ตอนที่ 29 : ซุนเกี๋ยน ซุนเซ็ก ซุนกวน (Sun Clan)- สามพ่อลูกพยัคฆ์แห่งแดนใต้ (1)

         ในยุคสามก๊ก คือเรื่องราวการต่อสู้ของคนแห่งตระกูลโจ เล่า ซุน ซึ่งตัวละครสำคัญที่เป็นตัวแทนของตระกูลเหล่านั้นประกอบไปด้วยเล่าปี่ โจโฉ ซุนกวน และผลสรุปก็คือพวกเขานี่เองได้เป็นผู้ที่ทำการก่อสร้างอาณาจักรขึ้นมาด้วยการแบ่งแยกดินแดนออกเป็นสามส่วน



         เรื่องราวการต่อสู้ของโจโฉและเล่าปี่นั้น เป็นที่รู้จักของผู้คนมากมาย แต่กลับชายคนที่สามแห่งตระกูลซุนผู้วางรากฐานและก่อตั้งอาณาจักรง่อก๊กขึ้นมานั้น มักไม่ได้รับความสนใจจากผู้อ่านเท่าไหร่



         เหมือนกับว่าสามก๊กเป็นเรื่องราวการต่อสู้ของโจโฉและเล่าปี่ ฝ่ายซุนกวนเป็นเพียงแค่ตัวประกอบ ทั้งที่ความจริงแล้วง่อก๊กของตระกูลซุนนั้นได้ชื่อว่าเป็นก๊กที่มีอายุยืนยาวนานและมีความอุดมสมบูรณ์มากที่สุดในยุคสามก๊ก



         จะว่าไปก็ช่วยไม่ได้ เพราะเรื่องสามก๊กเดิมทีถูกเขียนขึ้นมาตามบัญชาของพระเจ้าสุมาเอี๋ยนแห่งจิ้นก๊กเพื่อใช้ให้เป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์ โดยผู้ดำเนินการเขียนขึ้นก็คือเฉินโซ่ว ซึ่งเดิมทีเคยเป็นข้าราชการของฝ่ายจ๊กก๊ก เขาจึงรู้ข้อมูลเรื่องราวต่างๆของฝ่ายจ๊กก๊กมากที่สุด ข้อมูลขงฝ่ายวุยก๊กเขาเองก็รู้มากเพราะจิ้นก๊กที่เขาสังกัดนั้นเป็นก๊กที่ตระกูลสุมาสร้างขึ้นด้วยการโค่นล้มตระกูลโจ เรื่องราวของสองก๊กนี้จึงมีมาก ในขณะที่ฝ่ายง่อของตระกูลซุนมีเพียงน้อยนิดหากเทียบกับทั้งสองก๊ก



         พูดถึงง่อก๊กแห่งตระกูลซุนแล้ว มีการก่อร่างสร้างตัวขึ้นจากผู้นำตระกูลสามคนซึ่งรับหน้าที่ต่อๆกันมา



         คนแรกสุดคือซุนเกี๋ยนซึ่งเป็นคนในรุ่นเดียวกับโจโฉ เล่าปี่คือผู้บุกเบิกสร้างให้ตระกูลนี้มีรากฐานที่เข้มแข็งในดินแดนกังหนำซึ่งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้



         ซุนเซ็กลูกชายคนโต คือผู้นำกองทัพปราบปรามเหล่าศัตรู สร้างอาณาจักรและขยายดินแดนจนกลายเป็นปราการที่แข็งแกร่ง



         ซุนกวนลูกชายคนรองคือผู้ที่รับหน้าที่รักษาดินแดนที่พ่อและพี่ชายสร้างไว้ให้อยู่ได้อย่างปลอดภัยจนกลายเป็นอาณาจักรง่อ หนึ่งในสามอาณาจักรที่แบ่งแยกดินแดนกันในยุคหลัง



         จากนี้คือเรื่องราวของสามพ่อลูกแห่งตระกูลซุน





ประวัติโดยย่อ



         ขอเริ่มจากซุนเกี๋ยนก่อน ซุนเกี๋ยน ชื่อรองเหวินไท่ เขาคือลูกหลานของซุนหวู่สุดยอดนักการทหารที่มีชื่อจารึกในประวัติศาสตร์โลก เป็นชาวอำเภอฟู่ชุน จังหวัดหวูจวุ้น เกิดเมื่อปี ค.ศ.156



         ซุนเกี๋ยนในวัยหนุ่มเป็นคนที่มีความเชี่ยวชาญในการขี่ม้าและเพลงอาวุธ นิสัยใจคอห้าวหาญเกินคน และมีปฏิภาณไหวพริบเป็นเยี่ยม เล่ากันว่าเมื่อตอนที่เขาอายุได้ 17 ปี เขาเคยปราบพวกโจรสลัดที่อาละวาดทางตอนใต้ได้ด้วยตัวคนเดียว



