ตอนที่ 294. แรงทรนง
เมื่อยุทโธบายกินอ่อนก่อนกินแข็งบรรลุผลสำเร็จยึดเมืองฮุยเอี๋ยงได้แล้ว ขงเบ้งจึงวกมากินอ่อน คือยึดเมืองบุเหลงเป็นลำดับถัดไป โดยมอบให้เตียวหุยเป็นแม่ทัพยกไปทำการ กิมสวนผู้เป็นเจ้าเมืองคิดต่อสู้เพียงผู้เดียว ในขณะที่บรรดาขุนนางข้าราชการต่างพร้อมใจกันจะสวามิภักดิ์ต่อเล่าปี่ ดังนั้นเมื่อกิมสวนเสียทีหนีเตียวหุยจะกลับเข้าเมืองจึงเกิดการยึดอำนาจภายในเมืองและสังหารกิมสวน แล้วพากันออกไปอ่อนน้อมต่อเตียวหุย
ขงจีพาขบวนไปที่เตียวหุยยืนม้าอยู่ คำนับแล้วว่ากิมสวนไม่ฟังคำทัดทานของขุนนางข้าราชการและชาวเมืองคิดกบฎต่อเล่าปี่ คนทั้งปวงจึงพร้อมใจกันยึดอำนาจในเมืองแล้วให้ข้าพเจ้าเป็นหัวหน้ายกมาอ่อนน้อมต่อท่าน
ว่าแล้วขงจีจึงเอาตราสำหรับเมืองและของบรรณาการทั้งปวงเข้าไปมอบแก่เตียวหุย แล้วนำคนทั้งปวงคำนับเตียวหุยตามธรรมเนียมอีกครั้งหนึ่ง
เตียวหุยได้เมืองบุเหลงโดยไม่ต้องรบให้เป็นที่ลำบากแก่ไพร่พลดังนั้นก็มีความยินดี กล่าวกับขงจีและคนทั้งนั้นว่าเล่าปี่นายเรามีน้ำใจโอบอ้อมอารีต่อคนทั้งปวง พวกท่านยอมสวามิภักดิ์แต่โดยดีดังนี้เล่าปี่ย่อมชุบเลี้ยงให้ได้รับความสุขสืบไป
ว่าแล้วเตียวหุยจึงแบ่งทหารพันหนึ่งให้รักษาเมืองบุเหลง ให้ปลัดเมืองและขุนนางข้าราชการทั้งปวงร่วมใจกันรักษาเมืองไว้ให้ปลอดภัย ตัวเตียวหุยพาขงจีและข้าวของทั้งปวงซึ่งรับมอบไว้นั้นยกกลับไปหาเล่าปี่และขงเบ้งที่เมืองฮุยเอี๋ยง
เตียวหุยพาขงจีเข้าไปคำนับเล่าปี่ขงเบ้ง แล้วรายงานความทั้งปวงให้เล่าปี่และขงเบ้งทราบ โดยได้เสนอความชอบให้แก่ขงจีเป็นอันมาก
เล่าปี่และขงเบ้งได้ฟังรายงานของเตียวหุยก็มีความยินดี เล่าปี่ได้สรรเสริญความชอบของเตียวหุย และให้ปูนบำเหน็จแก่เตียวหุยและทหารที่ไปทำการนั้นเป็นอันมาก
ขงจีจึงเสนอว่าบัดนี้ท่านได้เมืองบุเหลงไว้แล้วแต่ยังไม่เคยเหยียบย่างไปถึงเมือง ราษฎรทั้งปวงไม่ทราบความอันผลัดเปลี่ยนอำนาจอาจเกิดความไม่สงบขึ้น ชอบที่ท่านจะยกไปแล้วว่าราชการเมืองบุเหลงสักครั้งหนึ่งให้เกิดความมั่นใจแก่อาณาราษฎรทั้งปวง
เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็เห็นว่าชอบด้วยธรรมเนียมการปกครอง ทั้งต้องการผูกน้ำใจราษฎรและขุนนางข้าราชการเมืองบุเหลงให้เป็นปึกแผ่น จึงว่าความคิดท่านครั้งนี้หลักแหลมนัก เราจะทำการตามความคิดของท่าน
แล้วเล่าปี่และขงเบ้งจึงยกทหารไปเมืองบุเหลงพร้อมกับขงจี
ครั้นถึงเมืองบุเหลงขงจีจึงเชิญเล่าปี่และขงเบ้งไปที่ศาลาว่าราชการในท่ามกลางมหาสมาคมของบรรดาขุนนางข้าราชการเมืองบุเหลง เล่าปี่ได้มอบหมายนโยบายให้ขุนนางข้าราชการเคารพประชาชน รักประชาชน และรับใช้ประชาชน ร่วมแรงร่วมใจกันสร้างความเจริญรุ่งเรืองและความอยู่ดีกินดีแก่บ้านเมืองและราษฎรแล้ว จึงตั้งให้ขงจีเป็นที่เจ้าเมืองบุเหลงแล้วมอบตราสำหรับที่แก่ขงจี
