ตอนที่ 289. ปรับตัวจากอ่อนสู่แข็ง

 ขงเบ้งยึดมั่นในเป้าหมายยุทธศาสตร์สามก๊ก เพราะเป็นแต่เพียงยุทธศาสตร์เดียวเท่านั้นที่จะสถาปนาอำนาจของเล่าปี่เชื้อพระวงศ์พเนจรให้ครองบัลลังก์มังกรทองได้ ดังนั้นแม้ว่าจะบรรลุเป้าหมายแรกของยุทธศาสตร์สามก๊ก “จากเล็กสู่ใหญ่” แล้ว แต่ยังต้องใช้เวลาในการจัดระเบียบการปกครองบ้านเมืองให้เป็นปึกแผ่นเพื่อปรับตัว “จากอ่อนสู่แข็ง” อีกสักระยะหนึ่ง ดังนั้นขงเบ้งจึงจำต้องหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับฝ่ายกังตั๋งเพื่อซื้อเวลาให้เล่าปี่ตั้งตัวเข้มแข็งเสียก่อน

            อยู่มาวันหนึ่งเล่าปี่ออกว่าราชการ ได้ปรารภขึ้นในท่ามกลางที่ประชุมที่ปรึกษาแม่ทัพนายกองและขุนนางทั้งปวงว่าอันเมืองเกงจิ๋วนี้เป็นเมืองสำคัญ แต่ก็มีฐานะล่อแหลมทางยุทธศาสตร์ เพราะฝ่ายเหนือเผชิญอยู่กับฝ่ายโจโฉ ฝ่ายใต้ก็ยังมีซุนกวน ด้านตะวันตกเล่าก็ยังมีเตียวล่อ ดังนี้จะทำประการใดจึงจะรักษาเมืองเกงจิ๋วไว้ให้มั่นคง แล้วทำนุบำรุงราษฎรให้เป็นสุขสืบไป

            อีเจี้ยขุนนางเก่าของเล่าเปียวซึ่งมีไมตรีกับเล่าปี่มาช้านาน และเคยช่วยชีวิตเล่าปี่ไว้ถึงสองครั้ง บัดนี้ยังคงรับราชการอยู่กับเมืองเกงจิ๋ว ครั้นได้ยินเล่าปี่ปรารภดังนั้นจึงออกมายืนข้างหน้าเล่าปี่ คำนับแล้วว่าข้าพเจ้ามีความประการหนึ่งจะแจ้งแก่ท่าน

            เล่าปี่มองไปเห็นอีเจี้ยก็รำลึกถึงความหลังครั้งอีเจี้ยบอกความลับที่ชัวมอลอบสังหารได้ทันการ ทำให้เล่าปี่หนีหลุดรอดแผนสังหารไปได้อย่างหวุดหวิดถึงสองครั้ง จึงมีความยินดียิ่งนัก แล้วกล่าวว่าไม่ได้พบท่านเสียนาน อีเจี้ยท่านสบายดีหรือ ท่านมีข้อเสนอสิ่งใดจงว่ากล่าวตามสะดวกเถิด

            แล้วเล่าปี่จึงเชิญให้อีเจี้ยนั่งในที่สำหรับขุนนางผู้ใหญ่ เป็นการให้เกียรติและยกย่องอีเจี้ยเป็นอย่างสูง

            อีเจี้ยเห็นเล่าปี่ครองอำนาจเป็นใหญ่แล้วยังมีไมตรีแน่นแฟ้นดังแต่ก่อน ทั้งยังให้เกียรติต่อหน้าบรรดาที่ปรึกษาและขุนนางทั้งปวงเป็นอย่างสูง จึงกล่าวขอบคุณเล่าปี่แล้วว่า “ข้าพเจ้ารู้ว่าในแดนเมืองเกงจิ๋วนั้น มีแซ่ม้าอยู่ห้าคนเป็นพี่น้องกัน อันม้าเจ๊กผู้น้องนั้นมี ฝีมือกล้าแข็ง แต่ม้าเลี้ยงผู้พี่นั้นมีสติปัญญาหลักแหลม แม้ท่านได้มาไว้เป็นที่ปรึกษาก็จะได้ช่วยคิดการต่อไป”

