ตอนที่ 290. ย้อนแผนลวง

หลังจากยึดเมืองเกงจิ๋ว เมืองซงหยง เมืองลำกุ๋น และปรับปรุงการบริหารราชการแผ่นดินจนสงบสันติแล้ว เล่าปี่และขงเบ้งจึงกำหนดยุทโธบายยึดสี่หัวเมืองภาคใต้ คือเมืองเลงเหลง เมืองบุเหลง เมืองเตียงสา และเมืองฮุยเอี๋ยงต่อไป โดยเมืองเลงเหลงเป็นเป้าหมายแรก

            ครั้นโต๊ะเองทหารเอกเมืองเลงเหลงถูกจูล่งและเตียวหุยยกทหารเข้าล้อมไว้ ไม่เห็นทางต่อสู้จึงยอมแพ้แต่โดยดี จูล่งจึงให้ทหารมัดโต๊ะเองแล้วคุมกลับไปที่ค่ายของเล่าปี่

            เมื่อจูล่งคุมตัวโต๊ะเองมาถึงค่ายแล้วจึงนำไปมอบแก่เล่าปี่ เล่าปี่เห็นลักษณะโต๊ะเองไว้วางใจมิได้ จึงสั่งให้ทหารคุมโต๊ะเองเอาตัวไปตัดศีรษะ

            ขงเบ้งได้ฟังดังนั้นจึงโบกพัดขนนกเป็นทีสั่งทหารซึ่งคุมตัวโต๊ะเองให้รั้งรออยู่ก่อน แล้วกล่าวกับโต๊ะเองว่าบัดนี้ตัวท่านตกเป็นเชลยของนายเราแล้ว หากท่านยอมสวามิภักดิ์โดยสุจริตเราก็จะไว้ชีวิต แล้วจะปล่อยให้ท่านกลับไปคิดอ่านวางแผนจับตัวเล่าเหียนมามอบแก่เราจะได้หรือไม่

            โต๊ะเองได้ฟังคำขงเบ้งดังนั้นก็มีความยินดี เห็นเป็นโอกาสที่จะเอาตัวรอดจากความตายได้จึงคำนับขงเบ้ง แล้วว่าข้าพเจ้ายอมแพ้โดยสุจริต หวังคิดจะอยู่รับราชการด้วยเล่าปี่ ดังนั้นหากท่านไว้ชีวิต ข้าพเจ้าก็จะกลับไปคิดวางแผนจับตัวเล่าเหียนมาให้ท่านจงได้ แล้วว่าหากแม้นได้ตัวเล่าเหียนแล้ว เล่าเตาก็จะยอมแพ้แต่โดยดี

            ขงเบ้งได้ฟังจึงซักถามต่อไปว่า ท่านจะคิดอ่านประการใดจึงจะจับตัวเล่าเหียนมามอบแก่เราได้

            โต๊ะเองฟังคำถามของขงเบ้งแล้วทำทีเป็นครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงว่าในเวลาคืนวันนี้ให้ท่านแต่งกองทัพยกไปปล้นค่ายเล่าเหียน ข้าพเจ้าจะทำหน้าที่เป็นไส้ศึกอยู่ในค่าย เมื่อท่านเข้าปล้นค่าย เล่าเหียนย่อมคิดอ่านป้องกันรักษาค่ายไม่ทันระวังข้างใน ข้าพเจ้าจะฉวยโอกาสนั้นพาทหารที่สนิทจับตัวเล่าเหียนก็จะได้โดยง่าย

            เล่าปี่ได้ฟังคำขงเบ้งก็รู้นัยจึงแสร้งกล่าวกับขงเบ้งว่าโต๊ะเองยอมแพ้เพราะไม่สามารถหลบหนีจากวงล้อมของจูล่งและเตียวหุยได้ มิใช่ยอมแพ้โดยสุจริต มาบัดนี้แสร้งรับคำท่านเพื่อหวังเอาตัวรอดเท่านั้น กล่าวแล้วเล่าปี่ก็มองไปที่หน้าของขงเบ้ง

            ขงเบ้งทำเป็นมองไม่เห็น คงกล่าวกับโต๊ะเองต่อไปว่า “โต๊ะเองนี้เป็นคนมีสัตย์พอจะเชื่อถือได้อยู่” ท่านอย่าได้ระแวงแคลงใจเลย

