ตอนที่ 293. พักการมุ้ง มุ่งการเมือง

จูล่งยอมนับถือเป็นพี่น้องกับเตียวหอมเพื่อจะผูกญาติทางการเมือง ให้เตียวหอมสวามิภักดิ์ต่อเล่าปี่โดยสนิทใจ แต่เตียวหอมกลับคิดผูกญาติให้ลึกซึ้งขึ้นกว่านั้น โดยจะยกพี่สะใภ้ซึ่งเป็นหม้ายให้เป็นภรรยาจูล่ง แต่จูล่งเห็นเป็นเรื่องผิดธรรมเนียมจึงเกิดขัดใจกัน เตียวหอมเกรงความผิดติดตัวจึงคิดสังหารจูล่งเสีย แต่จูล่งแจ้งในอุบายของเตียวหอมจึงประหารสองนายทหารของเตียวหอมแล้วเกลี้ยกล่อมทหารซึ่งติดตามไปให้ยอมเข้าเป็นพวก

            บรรดาทหารของตันเอ๋งคำฟังเกลี้ยกล่อมของจูล่งดังนั้นก็มีความยินดี  แล้วว่าเล่าปี่มีความโอบอ้อมอารีต่อคนทั้งปวง พวกเราล้วนปรารถนาจะอยู่กับเล่าปี่ การเพียงเท่านี้พวกเราเต็มใจที่จะทำตามคำท่าน

            จูล่งได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี สั่งให้ยกกองทัพออกจากค่ายไปที่เมืองฮุยเอี๋ยงตั้งแต่เวลานั้น และให้ทหารของตันเอ๋งนำไปข้างหน้า กองทัพของจูล่งยกตามไปแต่ห่าง ๆ

            พอทหารของตันเอ๋งเข้าไปถึงหน้าประตูเมืองจึงร้องบอกทหารที่รักษาประตูเมืองว่าบัดนี้ตันเอ๋งและเปาหลงได้จับจูล่งสังหารเสียแล้ว ให้รีบเปิดประตูเมืองรับ พวกเราจะเข้าไปรายงานให้เตียวหอมทราบความก่อน

            ทหารรักษาการณ์ประตูเมืองที่อยู่บนเชิงเทินได้ยินดังนั้นก็จุดคบไฟผูกติดกับปลายไม้แล้วส่องลงมาดู เห็นเป็นทหารของตันเอ๋งก็มิได้สงสัยจึงรายงานให้เตียวหอมทราบ

            เตียวหอมทราบรายงานแล้วมีความยินดี รีบพาทหารที่สนิทไปที่ประตูเมืองให้เปิดประตูแล้วจะออกไปรับตันเอ๋ง

            พอประตูเมืองเปิดจูล่งจึงขี่ม้าพาทหารบุกเข้าไปอย่างรวดเร็ว เห็นเตียวหอมขี่ม้าอยู่กับทหารจูล่งจึงชักม้าปราดเข้าไปจับตัวเตียวหอมได้โดยละม่อมบนหลังม้านั้น ให้ทหารมัดไว้แล้วพาไปที่ศาลาว่าราชการยึดอำนาจปกครองเมืองฮุยเอี๋ยงกลับคืนมาอีกครั้งหนึ่ง  และให้ป่าวประกาศให้ชาวเมืองตั้งอยู่ในความสงบ ให้ทำมาค้าขายต่อไปตามปกติ ส่วนข้าราชการและขุนนางก็ให้ปฏิบัติหน้าที่ตามเดิมและให้ฟังคำสั่งของจูล่ง

            ครั้นรุ่งขึ้นจูล่งจึงแต่งหนังสือรายงานความทั้งปวงแล้วให้ม้าเร็วรีบนำไปส่งแก่เล่าปี่ที่เมืองเกงจิ๋ว เมื่อเล่าปี่และขงเบ้งทราบรายงานแล้วก็มีความยินดี แล้วจัดแจงกองทัพยกไปเมืองฮุยเอี๋ยง