            อีเจี้ยมิได้เสนอแผนการอย่างอื่นแก่เล่าปี่ กลับแนะนำขอตำแหน่งให้แก่คนแซ่ม้าชาวเมืองเกงจิ๋วถึงห้าคน ซึ่งพฤติกรรมชนิดนี้มิใช่เพิ่งเกิดขึ้นในครั้งสามก๊กเท่านั้น แม้ก่อนหน้านี้และหลังจากนี้มาจนถึงปัจจุบัน พฤติกรรมฝากฝังผู้คนและขอตำแหน่งกับผู้มีอำนาจเป็นใหญ่ในบ้านเมืองก็ยังงอกงามไม่มีวันดับสูญ จนกลายเป็นความทุกข์ประการหนึ่งของบรรดาผู้มีอำนาจทั้งปวง เพราะแทนที่จะได้ใช้เวลาที่มีคุณค่าไปในการแก้ไขปัญหาของบ้านเมือง กลับต้องสูญเสียเวลาไปในการพบปะผู้คน ซึ่งส่วนใหญ่ได้สูญเสียเวลาไปเพราะเรื่องการขอตำแหน่งและฝากฝังผู้คนทั้งสิ้น เป็นแต่ว่าการฝากฝังผู้คนของ อีเจี้ยนั้นมิได้ฝากฝังเพราะเห็นแก่อามิสหรือประโยชน์ส่วนตน หากหวังเอาผลประโยชน์ของบ้านเมืองและเล่าปี่เป็นสำคัญ อีเจี้ยเห็นว่าคนแซ่ม้าทั้งห้าคนเป็นผู้มีสติปัญญาความสามารถ จึงเสนอแนะแก่เล่าปี่ให้เชิญมารับราชการ

            เล่าปี่กำลังต้องการผู้คนเข้ามาช่วยคิดอ่านทำการเพื่อบ้านเมืองแลราษฎร ทั้งมีความเชื่อถืออีเจี้ยมาแต่เดิมว่าเป็นคนดีมีสติปัญญา จึงเชื่อว่าคนที่อีเจี้ยแนะนำย่อมเป็นคนดีมีสติปัญญาตามไปด้วย เพราะหลักการเลือกคนและใช้คนนั้นก็มีอยู่ว่า ใครไหนจะเป็นประการใดให้ดูจากผู้คนที่คบหา เมื่อเล่าปี่เชื่อถืออีเจี้ยดังนี้แล้วจึงพลอยเชื่อถือคนแซ่ม้าทั้งห้าคนตามไปด้วย

            ครั้นได้ซักถามตำแหน่งแหล่งที่สำนักของคนแซ่ม้าทั้งห้าคนแล้ว เล่าปี่จึงให้ทหารคุมของกำนัลไปคำนับเชิญคนแซ่ม้าทั้งห้าคนเข้ามารับราชการตามที่อีเจี้ยแนะนำ

            เมื่อคนแซ่ม้าทั้งห้าคนตามทหารของเล่าปี่เข้ามาที่เมืองเกงจิ๋วแล้ว เล่าปี่ได้เชิญให้เข้ามาพบที่ห้องรับรองข้างในจวน พี่น้องแซ่ม้าทั้งห้าคนเข้ามาเห็นเล่าปี่ก็คำนับตามธรรมเนียม

            เล่าปี่เห็นดังนั้นจึงว่า “แผ่นดินทุกวันนี้เป็นจลาจลต่าง ๆ อยู่ เราคิดจะทำนุบำรุงให้อยู่เย็นเป็นสุข ซึ่งเราเข้ามาอยู่ในเมืองเกงจิ๋วนี้หวังจะได้คิดการต่อไป แต่เราวิตกอยู่ว่าจะป้องกันเมืองเกงจิ๋วประการใด ราษฎรจึงจะไม่ได้รับความเดือดร้อน”

            ม้าเลี้ยงได้ฟังดังนั้นจึงตอบว่า “อันเมืองเกงจิ๋วนี้เป็นหน้าศึกอยู่ทั้งสี่ด้าน ยากที่จะป้องกันรักษา ท่านจงตั้งเล่ากี๋เป็นเจ้าเมืองเกงจิ๋วไว้เป็นเจว็ด แล้วแต่งไปให้เกลี้ยกล่อมคนเก่าของเล่าเปียวเข้ามาซ่องสุมไว้ให้มาก ราษฎรทั้งปวงก็จะอยู่ปรกติ เพราะเห็นว่าเล่ากี๋เป็นเจ้าเมืองเกงจิ๋วอยู่ แล้วจงให้แต่งกองทัพไปตีเอาหัวเมืองฝ่ายใต้ซึ่งขึ้นแก่เมืองเกงจิ๋วนี้คือเมืองบุเหลง เมืองเตียงสา เมืองฮุยเอี๋ยง เมืองเลงเหลง สี่หัวเมืองนี้ประกอบด้วยเงินทอง ข้าวปลาอาหารก็บริบูรณ์ จะได้เป็นกำลังต่อไป”