            แล้วขงเบ้งจึงสั่งทหารให้แก้มัดโต๊ะเอง แล้วปล่อยโต๊ะเองกลับออกไป โต๊ะเองเห็นดังนั้นก็มีความยินดี คำนับเล่าปี่และขงเบ้งแล้วออกไปที่นอกค่าย ขงเบ้งจึงสั่งให้จัดม้าตัวหนึ่งให้โต๊ะเองขี่กลับไปที่ค่ายเล่าเหียน

            พอกลับไปถึงค่ายโต๊ะเองจึงเล่าความที่ออกไปรบกับขงเบ้งแล้วถูกจับให้เล่าเหียนฟังทุกประการ

            เล่าเหียนได้ฟังดังนั้นจึงถามว่าหากเล่าปี่ ขงเบ้ง ยกมาปล้นค่ายเราในค่ำวันนี้ ท่านจะคิดอ่านป้องกันแก้ไขประการใด

            โต๊ะเองจึงว่าที่ข้าพเจ้าเสนอแก่ขงเบ้งนั้นเป็นอุบายลวงให้ขงเบ้งยกทหารมาปล้นค่าย ขอให้ท่านยกทหารออกจากค่ายแบ่งเป็นสองกอง ยกไปซุ่มไว้ด้านนอก เมื่อเล่าปี่ ขงเบ้ง ยกทหารมาปล้นค่ายก็ให้ตีกระหนาบล้อมจับเล่าปี่ ขงเบ้ง คงจะได้ตัวโดยง่าย

            โต๊ะเองวางอุบายจะลวงให้ขงเบ้งยกทหารมาปล้นค่ายด้วยความหวังว่าจะลวงขงเบ้งได้สำเร็จ โดยหารู้ไม่ว่าพญามังกรระดับขงเบ้งนั้นไหนเลยจะไม่แจ้งในความคิดเพียงเท่านี้ การที่เล่าปี่สั่งประหารโต๊ะเองเป็นการชอบด้วยการสงคราม แต่ขงเบ้งเห็นว่าหากประหารโต๊ะเองเสียในครั้งนี้คมดาบเพชฌฆาตก็จะเปรอะเปื้อนโลหิตของโต๊ะเองเสียโดยเปล่าประโยชน์ จึงวางแผนย้อนแผนลวงซ้อนกลโต๊ะเอง แสร้งรับคำที่จะยกไปปล้นค่าย โต๊ะเองสำคัญว่าขงเบ้งหลงอุบาย จึงวางแผนการล้อมจับเล่าปี่และขงเบ้งตามแผนการที่ได้ลวงไว้แต่เดิมนั้น

            เล่าเหียนได้ฟังแผนการของโต๊ะเองก็มีความยินดี สั่งทหารให้กินข้าวตั้งแต่ก่อนพลบ แล้วจัดเตรียมเป็นสองกองพร้อมไว้ พอค่ำลงก็สั่งทหารให้ยกออกไปซุ่มอยู่ที่นอกค่ายทั้งสองด้าน

            ทางฝ่ายเล่าปี่เมื่อขงเบ้งปล่อยโต๊ะเองกลับไปแล้ว จึงปรึกษาขงเบ้งว่าท่านปล่อยโต๊ะเองไปครั้งนี้ย่อมมีแผนกลอุบายเป็นมั่นคง ท่านจะคิดอ่านประการใดหรือ

            ขงเบ้งได้ฟังคำเล่าปี่ก็หัวเราะ แล้วว่าโต๊ะเองหมิ่นความคิดข้าพเจ้านัก ข้าพเจ้ารู้อยู่เต็มอกว่าโต๊ะเองคิดจะหนีเอาตัวรอด จึงซ้อนกลให้โต๊ะเองไปบอกแผนการที่ท่านจะยกไปปล้นค่ายคืนนี้ให้เล่าเหียนทราบ เมื่อเล่าเหียนทราบความแล้วก็จะแต่งทหารออกซุ่มไว้นอกค่าย เพื่อตีกระหนาบตามกลศึก ข้าพเจ้าจะคิดอ่านวางแผนจับตัวเล่าเหียนและโต๊ะเองให้จงได้ในคืนวันนี้

            ว่าแล้วขงเบ้งจึงเรียกเตียวหุยและจูล่งมากระซิบสั่ง และกำชับว่าให้ทำตามแผนการที่กำหนดนี้ก็จะจับตัวเล่าเหียนได้เป็นมั่นคง

