ตอนที่ 291. กินอ่อนก่อนกินแข็ง
หลังจากยึดเมืองเกงจิ๋ว เมืองลำกุ๋น และเมืองซงหยงไว้ในอำนาจแล้ว เป้าหมายการขยายอำนาจของเล่าปี่ต่อไปคือยึดสี่หัวเมืองที่เคยขึ้นต่อเมืองเกงจิ๋วได้แก่เมือง เลงเหลง เมืองบุเหลง เมืองเตียงสา และเมืองฮุยเอี๋ยง ครั้นให้เล่าปี่ยกกองทัพไปยึดเมืองเลงเหลงได้สำเร็จและจัดแจงการปกครองเป็นปกติแล้วจึงดำริที่จะยกไปยึดอีกสามหัวเมืองที่เหลือ
เล่าปี่จึงปรึกษาขงเบ้งว่าเมื่อครั้งที่เชิญม้าเลี้ยงเข้ารับราชการนั้นม้าเลี้ยงได้เสนอให้ยึดเมืองเลงเหลง เมืองบุเหลง เมืองเตียงสา และเมืองฮุยเอี๋ยง โดยลำดับไป บัดนี้ยึดเมืองเลงเหลงได้แล้วจะยกไปตีเมืองบุเหลงตามที่ม้าเลี้ยงได้เสนอไว้เดิม หรือว่าท่านจะเห็นเป็นประการใด
ขงเบ้งจึงว่าเมืองบุเหลงนั้นอยู่ที่ใกล้จะยึดเอาเมื่อใดก็ได้ เมืองเตียงสาอยู่ถัดไปแต่เข้มแข็งกว่าหัวเมืองใดในสี่หัวเมืองนี้ ส่วนเมืองฮุยเอี๋ยงอยู่ไกลออกไปแต่อ่อนแอ กว่าหัวเมืองอื่น มีอันตรายที่ซุนกวนและโจโฉอาจยกกองทัพมายึดเอาไปได้ ถ้าหากเมืองฮุยเอี๋ยงตกแก่ซุนกวนหรือโจโฉแล้วเรายกไปภายหลังจะได้ยากลำบากแก่ทหาร จึงชอบที่จะยึดเอาเมืองฮุยเอี๋ยงให้ได้ก่อนเป็นการกินอ่อนก่อนกินแข็ง จากนั้นจึงค่อยยึดเมืองบุเหลงเห็นจะได้โดยง่าย หลังจากยึดได้สองเมืองนี้แล้วเมืองเตียงสาก็เหมือนอยู่ในเงื้อมมือเรา แลบัดนี้โจโฉแตกทัพยกกลับไปเมืองหลวง จิวยี่ก็เลิกทัพกลับไปเมืองกังตั๋งแล้ว จึงสิ้นที่ห่วงหน้าพะวงหลัง ท่านจงรีบยึดสามหัวเมืองนี้เถิด
เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็เห็นด้วยจึงถามบรรดาแม่ทัพนายกองทั้งปวงว่าจะมีผู้ใดขันอาสายกกองทัพไปตีเมืองฮุยเอี๋ยงบ้าง
จูล่งได้ยินคำเล่าปี่ดังนั้นจึงขออาสาเป็นแม่ทัพยกไปตีเมืองฮุยเอี๋ยง เตียวหุยเห็นจูล่งอาสาก็ขออาสาบ้าง จูล่งในฐานะที่ขออาสาก่อนก็ไม่ยอม เตียวหุยแม้ขออาสาทีหลังแต่ดึงดันที่จะนำทัพไปให้จงได้
เล่าปี่เห็นสองขุนพลแย่งอาสากันดังนั้นก็หัวเราะ แล้วถามขงเบ้งว่าท่านจะตัดสินอย่างไร
ขงเบ้งจึงว่าการยกไปตีเมืองฮุยเอี๋ยงครั้งนี้จูล่งได้ขออาสาก่อนจึงชอบที่จะให้จูล่งเป็นแม่ทัพยกไปทำการ
เตียวหุยเห็นขงเบ้งตัดสินดังนั้นก็เกี่ยงว่าไม่มีพระอัยการศึกหรือกติกาใดกำหนดให้ผู้อาสาก่อนได้เป็นแม่ทัพ และหากจะถือก่อนหลังเป็นสำคัญแล้วข้าพเจ้าย่อมมีสิทธิที่จะยกไปก่อนเพราะข้าพเจ้ามาอยู่กับเล่าปี่ก่อน ว่าแล้วเตียวหุยก็หัวเราะร่วนเหมือนเด็ก ๆ ที่เข้าใจว่าได้ทำอะไรที่ฉลาดกว่าผู้ใหญ่
ขงเบ้งได้ฟังคำเตียวหุยก็เห็นว่ามีเหตุผลและเมื่อเห็นอาการของเตียวหุยที่คะนองนักขงเบ้งก็หัวเราะ เล่าปี่เห็นดังนั้นก็หัวเราะตาม บรรดาคนทั้งปวงก็พากันหัวเราะเป็นที่ครื้นเครง
เมื่อขงเบ้งเห็นสองขุนพลเกี่ยงแย่งกันจะยกไปตีเมืองฮุยเอี๋ยงและไม่ยอมลงแก่กันดังนั้นจึงถามว่าถ้าเช่นนั้นข้าพเจ้าจะให้จับสลากเสี่ยงทายพวกท่านจะตกลงหรือไม่
เตียวหุยรักความสนุกสนานจึงตอบตกลงก่อน จูล่งเห็นดังนั้นก็ตกลงตาม