            ขงเบ้งได้ฟังคำม้าเลี้ยงก็นั่งนิ่งอมยิ้มอยู่ เพราะข้อเสนอของม้าเลี้ยงนั้นสอดคล้องต้องด้วยยุทธศาสตร์สามก๊กที่ต้องการเวลาสร้างความเข้มแข็งเติบใหญ่ให้กับกองทัพเล่าปี่เสียก่อน การสถาปนาความสงบและสันติสุขขึ้นในแคว้นแดนเกงจิ๋วจึงเป็นเรื่องจำเป็นสูงสุด เพราะถ้าสถาปนาความมั่นคงขึ้นในแดนเกงจิ๋วสำเร็จแล้ว อำนาจปกครองของเล่าปี่ก็จะมีเสถียรภาพมากขึ้น การสร้างกองทัพให้เข้มแข็งเติบใหญ่ก็จะก้าวหน้าไปอย่างราบรื่น เป็นการสร้างความพร้อมที่จะก้าวสู่ยุทธศาสตร์สามก๊กขั้นที่สองคือยึดเอาเมืองเสฉวน

            เล่าปี่เหลียวมาทางขงเบ้ง เห็นดังนั้นก็รู้นัยว่าขงเบ้งเห็นด้วย จึงถามม้าเลี้ยงสืบไปว่าในหัวเมืองฝ่ายใต้ทั้งสี่หัวเมืองที่ท่านเสนอมานี้ ท่านเห็นว่าสมควรยกไปตีเมืองใดก่อน

            ม้าเลี้ยงจึงว่า หัวเมืองทั้งสี่นี้อยู่เรียงรายกันไปทางทิศตะวันตก โดยเมืองเลงเหลงตั้งอยู่ต้นทาง ถัดไปจึงเป็นเมืองบุเหลง เมืองเตียงสา และเมืองฮุยเอี๋ยง ดังนั้นสภาพการณ์ภูมิประเทศจึงสมควรที่ท่านจะยกไปตีเอาเมืองเลงเหลงเสียก่อน ได้เมืองเลงเหลงแล้วจึงค่อยยกไปตีเมืองบุเหลง เมืองเตียงสา และเมืองฮุยเอี๋ยง โดยลำดับไป

            เล่าปี่หันมามองขงเบ้งอีกครั้งหนึ่ง เห็นขงเบ้งนั่งโบกพัดขนนกอยู่มิได้ว่ากล่าวประการใด เล่าปี่ก็รู้ว่าขงเบ้งเห็นชอบกับแผนการของม้าเลี้ยง ดังนั้นจึงมีคำสั่งตั้งให้เล่ากี๋เป็นเจ้าเมืองเกงจิ๋ว และให้ยกไปอยู่ที่เมืองซงหยง ช่วยเกลี้ยกล่อมทหารและพรรคพวกเก่าของเล่าเปียวให้กลับเข้าทำราชการกับเล่าปี่

            จากนั้นเล่าปี่จึงให้เรียกกวนอูมาจากเมืองซงหยง ตั้งให้เป็นผู้รักษาเมืองเกงจิ๋ว แล้วเล่าปี่จึงจัดกองทัพหมื่นห้าพันให้เตียวหุยเป็นกองทัพหน้า เล่าปี่กับขงเบ้งเป็นกองทัพหลวง จูล่งเป็นกองทัพหลัง ยกออกจากเมืองเกงจิ๋วตรงไปที่เมืองเลงเหลง

            พอยกกองทัพไปใกล้เมืองเลงเหลงห้าร้อยเส้น เล่าปี่จึงให้ตั้งค่ายมั่นไว้ ให้ทหารกวดขันเวรยามและเตรียมความพร้อมเพื่อจะยกเข้าตีเมืองเลงเหลงต่อไป

            ฝ่ายเล่าเตาเป็นเจ้าเมืองเลงเหลงซึ่งขึ้นต่อเมืองเกงจิ๋วมาแต่ก่อน ครั้นโจโฉได้เมืองเกงจิ๋วแล้ว เมืองเลงเหลงจึงขึ้นต่อเมืองหลวงตามไปด้วย แต่พอโจโฉแตกทัพเรือในสงครามเซ็กเพ็ก เล่าเตาจึงตั้งตนแข็งเมือง ไม่ยอมขึ้นต่อเมืองเกงจิ๋วและเมืองหลวง