            พอจูล่งทราบว่าเล่าปี่และขงเบ้งยกกองทัพมาที่เมืองฮุยเอี๋ยงจึงพาทหารและขุนนางข้าราชการทั้งปวงออกไปรับเล่าปี่ ขงเบ้ง ที่นอกประตูเมือง แล้วเชิญไปที่ศาลาว่าราชการ จูล่งรายงานความที่ได้ยกมาตีเมืองฮุยเอี๋ยงให้เล่าปี่ ขงเบ้ง ฟังทุกประการแล้วจึงให้ทหารไปคุมตัวเตียวหอมเข้ามามอบแก่เล่าปี่

            ขงเบ้งเห็นเตียวหอมถูกมัดอยู่จึงแสร้งถามว่าเหตุใดท่านจึงถูกมัดไว้ดังนี้

            เตียวหอมจึงว่าข้าพเจ้ากับจูล่งนับถือเป็นพี่น้อง จึงใคร่ยกพี่สะใภ้ซึ่งเป็นหม้ายอยู่นั้นให้เป็นภรรยาของจูล่งแล้วเกิดผิดใจกัน

            ขงเบ้งเห็นดังนั้นจึงสั่งทหารให้แก้มัดเตียวหอม แล้วกล่าวกับจูล่งว่าเตียวหอมรักใคร่นับถือท่าน ต้องการยกพี่สะใภ้ให้ท่านก็สมควรอยู่ เหตุใดท่านจึงปฏิเสธเสียเล่า

            จูล่งคำนับขงเบ้งแล้วตอบว่า “เตียวหอมกับข้าพเจ้าได้ชักเรื่องชักแถวเป็นแซ่เดียวกันแล้ว เตียวหอมจะยกพี่สะใภ้ให้ข้าพเจ้านั้นไม่ควร ด้วยหญิงนั้นเป็นหม้ายอยู่จะมาข่มใจเกลือกจะทำอุบายประการใดการของท่านซึ่งใช้มาก็จะเสียไป ประการหนึ่งเล่าปี่นายข้าพเจ้าคิดอ่านทำการทั้งปวงหวังจะทำนุบำรุงแผ่นดินก็ยังไม่สำเร็จก่อน เล่าปี่นั้นก็ยังนอนตาไม่หลับลงเป็นปรกติ ซึ่งข้าพเจ้าจะมามีภรรยานั้นไม่ควร เหมือนหนึ่งชิงสุกก่อนห่าม คนทั้งปวงก็จะครหานินทาได้” 

            เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็คิดว่าหากจูล่งรับเอาพี่สะใภ้ของเตียวหอมไว้เป็นภรรยาแล้วจะทำให้การปกครองเมืองฮุยเอี๋ยงเป็นไปโดยราบรื่น จึงกล่าวกับจูล่งว่าก็แลเมื่อบัดนี้การปกครองเมืองก็เป็นปกติดีแล้ว ท่านจงรับเอาพี่สะใภ้ของเตียวหอมไว้เป็นภรรยาเถิด เราจะยกให้อยู่กินด้วยกันตามประเพณี

            จูล่งได้ฟังดังนั้นจึงคุกเข่าลงคำนับเล่าปี่แล้วว่าข้าพเจ้าไม่ปลงใจที่จะแต่งภรรยาในระยะนี้ ตัวข้าพเจ้ายังเป็นโสดอยู่ก็ดี แต่แผ่นดินนี้ไร้สตรีแล้วหรือจึงต้องแต่งกับหญิงหม้าย ทั้งตัวท่านเองก็ยังตั้งตัวมิได้ หากข้าพเจ้าแต่งภรรยาแล้วย่อมห่วงหน้าพะวงหลังตามวิสัยปุถุชน แม้หนักการข้างครอบครัว การของท่านก็จะเสียไป หรือหากหนักการข้างราชการ ภรรยาแลบุตรก็จะได้ความทุกข์ ถึงจะวางการทั้งสองข้างให้เสมอกันก็ยากที่จะทำการให้ดีได้ทั้งสองข้าง แล้วจะเสียทั้งการของท่านแลครอบครัวอีก ตัวข้าพเจ้าเชื่อฟังคำท่านและขงเบ้งไม่เสียดายแก่ชีวิต แต่การบัดนี้ข้าพเจ้าขออภัยท่านอย่าได้ฝืนใจข้าพเจ้าเลย