ขงเบ้งจึงทำสลากสองใบแล้วถามว่าใครจะหยิบสลากก่อน เตียวหุยเกรงว่าขงเบ้งคิดอุบายช่วยจูล่งให้ได้ยกไปก่อนจึงขอจับสลากก่อน ขงเบ้งรู้ทีเตียวหุยจึงแสร้งทำเป็นอิดเอื้อนอยู่ครู่หนึ่ง และในที่สุดก็ยอมให้เตียวหุยเป็นผู้จับสลากก่อน
เตียวหุยจับสลากแล้วเปิดออกดูปรากฎว่าเป็นสลากเปล่า ขงเบ้งจึงแสร้งว่าเมื่อเตียวหุยจับได้สลากเปล่าก็แสดงว่าสลากอีกใบหนึ่งระบุว่าให้เป็นแม่ทัพยกไปก่อน จูล่งจึงไม่จำเป็นต้องจับสลากแล้ว
เตียวหุยได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะ แล้วว่าขงเบ้งท่านเล่นลูกไม้ตื้น ๆ ลวงข้าพเจ้า ท่านเขียนสลากเปล่าทั้งสองใบเพราะคาดว่าข้าพเจ้าต้องขอจับสลากก่อน ดังนั้นไม่ว่าข้าพเจ้าจับสลากใบไหนก็จะได้ใบที่ว่างเปล่า แล้วท่านก็จะให้จูล่งเป็นฝ่ายชนะ
เตียวหุยกล่าวดังนั้นแล้วก็หัวเราะ เล่าปี่และแม่ทัพนายกองทั้งปวงก็พากันหัวเราะตามแล้วมองเตียวหุยซึ่งกำลังหยิบสลากอีกใบหนึ่งออกเปิดดูเพื่อพิสูจน์ความจริง
แต่พอเห็นเนื้อความในสลากเสียงหัวเราะของเตียวหุยก็พลันหยุดลง เตียวหุยร้องคำว่า “หา!” แล้วชะงักไปครู่หนึ่ง ในขณะที่สายตาของทุกคนจ้องดูที่สลากนั้น
เตียวหุยมีท่าทีละอายแล้วค่อยอ่านสลากอย่างช้า ๆ ว่า “ไปก่อน”
ขงเบ้งหัวเราะขึ้นบ้างในขณะที่ในมือโบกพัดขนนกไปมาแต่เบา ๆ แล้วว่า เตียวหุยระแวงเกินไป อันคนเรานั้นบางครั้งก็สำคัญผิดคิดว่าความจริงกับสิ่งที่คาดคิดเป็นอย่างเดียวกัน ทั้ง ๆ ที่รู้ดีอยู่แก่ใจว่าหาใช่อย่างเดียวกันไม่ ท่านทำการศึกในวันข้างหน้าอย่าได้ลืมเหตุการณ์ในวันนี้เป็นอันขาด แล้วขงเบ้งจึงสั่งให้จูล่งเป็นแม่ทัพยกทหารสามพันไปตีเมืองฮุยเอี๋ยง แต่ให้ทำทัณฑ์บนว่าถ้าทำการไม่สำเร็จก็ยินยอมรับโทษตามวินัยทัพ
เตียวหุยคำนับขอบคุณขงเบ้งที่แนะนำตักเตือน ส่วนจูล่งทำทัณฑ์บนแล้วคำนับลาเล่าปี่และขงเบ้งออกไปจัดแจงทหารสามพันยกออกจากเมืองเกงจิ๋ว
พอกองทัพของจูล่งยกไปใกล้จะถึงแดนเมืองฮุยเอี๋ยง หน่วยลาดตระเวนของเมืองฮุยเอี๋ยงก็ทราบข่าวจึงนำความไปรายงานให้เตียวหอมผู้เป็นเจ้าเมืองทราบ
เตียวหอมจึงปรึกษากับที่ปรึกษาและแม่ทัพนายกองทั้งปวงว่าจะคิดอ่านประการใด บรรดาที่ปรึกษาและคนทั้งปวงได้ฟังคำปรึกษาแล้วพากันนิ่งอยู่ ครู่หนึ่งก็มีนายทหารหนุ่มสองคนก้าวออกไปข้างหน้าแล้วกล่าวกับเตียวหอมว่าข้าพเจ้าชื่อตันเอ๋งและเปาหลงเป็นนายทหารรักษาความสงบภายในเมืองขออาสาเอาทหารสามพันยกไปต่อสู้ด้วยทหารเล่าปี่และจะจับตัวจูล่งมามอบแก่ท่านจงได้ แล้วว่าจูล่งทหารเล่าปี่นั้นมีฝีมือพอประมาณดอก ท่านอย่าปรารมภ์เลย ข้าพเจ้าจะมิให้อันตรายย่างกรายมาถึงเมืองเราเป็นอันขาด
เตียวหอมได้ยินดังนั้นก็จ้องหน้าสองนายทหารแล้วว่า “ท่านอย่าดูหมิ่นเล่าปี่ อันเล่าปี่นั้นเป็นเชื้อพระวงศ์พระเจ้าเหี้ยนเต้ มีสติปัญญาสัตย์ซื่อเป็นอันมาก ทั้งกวนอู เตียวหุยซึ่งมีฝีมือกล้าแข็งเป็นทหารเอก บัดนี้เล่าปี่ให้จูล่งนายทหารยกกองทัพมาจะตีเอาเมืองเรา อันจูล่งนั้นมีกำลังกล้าหาญนัก ครั้งโจโฉคุมทหารประมาณร้อยหมื่นมา ณ ทุ่งเตียงปันโบ๋ จูล่งรบพุ่งหักหาญเข้าออกรวดเร็วเหมือนหนึ่งที่เปล่าอันหาทหารมิได้ ซึ่งท่านยังบังอาจจะไปต่อสู้นั้นไม่ได้ ทั้งทหารเราก็น้อย เราจะคิดอ่านอ่อนน้อมจึงจะมีความสุขสืบไป”