ขงจีและขุนนางข้าราชการทั้งปวงคำนับเล่าปี่แล้วเป็นอันเสร็จพิธี ขงจีจึงเชิญเล่าปี่และขงเบ้งไปพักที่จวนเจ้าเมือง และจัดแจงให้บรรดาคนที่ติดตามเล่าปี่พักที่ตึกรับรองแขกเมือง
เล่าปี่ได้เมืองบุเหลงแล้วจึงแจ้งข่าวคราวให้กวนอูซึ่งรักษาเมืองเกงจิ๋วทราบว่าบัดนี้ จูล่งและเตียวหุยได้อาสายกกองทัพไปตีเอาเมืองฮุยเอี๋ยง เมืองเลงเหลง และเมืองบุเหลงได้แล้ว คงเหลือเมืองเตียงสา บัดนี้เล่าปี่และขงเบ้งกำลังตระเตรียมการอยู่ที่เมืองบุเหลง
กวนอูได้ทราบข่าวแล้วจึงแต่งหนังสือให้ม้าเร็วถือมามอบแก่เล่าปี่ที่เมืองบุเหลงว่าบัดนี้สถานการณ์ทั้งปวงที่เมืองเกงจิ๋วเป็นปรกติทุกประการ อันเมืองเตียงสาซึ่งพี่ใหญ่ปรารถนาจะยกกองทัพไปยึดเอานั้นข้าพเจ้าขออาสาจะได้เป็นความชอบไว้เหมือนกับจูล่งและเตียวหุย
เล่าปี่ทราบความตามหนังสือของกวนอูดังนั้นก็มีความยินดี จึงสั่งให้เตียวหุยเดินทางไปเมืองเกงจิ๋ว ให้รักษาเมืองแทนกวนอูและเรียกตัวกวนอูมาที่เมืองบุเหลง
กวนอูทราบความจากเตียวหุยแล้วมีความยินดี มอบหมายราชการเมืองเกงจิ๋วแก่เตียวหุยแล้วพากวนเป๋ง และจิวฉองรีบรุดเดินทางไปหาเล่าปี่ที่เมืองบุเหลง
กวนอูเดินทางถึงเมืองบุเหลงแล้วรีบเข้าไปพบเล่าปี่ในทันที เห็นเล่าปี่กำลังปรึกษาอยู่กับขงเบ้งจึงเข้าไปคำนับ เล่าปี่และขงเบ้งเห็นกวนอูมาถึงอย่างรวดเร็วกว่าที่คาดก็มีความยินดี แล้วทักทายปราศรัยถามสารทุกข์สุขดิบตามธรรมเนียม
ขงเบ้งเริ่มต้นกล่าวกับกวนอูว่าหลังจากเล่าปี่ได้เมืองเกงจิ๋ว เมืองซงหยงและเมืองลำกุ๋นแล้ว เป้าหมายต่อไปคือการยึดบรรดาหัวเมืองที่เคยขึ้นต่อเมืองเกงจิ๋วเข้าไว้ให้เป็นปึกแผ่นจึงจะทำการต่อไปได้โดยสะดวก บัดนี้ได้เมืองเลงเหลง เมืองฮุยเอี๋ยงและเมืองบุเหลงแล้ว เหลืออยู่แต่เมืองเตียงสา
ขงเบ้งกล่าวสืบไปว่าเมื่อครั้งเมืองเตียงสาเป็นของเล่าเปียวนั้น เล่าเปียวตั้งให้เล่าผวนซึ่งเป็นหลานเป็นเจ้าเมือง เล่าผวนมีน้ำใจเอื้ออาทรต่อราษฎรสามารถครองน้ำใจคนทั้งปวงให้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ครั้นโจโฉได้เมืองเตียงสาแล้วได้ถอดเล่าผวนออกจากที่และตั้งให้ฮันเหียนเป็นเจ้าเมืองแทน ฮันเหียนเป็นคนหยาบช้าหาสติปัญญามิได้ ทำการทั้งปวงตามอำเภอน้ำใจและเบียดเบียนข่มเหงรังแกราษฎร ราษฎรได้ความเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้าจึงพากันเอาใจออกหากจากฮันเหียนสิ้น แต่ฮันเหียนนี้มีทหารเอกคู่ใจอยู่คนหนึ่งชื่อว่าฮองตงเป็นชาวเมืองลำเอี๋ยง มีอายุหกสิบปีแล้วแต่กำลังฝีมือยังกล้าแข็งนัก สามารถยิงเกาทัณฑ์ได้แม่นยำราวจับวาง ฮองตงผู้นี้เดิมทีเป็นทหารเอกของเล่าผวน ครั้นเล่าผวนถูกถอดออกจากราชการแล้วฮองตงจึงทำราชการอยู่กับฮันเหียนต่อมา ซึ่งท่านจะยกไปตีเมืองเตียงสานี้ให้ระมัดระวังฮองตงให้จงดี
