย

            กวนอูทราบว่าอุยเอี๋ยนตัดศีรษะฮันเหียน แล้วพาทหารและชาวเมืองมาอ่อนน้อมก็มีความยินดี คำนับกันตามธรรมเนียมแล้วอุยเอี๋ยนจึงเล่าความให้กวนอูทราบทุกประการ และเชิญกวนอูยกทหารเข้าไปตั้งอยู่ในเมืองเตียงสา

            กวนอูพิเคราะห์ดูเห็นการเป็นจริงตามคำของอุยเอี๋ยน และประจักษ์มาก่อนว่าอุยเอี๋ยนเคยตีฝ่าเปิดประตูเมืองซงหยงเพื่อจะเชิญเล่าปี่เข้าไปในเมือง จึงสรรเสริญความชอบของอุยเอี๋ยนเป็นอันมาก แล้วสั่งให้ทหารรื้อค่ายยกเข้าไปตั้งอยู่ในเมืองเตียงสา

            พอเข้าไปถึงเมืองเตียงสาอุยเอี๋ยนได้เชิญกวนอูไปที่ศาลาว่าราชการแล้วเรียกบรรดาขุนนางข้าราชการทั้งปวงให้เข้ามารายงานตัวต่อกวนอูทั้งสิ้น กวนอูจัดแจงการปกครองเมืองเตียงสาเป็นปกติแล้ว รำลึกถึงฮองตงแต่ไม่เห็นอยู่ในที่ชุมนุมจึงถามอุยเอี๋ยนว่าฮองตงอยู่ที่ไหน

            อุยเอี๋ยนสอบถามทหารได้ความแล้วจึงแจ้งแก่กวนอูว่าฮองตงอยู่ที่บ้าน กวนอูได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดีจึงสั่งทหารให้ไปเชิญฮองตงมาพบ

            ฝ่ายฮองตงเป็นขุนพลตงฉิน เห็นการที่อุยเอี๋ยนกระทำต้องด้วยลักษณะข้าขายเจ้า บ่าวขายนาย ดังนั้นทั้ง ๆ ที่มีความน้อยใจฮันเหียนที่สั่งประหารชีวิตตัว แต่ก็ไม่ต้องด้วยอารมณ์ความรู้สึกในการกระทำของอุยเอี๋ยน จึงหลีกกลับไปอยู่เสียที่บ้าน ครั้นทราบจากทหารว่ากวนอูให้มาเชิญ ฮองตงก็คิดว่ากวนอูมิได้ให้เกียรติในฐานะที่ตัวเป็นขุนพลผู้ใหญ่ หรือว่ากวนอูถือว่าเป็นเชลยศึก ดังนั้นจึงบ่ายเบี่ยงแจ้งแก่ทหารที่มาตามนั้นว่าป่วยอยู่

            กวนอูทราบรายงานว่าฮองตงป่วยก็มิได้ติดใจสงสัย จากนั้นจึงทำหนังสือรายงานความที่ได้ยกมาตีเมืองเตียงสาแล้วมอบให้ทหารนำไปมอบแก่เล่าปี่ และขอเชิญเล่าปี่ ขงเบ้งมาที่เมืองเตียงสาเพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่ขุนนางข้าราชการและราษฎร

            ฝ่ายเล่าปี่และขงเบ้งยังไม่วางใจที่กวนอูยกทหารห้าร้อยจะไปตีเมืองเตียงสา เกรงว่าจะเสียทีแก่ข้าศึก ดังนั้นหลังจากกวนอูยกกองทัพไปแล้วสองวัน เล่าปี่และขงเบ้งจึงยกทัพออกจากเมืองเกงจิ๋วตามมาหนุนกองทัพของกวนอู

            เมื่อเล่าปี่และขงเบ้งยกมาถึงกลางทาง กระแสลมสายหนึ่งพัดกรรโชกมา “เห็นธงเขียวสำหรับเรียกทหารซึ่งแห่หน้าเล่าปี่นั้นกลับม้วนเข้ากับคัน แล้วมีกาตัวหนึ่งบินมาแต่ทิศใต้ร้องเป็นสองเสียง แล้วก็บินไปทิศเหนือ”

            เล่าปี่เห็นนิมิตดังนั้นก็สงสัย จึงถามขงเบ้งว่าอันนิมิตนี้ดีแลร้ายประการใด

            ขงเบ้งได้จับยามตามตำราแล้วตอบว่า “บัดนี้กวนอูได้เมืองเตียงสาแล้ว ได้ทหารเอกด้วย เวลาบ่ายวันนี้จะรู้ข่าว”

            สามก๊กดำเนินมาถึงตอนนี้ก็ได้ประจักษ์เพิ่มเติมว่าขงเบ้งนั้นนอกจากมีความรู้วิชาทั้งสี่และนิติทั้งสามอันเป็นวิชาแลนิติของยอดกุนซือแล้ว อาถรรพ์วิชาว่าด้วยการพยากรณ์นิมิตและลางซึ่งไม่ปรากฏว่าขงเบ้งเคยใช้มาแต่ก่อนก็ได้นำมาใช้ตอบข้อสงสัยของเล่าปี่เป็นครั้งแรกในครั้งนี้

            เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี สั่งให้เคลื่อนทัพต่อไปจนล่วงเพลาบ่ายจึงสวนกับทหารซึ่งกวนอูใช้เดินสารไปหาเล่าปี่

            ทหารเดินสารเห็นกองทัพยกสวนมาจึงเข้าไปรายงานแล้วมอบหนังสือของกวนอูแก่เล่าปี่

            เล่าปี่เปิดหนังสือออกอ่านทราบความตลอดแล้วก็มีความยินดียิ่งนัก แจ้งความตามหนังสือนั้นให้ขงเบ้งทราบ แล้วรีบยกทหารไปที่เมืองเตียงสา

            ฝ่ายกวนอูรู้ว่าเล่าปี่และขงเบ้งยกกองทัพมาก็มีความยินดี พาทหารออกมารับเล่าปี่และขงเบ้งที่นอกประตูเมืองแล้วเชิญไปที่ศาลาว่าราชการ รายงานความทั้งปวงให้เล่าปี่และขงเบ้งทราบ และบอกแก่เล่าปี่ว่าข้าพเจ้าให้ทหารไปเชิญฮองตงมาพบ แต่ฮองตงป่วยอยู่ยังมิได้มารายงานตัว

            เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็รู้ว่าฮองตงเป็นขุนพลผู้ใหญ่ มีทิฐิมานะแรงกล้าอยู่ คงจะคิดว่ากวนอูดูหมิ่นว่าเป็นเชลยศึกจึงไม่ยอมมาพบ อันฮองตงนี้เป็นขุนพลมีฝีมือ กิตติศัพท์ลือเลื่อง จึงชอบที่เราจะไปเชิญด้วยตนเองจึงจะควร

            เล่าปี่คิดดังนั้นจึงพาทหารติดตามไปที่บ้านของฮองตงแล้วรออยู่ที่ประตูชั้นนอก คนเฝ้าประตูด้านนอกบ้านเห็นเป็นทหารพวกที่ยึดเมืองเตียงสาไว้แต่ไม่รู้ว่าเป็นผู้ใดจึงเข้าไปรายงานให้ฮองตงทราบ ฮองตงทราบแล้วสำคัญว่าเป็นกวนอูใช้ทหารมาตามซ้ำอีก จึงสั่งคนเฝ้าประตูให้ไปบอกว่ายังป่วยอยู่ ส่วนตัวฮองตงนั้นหลบเข้าไปนอนที่ข้างใน 

            คนเฝ้าประตูจึงแจ้งความตามที่ฮองตงสั่งแก่เล่าปี่ เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็รู้ว่าฮองตงอยู่ในบ้านแต่ไม่ยอมออกมาพบ จึงพาทหารเข้าไปที่บ้านของฮองตง

            ฮองตงนอนเล่นอยู่ข้างในบ้านได้ยินเสียงอึกทึกด้านนอกก็ประหลาดใจ แอบมองที่ช่องหน้าต่างเห็นเป็นเล่าปี่เชื้อพระวงศ์ชั้นพระเจ้าอาของพระเจ้าเหี้ยนเต้มาที่บ้านของตนเองก็ตกใจ คาดคิดไม่ถึงว่าเล่าปี่ซึ่งเป็นเชื้อพระวงศ์และมีฐานะเป็นนายโดยตรงของกวนอูจะถ่อมตัวมาถึงบ้านเชลยศึกจึงรู้สึกเป็นเกียรติยศยิ่งนัก แรงทิฐิมานะในใจก็อ่อนลง

            ฮองตงคิดว่าหากจะขืนอยู่ในบ้านจะเป็นการไม่สมควร จึงรีบวิ่งออกมาที่นอกประตูคำนับเล่าปี่แล้วว่าข้าพเจ้าฮองตงขุนพลชราผู้พ่ายศึก นึกไม่ถึงว่าท่านจะให้เกียรติมาถึงบ้านนี้มิได้ออกไปต้อนรับและมิได้ไปรายงานตัวต่อท่านเป็นความผิดนักหนา ท่านจงงดโทษด้วยเถิด