ตันเอ๋งและเพื่อนนายทหารหนุ่มได้ฟังคำเจ้าเมืองไม่คิดต่อสู้ เอ่ยความสรรเสริญข้าศึกปานนั้นก็เสียกำลังใจ แต่ด้วยวิสัยคนหนุ่มไม่เกรงความเสี่ยงจึงดึงดันขันอาสาต่อไปว่าอันข้าศึกยกมาทั้งนี้กำลังฝีมือประการใดยังไม่ประจักษ์ ชอบที่จะลองกำลังให้เห็นแจ้งก่อน หากต่อสู้มิได้แล้วค่อยอ่อนน้อมก็ไม่สายเกินไป แต่ถ้าหากกำจัดข้าศึกได้เมืองเราก็จะไม่เป็นอันตราย ขอท่านเจ้าเมืองให้โอกาสแก่ข้าพจ้าทั้งสองออกไปทดลองกำลังศึกสักครั้งหนึ่ง
เตียวหอมถูกเซ้าซี้ดังนั้นก็ขัดไม่ได้ ทั้งเห็นว่าหากทดลองกำลังข้าศึกแล้วต่อสู้มิได้ค่อยยอมอ่อนน้อมในภายหลังก็มีเหตุผลคุ้มแก่ความเสี่ยง ดังนั้นเตียวหอมจึงอนุญาตให้ตันเอ๋งและเปาหลงคุมทหารสามพันยกออกไปรบกับกองทัพของเล่าปี่
ตันเอ๋งและเปาหลงได้รับคำสั่งของเจ้าเมืองก็มีความยินดี คำนับลาออกมาจัดแจงทหารสามพันแล้วยกออกไปที่หน้าค่ายของจูล่ง
จูล่งพอทราบว่าทหารเมืองฮุยเอี๋ยงยกออกมาจากเมือง จึงจัดแจงทหารพันหนึ่งแล้วขี่ม้าถือทวนพาทหารออกจากค่าย สั่งทหารในค่ายว่าให้เตรียมพร้อมไว้ถ้าหากมีทหารเมืองฮุยเอี๋ยงยกหนุนมาอีกก็ให้ยกออกไปตีกระหนาบ
จูล่งยกทหารออกไปเผชิญหน้ากับทหารเมืองฮุยเอี๋ยง ขับม้าออกไปหน้าทหารแล้วประกาศก้องว่าตัวเราชื่อจูล่งชาวเสียงสานเป็นทหารของเล่าปี่ แลเล่าปี่นั้นเป็นเชื้อพระวงศ์พระเจ้าเหี้ยนเต้และเป็นน้องของเล่าเปียว บัดนี้เล่าเปียวตายแล้วเล่าปี่จึงทำนุบำรุงเล่ากี๋ผู้บุตรของเล่าเปียวให้สืบอำนาจของเล่าเปียว เมืองฮุยเอี๋ยงนี้เป็นเมืองของเล่าเปียวขึ้นต่อเมืองเกงจิ๋วมาแต่ก่อน มาตั้งแข็งเมืองเป็นกบฎต่อเจ้าหามีความกตัญญูไม่ เล่าปี่จึงให้เรามาปราบปราม หากไม่อ่อนน้อมยอมจำนนโดยดีเราก็จำใจต้องสังหารเสียให้สิ้น
ตันเอ๋งได้ฟังดังนั้นจึงชักม้าออกไปข้างหน้าทหารแล้วว่าไฉนท่านจึงกล่าวความเอาแต่ได้หาชอบไม่ เมืองฮุยเอี๋ยงนี้เคยขึ้นต่อเมืองเกงจิ๋วก็จริงอยู่ แต่เมื่อโจโฉยกกองทัพมานั้นเล่าจ๋องยกเมืองเกงจิ๋วให้แก่โจโฉแล้วเมืองฮุยเอี๋ยงจึงเป็นของโจโฉหาใช่ของเล่าเปียวอีกต่อไปไม่ ขณะนี้โจโฉเสียทีแก่จิวยี่หนีกลับไปเมืองหลวงแล้วเมืองฮุยเอี๋ยงจึงเป็นสิทธิแก่นายเรา ท่านยกกองทัพมารุกรานเมืองเราไม่ชอบด้วยธรรม จงยกกองทัพกลับไปแต่โดยดี หาไม่แล้วจะสิ้นชีวิตเป็นมั่นคง
ทั้งสองฝ่ายตอบโต้กันตามธรรมเนียมการรบแบบจีนในยุคนั้นแล้วจูล่งและตันเอ๋งจึงขี่ม้าออกไปในลานรบ ชักม้าเข้าประเพลงทวนกันท่ามกลางเสียงกลองศึกและเสียงโห่ร้องของทหารทั้งสองฝ่าย
พอประทวนกันได้เพียงห้าเพลงตันเอ๋งก็รู้ตัวว่าหาใช่คู่มือที่จะต่อสู้กับจูล่งไม่ เพราะประทวนกันแต่ละทีตันเอ๋งก็สะท้านไปทั้งตัว ลำแขนที่ถือทวนคล้ายกับจะร้าวเห็นว่าขืนต่อสู้ต่อไปหากไม่ตายก็คงถูกจับ คิดดังนั้นแล้วตันเอ๋งจึงชักม้าผละหนีไปดื้อๆ