         ความสามารถของเขาเป็นที่ลื่อลือและได้รับการยอมรับจากราชสำนัก จึงได้แต่งตั้งให้เขาเป็นผู้บังคับการทหาร จากนั้นก็ได้เกิดการลุกฮือขึ้นของชาวผ้าเหลือง ซุนเกี๋ยนถูกส่งให้ไปเป็นผู้ช่วยของรองแม่ทัพใหญ่จูจุ้นที่คอบปราบโจรทางภาคใต้และภาคกลาง ซึ่งซุนเกี๋ยนก็ได้แสงผลงานในการปราบโจรจนเป็นที่เลื่องลือ ทางราชสำนักจึงได้ทำการแต่งตั้งให้เขาเป็นผู้ว่าราชการแห่งเมืองเตียงสา



         จากนั้นในปี ค.ศ. 189 ตั๋งโต๊ะก่อรัฐประหารทำการยึดอำนาจจากราชสำนัก เหล่าขุนศึกทั่วแผ่นดินจึงรวมตัวกันเป็นกองทัพพันธมิตรเพื่อปราบทรราชย์ ซุนเกี๋ยนเป็นผู้หนึ่งที่ตอบรับเข้าร่วมในกองทัพพันธมิตร



         ซุนเกี๋ยนนำกองทัพเดินทางขึ้นมาจากตอนใต้และสามารถเอาชัยต่อทัพของตั๋งโต๊ะมาได้ตลอดทาง จนชื่อของเขาเป็นที่ยำเกรงไปทั่วหล้า



         อ้วนเสี้ยวผู้นำแห่งทัพพันธมิตรได้สั่งให้อ้วนสุดคอยช่วยเหลือซุนเกี๋ยนโดยทำหน้าที่เป็นทัพหลังดูแลเสบียงให้ เพราะทัพของซุนเกี๋ยนได้รับมอบหมายให้เข้าโจมตีจากอีกเส้นทาง แต่อ้วนสุดนั้นอิจฉาที่ซุนเกี๋ยนทำผลงานได้มากมาย จนเรียกว่าเกินหน้าขุนศึกคนอื่นๆในทัพพันธมิตร และอาจกลัวว่าซุนเกี๋ยนจะเข้าถึงเมืองหลวงได้ก่อนใคร ดังนั้นจึงแกล้งไม่ยอมส่งเสบียงช่วยเหลือ จนสุดท้ายทัพของซุนเกี๋ยนก็ต้องพ่ายแพ้



         เรื่องที่อ้วนสุดไม่ส่งเสบียงนั้น น่าคิดว่าอาจจะเป็นคำสั่งที่เขาได้รับมาจากอ้วยเสี้ยวอย่างลับๆ ว่าให้หาทางขัดขวางมิให้ซุนเกี๋ยนได้เข้าเมืองหลวงก่อนเป็นคนแรก เพราะยามนั้นบารมีและเกียรติภูมิของซุนเกี๋ยมมีมากพอถึงขนาดที่สามารถตั้งตนเป็นฮ่องเต้เลยก็ได้



         ซุนเกี๋ยนโกรธจัดที่อ้วนสุดไม่ยอมส่งเสบียงมาช่วยทั้งที่ตกลงกันไว้แล้ว แต่เมื่อเขานำเรื่องนี้ไปโวยในที่ประชุมของทัพพันธมิตร อ้วนเสี้ยวกลับไม่ยมลงโทษอะไรอ้วนสุด ซุนเกี๋ยนจึงเริ่มรู้ถึงธาตุแท้ของเหล่าขุนศึกในทัพพันธมิตร ดังนั้นเขาจึงนำกองทัพของตนแยกออกมาทำการโดยอิสระ โดยรับหน้าที่เป็นทัพหน้าของทัพพันธมิตร



         จากนั้นหลังศึกที่ด่านฮูเลาซึ่งผลคือความพ่ายแพ้ของเทพนักรบอย่างลิโป้ แต่โดยรวมทัพของตั๋งโต๊ะสามารถยันทัพพันธมิตรไว้ได้นั้น ตั๋งโต๊ะจึงทำการสั่งเผาเมืองหลวงลกเอี๋ยงและย้ายไปอยู่ที่เตียงฮันแทน



         แทนที่จะไล่ตามทัพของตั๋งโต๊ะไป ทัพพันธมิตรกลับตั้งค่ายอยู่ที่นอกเมือง ปล่อยให้โจโฉนำกองทัพไล่ตามไปคนเดียวและต้องถกเล่นงานจนพ่ายแพ้ ส่วนซุนเกี๋ยนนั้นนำกองทัพของตนเข้าเมืองหลวงลกเอี๋ยงที่ถูกทำลายเสียหายยับเยิน และได้ทำการบูรณะซ่อมแซม



         ซุนเกี๋ยนได้ใจของปวงประชาเป็นอันมากสำหรับการกระทำครั้งนี้ เพราะไม่มีขุนศึกของทัพพันธมิตรคนใดคิดจะช่วยเหลือชาวเมืองลกเอี๋ยงในสภาพที่บ้านเมืองถูกเผาและปล้นชิง มีเพียงซุนเกี๋ยน ขุนศึกจากแดนใต้เท่านั้นที่ยื่นมือเข้าช่วยพวกเขา



         ประวัติศาสตร์ยกย่องการกระทำของซุนเกี๋ยนครั้งนี้มาก แต่ในที่สุดมันก็เกิดรอยด่างขึ้นเพียงเพราะคำว่าอำนาจตัวเดียว