            ยามแรกผ่านพ้นไป เล่าเหียนและโต๊ะเองคุมกำลังทหารคนละกองยกออกไปซุ่มอยู่ด้านนอกค่าย คอยทีว่าเล่าปี่และขงเบ้งจะยกมาปล้นค่ายตามแผนการที่ได้ลวงเล่าปี่ไว้ ครั้นเวลาใกล้สองยามเห็นทหารเล่าปี่กองหนึ่งลอบยกมาอย่างเงียบกริบ ในมือถือฟางและหญ้าเชื้อเพลิงตรงไปที่ค่าย

            เห็นทหารเล่าปี่กองนั้นสุมเชื้อเพลิงแล้วจุดไฟขึ้น พอไฟเริ่มไหม้มาจากด้านนอกค่ายโต๊ะเองจึงจุดประทัดสัญญาณ ทหารของเล่าเหียนและโต๊ะเองทั้งสองกองก็ยกตีกระหนาบเข้ามาพร้อมกัน

            ทหารของเล่าปี่กองนั้นพอได้ยินเสียงประทัดก็พากันยกถอยหนีกลับไปอย่างรวดเร็ว เล่าเหียนและโต๊ะเองยกทหารไล่ตามไปได้สามสิบเส้น เห็นไล่ไม่ทันก็พากันยกกลับมาที่ค่าย เห็นไฟยังไหม้ที่ค่ายอยู่ แต่พอเข้าไปใกล้เห็นเตียวหุยคุมทหารกองหนึ่งสกัดอยู่ข้างหน้า แต่ไม่มีทีท่าว่าจะรุกรบเข้าโจมตีแต่ประการใด

            เล่าเหียนและโต๊ะเองเห็นดังนั้นจึงปรึกษากันว่า เล่าปี่ ขงเบ้ง คงยกทหารมาสองกอง แต่ทำการไม่สอดคล้องกัน กองหนึ่งถูกเราตีกระหนาบจึงรีบหนีกลับไป ส่วนอีกกองหนึ่งตามมาทีหลัง คิดแล้วน่าหัวเราะความคิดเล่าปี่และขงเบ้งนัก

            เล่าเหียนและโต๊ะเองคิดแต่จะหัวเราะความคิดเล่าปี่ และขงเบ้ง โดยลืมคิดไปว่าบัดนี้ค่ายตัวได้ถูกเพลิงเผาสิ้นแล้ว แลเมื่อหมิ่นความคิดเล่าปี่ ขงเบ้งดังนี้ จึงปรึกษากันต่อไปว่าเล่าปี่ ขงเบ้ง ยกทหารมาปล้นค่ายดังนี้ ทหารในค่ายของเล่าปี่ก็จะมีอยู่แต่เบาบาง ชอบที่เราจะยกไปปล้นค่ายเล่าปี่เสียก็จะได้โดยง่าย

            ปรึกษากันดังนั้นแล้ว เล่าเหียนและโต๊ะเองจึงยกทหารไปที่ค่ายของเล่าปี่ แต่พอยกมาได้กลางทาง ได้ยินเสียงประทัดสัญญาณดังขึ้น จูล่งคุมทหารออกมาสกัดไว้ ตัวจูล่งกระตุ้นม้าตีฝ่าทหารของเล่าเหียนและโต๊ะเอง ตรงเข้ามาที่โต๊ะเองอย่างรวดเร็ว แล้วเอาทวนแทงถูกโต๊ะเองตกม้าตาย ทหารของเล่าเหียนและโต๊ะเองเห็นดังนั้นก็พากันแตกตื่นตกใจ ทหารของจูล่งได้ยกเข้าฆ่าฟันทหารของเล่าเหียนบาดเจ็บล้มตายลงเป็นอันมาก

            เล่าเหียนเห็นจะสู้มิได้ จึงชักม้าตีฝ่าหนีกลับไปทางค่ายเดิม พอพ้นวงล้อมออกมาได้ก็เผชิญหน้ากับเตียวหุยยกทหารเข้าล้อมไว้ เตียวหุยเร่งฝีเท้าม้าตรงเข้ามาที่   เล่าเหียนแล้วใช้ทวนแทง พอเล่าเหียนหลบคมทวน เตียวหุยก็ชักม้าตลบกลับ จับตัวเล่าเหียนได้บนหลังม้านั้น