จูล่งประทวนด้วยตันเอ๋งในเพลงแรกก็รู้กำลังศึก แต่เห็นตันเอ๋งยังหนุ่มแก่ความนักจะฆ่าเสียก็สงสารจึงคิดจะจับเป็น จูล่งคาดว่าตันเอ๋งคงหาจังหวะหนีจึงเขม้นจ้องคอยทีอยู่ พอเห็นตันเอ๋งชักม้าหันหลังกลับจะหนีออกจากลานรบจูล่งจึงกระตุ้นเร่งฝีเท้าม้าพุ่งเข้าไปที่ด้านหลังของตันเอ๋ง แล้วรวบตัวจับเป็นตันเอ๋งได้บนหลังม้านั้น
ทหารของตันเอ๋งเห็นดังนั้นจึงพากันแตกหนีไปสิ้น จูล่งจึงให้ทหารมัดตันเอ๋งแล้วพากลับมาที่ค่าย
พอมาถึงค่ายแล้วจูล่งจึงให้แก้มัดตันเอ๋งแล้วเกลี้ยกล่อมว่าเล่าปี่นายเรามีน้ำใจเมตตาต่อคนทั้งปวง กำชับเรามิให้ทำอันตรายต่อทหารและชาวเมือง เราจึงออมกำลังไว้ไม่ฆ่าท่านเสีย บัดนี้ท่านอยู่ในเงื้อมมือเราแต่เราจะไม่ฆ่าท่านตามคำสั่งของเล่าปี่ แล้วจะปล่อยตัวท่านกลับไปให้เจรจาว่ากล่าวกับเตียวหอมให้ยอมอ่อนน้อมแต่โดยดี เล่าปี่ก็จะทำนุบำรุงให้มีความสุขสืบไป ราษฎรทั้งปวงจะไม่ต้องพลอยเดือดร้อนด้วย แต่ถ้าเตียวหอมยังขัดขืนอยู่เราก็จำต้องยกเข้าตีเอา เมื่อเข้าเมืองได้แล้วจะฆ่าฟันเสียทั้งครอบครัวฐานเป็นกบฎตามประเพณีการสงคราม ท่านจะมีความเห็นประการใด
ตันเอ๋งได้ฟังคำจูล่งก็แจ้งว่าที่รอดตายมาได้นั้นเพราะจูล่งออมมือให้ก็คิดถึงคุณของจูล่ง และรู้ดีว่าน้ำใจเตียวหอมผู้เป็นเจ้าเมืองนั้นใคร่อ่อนน้อมต่อเล่าปี่อยู่แล้ว จึงกล่าวว่าพระคุณซึ่งท่านไว้ชีวิตแก่ข้าพเจ้าครั้งนี้ข้าพเจ้าไม่มีวันลืมเลย ข้าพเจ้าขออาสาไปว่ากล่าวให้เตียวหอมยอมอ่อนน้อมแต่โดยดีเพื่อทดแทนพระคุณท่าน
จูล่งได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี สั่งทหารให้แต่งโต๊ะเลี้ยงตันเอ๋ง ครั้นกินโต๊ะเสร็จแล้วจูล่งจึงออกมาส่งตันเอ๋งกลับ
ตันเอ๋งคำนับจูล่งแล้วรีบขี่ม้ากลับเข้าไปในเมือง นำความซึ่งได้เจรจากับจูล่งเล่าให้เตียวหอมฟังทุกประการ แล้วว่าเล่าปี่นี้มีน้ำใจโอบอ้อมอารีนัก ท่านสวามิภักดิ์แล้วจะได้ความสุขเหมือนแต่ก่อน
เตียวหอมได้ฟังดังนั้นจึงต่อว่าตันเอ๋งว่าเราได้ตักเตือนท่านก่อนแล้วว่าจูล่งมีฝีมือเข้มแข็งกล้าหาญนักท่านก็ไม่ฟัง ขืนดึงดันจะต่อสู้กับจูล่งจึงเสียทีได้รับความอัปยศมาดังนี้
ตันเอ๋งฟังคำตำหนิของเตียวหอมโดยดุษณี เตียวหอมเห็นดังนั้นจึงสั่งกรมเมืองให้แต่งเครื่องบรรณาการและจัดแจงตราสำหรับเมืองไว้ให้พร้อม พอรุ่งเช้าจึงพาขุนนางข้าราชการและทหารสามสิบคนพร้อมกับตราสำหรับเมืองและของบรรณาการทั้งปวงออกจากเมืองไปหาจูล่งที่ค่าย
จูล่งทราบว่าเตียวหอมมาอ่อนน้อมก็มีความยินดี ให้ทหารเชิญเตียวหอมและขุนนางเข้ามาในค่าย ส่วนพวกทหารที่ตามมาให้รออยู่ที่ข้างนอก
เตียวหอมคำนับจูล่งตามประเพณีแล้วมอบตราสำหรับที่และของบรรณาการทั้งปวงแก่จูล่ง แล้วว่าเมืองฮุยเอี๋ยงนี้ขึ้นกับเมืองเกงจิ๋วมาแต่ก่อน เล่าเปียวตายแล้วต่อมาจึงตกแก่โจโฉ บัดนี้เล่าปี่น้องของเล่าเปียวได้ครองเมืองเกงจิ๋วแล้ว ข้าพเจ้าจึงมาขอออกแก่เล่าปี่เหมือนแต่ก่อน ที่แข็งขืนอยู่ก่อนนั้นท่านจงงดโทษเสียเถิด.