         นั่นคือระหว่างที่ซุนเกี๋ยนได้ทำการซ่อมแซมวังหลวงที่ถูกเผานั้น เขาได้บังเอิญค้นพบตราหยกประจำฮ่องเต้ ที่เรียกว่าตราพระราชลัญจกรเข้า ซึ่งตราหยกนี้คนจีนสมัยก่อนถือว่าเป็นของวิเศษประจำตัวของฮ่องเต้ หากใครได้ครอบครองผู้นั้นจะมีวาสนา ได้เป็นใหญ่ในอนาคต



         มันเป็นเรื่องของความเชื่อและบารมี ซุนเกี๋ยนเมื่อได้ตราหยกนี้มาก็เกิดความทะเยอทะยานขึ้นในใจ และเกิดความคิดที่จะตั้งตนเป็นใหญ่ขึ้นในแผ่นดิน ดังนั้นจึงยุติการซ่อมแซมเมืองหลวงและตัดสินใจนำกองทัพยกกลับไปยังแดนใต้ เพื่อเตรียมการใหญ่สำหรับอนาคต



         สุดท้ายซุนเกี๋ยนก็ไม่ได้ต่างไปจากขุนศึกคนอื่น



         ฝ่ายอ้วนเสี้ยวนั้นได้ข่าวว่าซุนเกี๋ยนได้ค้นพบตราหยกจึงส่งคนมาสอบถามและให้ซุนเกี๋ยนยอมมอบตราหยกออกมาโดยอ้างว่าตราหยกเป็นของสูง ซุนเกี๋ยนไม่ควรเก็บไว้



         ซุนเกี๋ยนบอกว่าตนไม่ได้เอาไปจนถึงขั้นสาบานไว้หากพูดเท็จขอให้ตายด้วยคมอาวุธ ซึ่งสุดท้ายแล้วอ้วนเสี้ยวต้องยอมให้ซุนเกี๋ยนยกทัพกลับไป แต่เขาก็ยังเจ็บแค้นซุนเกี๋ยนอยู่ จึงส่งจดหมายไปแจ้งให้เล่าเปียวเจ้าเมืองเกงจิ๋วให้ยกทัไปสกัดทัพของซุนเกี๋ยนที่จะกลับลงใต้



         เกี่ยวกับเล่าเปียวนี้ ต้องขอบอกว่าเขาเป็นคนที่ใช้ไม่ได้อย่างมาก ทั้งที่เหล่าขุนศึกทั่วแผ่นดินต่างตอบรับที่จะร่วมกันเป็นพันธมิตรปราบโจรตั๋งโต๊ะ แม้ว่าจะมีจุดประสงค์แอบแฝงก็เถอะ แต่นั่นก็เป็นการยอมทำเพื่อชาติ เล่าเปียวเป็นเจ้าเมืองเกงจิ๋วซึ่งเป็นเมืองใหญ่แทนที่จะเข้าร่วมในครั้งนี้ด้วย กลับเลือกที่จะอยู่เฉยๆ เคยมีคนแก้ตัวให้ว่าเพราะเล่าเปียวไม่อยากให้ทหารไปตายอย่างเปล่าประโยชน์หรือเพราะเขามองออกว่าทัพพันธมิตรไม่จริงใจต่อกัน นั่นเป็นคำแก้ตัวที่ฟังไม่ขึ้น เพราะเมื่ออ้วนเสี้ยวมีจดหมายแจ้งให้เขาสกัดทัพของซุนเกี๋ยนที่มีข่าวลือว่าครอบครองตราหยก เขากลับเลือกที่จะทำตามโดยไม่ลังเล



         เล่าเปียวก็คือขุนศึกคนหนึ่งที่มีใจทะยานอยากที่จะชิงแผ่นดิน เพียงแต่ไม่อยากจะลงแรงเท่านั้น ซึ่งหากว่ามีทางลัดอะไรอื่นที่จะทำให้เขาได้ผลประโยชน์ เขาก็จะทำ ดังเช่นกรณีส่งทัพไปสกัดทัพของซุนเกี๋ยนในครั้งนี้



         ซุนเกี๋ยนเจ็บแค้นเล่าเปียวมาก เมื่อสามารถนำทัพกลับมายังแดนใต้ได้ ตระกูลซุนกับเล่าเปียวจึงกลายเป็นศัตรูกัน ประกอบกับซุนเกี๋ยนก็มีแผนการที่จะบุกยึดเมืองเกงจิ๋วเพื่อใช้เป็นฐานกำลังในอนาคต



         พูดถึงครอบครัวของซุนเกี๋ยนนั้น เขามีภรรยาสองคน คนแรกนั้นให้กำเนิดลูกแก่เขาถึงสี่คน มีชื่อว่าซุนเซ็ก ซุนกวน ซุนเซียง ซุนของ ส่วนภรรยาคนรองนันมีลูกชายลูกสาวอย่างละคน ชื่อซุนลอง ส่วนลูกสาวชื่อซุนหยิน



