ตอนที่ 292. กลวิธีผูกญาติ

 ขงเบ้งดำเนินยุทโธบายกินอ่อนก่อนกินแข็ง กำหนดแผนการเข้าตีเมืองฮุยเอี๋ยงก่อนหัวเมืองอื่น โดยมอบให้จูล่งเป็นแม่ทัพยกไปทำการ เตียวหอมเจ้าเมืองฮุยเอี๋ยงได้กิตติศัพท์ของเล่าปี่มาแต่ก่อนก็ไม่คิดต่อสู้ แต่ขัดใจทหารไม่ได้จึงให้ยกออกไปรบ พอรบแล้วเสียทีแก่จูล่งจึงยอมอ่อนน้อมแก่จูล่งแต่โดยดี

            จูล่งได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดีแล้วว่าท่านทำการตามประเพณีดังนี้ราษฎรทั้งปวงจะได้ความสุขก็เพราะท่าน ว่าแล้วจูล่งจึงให้แต่งโต๊ะเลี้ยงเตียวหอมและขุนนาง

            จูล่งได้ซักถามเกี่ยวกับความเป็นอยู่ อาชีพของชาวเมือง และกำลังทหารของเมืองฮุยเอี๋ยงตลอดจนเสบียงอาหารกับเตียวหอม เตียวหอมก็ชี้แจงรายงานแก่จูล่งทุกประการ

            ระหว่างกินโต๊ะเสพสุราอยู่นั้นเตียวหอมเห็นจูล่งสง่างามและองอาจกล้าหาญนักก็คิดจะฝากตัวกับจูล่งจึงว่า ท่านกับข้าพเจ้ามีแซ่ “เตียว” เหมือนกัน จึงใคร่ทราบว่าบ้านเดิมของท่านอยู่ที่ใด

            จูล่งจึงว่าข้าพเจ้าเป็นชาวบ้านเสียงสาน เมืองจีนเต๋ง แล้วถามเตียวหอมว่าตัวท่านเล่าบ้านเดิมอยู่ที่ใด เตียวหอมได้ยินว่าจูล่งเป็นชาวเมืองจีนเต๋งก็ดีใจ และว่าข้าพเจ้าก็เป็นชาวเมืองจีนเต๋งเช่นเดียวกับท่าน  

            จูล่งได้ยินดังนั้นก็ดีใจและเห็นเป็นทางที่จะผูกน้ำใจเตียวหอมไว้กับเล่าปี่จึงถามว่าเมื่อเราเป็นคนบ้านเดียวกันมาพบกันที่ต่างเมืองดังนี้เหมือนพี่น้อง ข้าพเจ้าขอทราบว่าท่านเกิดวันเดือนปีใด

            เตียวหอมเห็นจูล่งทอดสะพานให้เดินดังนั้นจึงบอกวันเดือนปีเกิดของตัวแก่จูล่งแล้วถามวันเดือนปีเกิดของจูล่งบ้างจูล่งก็บอกตามความจริง ปรากฏว่าจูล่งแก่กว่าเตียวหอมสี่เดือน

            เตียวหอมจึงเรียกจูล่งว่าพี่ แล้วว่าโทษของข้าพเจ้าที่แข็งข้อต่อเล่าปี่นายท่านมาแต่ก่อนนั้นขอท่านอย่าถือโทษสืบไป วันนี้ถ้าหากท่านไม่รังเกียจข้าพเจ้าจะขอเป็นพี่น้องกับท่าน ท่านจะเห็นประการใด

            จูล่งเห็นการสมความคิดก็มีความยินดี  แล้วเรียกเตียวหอมว่าน้องเรา จากนั้นจึงให้ทหารรินสุราแล้วชวนกันดื่มสุราสาบานว่านับแต่บัดนี้เป็นต้นไปจะนับถือกันเป็นพี่แลน้อง จะยึดมั่นในธรรมเนียมประเพณี และจะไม่ทอดทิ้งกัน