เล่าปี่จึงปรึกษาขงเบ้งว่าเมื่อครั้งที่เชิญม้าเลี้ยงเข้ารับราชการนั้นม้าเลี้ยงได้เสนอให้ยึดเมืองเลงเหลง เมืองบุเหลง เมืองเตียงสา และเมืองฮุยเอี๋ยง โดยลำดับไป บัดนี้ยึดเมืองเลงเหลงได้แล้วจะยกไปตีเมืองบุเหลงตามที่ม้าเลี้ยงได้เสนอไว้เดิม หรือว่าท่านจะเห็นเป็นประการใด
ขงเบ้งจึงว่าเมืองบุเหลงนั้นอยู่ที่ใกล้จะยึดเอาเมื่อใดก็ได้ เมืองเตียงสาอยู่ถัดไปแต่เข้มแข็งกว่าหัวเมืองใดในสี่หัวเมืองนี้ ส่วนเมืองฮุยเอี๋ยงอยู่ไกลออกไปแต่อ่อนแอ กว่าหัวเมืองอื่น มีอันตรายที่ซุนกวนและโจโฉอาจยกกองทัพมายึดเอาไปได้ ถ้าหากเมืองฮุยเอี๋ยงตกแก่ซุนกวนหรือโจโฉแล้วเรายกไปภายหลังจะได้ยากลำบากแก่ทหาร จึงชอบที่จะยึดเอาเมืองฮุยเอี๋ยงให้ได้ก่อนเป็นการกินอ่อนก่อนกินแข็ง จากนั้นจึงค่อยยึดเมืองบุเหลงเห็นจะได้โดยง่าย หลังจากยึดได้สองเมืองนี้แล้วเมืองเตียงสาก็เหมือนอยู่ในเงื้อมมือเรา แลบัดนี้โจโฉแตกทัพยกกลับไปเมืองหลวง จิวยี่ก็เลิกทัพกลับไปเมืองกังตั๋งแล้ว จึงสิ้นที่ห่วงหน้าพะวงหลัง ท่านจงรีบยึดสามหัวเมืองนี้เถิด
เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็เห็นด้วยจึงถามบรรดาแม่ทัพนายกองทั้งปวงว่าจะมีผู้ใดขันอาสายกกองทัพไปตีเมืองฮุยเอี๋ยงบ้าง
จูล่งได้ยินคำเล่าปี่ดังนั้นจึงขออาสาเป็นแม่ทัพยกไปตีเมืองฮุยเอี๋ยง เตียวหุยเห็นจูล่งอาสาก็ขออาสาบ้าง จูล่งในฐานะที่ขออาสาก่อนก็ไม่ยอม เตียวหุยแม้ขออาสาทีหลังแต่ดึงดันที่จะนำทัพไปให้จงได้
เล่าปี่เห็นสองขุนพลแย่งอาสากันดังนั้นก็หัวเราะ แล้วถามขงเบ้งว่าท่านจะตัดสินอย่างไร
ขงเบ้งจึงว่าการยกไปตีเมืองฮุยเอี๋ยงครั้งนี้จูล่งได้ขออาสาก่อนจึงชอบที่จะให้จูล่งเป็นแม่ทัพยกไปทำการ
เตียวหุยเห็นขงเบ้งตัดสินดังนั้นก็เกี่ยงว่าไม่มีพระอัยการศึกหรือกติกาใดกำหนดให้ผู้อาสาก่อนได้เป็นแม่ทัพ และหากจะถือก่อนหลังเป็นสำคัญแล้วข้าพเจ้าย่อมมีสิทธิที่จะยกไปก่อนเพราะข้าพเจ้ามาอยู่กับเล่าปี่ก่อน ว่าแล้วเตียวหุยก็หัวเราะร่วนเหมือนเด็ก ๆ ที่เข้าใจว่าได้ทำอะไรที่ฉลาดกว่าผู้ใหญ่
ขงเบ้งได้ฟังคำเตียวหุยก็เห็นว่ามีเหตุผลและเมื่อเห็นอาการของเตียวหุยที่คะนองนักขงเบ้งก็หัวเราะ เล่าปี่เห็นดังนั้นก็หัวเราะตาม บรรดาคนทั้งปวงก็พากันหัวเราะเป็นที่ครื้นเครง
เมื่อขงเบ้งเห็นสองขุนพลเกี่ยงแย่งกันจะยกไปตีเมืองฮุยเอี๋ยงและไม่ยอมลงแก่กันดังนั้นจึงถามว่าถ้าเช่นนั้นข้าพเจ้าจะให้จับสลากเสี่ยงทายพวกท่านจะตกลงหรือไม่
เตียวหุยรักความสนุกสนานจึงตอบตกลงก่อน จูล่งเห็นดังนั้นก็ตกลงตาม
ขงเบ้งจึงทำสลากสองใบแล้วถามว่าใครจะหยิบสลากก่อน เตียวหุยเกรงว่าขงเบ้งคิดอุบายช่วยจูล่งให้ได้ยกไปก่อนจึงขอจับสลากก่อน ขงเบ้งรู้ทีเตียวหุยจึงแสร้งทำเป็นอิดเอื้อนอยู่ครู่หนึ่ง และในที่สุดก็ยอมให้เตียวหุยเป็นผู้จับสลากก่อน