ขงเบ้งอรรถาธิบายสภาพการณ์ของเมืองเตียงสาและจุดแข็งซึ่งอยู่ที่ตัวฮองตงให้กวนอูทราบโดยละเอียดเพื่อให้ “รู้เขา” อย่างกระจ่าง ซึ่งสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าขงเบ้งได้ให้ความสำคัญของข้อมูลข่าวสารและงานข่าวกรองอย่างยิ่ง ดังนั้นจึงสามารถทราบความเป็นไปและสภาพของข้าศึกโดยละเอียด เปรียบเทียบไม่ได้กับงานข่าวกรองในสองพันปีต่อมา ทั้ง ๆ ที่ระบบสื่อสารข้อมูลและเครื่องมือที่ทันสมัยก็มีเป็นอันมาก แต่งานข่าวกรองกลับเหลวไหลเลอะเทอะสุดขีด ถึงขนาดที่มีการบุกยึดสถานทูตกลางพระนคร ยึดโรงพยาบาลถึงกลางใจเมือง และแม้แต่เรือบิน รถไฟ ถูกระเบิดก็ไม่ทราบข่าวกรองล่วงหน้าแม้แต่น้อย
แล้วขงเบ้งจึงกล่าวต่อไปว่าเมื่อครั้งที่จูล่งและเตียวหุยยกไปตีเมืองฮุยเอี๋ยงและเมืองบุเหลงนั้นได้อาสาพาทหารไปเพียงสามพัน ตัวท่านจะยกไปครั้งนี้มีความเห็นประการใด
กวนอูได้ฟังดังนั้นจึงว่าถึงฮองตงจะมีฝีมือแต่เป็นแก่อายุหกสิบแล้วข้าพเจ้าหากลัวไม่ จะอาสาเอาแต่ทหารเพียงห้าร้อยซึ่งรู้ใจไม่ต้องถึงสามพันเหมือนกับที่จูล่งและเตียวหุยอาสา และจะตีเอาเมืองเตียงสามาให้ท่านจงได้
เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็ห่วงน้องร่วมสาบาน จึงติงว่าเจ้าอย่าแรงด้วยมานะจะเสียการไป อันฮองตงแม้จะมากด้วยอายุแต่กำลังฝีมือยังแกล้วกล้าไม่ต่างจากคนหนุ่ม เจ้าจะเอาคนไปเพียงห้าร้อยนั้นไม่สมควร เกลือกจะเสียทีแก่ข้าศึก
กวนอูฟังคำติงของเล่าปี่ก็ได้คิด แต่ครั้นจะขอกำลังทหารเพิ่มเติมก็เกรงว่าจะเสียคำพูด จึงมุมานะยืนยันจะเอาทหารไปเพียงห้าร้อยคน
เล่าปี่ขัดไม่ได้จึงให้กวนอูพาทหารห้าร้อยยกไปตีเมืองเตียงสา
ปรากฏการณ์นี้แสดงว่าความแหนงใจระหว่างขงเบ้งกับกวนอูยังไม่สิ้นรากถอนโคนเสียทีเดียว ขงเบ้งเองก็ยังมีประสงค์จะให้กวนอูยอมรับนับถืออย่างจริงใจ แต่กวนอูก็แรงด้วยความทรนงและมุมานะ หากเปรียบกวนอูเป็นช้างสารจะยอมให้เป็นควาญก็แต่เล่าปี่ผู้เดียวเท่านั้น เพราะเหตุดังนี้การทำการของกวนอูในครั้งนี้จึงมีลักษณะเสี่ยงภัยในทางการทหารเป็นอย่างยิ่ง
แต่พอกวนอูยกไปแล้วขงเบ้งก็อดวิตกด้วยการใหญ่ไม่ได้ จึงกล่าวกับเล่าปี่ว่า “กวนอูยกไปครั้งนี้พูดจาดูหมิ่นฮองตงนัก เกลือกจะทำการไม่สำเร็จ เราจำจะยกทหารหนุนไปอีก”
เล่าปี่วิตกในเรื่องนี้อยู่พอดี พอได้ฟังคำขงเบ้งก็เห็นชอบจึงให้จัดแจงกองทัพยกตามกวนอูไป
กวนอูเต็มไปด้วยแรงแห่งทิฐิมานะและความทรนง อาสาเอาทหารเพียงห้าร้อยยกไปตีเมืองเตียงสาโดยไม่ประหวั่นพรั่นพรึงต่อฮองตงขุนพลเฒ่าผู้ชาญเชี่ยวเชิงเกาทัณฑ์แห่งเมืองเตียงสาแม้แต่น้อย แต่เล่าปี่และขงเบ้งเกรงว่าจะเสียทีจึงจัดแจงกองทัพยกหนุนตามกวนอูไป
ฝ่ายฮันเหียนเจ้าเมืองเตียงสาครั้นทราบข่าวศึกว่ากวนอูยกกองทัพมาจะตีเอาเมืองจึงปรึกษากับที่ปรึกษาและแม่ทัพนายกองทั้งปวงว่าจะคิดอ่านประการใด
ฮองตงขุนพลผู้เฒ่าจึงว่ากวนอูยกมาครั้งนี้มีทหารมาเพียงห้าร้อยจะปรารมภ์ไปไย แม้นว่าจะยกทหารมามากกว่านี้ก็เห็นทีจะไม่รอดชีวิตจากคมเกาทัณฑ์ของข้าพเจ้า อันการครั้งนี้จะตั้งรับอยู่แต่ในเมือง หรือจะออกไปรบกับกวนอูก็สุดแท้แต่ใจท่าน