            ทหารที่ตามเล่าเหียนไปเห็นดังนั้นก็ยอมแพ้แต่โดยดี เตียวหุยจึงให้ทหารมัดตัวเล่าเหียนแล้วพาจูล่งและทหารกลับไปหาเล่าปี่และขงเบ้งที่ค่าย

            เล่าปี่ ขงเบ้ง เห็นจูล่งและเตียวหุย ทำการมีชัยแก่ข้าศึกตามแผนการก็มีความยินดี ขงเบ้งเห็นเล่าเหียนถูกมัดอยู่จึงลุกเข้ามาแก้มัด แล้วให้เปลี่ยนเสื้อผ้าที่เปรอะเปื้อนเลือดทหารเสียใหม่ จากนั้นจึงสั่งทหารให้แต่งโต๊ะเข้ามาที่ค่าย แล้วเชิญให้เล่าเหียนกินโต๊ะกับเล่าปี่

            ในระหว่างกินโต๊ะอยู่นั้น ขงเบ้งได้เกลี้ยกล่อมเล่าเหียนว่า บัดนี้เล่าปี่ได้สืบทอดอำนาจของเล่าเปียว เป็นใหญ่ในแคว้นเกงจิ๋วแล้ว ตัวท่านและบิดาเป็นข้าเล่าเปียวมาแต่ก่อน และล้วนเป็นคนแซ่เล่า บัดนี้เล่าเปียวชีวิตหาไม่แล้ว ชอบที่ท่านสองพ่อลูกจะทำราชการด้วยเล่าปี่ก็จะได้ความสุขสืบไป

            แล้วขงเบ้งจึงว่า ซึ่งโต๊ะเองคิดอุบายลวงเรานั้นเราก็แจ้งอยู่ จึงคิดอ่านซ้อนกลโต๊ะเอง และจับตัวท่านเอาไว้ได้ ความคิดโต๊ะเองเพียงเท่านี้หรือจะเอาชนะแก่เราได้ เราเห็นแก่ไมตรีและน้ำใจของเล่าปี่ที่โอบอ้อมอารีต่อคนทั้งปวงจึงไม่ปรารถนาจะฆ่าท่าน “เราจะปล่อยท่านให้ไปบอกแก่บิดาท่าน ออกมานบนอบเราโดยดี แม้ท่านเข้าไปไม่พาบิดาออกมา เรารบเข้าไปได้ในเมือง เราจะให้ฟันครอบครัวแลญาติพี่น้องเสียให้สิ้น”

            ขงเบ้งทั้งปลอบ ทั้งขู่ ทั้งข่มเล่าเหียนดังนั้นแล้ว จึงถามเล่าเหียนว่าท่านจะว่าประการใด

            เล่าเหียนจึงว่าหากแม้นท่านปล่อยข้าพเจ้าไป ข้าพเจ้าจะไปเกลี้ยกล่อมบิดาให้เข้าสวามิภักดิ์ด้วยเล่าปี่ ท่านจงวางใจเถิด

            ขงเบ้งได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี แล้วว่าบัดนี้สมควรแก่เวลาแล้ว ท่านจงรีบกลับเข้าไปในเมือง ว่าแล้วจึงสั่งทหารให้จัดม้าแก่เล่าเหียน และออกมาส่งเล่าเหียนที่นอกค่าย

            เล่าเหียนคำนับเล่าปี่ ขงเบ้ง แล้วขี่ม้ากลับเข้าไปในเมืองเลงเหลง

            ฝ่ายเล่าเตาเจ้าเมืองเลงเหลงได้ติดตามข่าวคราวการสู้รบของเล่าเหียนกับเล่าปี่อยู่มิได้ขาด แต่วิตกกังวลว่าคงจะต่อสู้เล่าปี่ ขงเบ้งไม่ได้ จึงได้แต่ห่วงใยในชีวิตของเล่าเหียนผู้บุตร เกรงว่าจะเสียทีถึงแก่ชีวิตในการรบ พอเห็นเล่าเหียนกลับมาโดยปลอดภัยก็มีความยินดี

            เล่าเหียนคำนับบิดาแล้วเล่าความศึกที่ได้รบกับเล่าปี่จนถูกจับแล้วถูกปล่อยตัวมาให้บิดาทราบทุกประการ แล้วว่า “อันน้ำใจเล่าปี่กับขงเบ้งนั้นโอบอ้อมอารีนัก”