เตียวหุยจับสลากแล้วเปิดออกดูปรากฎว่าเป็นสลากเปล่า ขงเบ้งจึงแสร้งว่าเมื่อเตียวหุยจับได้สลากเปล่าก็แสดงว่าสลากอีกใบหนึ่งระบุว่าให้เป็นแม่ทัพยกไปก่อน จูล่งจึงไม่จำเป็นต้องจับสลากแล้ว
เตียวหุยได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะ แล้วว่าขงเบ้งท่านเล่นลูกไม้ตื้น ๆ ลวงข้าพเจ้า ท่านเขียนสลากเปล่าทั้งสองใบเพราะคาดว่าข้าพเจ้าต้องขอจับสลากก่อน ดังนั้นไม่ว่าข้าพเจ้าจับสลากใบไหนก็จะได้ใบที่ว่างเปล่า แล้วท่านก็จะให้จูล่งเป็นฝ่ายชนะ
เตียวหุยกล่าวดังนั้นแล้วก็หัวเราะ เล่าปี่และแม่ทัพนายกองทั้งปวงก็พากันหัวเราะตามแล้วมองเตียวหุยซึ่งกำลังหยิบสลากอีกใบหนึ่งออกเปิดดูเพื่อพิสูจน์ความจริง
แต่พอเห็นเนื้อความในสลากเสียงหัวเราะของเตียวหุยก็พลันหยุดลง เตียวหุยร้องคำว่า “หา!” แล้วชะงักไปครู่หนึ่ง ในขณะที่สายตาของทุกคนจ้องดูที่สลากนั้น
เตียวหุยมีท่าทีละอายแล้วค่อยอ่านสลากอย่างช้า ๆ ว่า “ไปก่อน”
ขงเบ้งหัวเราะขึ้นบ้างในขณะที่ในมือโบกพัดขนนกไปมาแต่เบา ๆ แล้วว่า เตียวหุยระแวงเกินไป อันคนเรานั้นบางครั้งก็สำคัญผิดคิดว่าความจริงกับสิ่งที่คาดคิดเป็นอย่างเดียวกัน ทั้ง ๆ ที่รู้ดีอยู่แก่ใจว่าหาใช่อย่างเดียวกันไม่ ท่านทำการศึกในวันข้างหน้าอย่าได้ลืมเหตุการณ์ในวันนี้เป็นอันขาด แล้วขงเบ้งจึงสั่งให้จูล่งเป็นแม่ทัพยกทหารสามพันไปตีเมืองฮุยเอี๋ยง แต่ให้ทำทัณฑ์บนว่าถ้าทำการไม่สำเร็จก็ยินยอมรับโทษตามวินัยทัพ
เตียวหุยคำนับขอบคุณขงเบ้งที่แนะนำตักเตือน ส่วนจูล่งทำทัณฑ์บนแล้วคำนับลาเล่าปี่และขงเบ้งออกไปจัดแจงทหารสามพันยกออกจากเมืองเกงจิ๋ว
พอกองทัพของจูล่งยกไปใกล้จะถึงแดนเมืองฮุยเอี๋ยง หน่วยลาดตระเวนของเมืองฮุยเอี๋ยงก็ทราบข่าวจึงนำความไปรายงานให้เตียวหอมผู้เป็นเจ้าเมืองทราบ
เตียวหอมจึงปรึกษากับที่ปรึกษาและแม่ทัพนายกองทั้งปวงว่าจะคิดอ่านประการใด บรรดาที่ปรึกษาและคนทั้งปวงได้ฟังคำปรึกษาแล้วพากันนิ่งอยู่ ครู่หนึ่งก็มีนายทหารหนุ่มสองคนก้าวออกไปข้างหน้าแล้วกล่าวกับเตียวหอมว่าข้าพเจ้าชื่อตันเอ๋งและเปาหลงเป็นนายทหารรักษาความสงบภายในเมืองขออาสาเอาทหารสามพันยกไปต่อสู้ด้วยทหารเล่าปี่และจะจับตัวจูล่งมามอบแก่ท่านจงได้ แล้วว่าจูล่งทหารเล่าปี่นั้นมีฝีมือพอประมาณดอก ท่านอย่าปรารมภ์เลย ข้าพเจ้าจะมิให้อันตรายย่างกรายมาถึงเมืองเราเป็นอันขาด
เตียวหอมได้ยินดังนั้นก็จ้องหน้าสองนายทหารแล้วว่า “ท่านอย่าดูหมิ่นเล่าปี่ อันเล่าปี่นั้นเป็นเชื้อพระวงศ์พระเจ้าเหี้ยนเต้ มีสติปัญญาสัตย์ซื่อเป็นอันมาก ทั้งกวนอู เตียวหุยซึ่งมีฝีมือกล้าแข็งเป็นทหารเอก บัดนี้เล่าปี่ให้จูล่งนายทหารยกกองทัพมาจะตีเอาเมืองเรา อันจูล่งนั้นมีกำลังกล้าหาญนัก ครั้งโจโฉคุมทหารประมาณร้อยหมื่นมา ณ ทุ่งเตียงปันโบ๋ จูล่งรบพุ่งหักหาญเข้าออกรวดเร็วเหมือนหนึ่งที่เปล่าอันหาทหารมิได้ ซึ่งท่านยังบังอาจจะไปต่อสู้นั้นไม่ได้ ทั้งทหารเราก็น้อย เราจะคิดอ่านอ่อนน้อมจึงจะมีความสุขสืบไป”