            จูล่งกล่าวดังนั้นแล้วก็ก้มหน้านิ่งอยู่ เล่าปี่ฟังคำจูล่งแล้วตื้นตันใจนัก บอกให้จูล่งลุกขึ้นแล้วว่าเมื่อเป็นเช่นนี้ก็ตามใจท่านเถิด แล้วเล่าปี่จึงสรรเสริญความกตัญญูรู้จักคิดของจูล่งเป็นอันมาก สั่งให้เบิกเสื้อผ้าและเงินทองปูนบำเหน็จความชอบจูล่งเป็นอันมาก

            ขงเบ้งเห็นดังนั้นก็มีความยินดี กล่าวกับจูล่งว่าท่านชั่งน้ำหนักการการบ้านแลการเมืองได้กระจ่างต้องใจเรานัก   

            จากนั้นเล่าปี่จึงกล่าวกับเตียวหอมว่าท่านเป็นเจ้าเมืองมาแต่ก่อนเราจะให้ท่านครองตำแหน่งต่อไป จงตั้งหน้าปฏิบัติราชการด้วยดีอย่าได้มีขาดตกบกพร่อง ทำการใดให้คำนึงถึงประโยชน์สุขของอาณาราษฎรโดยถ้วนหน้ากัน แล้วเล่าปี่จึงมอบตราสำหรับเมืองแก่เตียวหอม เตียวหอมรับคำแล้วคำนับรับเอาตราสำหรับเมืองจากเล่าปี่

            เล่าปี่จึงปรารภว่าบัดนี้เมืองฮุยเอี๋ยงขึ้นต่อเราแล้ว จะมีผู้ใดอาสายกกองทัพไปตีเมืองบุเหลงบ้าง

            เตียวหุยเคยจับสลากเสี่ยงทายพ่ายแก่จูล่งในการตีเมืองฮุยเอี๋ยง พอได้ฟังเล่าปี่ปรารภดังนั้นจึงรีบขันอาสาว่าจะขอเอาทหารสามพันยกไปตีเมืองบุเหลงให้จงได้

            ขงเบ้งจึงว่าท่านจะอาสาไปในครั้งนี้เราไม่ขัด แต่เมื่อครั้งจูล่งอาสานั้นได้ทำทัณฑ์บนไว้ว่าหากทำการไม่สำเร็จก็จะยอมรับโทษตามวินัยศึก 

            เตียวหุยได้ฟังว่าขงเบ้งอนุญาตก็มีความยินดี จึงว่าข้าพเจ้ายินดีทำทัณฑ์บนไว้กับท่านเช่นเดียวกับจูล่ง แล้วเตียวหุยจึงทำสัญญาทัณฑ์บนว่าจะอาสายกกองทัพไปตีเมืองบุเหลงและจะจับตัวกิมสวนเจ้าเมืองมามอบแก่ขงเบ้งจงได้ หากแม้นทำการไม่สำเร็จขอยอมให้ขงเบ้งตัดศีรษะเสีย

            เตียวหุยเขียนทัณฑ์บนเสร็จมอบแก่ขงเบ้งแล้วคำนับลาเล่าปี่และขงเบ้งออกมาจัดแจงทหารสามพันยกไปเมืองบุเหลงในทันที

            ฝ่ายหน่วยลาดตระเวนของเมืองบุเหลงได้ติดตามข่าวคราวความเคลื่อนไหวของกองทัพเล่าปี่ตั้งแต่ครั้งที่ยกไปตีเมืองฮุยเอี๋ยงแล้ว พอทราบว่าเตียวหุยจะยกกองทัพมาตีเมืองบุเหลงจึงรายงานความให้กิมสวนซึ่งเป็นเจ้าเมืองได้ทราบความทุกประการ