            จูล่งและเตียวหอมกินโต๊ะดื่มสุราสนทนากันอย่างออกรสจนถึงเวลาบ่าย เตียวหอมจึงเชิญจูล่งเข้าไปในเมือง จูล่งก็รับคำแล้วสั่งให้ทหารระมัดระวังรักษาค่ายอย่าได้ประมาท ตัวจูล่งจัดทหารที่สนิทติดตามสิบสองคนแล้วเข้าไปในเมืองพร้อมกับเตียวหอม

            จูล่งเกลี้ยกล่อมเตียวหอมเจ้าเมืองฮุยเอี๋ยงให้สวามิภักดิ์ต่อเล่าปี่ได้สำเร็จโดยที่ไม่ต้องรบให้สิ้นเปลืองชีวิตทหาร ซึ่งคัมภีร์พิชัยสงครามถือว่าเป็นชัยชนะชั้นยอด แล้วได้ดำเนินกุศโลบายผูกน้ำใจเตียวหอมให้มั่นคงต่อเล่าปี่ด้วยการสาบานเป็นพี่น้องกับเตียวหอมแล้วพากันเข้าไปในเมือง

            เตียวหอมเชิญจูล่งขึ้นว่าราชการตามประเพณีในฐานะที่เป็นแม่ทัพของเล่าปี่ จูล่งได้จัดแจงการปกครองและจัดสังกัดทหารเมืองฮุยเอี๋ยงให้ขึ้นสังกัดต่อกองทัพของเล่าปี่แล้วจึงกล่าวขอบคุณเตียวหอมและขุนนางข้าราชการทั้งปวงที่ร่วมมือร่วมใจกันทำให้บ้านเมืองเป็นปกติสุข   

            แล้วจูล่งจึงกำชับให้ขุนนางข้าราชการทั้งปวงเอาใจใส่ราชการและทุกข์สุขของราษฎร ให้ตั้งใจรับใช้ประชาชน อย่าข่มเหงประชาชน ต้องส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนมีความมั่งคั่ง เพราะเมื่อประชาชนมั่งแล้วบ้านเมืองก็จะมั่นคง ขุนนางข้าราชการทั้งปวงก็จะได้รับบำเหน็จเพิ่มขึ้นตามความดีและความชอบ ผู้ใดมีความดีความชอบก็จะเพิ่มเงินปีให้อีกหนึ่งเดือน และให้ปรับปรุงหลักเกณฑ์การพิจารณาเงินตอบแทนเป็นปีละสองครั้ง

            บรรดาขุนนางข้าราชการได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี กล่าวขอบคุณจูล่งอย่างพร้อมเพรียงกัน

            เสร็จจากว่าราชการแล้วเตียวหอมจึงเชิญจูล่งไปกินโต๊ะที่จวน จูล่งก็รับคำแล้วไปกินโต๊ะที่จวนของเตียวหอม

            เตียวหอมชวนจูล่งกินโต๊ะเสพสุรากันจนถึงเวลาค่ำ จึงสั่งคนรับใช้ให้ตามโคมไฟในจวนจนสว่างไสว พอสนทนาเสพสุรากันอีกครู่หนึ่ง เตียวหอมจึงให้คนรับใช้เชิญพี่สะใภ้ออกมาคำนับจูล่ง

            จูล่งไม่ทันตั้งตัวเห็นหญิงรูปงามแต่งตัวมีสง่าราศีออกมาคำนับก็ตกใจ ถามเตียวหอมว่าสตรีนางนี้มีนามใด และเกี่ยวข้องสถานใดกับท่านหรือ

            เตียวหอมเห็นจูล่งมีอาการตกใจดังนั้นจึงหัวเราะ แล้วว่าท่านต่อสู้กับทหารโจโฉนับร้อยหมื่นโดยไม่สะทกสะท้าน ไฉนจึงตื่นตกใจเพราะสตรีเล่า แล้วว่า “หญิงนี้ชื่อนางฮวนซี เป็นภรรยาเตียวหับพี่ข้าพเจ้า บัดนี้เตียวหับตายเสียแล้ว”