ตันเอ๋งและเพื่อนนายทหารหนุ่มได้ฟังคำเจ้าเมืองไม่คิดต่อสู้ เอ่ยความสรรเสริญข้าศึกปานนั้นก็เสียกำลังใจ แต่ด้วยวิสัยคนหนุ่มไม่เกรงความเสี่ยงจึงดึงดันขันอาสาต่อไปว่าอันข้าศึกยกมาทั้งนี้กำลังฝีมือประการใดยังไม่ประจักษ์ ชอบที่จะลองกำลังให้เห็นแจ้งก่อน หากต่อสู้มิได้แล้วค่อยอ่อนน้อมก็ไม่สายเกินไป แต่ถ้าหากกำจัดข้าศึกได้เมืองเราก็จะไม่เป็นอันตราย ขอท่านเจ้าเมืองให้โอกาสแก่ข้าพจ้าทั้งสองออกไปทดลองกำลังศึกสักครั้งหนึ่ง
เตียวหอมถูกเซ้าซี้ดังนั้นก็ขัดไม่ได้ ทั้งเห็นว่าหากทดลองกำลังข้าศึกแล้วต่อสู้มิได้ค่อยยอมอ่อนน้อมในภายหลังก็มีเหตุผลคุ้มแก่ความเสี่ยง ดังนั้นเตียวหอมจึงอนุญาตให้ตันเอ๋งและเปาหลงคุมทหารสามพันยกออกไปรบกับกองทัพของเล่าปี่
ตันเอ๋งและเปาหลงได้รับคำสั่งของเจ้าเมืองก็มีความยินดี คำนับลาออกมาจัดแจงทหารสามพันแล้วยกออกไปที่หน้าค่ายของจูล่ง
จูล่งพอทราบว่าทหารเมืองฮุยเอี๋ยงยกออกมาจากเมือง จึงจัดแจงทหารพันหนึ่งแล้วขี่ม้าถือทวนพาทหารออกจากค่าย สั่งทหารในค่ายว่าให้เตรียมพร้อมไว้ถ้าหากมีทหารเมืองฮุยเอี๋ยงยกหนุนมาอีกก็ให้ยกออกไปตีกระหนาบ
จูล่งยกทหารออกไปเผชิญหน้ากับทหารเมืองฮุยเอี๋ยง ขับม้าออกไปหน้าทหารแล้วประกาศก้องว่าตัวเราชื่อจูล่งชาวเสียงสานเป็นทหารของเล่าปี่ แลเล่าปี่นั้นเป็นเชื้อพระวงศ์พระเจ้าเหี้ยนเต้และเป็นน้องของเล่าเปียว บัดนี้เล่าเปียวตายแล้วเล่าปี่จึงทำนุบำรุงเล่ากี๋ผู้บุตรของเล่าเปียวให้สืบอำนาจของเล่าเปียว เมืองฮุยเอี๋ยงนี้เป็นเมืองของเล่าเปียวขึ้นต่อเมืองเกงจิ๋วมาแต่ก่อน มาตั้งแข็งเมืองเป็นกบฎต่อเจ้าหามีความกตัญญูไม่ เล่าปี่จึงให้เรามาปราบปราม หากไม่อ่อนน้อมยอมจำนนโดยดีเราก็จำใจต้องสังหารเสียให้สิ้น
ตันเอ๋งได้ฟังดังนั้นจึงชักม้าออกไปข้างหน้าทหารแล้วว่าไฉนท่านจึงกล่าวความเอาแต่ได้หาชอบไม่ เมืองฮุยเอี๋ยงนี้เคยขึ้นต่อเมืองเกงจิ๋วก็จริงอยู่ แต่เมื่อโจโฉยกกองทัพมานั้นเล่าจ๋องยกเมืองเกงจิ๋วให้แก่โจโฉแล้วเมืองฮุยเอี๋ยงจึงเป็นของโจโฉหาใช่ของเล่าเปียวอีกต่อไปไม่ ขณะนี้โจโฉเสียทีแก่จิวยี่หนีกลับไปเมืองหลวงแล้วเมืองฮุยเอี๋ยงจึงเป็นสิทธิแก่นายเรา ท่านยกกองทัพมารุกรานเมืองเราไม่ชอบด้วยธรรม จงยกกองทัพกลับไปแต่โดยดี หาไม่แล้วจะสิ้นชีวิตเป็นมั่นคง
ทั้งสองฝ่ายตอบโต้กันตามธรรมเนียมการรบแบบจีนในยุคนั้นแล้วจูล่งและตันเอ๋งจึงขี่ม้าออกไปในลานรบ ชักม้าเข้าประเพลงทวนกันท่ามกลางเสียงกลองศึกและเสียงโห่ร้องของทหารทั้งสองฝ่าย
พอประทวนกันได้เพียงห้าเพลงตันเอ๋งก็รู้ตัวว่าหาใช่คู่มือที่จะต่อสู้กับจูล่งไม่ เพราะประทวนกันแต่ละทีตันเอ๋งก็สะท้านไปทั้งตัว ลำแขนที่ถือทวนคล้ายกับจะร้าวเห็นว่าขืนต่อสู้ต่อไปหากไม่ตายก็คงถูกจับ คิดดังนั้นแล้วตันเอ๋งจึงชักม้าผละหนีไปดื้อๆ