            กิมสวนทราบข่าวศึกก็ตกใจ สั่งให้ทหารกวดขันรักษาเชิงเทินและกำแพงเมืองแล้วรีบปรึกษากับบรรดาที่ปรึกษาและแม่ทัพนายกองว่าจะคิดอ่านป้องรักษาเมืองประการใด

            บรรดาที่ปรึกษาและแม่ทัพนายกองทั้งปวงได้ทราบข่าวศึกและรู้ว่าเป็นเตียวหุยยกทัพมาก็พากันเกรงฝีมือตามกิตติศัพท์ที่กวนอูขู่ไว้ และเล่าลือในกองทัพโจโฉตั้งแต่ครั้งที่  โจโฉยึดหัวเมืองฝ่ายใต้ไว้ในอำนาจ จึงพากันนิ่งอยู่

            ขงจีซึ่งเป็นที่ปรึกษาจึงว่าเมืองบุเหลงนี้เคยขึ้นต่อเมืองเกงจิ๋วมาแต่ก่อน บัดนี้แม้เล่าเปียวหาไม่แล้วแต่เล่าปี่ก็เป็นน้องเล่าเปียว แล้วเป็นเชื้อพระวงศ์พระเจ้าเหี้ยนเต้ เล่าปี่นี้มีกิตติศัพท์ว่าน้ำใจโอบอ้อมอารีเป็นที่รักของราษฎรทั้งปวง ทั้งมีสติปัญญาเป็นอันมาก และกวนอู เตียวหุย จูล่งก็เป็นทหารเอกซึ่งมีฝีมือกล้าหาญ บัดนี้เล่าปี่ได้เมืองเกงจิ๋วไว้ในอำนาจแล้ว เห็นท่านจะต่อสู้ด้วยเล่าปี่นั้นไม่ได้ ชอบที่จะยอมอ่อนน้อมแต่โดยดีจะไม่เสียประเพณีไป

            กิมสวนได้ฟังดังนั้นก็โกรธหาว่าขงจีไม่เป็นใจในราชการ ฝักใฝ่เข้าข้างข้าศึกทำให้ทหารเสียขวัญและกำลังใจ กิมสวนจึงสั่งทหารให้จับตัวขงจีเอาไปประหาร

            ที่ปรึกษาและแม่ทัพนายกองทั้งปวงเห็นดังนั้นก็ตกใจ แล้วพากันคุกเข่าขอให้กิมสวนไว้ชีวิตขงจี ด้วยว่าเป็นหน้าศึกไม่ชอบที่จะประหารขุนนางจะทำให้เหล่าทหารแลราษฎรท้อแท้ใจ

            กิมสวนเกรงใจคนทั้งนั้นจึงยกโทษให้แก่ขงจี แล้วจัดแจงทหารยกออกจากเมืองจะไปสกัดกองทัพของเตียวหุยมิให้ยกล่วงเข้ามาถึงชานเมือง

            กิมสวนยกกองทัพออกจากเมืองไประยะทางสองร้อยเส้น สวนกับกองทัพของ  เตียวหุย กิมสวนจึงให้ทหารตั้งขบวนเป็นปีกกาเตรียมรบกับเตียวหุย

            เตียวหุยยกกองทัพมาอย่างเร็วรี่หมายจะสร้างความชอบในการสงครามอย่างเดียวกับจูล่ง พอกองทัพยกพ้นเหลี่ยมเนินเขาเห็นกองทัพของกิมสวนตั้งสกัดอยู่ เตียวหุยเพ่งมองกำหนดเอาธงประจำตัวนายทัพที่จารึกว่า “กิมสวน” แม่นยำแล้วกระตุ้นเร่งฝีเท้าม้าอย่างลำพองใจ ตรงไปหากิมสวนแล้วร้องว่าตัวเราคือเตียวหุย ทหารของเล่าปี่ ใครจะกล้าบังอาจออกมารบกับเรา