เอียวเหลงนายทหารรองเมืองเตียงสาได้ฟังดังนั้นจึงขออาสาว่า กวนอูยกทหารมาแต่เพียงห้าร้อยไม่จำเป็นต้องถึงมือฮองตงดอก ข้าพเจ้าขออาสาเอาทหารพันหนึ่งยกไปตัดเอาศีรษะกวนอูมาให้ท่านจงได้
ฮันเหียนได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี จัดทหารพันหนึ่งให้เอียวเหลงยกไปสกัดกวนอูไว้ไม่ให้ยกล่วงมาถึงชานเมือง
เอียวเหลงยกทหารออกจากเมืองไปได้ห้าร้อยเส้นเห็นกองทัพกวนอูยกมา จึงขับม้าออกหน้าทหารคอยสกัดกองทัพกวนอูไว้ พอกวนอูยกทหารตรงเข้ามา เอียวเหลงจึงท้ากวนอูให้ออกมารบกัน
กวนอูไม่พูดพล่ามทำเพลงขับม้าเซ็กเธาว์ตรงไปที่เอียวเหลง ทั้งสองฝ่ายต่อสู้กันได้สามเพลงกวนอูก็เอาง้าวฟันเอียวเหลงตกม้าตาย
ทหารของเอียวเหลงเห็นดังนั้นก็แตกตื่นตกใจ พากันถอยหนีจะกลับเข้าเมือง กวนอูจึงสั่งทหารไล่ตามตีฆ่าฟันทหารของเอียวเหลงไปตลอดทางจนถึงเชิงกำแพงเมือง
ฝ่ายฮันเหียนคอยสังเกตการณ์อยู่บนเชิงเทิน เห็นเอียวเหลงเสียทีแก่ข้าศึกและทหารแตกหนีมาดังนั้นก็ตกใจ จึงสั่งให้ฮองตงคุมทหารห้าร้อยยกออกจากเมืองไปสกัดกวนอูแล้วแก้ทหารซึ่งหนีมานั้นกลับเข้าเมือง
กวนอูกำลังไล่ตามตีทหารของเอียวเหลงมาใกล้ถึงหน้าประตูเมือง เห็นทหารกองหนึ่งยกออกจากประตูเมืองมีธงประจำตัวนายทัพชื่อว่าฮองตง แลไปเห็นทหารคนหนึ่งรูปร่างสูงใหญ่แข็งแรงองอาจสง่านัก แต่จอนผมที่อยู่นอกหมวกเกราะนั้นเป็นสีดอกเลา ขี่ม้าถือง้าวสะพายเกาทัณฑ์นำหน้าทหาร ก็สำคัญว่าเป็นฮองตงตามที่ขงเบ้งเคยบอกกล่าว กวนอูจึงชักม้าเซ็กเธาว์ตรงไปที่ฮองตงแล้วร้องถามว่าท่านนี้ชื่อฮองตงหรือมิใช่
ฮองตงขุนพลเฒ่าเห็นนายทัพฝ่ายที่ยกมารูปร่างงามสง่าน่าเกรงขาม ใบหน้าแดงดังผลพุทราสุก หนวดสีดำขลับยาวถึงอกต้องลมพริ้วไสว ในมือถือง้าวใหญ่สีดำดุจนิล ยืนม้าอยู่ใต้ธงอันจารึกนามว่ากวนอูก็รู้ว่าขุนพลผู้นี้คือน้องร่วมสาบานของเล่าปี่ที่มีกิตติศัพท์เลื่องลือว่าซื่อสัตย์และมีฝีมือรบรวดเร็วเด็ดขาดนักก็รู้สึกชื่นชมอยู่ในใจ แต่เมื่อเผชิญหน้ากันในสนามรบในฐานะข้าศึกจึงร้องตอบไปตามธรรมเนียมว่าก็แลเมื่อท่านรู้จักเราแล้ว ไฉนยังจะกล้ามาสู้กับเราอีก ไม่กลัวแก่ความตายเสียแล้วหรือ
กวนอูได้ฟังดังนั้นก็ตอบกลับไปโดยทำนองคู่ศึกว่าเรามาทั้งนี้เพราะต้องการศีรษะท่าน ไยจะต้องเกรงกลัวสิ่งใด ที่ไถ่ถามนั้นก็เพราะไม่ต้องการสังหารคนผิดตัวต่างหากเล่า
ฮองตงได้ฟังคำกวนอูดังนั้นก็โกรธ ชักม้าออกไปรบกับกวนอู
กลองศึกของทั้งสองฝ่ายดังกระหึ่มขึ้น ทหารของทั้งสองฝ่ายต่างประจักษ์ฝีมือนายตัวมาแต่ก่อน ใคร่ได้เห็นนายตัวสำแดงฝีมือให้ประจักษ์แก่ข้าศึก ทั้งจะได้เห็นเพลงรบให้เป็นบุญตา จึงพากันโห่ร้องให้กำลังใจแม่ทัพของตนดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วลานรบแห่งนั้น.