            พอเล่าปี่ยกกองทัพไปตั้งค่ายประชิดเมืองเลงเหลงทหารลาดตระเวนจึงนำความไปรายงานให้เล่าเตาทราบ เล่าเตาจึงปรึกษาด้วยเล่าเหียนผู้บุตรว่าเล่าปี่ยกมาครั้งนี้จะคิดอ่านประการใด

            เล่าเหียนได้ฟังดังนั้นจึงว่า จะปรารมภ์ไปไยกับกองทัพเล่าปี่เพียงเท่านี้ เพราะเล่าปี่ยกทหารมาเพียงหมื่นเศษ ทหารเอกก็มีเตียวหุยและจูล่งเท่านั้น อันฝ่ายเราตั้งมั่นอยู่ในเมือง มีกำแพงเชิงเทินมั่นคง ยากที่ข้าศึกจะบุกยึดเข้าตี ทั้งทหารเอกเล่าก็มีโต๊ะเองมีฝีมือเข้มแข็งกล้าหาญ สามารถสู้รบกับทหารถึงหมื่นคนได้ เล่าปี่ยกมาครั้งนี้คงจะเสียทีแก่เราเป็นมั่นคง

            แล้วเล่าเหียนจึงอาสาเล่าเตาผู้บิดาขอยกทหารออกไปรบกับเล่าปี่ เล่าเตาได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี สั่งให้จัดทหารหมื่นหนึ่งให้เล่าเหียนยกออกไปรบกับเล่าปี่

            เล่าเหียนรับคำสั่งเล่าเตาแล้วออกมาจัดแจงทหารหมื่นหนึ่ง ตั้งให้โต๊ะเองนายทหารเอกเป็นกองทัพหน้า เล่าเหียนเป็นกองทัพหลวง แล้วยกออกจากประตูเมืองไป พอยกเข้าไปใกล้ค่ายเล่าปี่ระยะสองร้อยเส้นเล่าเหียนจึงให้ตั้งค่ายมั่นไว้

            ฝ่ายเล่าปี่และขงเบ้งนั่งปรึกษาความศึกอยู่ที่ในค่าย ครั้นได้ทราบรายงานว่าบัดนี้มีกองทัพจากเมืองเลงเหลงยกมาตั้งค่ายในระยะสองร้อยเส้น เล่าปี่จึงปรึกษาขงเบ้งว่าจะคิดอ่านประการใด

            ขงเบ้งได้ฟังดังนั้นจึงว่าท่านอย่าปรารมภ์เลย แล้วจึงเรียกเตียวหุยและจูล่งเข้ามาพบ แล้วว่าระหว่างค่ายเรากับค่ายของข้าศึกมีเนินเขาอยู่สองลูกติดต่อกัน ให้เตียวหุยคุมทหารหนึ่งพันยกไปซุ่มอยู่ที่เนินเขาลูกแรกที่อยู่ใกล้ค่ายเรานี้ ส่วนจูล่งให้คุมทหารหนึ่งพันยกอ้อมเนินเขาทั้งสองลูกไปตั้งซุ่มอยู่ที่ปลายเนินเขาลูกที่สอง แล้วสั่งว่าตัวเราจะยกทหารออกไปล่อข้าศึกมาที่รอยต่อระหว่างเนินเขาทั้งสองลูก แล้วให้เตียวหุยยกทหารเข้าตีสกัดไว้ จากนั้นจึงให้จูล่งยกทหารอ้อมตีกระหนาบเข้ามา คงจะจับข้าศึกได้โดยง่าย 

            ขงเบ้งสั่งการเสร็จแล้วจึงออกมาจัดแจงทหาร ให้จูล่งยกอ้อมเนินเขาไปก่อนเพราะเป็นเส้นทางไกล ขงเบ้งยกไปพร้อมกับเตียวหุย พอถึงจุดซุ่มกองทัพของเตียวหุยก็เข้าตั้งที่จุดซุ่มนั้น ขงเบ้งนั่งเกวียนปักธงขอบแสดพื้นเหลืองประจำตัวคุมทหารยกไปที่หน้าค่ายของข้าศึก