         ซุนเกี๋ยนตัดสินใจยกทัพไปปราบเล่าเปียว ซึ่งทัพของเขาสามสามารถเอาชัยมาติดๆกัน จนแทบจะประชิดเมืองเซียงหยางซึ่งเป็นเมืองเอกของเกงจิ๋วอยู่แล้ว แต่แล้วในการรบกับแม่ทัพลีก๋งซึ่งเป็นทหารเอกของเล่าเปียว เขาก็ต้องพลาดท่าอย่างไม่คาดคิด



         เรื่องคือซุนเกี๋ยนนั้นชะล่าใจที่ได้ชัยชนะติดๆกัน ดังนั้นจึงขี่ม้านำทหารเพียงไม่กี่สิบคนเป็นทัพหน้า ซึ่งซุนเกี๋ยนนั้นควบม้าได้เร็วมากจนแซงคนอื่นๆและนำออกไปเพียงลำพัง



         ลีก๋งคาดแส้นทางเดินทัพของซุนเกี๋ยนออก จึงส่งพลแม่นธนูซุ่มไว้ เมื่อพบซุนเกี๋ยนขี่ม้ามาเพียงลำพัง จึงสั่งให้ทหารระดมธนูใส่



         ในที่สุดนักรบผู้ยิ่งยงอย่างซุนเกี๋ยนก็ต้องสิ้นชื่อไปจากโลกด้วยวัยเพียงแค่ 37 ปี ซึ่งเคยมีคนกล่าวไว้ว่าหากซุนเกี๋ยนยังไม่ตาย ไม่แน่ว่าแผ่นดินอาจจะตกเป็นของเขาไปแล้วก็ได้ เพราะผู้นำของอีกสองก๊กคือเล่าปี่กับโจโฉในเวลานั้น คนหนึ่งเป็นเพียงแค่เลขาธิการของทัพพันธมิตรซึ่งมีกำลังทหารในมือเพียงแค่ 5 พันคน อีกคนก็เป็นเพียงแค่นายอำเภอเมืองผิงหยวนที่อยู่ใต้สังกัดของกองซุนจ้าน ในขณะที่ซุนเกี๋ยนตอนนั้นเป็นถึงเจ้าเมืองเตียงสาที่มีอิทธิพลบารมีครอบคลุมน่านน้ำตอนใต้และยังมีกำลังทหารและเหล่าแม่ทัพฝีมือเข้มแข็งขนาดว่าสามารถเป็นทัพหน้าให้แก่ทัพพันธมิตรในการต่อสู้กับตั๋งโต๊ะได้ และการที่เขาเป็นคนในตระกูลซุนที่สืบเชื้อสายมาจากซุนหวู่ก็ทำให้เหล่าขุนศึกทั่วแผ่นดินให้ความยำเกรง สรุปแล้วเรียกได้ว่าขณะที่เล่าปี่และโจโฉกำลังเริ่มต้นนับที่ 1 และ 2 ซุนเกี๋ยนได้พุ่งไปอย่างน้อย 3-4 ขั้นของบันไดการแย่งชิงแผ่นดินแล้ว



         น่าเสียดายที่เขาตายไปก่อนไม่เช่นนั้นประวัติศาสตร์ยุคสามก๊กจะเปลี่ยนโฉมหน้าไปอีกเยอะ



         หลังจากซุนเกี๋ยนได้ตายลง กองทัพของเขาก็ขาดผู้นำ ซุนเซ็กลูกชายคนโตจำต้องขึ้นมาเป็นผู้นำตระกูลตั้งแต่อายุ 16 ปี ซึ่งนับว่าน้อยมาก



         ซุนเซ็กนั้นมีชื่อรองว่าโปวฟู เกิดเมื่อปีค.ศ.175 เป็นบุตรคนโตของซุนเกี๋ยนกับนางหวูฮูหยินภรรยาเอก มีความสามารถในการต่อสู้และเชี่ยวชาญการขี่ม้า ยิงธนู เพลงอาวุธมาตั้งแต่เด็กจนเป็นที่เลื่องลือ



         หลังจากบิดาตายลง เพื่อที่จะรักษาตระกูลซุนให้อยู่รอดไปได้ เขาจำต้องไปขอพึ่งพิงอ้วนสุดและได้รับยศทางทหารในฐานะแม่ทัพคนหนึ่ง



         ซุนเซ็กแม้จะยังเป็นเพียงเด็กหนุ่ม แต่เขาก็เป็นผู้มีความสามารถในการนำทัพอย่างยอดเยี่ยมไม่แพ้ผู้เป็นพ่อในอดีต สามารถนำกองทัพเอาชนะศึกสร้างผลงานยอดเยี่ยมเป็นที่พอใจแก่อ้วนสุด แต่ทางหนึ่งอ้วนสุดก็มีความระแวดระวังต่อตัวเขามากดังนั้นจึงไม่ยอมมอบกำลังทหารจำนวนมากหรือหัวเมืองให้เขาเป็นผู้ดูแล