ขงจีพาขบวนไปที่เตียวหุยยืนม้าอยู่ คำนับแล้วว่ากิมสวนไม่ฟังคำทัดทานของขุนนางข้าราชการและชาวเมืองคิดกบฎต่อเล่าปี่ คนทั้งปวงจึงพร้อมใจกันยึดอำนาจในเมืองแล้วให้ข้าพเจ้าเป็นหัวหน้ายกมาอ่อนน้อมต่อท่าน
ว่าแล้วขงจีจึงเอาตราสำหรับเมืองและของบรรณาการทั้งปวงเข้าไปมอบแก่เตียวหุย แล้วนำคนทั้งปวงคำนับเตียวหุยตามธรรมเนียมอีกครั้งหนึ่ง
เตียวหุยได้เมืองบุเหลงโดยไม่ต้องรบให้เป็นที่ลำบากแก่ไพร่พลดังนั้นก็มีความยินดี กล่าวกับขงจีและคนทั้งนั้นว่าเล่าปี่นายเรามีน้ำใจโอบอ้อมอารีต่อคนทั้งปวง พวกท่านยอมสวามิภักดิ์แต่โดยดีดังนี้เล่าปี่ย่อมชุบเลี้ยงให้ได้รับความสุขสืบไป
ว่าแล้วเตียวหุยจึงแบ่งทหารพันหนึ่งให้รักษาเมืองบุเหลง ให้ปลัดเมืองและขุนนางข้าราชการทั้งปวงร่วมใจกันรักษาเมืองไว้ให้ปลอดภัย ตัวเตียวหุยพาขงจีและข้าวของทั้งปวงซึ่งรับมอบไว้นั้นยกกลับไปหาเล่าปี่และขงเบ้งที่เมืองฮุยเอี๋ยง
เตียวหุยพาขงจีเข้าไปคำนับเล่าปี่ขงเบ้ง แล้วรายงานความทั้งปวงให้เล่าปี่และขงเบ้งทราบ โดยได้เสนอความชอบให้แก่ขงจีเป็นอันมาก
เล่าปี่และขงเบ้งได้ฟังรายงานของเตียวหุยก็มีความยินดี เล่าปี่ได้สรรเสริญความชอบของเตียวหุย และให้ปูนบำเหน็จแก่เตียวหุยและทหารที่ไปทำการนั้นเป็นอันมาก
ขงจีจึงเสนอว่าบัดนี้ท่านได้เมืองบุเหลงไว้แล้วแต่ยังไม่เคยเหยียบย่างไปถึงเมือง ราษฎรทั้งปวงไม่ทราบความอันผลัดเปลี่ยนอำนาจอาจเกิดความไม่สงบขึ้น ชอบที่ท่านจะยกไปแล้วว่าราชการเมืองบุเหลงสักครั้งหนึ่งให้เกิดความมั่นใจแก่อาณาราษฎรทั้งปวง
เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็เห็นว่าชอบด้วยธรรมเนียมการปกครอง ทั้งต้องการผูกน้ำใจราษฎรและขุนนางข้าราชการเมืองบุเหลงให้เป็นปึกแผ่น จึงว่าความคิดท่านครั้งนี้หลักแหลมนัก เราจะทำการตามความคิดของท่าน
แล้วเล่าปี่และขงเบ้งจึงยกทหารไปเมืองบุเหลงพร้อมกับขงจี
ครั้นถึงเมืองบุเหลงขงจีจึงเชิญเล่าปี่และขงเบ้งไปที่ศาลาว่าราชการในท่ามกลางมหาสมาคมของบรรดาขุนนางข้าราชการเมืองบุเหลง เล่าปี่ได้มอบหมายนโยบายให้ขุนนางข้าราชการเคารพประชาชน รักประชาชน และรับใช้ประชาชน ร่วมแรงร่วมใจกันสร้างความเจริญรุ่งเรืองและความอยู่ดีกินดีแก่บ้านเมืองและราษฎรแล้ว จึงตั้งให้ขงจีเป็นที่เจ้าเมืองบุเหลงแล้วมอบตราสำหรับที่แก่ขงจี
ขงจีและขุนนางข้าราชการทั้งปวงคำนับเล่าปี่แล้วเป็นอันเสร็จพิธี ขงจีจึงเชิญเล่าปี่และขงเบ้งไปพักที่จวนเจ้าเมือง และจัดแจงให้บรรดาคนที่ติดตามเล่าปี่พักที่ตึกรับรองแขกเมือง
เล่าปี่ได้เมืองบุเหลงแล้วจึงแจ้งข่าวคราวให้กวนอูซึ่งรักษาเมืองเกงจิ๋วทราบว่าบัดนี้ จูล่งและเตียวหุยได้อาสายกกองทัพไปตีเอาเมืองฮุยเอี๋ยง เมืองเลงเหลง และเมืองบุเหลงได้แล้ว คงเหลือเมืองเตียงสา บัดนี้เล่าปี่และขงเบ้งกำลังตระเตรียมการอยู่ที่เมืองบุเหลง