            เล่าปี่เห็นฮองตงแม้อายุล่วงวัยถึงหกสิบ แต่รูปร่างยังองอาจเข้มแข็งกล้าหาญเป็นสง่าราศี และทีท่าก็อ่อนโยนสมเป็นขุนพลผู้ใหญ่ก็มีน้ำใจสงสาร เห็นฮองตงคุกเข่าลงคำนับดังนั้นจึงตรงเข้าไปประคองฮองตงให้ลุกขึ้น เอามือทั้งสองกุมมือทั้งสองของฮองตงไว้แน่น แล้วว่านับเป็นโชคดีที่ท่านรอดตายจากน้ำมือของฮันเหียน ข้าพเจ้าจึงได้มีวาสนาได้พบหน้ากับท่าน ข้าพเจ้ายกมาทั้งนี้หวังทำนุบำรุงอาณาประชาราษฎรให้เป็นสุข กำจัดศัตรูราชสมบัติ ฟื้นฟูพระราชวงศ์ฮั่น และรวบรวมแผ่นดินจีนให้เป็นหนึ่ง การนี้ใหญ่หลวงนักจึงขอเชิญท่านมาร่วมทำการด้วยข้าพเจ้า จงเห็นแก่การแผ่นดินแลราษฎร อย่าได้คิดว่าข้าพเจ้ารบกวนการพักผ่อนในเวลาบั้นปลายของท่านเลย

            ฮองตงได้ฟังคำเล่าปี่เปี่ยมด้วยอุดมการณ์และถ้อยร้อยวาจาก็หวานระรื่นหูอ่อนน้อมถ่อมตัวยกย่องผู้อื่นดังนี้ก็มีน้ำใจยินดี คำนับเล่าปี่อีกครั้งหนึ่งแล้วว่า ตัวข้าพเจ้าเป็นทหารทำการรับใช้แผ่นดินมาถึงเพียงนี้ยังไม่มีความชอบสิ่งไร เมื่อท่านให้ความกรุณา ข้าพเจ้าก็พร้อมพลีชีวิตอาสาทำราชการด้วยท่านสืบไป

            เล่าปี่กล่าวขอบคุณฮองตงแล้วเชิญฮองตงไปที่ศาลาว่าราชการ ซึ่งคนทั้งปวงคอยท่าพร้อมอยู่แล้ว

            เมื่อเล่าปี่ขึ้นนั่งบนที่ว่าราชการแล้ว ฮองตงจึงเข้าไปอ้อนวอนกับเล่าปี่ว่าอันฮันเหียนแม้เป็นขุนนางของโจโฉแต่ก็เป็นเจ้าเมืองเตียงสามาก่อน ถึงเป็นชั่วเวลาสั้นแต่ก็ได้ชื่อว่าเป็นนายของข้าพเจ้า บัดนี้ฮันเหียนตายแล้วไม่มีบุตรหลานในเมืองนี้คิดอ่านทำการศพ ข้าพเจ้าจะขอเอาศพฮันเหียนไปแต่งการพิธีฝังตามธรรมเนียม ขอท่านได้โปรดอนุญาต

            เล่าปี่เห็นฮองตงมีความกตัญญูและมั่นคงในขนบธรรมเนียมก็ยิ่งมีน้ำใจรักฮองตงเป็นอันมาก ครั้นได้ฟังฮองตงแล้วจึงหันไปมองขงเบ้ง เห็นขงเบ้งนั่งอมยิ้มอยู่จึงอนุญาตให้ฮองตงเอาศพฮันเหียนไปฝังไว้ที่นอกเมืองเตียงสาข้างทิศตะวันออก

            พอฮองตงคำนับลาออกไปแล้ว กวนอูจึงพาอุยเอี๋ยนออกไปข้างหน้าที่เล่าปี่นั่งว่าราชการแล้วรายงานความชอบของอุยเอี๋ยนที่ได้สังหารฮันเหียน ยึดเมืองเตียงสา แล้วยอมอ่อนน้อมให้เล่าปี่ทราบทุกประการ

            ยังไม่ทันที่เล่าปี่จะว่ากล่าวประการใด ขงเบ้งซึ่งนั่งนิ่งฟังรายงานอยู่ได้วางพัดขนนกลงบนโต๊ะ เอามือชี้มาที่อุยเอี๋ยน ในขณะที่ปากก็ออกคำสั่งให้ทหารจับตัวอุยเอี๋ยนไปฆ่าเสีย

            เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็ตกใจจึงถามขงเบ้งว่า “อุยเอี๋ยนคิดอ่านฆ่าฮันเหียนเสียก็มีความชอบต่อเราอีก แลท่านจะให้ฆ่าเสียนั้นด้วยความผิดสิ่งใด”

            ขงเบ้งได้ฟังดังนั้นจึงตอบว่า “ผู้ใดกินข้าวแดงท่านแลฆ่าท่านผู้มีคุณเสีย ผู้นั้นเป็นคนหากตัญญูไม่ ผู้ใดอาศัยอยู่ในแผ่นดินของท่านแล้วคิดยกเอาแผ่นดินไปให้ผู้อื่นเสีย ผู้นั้นเป็นคนหาความสัตย์ไม่ อุยเอี๋ยนนี้มิได้ความสัตย์แลกตัญญู ซึ่งจะเลี้ยงไว้นั้นไม่ควร อนึ่งข้าพเจ้าพิเคราะห์ดูในลักษณะอุยเอี๋ยนนั้น เห็นหาตรงต่อผู้มีคุณไม่ ถึงมาตรว่าจะเลี้ยงดูไว้ นานไปก็จะทรยศเป็นมั่นคง”.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