            จูล่งได้ฟังดังนั้นก็กล่าวด้วยความไม่พอใจว่า ก็แลเมื่อนางเป็นภรรยาพี่ชายของท่านก็เหมือนเป็นพี่สะใภ้ของข้าพเจ้าด้วย ท่านให้พี่มาคำนับน้องไม่ชอบด้วยธรรมเนียม จากนั้นจูล่งจึงลุกขึ้นคำนับนางฮวนซี แล้วขออภัยนางฮวนซีที่มิได้ลุกขึ้นคำนับก่อน

            จูล่งได้กล่าวกับนางฮวนซีต่อไปว่าเวลานี้ค่ำแล้วไม่สมควรที่ท่านจะอยู่ร่วมในโต๊ะสุรา ท่านจงกลับเข้าไปเสียเถิด

            นางฮวนซีได้ฟังดังนั้นจึงลากลับเข้าไปข้างใน

            เตียวหอมจึงกล่าวกับจูล่งต่อไปว่า นางฮวนซีเป็นภรรยาเตียวหับพี่ชายข้าพเจ้าก็จริงอยู่ แต่เตียวหับตายไปกว่าสามปีแล้ว นางจึงเป็นหม้ายแต่ยังสาวได้ความทุกข์   ทรมานนัก ข้าพเจ้าจึงว่ากล่าวให้นางแต่งสามีใหม่ แต่นางตั้งเงื่อนไขไว้เป็นสี่ประการคือชายนั้นต้องรูปลักษณ์องอาจสง่างามหนึ่ง มีสติปัญญาแกล้วกล้าหนึ่ง มีฝีมือลือชาปรากฏเกริกก้องหนึ่ง  และต้องมีแซ่เตียวเหมือนกับสามีเก่าอีกหนึ่ง หากแม้นชายใดมีคุณสมบัติครบสี่ประการดังนี้แล้วนางจึงจะพร้อมใจแต่งเป็นสามี

            จูล่งฟังความคิดของเตียวหอมดังนั้นก็ยิ่งไม่พอใจ รังเกียจว่าผิดขนบธรรมเนียม  จึงนั่งนิ่งขบฟันอยู่

            เตียวหอมเห็นอาการจูล่งก็สำคัญว่าจูล่งขบคิดด้วยความสนใจในตัวนางฮวนซีจึงกล่าวต่อไปว่าข้าพเจ้าได้พิเคราะห์แล้วเห็นท่านมีคุณสมบัติครบทั้งสี่ประการ  แล้วตัวท่านก็ยังครองความเป็นโสดอยู่ ข้าพเจ้าจึงให้เชิญนางออกมาคำนับหวังจะยกนางให้เป็นภรรยาท่าน

            จูล่งฟังคำเตียวหอมสิ้นคำก็โกรธสุดขีด ขว้างจอกสุราลงกับพื้นแล้วตวาดใส่เตียวหอมว่าท่านกับข้าพเจ้านับถือเป็นพี่น้องกัน นางฮวนซีจึงเป็นเสมือนหนึ่งพี่สะใภ้ของข้าพเจ้าด้วย ท่านคิดจะให้น้องแต่งกับพี่สะใภ้ไม่ชอบด้วยขนบธรรมเนียม ข้าพเจ้าไม่ต้องการได้ยินอีกต่อไป ว่าแล้วจูล่งก็ลุกขึ้นยืนทำท่าจะกลับออกไป

            เตียวหอมเห็นดังนั้นก็เกิดความละอายใจ แต่แทนที่จะสำนึกผิดกลับคิดสังหารจูล่งเสียเพื่อปกปิดความผิดของตัว คิดดังนั้นแล้วเตียวหอมจึงพยักหน้าให้สัญญาณแก่ทหารประจำจวนให้ทำร้ายจูล่ง

            ทหารประจำจวนที่อยู่ด้านในห้าคนเห็นเห็นเตียวหอมให้สัญญาณดังนั้นจึงร้องบอกพรรคพวกที่ด้านนอกอีกกว่ายี่สิบคนให้เข้ามาช่วยกัน ส่วนทหารห้าคนนั้นก็ชักกระบี่วิ่งเข้ามาจะทำร้ายจูล่ง