กวนอูได้ทราบข่าวแล้วจึงแต่งหนังสือให้ม้าเร็วถือมามอบแก่เล่าปี่ที่เมืองบุเหลงว่าบัดนี้สถานการณ์ทั้งปวงที่เมืองเกงจิ๋วเป็นปรกติทุกประการ อันเมืองเตียงสาซึ่งพี่ใหญ่ปรารถนาจะยกกองทัพไปยึดเอานั้นข้าพเจ้าขออาสาจะได้เป็นความชอบไว้เหมือนกับจูล่งและเตียวหุย
เล่าปี่ทราบความตามหนังสือของกวนอูดังนั้นก็มีความยินดี จึงสั่งให้เตียวหุยเดินทางไปเมืองเกงจิ๋ว ให้รักษาเมืองแทนกวนอูและเรียกตัวกวนอูมาที่เมืองบุเหลง
กวนอูทราบความจากเตียวหุยแล้วมีความยินดี มอบหมายราชการเมืองเกงจิ๋วแก่เตียวหุยแล้วพากวนเป๋ง และจิวฉองรีบรุดเดินทางไปหาเล่าปี่ที่เมืองบุเหลง
กวนอูเดินทางถึงเมืองบุเหลงแล้วรีบเข้าไปพบเล่าปี่ในทันที เห็นเล่าปี่กำลังปรึกษาอยู่กับขงเบ้งจึงเข้าไปคำนับ เล่าปี่และขงเบ้งเห็นกวนอูมาถึงอย่างรวดเร็วกว่าที่คาดก็มีความยินดี แล้วทักทายปราศรัยถามสารทุกข์สุขดิบตามธรรมเนียม
ขงเบ้งเริ่มต้นกล่าวกับกวนอูว่าหลังจากเล่าปี่ได้เมืองเกงจิ๋ว เมืองซงหยงและเมืองลำกุ๋นแล้ว เป้าหมายต่อไปคือการยึดบรรดาหัวเมืองที่เคยขึ้นต่อเมืองเกงจิ๋วเข้าไว้ให้เป็นปึกแผ่นจึงจะทำการต่อไปได้โดยสะดวก บัดนี้ได้เมืองเลงเหลง เมืองฮุยเอี๋ยงและเมืองบุเหลงแล้ว เหลืออยู่แต่เมืองเตียงสา
ขงเบ้งกล่าวสืบไปว่าเมื่อครั้งเมืองเตียงสาเป็นของเล่าเปียวนั้น เล่าเปียวตั้งให้เล่าผวนซึ่งเป็นหลานเป็นเจ้าเมือง เล่าผวนมีน้ำใจเอื้ออาทรต่อราษฎรสามารถครองน้ำใจคนทั้งปวงให้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ครั้นโจโฉได้เมืองเตียงสาแล้วได้ถอดเล่าผวนออกจากที่และตั้งให้ฮันเหียนเป็นเจ้าเมืองแทน ฮันเหียนเป็นคนหยาบช้าหาสติปัญญามิได้ ทำการทั้งปวงตามอำเภอน้ำใจและเบียดเบียนข่มเหงรังแกราษฎร ราษฎรได้ความเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้าจึงพากันเอาใจออกหากจากฮันเหียนสิ้น แต่ฮันเหียนนี้มีทหารเอกคู่ใจอยู่คนหนึ่งชื่อว่าฮองตงเป็นชาวเมืองลำเอี๋ยง มีอายุหกสิบปีแล้วแต่กำลังฝีมือยังกล้าแข็งนัก สามารถยิงเกาทัณฑ์ได้แม่นยำราวจับวาง ฮองตงผู้นี้เดิมทีเป็นทหารเอกของเล่าผวน ครั้นเล่าผวนถูกถอดออกจากราชการแล้วฮองตงจึงทำราชการอยู่กับฮันเหียนต่อมา ซึ่งท่านจะยกไปตีเมืองเตียงสานี้ให้ระมัดระวังฮองตงให้จงดี
ขงเบ้งอรรถาธิบายสภาพการณ์ของเมืองเตียงสาและจุดแข็งซึ่งอยู่ที่ตัวฮองตงให้กวนอูทราบโดยละเอียดเพื่อให้ “รู้เขา” อย่างกระจ่าง ซึ่งสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าขงเบ้งได้ให้ความสำคัญของข้อมูลข่าวสารและงานข่าวกรองอย่างยิ่ง ดังนั้นจึงสามารถทราบความเป็นไปและสภาพของข้าศึกโดยละเอียด เปรียบเทียบไม่ได้กับงานข่าวกรองในสองพันปีต่อมา ทั้ง ๆ ที่ระบบสื่อสารข้อมูลและเครื่องมือที่ทันสมัยก็มีเป็นอันมาก แต่งานข่าวกรองกลับเหลวไหลเลอะเทอะสุดขีด ถึงขนาดที่มีการบุกยึดสถานทูตกลางพระนคร ยึดโรงพยาบาลถึงกลางใจเมือง และแม้แต่เรือบิน รถไฟ ถูกระเบิดก็ไม่ทราบข่าวกรองล่วงหน้าแม้แต่น้อย