         ซุนเซ็กเองก็รู้ดีว่าอ้วนสุดระแวงตน และหากขืนปล่อยไว้แบบนี้เขาคงจะไม่อาจนำพาตระกูลซุนให้กลับมาลืมตาอ้าปกากได้อีก ประกอบกับว่าอาของเขากำลังเปิดศึกกับทางเล่าอิ้วทางภาคใต้ เขาจึงพยายามขอกำลังทหารที่เคยเป็นของพ่อเขามาจากอ้วนสุด แต่อ้วนสุดไม่ยอมให้ เขาจึงตัดสินใจนำตราหยกฮ่องเต้ที่พ่อได้เก็บไว้และเขารับตกทอดมา มอบแก่อ้วนสุดเพื่อเป็นข้อแลกเปลี่ยนสำหรับกำลังทหารจำนวน 3 พันคนและนายทหารเก่าแก่ของบิดาได้แก่ อุยกาย ฮันต๋ง เทียเภา



         อ้วนสุดเมื่อเห็นตราหยกก็เกิดความโลภ ยอมมอบทหารให้ตามที่ซุนเซ็กต้องการ ซึ่งจะเห็นได้ว่าซุนเซ็กไม่นำพาต่อตราหยก เขามีความเห็นว่าตราหยกนั้นถึงจะเก็บไว้ก็ไม่มีประโยชน์อะไรสำหรับสถานะของเขาในเวลานั้นที่ไม่มีแม้แต่เมืองในปกครองของตน สู้นำมาแลกกับกำลังทหารเพื่อไว้ใช้ทำการใหญ่ดีกว่า แม้จะมีจำนวนน้อย แต่ทหารเหล่านี้ก็เป็นทหารที่เคยร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่มากับพ่อของเขา ซึ่งจะเป็นฐานกำลังสำคัญที่จะช่วยเขาสร้างอาณาจักรในวันข้างหน้า



         ถือว่าซุนเซ็กมีวิสัยทัศน์ที่ยอดเยี่ยมและเด็ดขาดมากในเรื่องนี้ หากเป็นคนอื่นคงจะเสียดายตราหยกและไม่ยอมเอามาแลกกับจำนวนทหารเพียงน้อยนิด จนลืมไปว่าสิ่งสำคัญที่จะทำให้ได้มาซึ่งอำนาจปกครองมิใช่ตราหยก แต่เป็นแสนยานุภาพทางทหารต่างหาก



         ซุนเซ็กนำกำลังทหารเพียง 3 พันเดินทางลงใต้เพื่อปราบปรามเล่าอิ้วเจ้าเมืองขยกโอ๋ ระหว่างทางได้พบกับจิวยี่ซึ่งเป็นเพื่อสมัยเด็กโดยบังเอิญ



         จิวยี่ผู้นี้เป็นอัจฉริยะคนหนึ่งในยุคนั้น เขาเกิดปีเดียวกันกับซุนเซ็กแต่อ่อนเดือนกว่า ทั้งสองมีความสนิทสนมรักใคร่ยิ่งกว่าพี่น้องแท้ๆ โดยจิวยี่นับถือซุนเซ็กเป็นเหมือนพี่



         จิวยี่ได้แนะนำซุนเซ็กให้รู้จักกับสองพี่น้องนักปราชญ์ชื่อดังแห่งกังหนำ นั่นคือเตียวเจียว และเตียวเหียน สองคนนี้เป็นผู้ที่ให้คำแนะนำและช่วยเหลือซุนเซ็กในการสร้างดินแดนที่จะกลายมาเป็นง่อก๊กในภายหลัง



         ในการเดินทัพเพื่อปราบอิทธิพลของเล่าอิ้วและเงียมแปะฮอให้หมดไปจากดินแดนกังหนำนั้น ซุนเซ็กได้แสดงให้เห็นว่าเขาไม่ใช่แค่คนหนุ่มที่มีแต่การใช้อารมณ์บ้าบิ่นวิ่งเข้าชนศัตรูข้างหน้าเสมอไป แต่ยังแสดงให้เห็นถึงการใช้กุศโลบายทางการทหารที่เยี่ยมยอดและวิสัยทัศน์อันกว้างไกลสมกับเป็นผู้นำทางทหารที่มีความสามารถเกินอายุ นั่นคือเมื่อทัพของเขาเดินทางผ่านเมืองหรือหมู่บ้านใด เขาจะออกคำสั่งอย่างเข้มงวด ห้ามมิให้ทหารของเขาทำการปล้นชิงข้าวของประชาชน หากฝ่าฝืนต้องถูกลงโทษ ดังนั้นไม่ว่าทัพของซุนเซ็กเดินผ่านไปที่ใด ชาวบ้านก็จะให้การต้อนรับขับสู้เมื่อนั้น



         จากกองทหารที่มีเพียงแค่ 3 พันคนในตอนแรก เริ่มมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะมีชาวบ้านและกลุ่มโจรจำนวนมาก ขอสวามิภักดิ์เข้าร่วมด้วย เนื่งจากการปกครองของเล่าอิ้วที่ไม่เอาใจใส่ชาวบ้านในดินแดนแถบนั้น ที่ทำให้ประชาชนในแดนกังหนำต้องพบกับความอดอยากและความยากจน จนเกิดเป็นกลุ่มโจรที่คอยปล้นชิงข้าวของทางการมากมาย แต่เมื่อทัพของตระกูลซุนที่นำโดยซุนเซ็กแสดงให้เห็นว่ามิได้สร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชน จึงมีกลุ่มโจรจำนวนมากกลับใจมาขออยู่ด้วย หนึ่งในกลุ่มโจรเหล่านั้นมีอยู่กลุ่มหนึ่งซึ่งมียอดฝีมือเป็นหัวหน้า นั่นคือจิวท่ายและเจียวขิมได้นำกองโจรกว่า 300 คนมาขอสวามิภักดิ์