            เล่าเหียนกล่าวสืบไปว่า อันขงเบ้งมีสติปัญญาเป็นอันมาก กองทัพโจโฉถึงร้อยหมื่นก็เสียทีแก่ความคิดของขงเบ้ง บัดนี้เล่าปี่มีทหารไว้เป็นอันมาก โต๊ะเองทหารเอกของเราคิดจะต่อสู้ด้วยเล่าปี่ก็เสียทีถึงแก่ชีวิตแล้ว หากจะต่อสู้ต่อไปเห็นขัดสน อันเล่าปี่กับเรานี้ก็เป็นแซ่เล่าด้วยกัน หากสวามิภักดิ์แก่เล่าปี่โดยดี เล่าปี่คงชุบเลี้ยงให้ได้รับความสุขสืบไป

            เล่าเตาได้ฟังดังนั้นจึงว่า อันเมืองเลงเหลงนี้ขึ้นแก่เมืองเกงจิ๋วมาแต่ก่อน บัดนี้เล่าเปียวชีวิตหาไม่แล้ว เล่าปี่ครองอำนาจแทน จึงชอบที่เราจะรับราชการด้วยเล่าปี่ให้ถูกต้องตามประเพณี ราษฎรทั้งปวงก็จะได้รับความสุข

            สองพ่อลูกปรึกษากันแล้วจึงตัดสินใจสวามิภักดิ์แก่เล่าปี่ เล่าเตาสั่งทหารให้ปักธงขาวขึ้นบนเชิงเทินเป็นสำคัญว่ายอมแพ้แก่เล่าปี่แต่โดยดี และให้เปิดประตูเมืองทั้งสี่ด้าน

            เล่าเตาสั่งให้จัดแจงสิ่งของบรรณาการกับตราสำคัญสำหรับที่เจ้าเมือง และพาขุนนางเมืองเลงเหลงและเล่าเหียนผู้บุตรยกไปพบเล่าปี่ที่ค่าย

            เล่าเตาและเล่าเหียนเข้าไปที่ค่ายเล่าปี่แล้ว คำนับเล่าปี่ ขงเบ้ง ตามธรรมเนียม จากนั้นจึงมอบสิ่งของบรรณาการและตราสำหรับเมืองแก่เล่าปี่ ยอมรับราชการขึ้นต่อเมืองเกงจิ๋วต่อไปดังเดิม

            ขงเบ้งเห็นดังนั้นจึงขอตราสำคัญสำหรับเมืองจากเล่าปี่มอบแก่เล่าเตา แล้วว่าตัวท่านกับเล่าปี่นายเราเป็นคนแซ่เล่าอย่างเดียวกัน เมื่อท่านยอมสวามิภักดิ์แต่โดยดี เล่าปี่นายเรามีน้ำใจโอบอ้อมอารีต่อคนทั้งปวง จะชุบเลี้ยงท่านเป็นอย่างดี ท่านจงเป็นที่เจ้าเมืองดังแต่ก่อน แต่เล่าเหียนบุตรท่านนั้นยังหนุ่มอยู่ เราจะเอาตัวไปรับราชการที่เมืองเกงจิ๋วจะได้ช่วยเล่าปี่ทำราชการสืบไป

            เล่าเตาได้ฟังดังนั้นก็รู้นัยว่าแม้เล่าปี่ ขงเบ้ง จะแต่งให้เป็นเจ้าเมืองเลงเหลงดังเดิม แต่ก็ได้ยึดเอาตัวเล่าเหียนผู้บุตรไว้เป็นตัวประกัน แต่เห็นว่าชอบด้วยประเพณี ทั้งเล่าปี่ก็เป็นคนแซ่เดียวกันจึงมีความยินดี แล้วว่าคำท่านกล่าวมาทั้งนี้ชอบด้วยประเพณีแล้ว บัดนี้ขอเชิญท่านเข้าไปในเมืองเลงเหลงพร้อมกันเถิด

            เล่าปี่และขงเบ้งได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี สั่งทหารให้เคลื่อนทัพแล้วพาเล่าเตาและเล่าเหียนกลับเข้าไปในเมืองเลงเหลง

            เล่าปี่จัดแจงการปกครองบ้านเมืองและจัดสังกัดทหารในเมืองเลงเหลงให้ขึ้นต่อกองทัพเมืองเกงจิ๋วตามระบบการจัดกำลังทหารที่ขงเบ้งกำหนดทุกประการแล้ว จึงเตรียมการจะยกไปตีเมืองบุเหลง เมืองเตียงสา และเมืองฮุยเอี๋ยงต่อไป.
 

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