            จูล่งเห็นดังนั้นจึงจู่โจมเข้าประชิดตัวเตียวหอม เอามือข้างซ้ายรวบตัวเตียวหอมไว้  มือข้างขวาชักกระบี่แชฮ้งเกี้ยม ประกายสีเขียวครามปรากฎขึ้นวาบหนึ่ง กระบี่แชฮ้งเกี้ยม กรีดฝ่าอากาศฟาดกระบี่ของทหารเตียวหอมที่บุกมาด้านหน้าสามคนขาดสะบั้นร่วงลงกับพื้น แล้วจูล่งจึงเอี้ยวตัวมาทางด้านหลังฟาดกระบี่แชฮ้งเกี้ยมไปอีกคราหนึ่ง เสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดดังขึ้น ทหารเตียวหอมที่จู่โจมทางด้านหลังล้มลงกับพื้นขาดใจตาย เลือดที่ลำคอพุ่งสาดกระจายไปทั่วห้อง

            จูล่งโกรธแค้นเตียวหอมเป็นอันมาก จึงผลักเตียวหอมล้มคว่ำทับทหารสองคนที่ตายอยู่กับพื้น ทหารเตียวหอมที่เหลือเห็นฝีมือจูล่งปราดเปรียวว่องไวเฉียบขาดนักก็พากันวิ่งหนี

            จูล่งผลักเตียวหอมล้มคว่ำลงแล้วจึงถือกระบี่เดินออกจากจวน เรียกทหารที่ติดตามและรออยู่ที่ด้านนอกให้ขี้นม้าแล้วพากันกลับไปค่าย

            ฝ่ายเตียวหอมครั้นจูล่งกลับไปแล้วจึงเรียกตันเอ๋งและเปาหลงมาปรึกษาว่าจูล่งนี้หยาบช้านัก เราให้ความนับถือเชิญมากินโต๊ะที่จวนกลับเมาสุราแล้วลวนลามพี่สะใภ้ของเรา  เราว่ากล่าวห้ามปรามก็ไม่ฟังยังทำร้ายเราแล้วหนีไป เรามีความอัปยศนักจึงคิดที่จะยกทหารไปรบกับจูล่ง แต่วิตกด้วยจูล่งมีฝีมือกล้าแข็งเกรงว่าจะสู้มิได้ ท่านจะเห็นประการใด

            ตันเอ๋งและเปาหลงไม่ทราบความ ครั้นได้ฟังเตียวหอมก็เชื่อว่าเป็นความจริงจึงโกรธแค้นแทนนาย แล้วว่าการจะต่อสู้กับจูล่งซึ่งหน้าเห็นขัดสน ข้าพเจ้าขออาสาทำกลอุบายพาทหารห้าร้อยทำทีขอเข้าด้วยจูล่ง แล้วท่านยกทหารตามไป เมื่อจูล่งออกมารบกับท่านระวังแต่ข้างหน้า ข้าพเจ้าและทหารจะช่วยกับจับตัวจูล่งฆ่าเสีย

            เตียวหอมได้ฟังดังนั้นก็เห็นชอบ จัดทหารให้ตันเอ๋งและเปาหลงยกไปที่ค่ายของจูล่ง

            ฝ่ายจูล่งกลับมาถึงค่ายยังไม่ทันได้เปลี่ยนเสื้อผ้า ทหารรักษาการณ์ก็เข้ามารายงานว่าตันเอ๋งและเปาหลงทหารของเตียวหอมพาทหารห้าร้อยจะมาขอสวามิภักดิ์อยู่ด้วยท่าน 

            จูล่งฟังรายงานแล้วคิดว่าเพิ่งเกิดเรื่องที่จวนของเตียวหอมคนทั้งปวงยังไม่ทราบความ ไฉนทหารเตียวหอมจะมาขอออกแก่เราทั้ง ๆ ที่เวลากลางวันวันนี้ก็เป็นปกติดีอยู่ ชะรอยเตียวหอมจะทำกลอุบายคิดทำร้ายเรา