         จากนั้นทัพของซุนเซ็กก็ได้เข้าปะทะกับทัพของเล่าอิ้วที่มีไทสูจู้ยอดขุนพลชื่อดังเป็นผู้นำทัพมาด้วยตัวเอง ซุนเซ็กจึงเข้าสู้กับไทสูจู้ด้วยตนเอง



         ฝีมือของทั้งคู่สูสีกัน จนแทบจะไม่รู้แพ้ชนะ แต่สุดท้ายซุนเซ็กก็อาศัยสติปัญญาวางกลยุทธ์จับตัวของไทสูจู้ไว้ได้ ซึ่งเขาไม่คิดจะเอาชีวิตไทสูจู้เพราะชื่นชอบในฝีมือ จึงเกลี้ยกล่อมให้ไทสูจู้สวามิภักดิ์



         ไทสูจู้ลังเลอยู่ชั่วครู่ก่อนจะตอบตกลง แต่เขาขออนุญาตซุนเซ็กให้เขาได้แสดงความจริงใจด้วยการขอนำทหารลูกน้องของเขาที่กระจัดกระจายหนีไปให้มาสวามิภักดิ์ต่อซุนเซ็ก โดยเขาขอเวลาจนถึงพระอาทิตย์ตกในวันรุ่งขึ้นจะรีบกลับมา ซึ่งซุนเซ็กก็อนุญาตและยอมให้เขาไปได้ตามคำขอ



         พวกของอุยกายหาว่าซุนเซ็กทำพลาดที่ปล่อยไทสูจู้ไป และว่าไทสูจู้คงจะไปโดยที่ไม่กลับมาอีก แต่ซุนเซ็กเชื่อว่าตนดูคนไม่ผิด และตัดสินใจนั่งรอไทสูจู้อยู่ที่หน้าค่าย ซึ่งเขาก็รอจนกระทั่งตะวันกำลังจะตกดิน ไทสูจู้ก็กลับมาพร้อมกำลังทหารจำนวนหนึ่ง เป็นการแสดงให้เห็นว่าไทสูจู้เป็นลูกผู้ชายที่รักษาคำพูด และซุนเซ็กก็เป็นชายที่มีความสามารถในการมองผู้อื่นได้ทะลุปรุโปร่ง



         กองทัพของซุนเซ็กสามารถเอาชัยชนะต่อเล่าอิ้วได้ และไม่นานก็สามารถแผ่อิทธิพลครอบคลุมดินแดนแถบลุ่มน้ำแยงซีภาคใต้และตะวันออกไว้ได้จนหมด ชื่อเสียงความเก่งกล้าสามารถในการรบของซุนเซ็กเลื่องลือไปทั่วแผ่นดิน จนผู้คนขนานนามให้เขาว่า "เซียวปาอ๋อง" ซึ่งเป็นการนำเขาไปเปรียบกับ "ฌ้อป้าอ๋อง"หรือเซี่ยงหยี่ ยอดขุนศึกผู้ไร้เทียมทานที่ปกครองดินแดนกังหนำในสมัยราชวงศ์ฉินตอนปลายและเป็นคู่แข่งของเล่าปังในการแย่งชิงแผ่นดิน



         ซุนเซ็กตกหลุมรักกับหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งเป็นลูกสาวของผู้อาวุโสเกียวก๊กโล เศรษฐีคนดังในแดนกังหนำ ผู้เฒ่าคนนี้มีลูกสาวอยู่สองคนที่ต่างได้ชื่อว่าเป็นหญิงสาวที่สวยที่สุดในแดนกังหนำมีนามว่าไต้เกี้ยวและเสียวเกี้ยว



         ซุนเซ็กได้แต่งงานกับนางไต้เกี้ยวคนพี่ ส่วนจิวยี่ก็ได้แต่งงานกับนางเสียวเกี้ยวคนน้อง ซึ่งความองอาจ เข้มแข็งของซุนเซ็ก กับความหล่อเหลาและสุขุมเยือกเย็นของจิวยี่นั้นถือเป็นชายหนุ่มเนื้อหมอติดอันดับของยุคนั้น เมื่อได้มาแต่งงานกับสองสาวที่สวยที่สุด ก็ทำให้คู่รักสองคู่นี้กลายเป็นความภาคภูมิใจของชาวกำหนำอย่างแท้จริง



         เดิมทีซุนเซ็กและจิวยี่ก็รักกันดุจพี่น้องอยู่แล้ว คราวนี้ความสัมพันธ์ของทั้งสองก็ได้พัฒนากลายเป็นคู่เขยกันอีก เรียกว่าแนบแน่นยิ่งกว่าเดิม  