แล้วขงเบ้งจึงกล่าวต่อไปว่าเมื่อครั้งที่จูล่งและเตียวหุยยกไปตีเมืองฮุยเอี๋ยงและเมืองบุเหลงนั้นได้อาสาพาทหารไปเพียงสามพัน ตัวท่านจะยกไปครั้งนี้มีความเห็นประการใด
กวนอูได้ฟังดังนั้นจึงว่าถึงฮองตงจะมีฝีมือแต่เป็นแก่อายุหกสิบแล้วข้าพเจ้าหากลัวไม่ จะอาสาเอาแต่ทหารเพียงห้าร้อยซึ่งรู้ใจไม่ต้องถึงสามพันเหมือนกับที่จูล่งและเตียวหุยอาสา และจะตีเอาเมืองเตียงสามาให้ท่านจงได้
เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็ห่วงน้องร่วมสาบาน จึงติงว่าเจ้าอย่าแรงด้วยมานะจะเสียการไป อันฮองตงแม้จะมากด้วยอายุแต่กำลังฝีมือยังแกล้วกล้าไม่ต่างจากคนหนุ่ม เจ้าจะเอาคนไปเพียงห้าร้อยนั้นไม่สมควร เกลือกจะเสียทีแก่ข้าศึก
กวนอูฟังคำติงของเล่าปี่ก็ได้คิด แต่ครั้นจะขอกำลังทหารเพิ่มเติมก็เกรงว่าจะเสียคำพูด จึงมุมานะยืนยันจะเอาทหารไปเพียงห้าร้อยคน
เล่าปี่ขัดไม่ได้จึงให้กวนอูพาทหารห้าร้อยยกไปตีเมืองเตียงสา
ปรากฏการณ์นี้แสดงว่าความแหนงใจระหว่างขงเบ้งกับกวนอูยังไม่สิ้นรากถอนโคนเสียทีเดียว ขงเบ้งเองก็ยังมีประสงค์จะให้กวนอูยอมรับนับถืออย่างจริงใจ แต่กวนอูก็แรงด้วยความทรนงและมุมานะ หากเปรียบกวนอูเป็นช้างสารจะยอมให้เป็นควาญก็แต่เล่าปี่ผู้เดียวเท่านั้น เพราะเหตุดังนี้การทำการของกวนอูในครั้งนี้จึงมีลักษณะเสี่ยงภัยในทางการทหารเป็นอย่างยิ่ง
แต่พอกวนอูยกไปแล้วขงเบ้งก็อดวิตกด้วยการใหญ่ไม่ได้ จึงกล่าวกับเล่าปี่ว่า “กวนอูยกไปครั้งนี้พูดจาดูหมิ่นฮองตงนัก เกลือกจะทำการไม่สำเร็จ เราจำจะยกทหารหนุนไปอีก”
เล่าปี่วิตกในเรื่องนี้อยู่พอดี พอได้ฟังคำขงเบ้งก็เห็นชอบจึงให้จัดแจงกองทัพยกตามกวนอูไป
กวนอูเต็มไปด้วยแรงแห่งทิฐิมานะและความทรนง อาสาเอาทหารเพียงห้าร้อยยกไปตีเมืองเตียงสาโดยไม่ประหวั่นพรั่นพรึงต่อฮองตงขุนพลเฒ่าผู้ชาญเชี่ยวเชิงเกาทัณฑ์แห่งเมืองเตียงสาแม้แต่น้อย แต่เล่าปี่และขงเบ้งเกรงว่าจะเสียทีจึงจัดแจงกองทัพยกหนุนตามกวนอูไป
ฝ่ายฮันเหียนเจ้าเมืองเตียงสาครั้นทราบข่าวศึกว่ากวนอูยกกองทัพมาจะตีเอาเมืองจึงปรึกษากับที่ปรึกษาและแม่ทัพนายกองทั้งปวงว่าจะคิดอ่านประการใด
ฮองตงขุนพลผู้เฒ่าจึงว่ากวนอูยกมาครั้งนี้มีทหารมาเพียงห้าร้อยจะปรารมภ์ไปไย แม้นว่าจะยกทหารมามากกว่านี้ก็เห็นทีจะไม่รอดชีวิตจากคมเกาทัณฑ์ของข้าพเจ้า อันการครั้งนี้จะตั้งรับอยู่แต่ในเมือง หรือจะออกไปรบกับกวนอูก็สุดแท้แต่ใจท่าน