            จูล่งคิดดังนั้นแล้วจึงให้ทหารไปเชิญตันเอ๋งและเปาหลงเข้ามาข้างในค่าย ส่วนทหารที่ติดตามมาให้รออยู่ข้างนอกค่าย แล้วสั่งว่าเมื่อตันเอ๋งและเปาหลงเข้ามาข้างในแล้วให้จับทหารของตันเอ๋งและเปาหลงควบคุมไว้จงสิ้น จากนั้นให้ไต่สวนว่าที่ยกมาทั้งนี้ดีแลร้ายประการใด

            ทหารรักษาการณ์รับคำสั่งแล้วคำนับลาจูล่งออกไปจัดแจงตามคำสั่งของจูล่งทุกประการ ครู่หนึ่งก็มีทหารพาตันเอ๋งและเปาหลงเข้ามาพบ จูล่งทำเป็นยินดีแล้วถามว่าพวกท่านมาในเวลาค่ำคืนเพราะเหตุใดหรือ

            ตันเอ๋งและเปาหลงจึงว่าข้าพเจ้าทราบว่าเตียวหอมทำให้ท่านขัดเคืองเป็นความผิดใหญ่หลวง หากจะอยู่กับเตียวหอมต่อไปก็จะได้รับอันตราย จึงพร้อมใจพากันมาขออยู่รับใช้เป็นบ่าวของท่านจะได้มีความสุขสืบไป

            จูล่งได้ฟังนั้นก็มั่นใจว่าที่คาดคิดไว้นั้นถูกต้อง สองนายทหารของเตียวหอมมาครั้งนี้เป็นอุบายของเตียวหอมใช้มาเป็นมั่นคง จึงว่าเตียวหอมไม่ตั้งอยู่ในประเพณีที่ชอบ ท่านปลีกตัวแยกมาดังนี้ก็จะไม่มีอันตราย ว่าแล้วสั่งทหารให้แต่งโต๊ะเลี้ยงสุรา จูล่งชวนสองนายทหารของเตียวหอมเสพสุราจอกแล้วจอกเล่า ตันเอ๋งและเปาหลงไม่ทันระวังตัวสำคัญว่าจูล่งหลงกลจึงดื่มสุราจนเมาเหลือกำลังแล้วหลับไป จูล่งจึงให้ทหารจับสองนายทหารของเตียวหอมมัดไว้

            ฝ่ายทหารรักษาการณ์รับคำสั่งของจูล่งแล้วพาพรรคพวกจับทหารที่ติดตามมากับตันเอ๋งและเปาหลงไว้จนหมดสิ้น พอซักถามก็ได้ความว่าตรงกันว่ามาตามอุบายเพื่อจะจับจูล่ง

            จูล่งทราบความชัดแล้วจึงให้เอาตัวตันเอ๋งและเปาหลงไปตัดศีรษะ แล้วเกลี้ยกล่อมทหารของตันเอ๋งว่าเตียวหอมทำผิดประเพณีแล้วยังคิดทำร้ายเราอีก เราคิดจะยกกองทัพเข้าตีเมืองจับตัวเตียวหอมฆ่าเสียแต่เกรงว่าราษฎรซึ่งไม่รู้ความจะพลอยเดือดร้อนด้วย หากพวกท่านเห็นแก่ความสงบสุขช่วยว่ากล่าวให้ทหารรักษาประตูเมืองเปิดประตูรับกองทัพของเราเข้าไปโดยดี เราก็จะปล่อยพวกท่านกลับไป หากแม้นขัดขืนอยู่ก็จำเป็นต้องประหารเสียให้สิ้น หรือถ้าเราปล่อยตัวกลับไปแล้วบิดพลิ้วเสียเราก็จำต้องยกกองทัพเข้าตี เมื่อเข้าเมืองแล้วก็จะฆ่าฟันเสียทั้งครอบครัว พวกท่านจะทำตามคำเราได้หรือไม่.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