         การมีอยู่ของจิวยี่นับว่ามีคงวามสำคัญต่อซุนเซ็กมาก เพราะนี่คือเพื่อนคู่คิดของเขาอย่างแท้จริง เนื่องด้วยซุนเซ็กเป็นคนใจร้อน เขาเปรียบดั่งเปลวไฟที่พร้อมจะเผาไหม้ทุกสิ่งให้วอดวาย ในขณะที่จิวยี่เป็นดั่งกระแสน้ำซึ่งมีทั้งสภาพไหลนิ่งและเชี่ยวกราด สามารถปรับเปลี่ยนอารมณ์และความคิดได้เหมาะสมตามสถานการณ์ การมีจิวยี่อยู่จึงสามารถช่วงรั้งซุนเซ็กไม่ให้กระทำการผลีผลามได้ระดับหนึ่ง เพราะการที่ซุนเซ็กสามารถสร้างตัวได้ตั้งแต่ยังหนุ่มทำให้เขามีความเชื่อมั่นในตัวเองสูงจนไม่ค่อยเชื่อฟังใครนัก จะมีก็จิวยี่ที่เป็นเพื่อนรักซึ่งพอจะปรามซุนเซ็กได้บ้าง



         ความเก่งกาจเกินอายุของซุนเซ็กทำให้เกิดดาบสองคมตามมา เพราะนั่นทำให้เขากลายเป็นผู้ที่มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูงและไม่ยอมงอให้แก่ใคร ถ้าจะพูดง่ายๆก็คือมีอีโก้สูงนั่นเอง ซึ่งมันก็เป็นข้อดีในฐานะผู้นำแต่ก็เป็นข้อเสียที่ทำให้เขาถึงตายในภายหลังเช่นกัน



         หลังจากแดนกังหนำมีความมั่นคงทั้งทางทหารและเศรษฐกิจ ซุนเซ็กก็คิดจะยกกองทัพรุกขึ้นเหนือเป้าหมายของเขาคือผู้กุมอำนาจสูงสุดในแผ่นดินตอนนั้น ก็คือโจโฉ



         ปีค.ศ.200 โจโฉเปิดศึกใหญ่กับอ้วนเสี้ยวทางตอนเหนือ กำลังทหารเกือบทั้งหมดถูกระดมไปที่กัวต๋อเพื่อทำศึกครั้งยิ่งใหญ่ที่จะชี้ว่าระหว่างสกุลโจและสกุลอ้วนใครจะได้เป็นใหญ่ ทำให้กำลังที่ป้องกันเมืองฮูโต๋นครหลวงอ่อนลงไป



         ซุนเซ็กปรึกษากับจิวยี่เห็นว่าเป็นโอกาสเหมาะที่จะเข้าตีโจโฉในระหว่างที่โจโฉยังพัวพันอยู่ทางเหนือ จึงได้เริ่มตระเตรียมกองทัพเพื่อเป้าหมายการนำตระกูลซุนให้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน แต่ช่วงนั้นก็เกิดปัญหาขึ้นเรื่องหนึ่ง



         ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันไม่ว่าจะยุคสมัยใด ความงมงายและศรัทธาในสิ่งที่มองไม่เห็นเป็นของคู่กันกับผู้คน โดยเฉพาะในยุคสมัยนั้นที่การศึกษายังไม่กว้างขวางมากพอ เมื่อมีคนผู้ใดหรือสิ่งใดที่มีอภินิหารหรือทำในเรื่องเหลือเชื่อขึ้นมา สิ่งนั้นก็มักจะได้รับความเคารพจากผู้คน



         ผู้วิเศษอีเกียด เป็นผู้ที่มีความสามารถในการรักษาโรคร้ายและทำนายทายทักสภาพภูมิอากาศได้ล่วงหน้า จนเป็นที่เลื่อมใสของผู้คนในแดนกังหนำ แม้กระทั่งนางง่อก๊กไท้ แม่เลี้ยงของซุนเซ็กรวมไปถึงขุนนางและทหารของซุนเซ็กบางคนก็ยังให้ความศรัทธา



         ซุนเซ็กชังเหล่าคนที่อาศัยอวิชชามาหลอกลวงผู้คน แต่ส่วนหนึ่งนั่นเพราะเขาไม่ยอมให้มีใครเหนือกว่าตนเองในกังหนำนี้ เขาถือว่าดินแดนนี้กลายเป็นสถานที่สงบสุขและอุดมสมบูรณ์ได้ก็เพราะความสามารถของเขาซึ่งมันก็จริง



         การที่มีคนอย่างอีเกียดปรากฏตัวขึ้น สร้างความไม่พอใจแก่ซุนเซ็กมาก และเขาก็ได้ทำการสังหารผู้วิเศษคนนี้เสีย จนสร้างความไม่พอใจแก่ผู้คนที่นับถือ ซึ่งมันไม่ใช้วิธีที่ชาญฉลาดนัก ในการจัดการผู้วิเศษแค่คนเดียว ยังมีวิธีการที่ดีกว่านี้อีกมากมายที่จะไม่ทำให้เขาดูเป็นคนที่เหี้ยมโหด