            เตียวหุยร้องดังนั้นแล้วก็กวาดสายตาตลอดแนวแถวทหารของกิมสวนและจ้องไปที่กิมสวน

            บรรดาทหารของกิมสวนขยาดฝีมือของเตียวหุยไม่อยากยกออกมาสู้รบตั้งแต่ต้น ครั้นได้ยินเสียงเตียวหุยดังสนั่นและเห็นเตียวหุยมีรูปลักษณาการดังพญามัจจุราช  ต่างคนจึงต่างนิ่งอยู่ในแถวทหาร

            กิมสวนเห็นทหารทั้งปวงมีความเกรงกลัวก็โกรธจึงขี่ม้าออกไปจะรบกับเตียวหุย  แต่พอขี่ม้าเข้าไปใกล้เตียวหุยก็ตวาดเสียงดังราวอสุนีบาต กิมสวนได้ยินสียงก็ตกใจไม่คิดสู้รบชักม้าหนีจะกลับเข้าเมือง  บรรดาทหารของกิมสวนเห็นดังนั้นจึงพากันแตกหนีตามกิมสวนไป เตียวหุยเห็นดังนั้นจึงสั่งกองทัพให้ยกตามตีกองทัพกิมสวน

            ฝ่ายกิมสวนขี่ม้าหนีมาถึงประตูเมืองเห็นปิดอยู่ แลขึ้นไปบนเชิงเทินเห็นขงจี เหล่าขุนนางข้าราชการตลอดจนทหารรักษาเชิงเทินและกำแพงเมืองอยู่กันอย่างพร้อมเพรียงก็ประหลาดใจ แต่ฝืนใจร้องเรียกให้เปิดประตูเมือง

            ได้ยินเสียงขงจีร้องตอบกลับลงมาว่าเราได้เตือนท่านให้ปฏิบัติตามประเพณี  ยอมอ่อนน้อมต่อเล่าปี่เสียโดยดี  คนทั้งปวงจะไม่พลอยเดือดร้อนด้วย ท่านไม่เชื่อฟังคิดจะกบฎต่อเมืองเกงจิ๋ว บรรดาขุนนางข้าราชการแลแม่ทัพนายกอง ตลอดจนราษฎรทั้งปวงจึงพร้อมใจกันจะอ่อนน้อมต่อเล่าปี่และได้เข้าควบคุมเมืองนี้ไว้ในอำนาจสิ้นแล้ว ตัวท่านบัดนี้คือศัตรูของเมืองบุเหลงเรา

            กิมสวนได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ  เหลียวมองมาทางด้านหลังคิดจะสั่งทหารให้บุกโจมตีเมืองแต่เห็นสภาพที่ต่างคนต่างหนีมาอย่างหัวซุกหัวซุน กิมสวนก็ท้อใจเหลียวกลับไปมองขงจี ในพลันนั้นขงจีได้ยิงเกาทัณฑ์ลงมาถูกหน้าผากกิมสวนพลัดลงจากหลังม้า

            ทหารที่หนีตามกิมสวนมาเห็นดังนั้นต่างคนต่างคิดจะสร้างความชอบจึงชิงกันกรูเข้าไปตัดศีรษะกิมสวนแล้วพาไปมอบแก่เตียวหุย

            เตียวหุยยกกองทัพตามมาเห็นดังนั้นก็มีความยินดี สั่งเคลื่อนกองทัพเข้าไปประชิดเมือง แต่พอเข้าไปใกล้เห็นขงจีพาขุนนางข้าราชการแม่ทัพนายกองและราษฎรเป็นจำนวนมากออกมาจากประตูเมืองพร้อมด้วยขบวนของบรรณาการ เตียวหุยก็มีความยินดี สั่งทหารให้ปลงทัพเตรียมพร้อมไว้ แล้วขี่ม้าออกไปข้างหน้าทหารภายใต้ธงประจำตัวแม่ทัพ เรียงรอบด้วยทหารที่สนิททั้งสองข้าง.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