จูล่งประทวนด้วยตันเอ๋งในเพลงแรกก็รู้กำลังศึก แต่เห็นตันเอ๋งยังหนุ่มแก่ความนักจะฆ่าเสียก็สงสารจึงคิดจะจับเป็น จูล่งคาดว่าตันเอ๋งคงหาจังหวะหนีจึงเขม้นจ้องคอยทีอยู่ พอเห็นตันเอ๋งชักม้าหันหลังกลับจะหนีออกจากลานรบจูล่งจึงกระตุ้นเร่งฝีเท้าม้าพุ่งเข้าไปที่ด้านหลังของตันเอ๋ง แล้วรวบตัวจับเป็นตันเอ๋งได้บนหลังม้านั้น
ทหารของตันเอ๋งเห็นดังนั้นจึงพากันแตกหนีไปสิ้น จูล่งจึงให้ทหารมัดตันเอ๋งแล้วพากลับมาที่ค่าย
พอมาถึงค่ายแล้วจูล่งจึงให้แก้มัดตันเอ๋งแล้วเกลี้ยกล่อมว่าเล่าปี่นายเรามีน้ำใจเมตตาต่อคนทั้งปวง กำชับเรามิให้ทำอันตรายต่อทหารและชาวเมือง เราจึงออมกำลังไว้ไม่ฆ่าท่านเสีย บัดนี้ท่านอยู่ในเงื้อมมือเราแต่เราจะไม่ฆ่าท่านตามคำสั่งของเล่าปี่ แล้วจะปล่อยตัวท่านกลับไปให้เจรจาว่ากล่าวกับเตียวหอมให้ยอมอ่อนน้อมแต่โดยดี เล่าปี่ก็จะทำนุบำรุงให้มีความสุขสืบไป ราษฎรทั้งปวงจะไม่ต้องพลอยเดือดร้อนด้วย แต่ถ้าเตียวหอมยังขัดขืนอยู่เราก็จำต้องยกเข้าตีเอา เมื่อเข้าเมืองได้แล้วจะฆ่าฟันเสียทั้งครอบครัวฐานเป็นกบฎตามประเพณีการสงคราม ท่านจะมีความเห็นประการใด
ตันเอ๋งได้ฟังคำจูล่งก็แจ้งว่าที่รอดตายมาได้นั้นเพราะจูล่งออมมือให้ก็คิดถึงคุณของจูล่ง และรู้ดีว่าน้ำใจเตียวหอมผู้เป็นเจ้าเมืองนั้นใคร่อ่อนน้อมต่อเล่าปี่อยู่แล้ว จึงกล่าวว่าพระคุณซึ่งท่านไว้ชีวิตแก่ข้าพเจ้าครั้งนี้ข้าพเจ้าไม่มีวันลืมเลย ข้าพเจ้าขออาสาไปว่ากล่าวให้เตียวหอมยอมอ่อนน้อมแต่โดยดีเพื่อทดแทนพระคุณท่าน
จูล่งได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี สั่งทหารให้แต่งโต๊ะเลี้ยงตันเอ๋ง ครั้นกินโต๊ะเสร็จแล้วจูล่งจึงออกมาส่งตันเอ๋งกลับ
ตันเอ๋งคำนับจูล่งแล้วรีบขี่ม้ากลับเข้าไปในเมือง นำความซึ่งได้เจรจากับจูล่งเล่าให้เตียวหอมฟังทุกประการ แล้วว่าเล่าปี่นี้มีน้ำใจโอบอ้อมอารีนัก ท่านสวามิภักดิ์แล้วจะได้ความสุขเหมือนแต่ก่อน
เตียวหอมได้ฟังดังนั้นจึงต่อว่าตันเอ๋งว่าเราได้ตักเตือนท่านก่อนแล้วว่าจูล่งมีฝีมือเข้มแข็งกล้าหาญนักท่านก็ไม่ฟัง ขืนดึงดันจะต่อสู้กับจูล่งจึงเสียทีได้รับความอัปยศมาดังนี้
ตันเอ๋งฟังคำตำหนิของเตียวหอมโดยดุษณี เตียวหอมเห็นดังนั้นจึงสั่งกรมเมืองให้แต่งเครื่องบรรณาการและจัดแจงตราสำหรับเมืองไว้ให้พร้อม พอรุ่งเช้าจึงพาขุนนางข้าราชการและทหารสามสิบคนพร้อมกับตราสำหรับเมืองและของบรรณาการทั้งปวงออกจากเมืองไปหาจูล่งที่ค่าย
จูล่งทราบว่าเตียวหอมมาอ่อนน้อมก็มีความยินดี ให้ทหารเชิญเตียวหอมและขุนนางเข้ามาในค่าย ส่วนพวกทหารที่ตามมาให้รออยู่ที่ข้างนอก
เตียวหอมคำนับจูล่งตามประเพณีแล้วมอบตราสำหรับที่และของบรรณาการทั้งปวงแก่จูล่ง แล้วว่าเมืองฮุยเอี๋ยงนี้ขึ้นกับเมืองเกงจิ๋วมาแต่ก่อน เล่าเปียวตายแล้วต่อมาจึงตกแก่โจโฉ บัดนี้เล่าปี่น้องของเล่าเปียวได้ครองเมืองเกงจิ๋วแล้ว ข้าพเจ้าจึงมาขอออกแก่เล่าปี่เหมือนแต่ก่อน ที่แข็งขืนอยู่ก่อนนั้นท่านจงงดโทษเสียเถิด.