         ซุนเซ็กรบพุ่งขยายดินแดน สร้างกองทัพและสร้างกังหนำไว้อย่างยิ่งใหญ่ เขาทำให้ประชาชนในดินแดนทางตะวันออกเฉียงใต้อยู่ดีมีสุข แต่กว่าที่เขาจะได้กลายเป็นบุรุษหมายเลขหนึ่งแห่งแดนใต้ มันก็ต้องแลกมาด้วยการล้างผลาญผู้คนซึ่งเป็นศัตรูไปมากมาย ด้วยเหตุนี้เหล่าขั้วอำนาจเก่าที่เคยมีอิทธิพลในกำหนำจึงคิดจะแก้เผ็ดเขาอยู่ทุกเมื่อ



         ซุนเซ็กใช่ว่าไม่รู้เรื่องนี้ แต่เพราะเขามีความเชื่อมั่นในฝีมือการรบที่ไม่เป็นรองใครของตน เวลาที่ออกไปไหน เขามักจะไปเพียงลำพังหรือไม่ก็มีคนติดตามไปเพียง 2-3 คน เพราะเชื่อว่าแม้จะมีมือสังหารเข้ามาโจมตี ด้วยฝีมือการรบที่เป็นหนึ่งในแดนใต้ของตนย่อมสามารถจัดการศัตรูได้หมดสิ้น



         แต่ขนาดลิโป้เทพนักรบผู้มีฝีมือยุทธ์ไร้เทียมทานยังเคยพลาดท่าอย่างง่ายๆมาแล้ว ทำไมซุนเซ็กจะพลาดไม่ได้ 



         ในขณะที่ออกไปล่าสัตว์เพียงลำพัง ซุนเซ็กถูกจู่โจมจากมือสังหารที่ถูกจ้างมาโดยเล่าเปียว ด้วยจำนวนเพียง 3-4 คน อันที่จริงฝีมือระดับซุนเซ็กการจะจัดการกับมืองสัหารแค่คนสองคนไม่ใช่เรื่องยากเพราะขนาดทหารเป็นสิบเขายังเล่นงานมาแล้ว แต่เพราะซุนเซ็กประมาทเกินไปจึงถูกอาวุธอาบยาพิษเข้า



         แม้จะจัดการมือสังหารได้หมด แต่บาดแผลที่ถูกพิษก็ร้ายแรงมากนัก แผนการที่จะเดินทัพขึ้นเหนือต้องล้มเลิกเพราะซุนเซ็กต้องพักรักษาตัว ซึ่งอาการได้กำเริบหนักจนไม่อาจเยียวยาได้



         เมื่อรู้ตัวว่าไม่รอดแน่แล้ว เขาจึงได้สั่งเสียให้ซุนกวนน้องชายที่มีอายุห่างกัน 8 ปี ให้รับดูแลกิจการทั้งหมดของตระกูล แต่เนื่องจากซุนกวนยังมีอายุน้อยมากในตอนนั้น ในเรื่องสำคัญๆจึงจะให้นางง่อก๊กไท่เป็นผู้ช่วยตัดสินใจ และได้ฝากฝังงานเมืองและทหารให้แก่สองคนสนิทนั่นคือจิวยี่และเตียวเจียว โดยเขาได้บอกต่อซุนกวนว่า "งานภายในให้ปรึกษาเตียวเจียว งานภายนอกให้ปรึกษาจิวยี่"



         ซุนกวนรับคำของพี่ชายและจากนั้นซุนเซ็กก็ลาจากโลกนี้ไปด้วยอายุเพียง 26 ปี ในฐานะของผู้นำที่หนุ่มแน่นและเก่งกล้าที่สุดคนหนึ่งในยุคสามก๊ก



         การตายของทั้งซุนเกี๋ยนและซุนเซ็กสองพ่อลูกที่คล้ายกันนั่นคือถูกลอบสังหารจาทหารเลวเพียงไม่กี่คน ทั้งที่สองพ่อลูกนี้มีฝีมือเก่งกาจไร้ผู้เทียม เป็นการแสดงให้เห็นว่าต่อให้เป็นคนที่เก่งในฝีมือยุทธ์มากเพียงใด หากไม่รู้จักระวังตัวก็อาจพบจุดจบได้



         ทั้งสองคนอยู่ในสถานะผู้นำการกระทำต่างๆจำต้องนึกถึงความปลอดภัยของตนเป็นหลัก เพราะชีวิตของพวกเขาไม่ได้เป็นของพวกเขาคนเดียว แต่ยังมีชีวิตอีกนับร้อยนับพันของตระกูลและผู้คนในอาณัติที่ต้องดูแลรับผิดชอบ ซึ่งทั้งสองพลาดในจุดนี้ไป ดังนั้นก่อนตายซุนเซ็กซึ่งคิดได้ จึงสั่งสอนซุนกวนว่าอย่าเอาแต่อาศัยความหนุ่ม ความห้าวหาญเพียงอย่างเดียว คนที่เป็นผู้นำจำต้องมีความสุขุมเยือกเย็นและความระมัดระวังเป็นที่ตั้ง



         ซึ่งในภายหลังซุนกวนก็ทำตามที่ซุนเซ็กสอนสั่งได้เป็นอย่างดี จนกลายเป็นผู้นำพาตระกูลซุนและอาณาจักรง่อขึ้นมาเป็นหนึ่งในยุคสามก๊กในที่สุด 

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

I miss you all กับ I miss all of you ต่างกันอย่างไร

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