เอียวเหลงนายทหารรองเมืองเตียงสาได้ฟังดังนั้นจึงขออาสาว่า กวนอูยกทหารมาแต่เพียงห้าร้อยไม่จำเป็นต้องถึงมือฮองตงดอก ข้าพเจ้าขออาสาเอาทหารพันหนึ่งยกไปตัดเอาศีรษะกวนอูมาให้ท่านจงได้
ฮันเหียนได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี จัดทหารพันหนึ่งให้เอียวเหลงยกไปสกัดกวนอูไว้ไม่ให้ยกล่วงมาถึงชานเมือง
เอียวเหลงยกทหารออกจากเมืองไปได้ห้าร้อยเส้นเห็นกองทัพกวนอูยกมา จึงขับม้าออกหน้าทหารคอยสกัดกองทัพกวนอูไว้ พอกวนอูยกทหารตรงเข้ามา เอียวเหลงจึงท้ากวนอูให้ออกมารบกัน
กวนอูไม่พูดพล่ามทำเพลงขับม้าเซ็กเธาว์ตรงไปที่เอียวเหลง ทั้งสองฝ่ายต่อสู้กันได้สามเพลงกวนอูก็เอาง้าวฟันเอียวเหลงตกม้าตาย
ทหารของเอียวเหลงเห็นดังนั้นก็แตกตื่นตกใจ พากันถอยหนีจะกลับเข้าเมือง กวนอูจึงสั่งทหารไล่ตามตีฆ่าฟันทหารของเอียวเหลงไปตลอดทางจนถึงเชิงกำแพงเมือง
ฝ่ายฮันเหียนคอยสังเกตการณ์อยู่บนเชิงเทิน เห็นเอียวเหลงเสียทีแก่ข้าศึกและทหารแตกหนีมาดังนั้นก็ตกใจ จึงสั่งให้ฮองตงคุมทหารห้าร้อยยกออกจากเมืองไปสกัดกวนอูแล้วแก้ทหารซึ่งหนีมานั้นกลับเข้าเมือง
กวนอูกำลังไล่ตามตีทหารของเอียวเหลงมาใกล้ถึงหน้าประตูเมือง เห็นทหารกองหนึ่งยกออกจากประตูเมืองมีธงประจำตัวนายทัพชื่อว่าฮองตง แลไปเห็นทหารคนหนึ่งรูปร่างสูงใหญ่แข็งแรงองอาจสง่านัก แต่จอนผมที่อยู่นอกหมวกเกราะนั้นเป็นสีดอกเลา ขี่ม้าถือง้าวสะพายเกาทัณฑ์นำหน้าทหาร ก็สำคัญว่าเป็นฮองตงตามที่ขงเบ้งเคยบอกกล่าว กวนอูจึงชักม้าเซ็กเธาว์ตรงไปที่ฮองตงแล้วร้องถามว่าท่านนี้ชื่อฮองตงหรือมิใช่
ฮองตงขุนพลเฒ่าเห็นนายทัพฝ่ายที่ยกมารูปร่างงามสง่าน่าเกรงขาม ใบหน้าแดงดังผลพุทราสุก หนวดสีดำขลับยาวถึงอกต้องลมพริ้วไสว ในมือถือง้าวใหญ่สีดำดุจนิล ยืนม้าอยู่ใต้ธงอันจารึกนามว่ากวนอูก็รู้ว่าขุนพลผู้นี้คือน้องร่วมสาบานของเล่าปี่ที่มีกิตติศัพท์เลื่องลือว่าซื่อสัตย์และมีฝีมือรบรวดเร็วเด็ดขาดนักก็รู้สึกชื่นชมอยู่ในใจ แต่เมื่อเผชิญหน้ากันในสนามรบในฐานะข้าศึกจึงร้องตอบไปตามธรรมเนียมว่าก็แลเมื่อท่านรู้จักเราแล้ว ไฉนยังจะกล้ามาสู้กับเราอีก ไม่กลัวแก่ความตายเสียแล้วหรือ
กวนอูได้ฟังดังนั้นก็ตอบกลับไปโดยทำนองคู่ศึกว่าเรามาทั้งนี้เพราะต้องการศีรษะท่าน ไยจะต้องเกรงกลัวสิ่งใด ที่ไถ่ถามนั้นก็เพราะไม่ต้องการสังหารคนผิดตัวต่างหากเล่า
ฮองตงได้ฟังคำกวนอูดังนั้นก็โกรธ ชักม้าออกไปรบกับกวนอู
กลองศึกของทั้งสองฝ่ายดังกระหึ่มขึ้น ทหารของทั้งสองฝ่ายต่างประจักษ์ฝีมือนายตัวมาแต่ก่อน ใคร่ได้เห็นนายตัวสำแดงฝีมือให้ประจักษ์แก่ข้าศึก ทั้งจะได้เห็นเพลงรบให้เป็นบุญตา จึงพากันโห่ร้องให้กำลังใจแม่ทัพของตนดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วลานรบแห่งนั้น.