            เล่าเหียนเห็นดังนั้นจึงสั่งให้โต๊ะเองคุมทหารออกไปรบกับขงเบ้ง โต๊ะเองคำนับเล่าเหียนแล้วออกมาจัดแจงทหาร ถือขวานใหญ่คู่มือยกไปเผชิญหน้ากับขงเบ้ง เห็นขงเบ้งขี่เกวียนในมือถือพัดขนนกอยู่ภายใต้ธงเหลืองประจำตัวแม่ทัพ ดูลักษณะแล้วไม่สมกับแม่ทัพที่จะออกเผชิญศึก โต๊ะเองก็มีความประมาท คิดว่านี่น่ะหรือแม่ทัพของเล่าปี่ที่จะยกมาตีเมืองเลงเหลงเพราะดูสารรูปแล้วคลับคล้ายจะเป็นเศรษฐีขี่เกวียนชมสวนเสียมากกว่า

            โต๊ะเองคิดประมาทดังนี้จึงขี่ม้าออกไปหน้าทหารแล้วร้องตวาดใส่ขงเบ้งว่าเมืองเลงเหลงของเราเป็นสุขสงบมาช้านาน ไฉนท่านจึงประพฤติตนเป็นโจรพาลต่ำช้ายกมารุกรานแดนเรา

            ขงเบ้งจึงร้องตอบไปว่า “ตัวกูชื่อขงเบ้ง อยู่ ณ แดนเมืองลำหยง ครั้นโจโฉคุมทหารร้อยหมื่นยกกองทัพมาจะตีเอาหัวเมืองฝ่ายใต้ กูคิดกลอุบายแต่ข้อเดียวก็เผากองทัพบก ทัพเรือโจโฉเสียได้ ซึ่งนายกูยกกองทัพมานี้แม้มึงอ่อนน้อมโดยดีก็จะรอดชีวิต”

            โต๊ะเองได้ฟังดังนั้นก็โกรธ เพราะคนผู้อยู่เบื้องหน้าเจรจาถ้อยคำโอ้อวดเกินตัวนัก ไม่เชื่อว่าคนสารรูปแบบพ่อค้าไหนเลยจะเป็นผู้บัญชาการใหญ่คิดการสงครามทำลายกองทัพร้อยหมื่นของโจโฉได้ จึงว่าอันการสงครามทั้งปวงกูก็รู้อยู่ มึงอย่าแอบอวดอ้างไปเลย เมื่อโจโฉยกกองทัพมาแล้วเสียทีกลับไปนั้น เป็นเพราะความคิดของจิวยี่ชาวเมืองกังตั๋งดอก

            โต๊ะเองกล่าวความสิ้นคำก็กระตุ้นม้าตรงไปที่เกวียนของขงเบ้งหมายจะจับตัวขงเบ้งให้จงได้

            ขงเบ้งเห็นดังนั้นจึงให้สัญญาณถอยทัพแล้วขับเกวียนถอยลงมาข้างหลัง ให้ทหารสกัดโต๊ะเองไปพลางถอยไปพลาง พอมาถึงซอกระหว่างเนินเขาก็ถอยเข้าไปในซอกระหว่างเนินเขานั้น

            โต๊ะเองขี่ม้าพาทหารไล่ขงเบ้งไปถึงซอกระหว่างเนินเขา เห็นขงเบ้งและทหารหลบหายเข้าไปในเหลี่ยมเขาก็เร่งฝีเท้าม้าไปข้างหน้า ทันใดนั้นเสียงประทัดสัญญาณก็ดังขึ้น เห็นทหารกองหนึ่งยกออกมาจากท้ายเนินเขา มีธงประจำตัวนายทัพระบุชื่อว่าเตียวหุย โต๊ะเองจึงรั้งม้าไว้

            เตียวหุยขี่ม้าพาทหารรุกเข้ามาอย่างรวดเร็ว แล้วตวาดใส่โต๊ะเองว่าตัวกูชื่อเตียวหุย มึงเป็นผู้ใดจะหาญกล้ามาสู้รบกับกูหรือ

            โต๊ะเองได้ฟังดังนั้นก็โกรธ กระตุ้นม้าเข้ารบกับเตียวหุย ทั้งสองฝ่ายต่อสู้กันบนหลังม้าได้สิบเพลง โต๊ะเองทานกำลังเตียวหุยไม่ได้ก็ควบม้าหนีกลับไปตามเส้นทางเดิม เตียวหุยเห็นดังนั้นจึงขี่ม้าไล่ตามโต๊ะเองไป

            พอโต๊ะเองขี่ม้าหนีมาใกล้จะถึงปลายเนินเขา พลันเสียงประทัดสัญญาณก็ดังขึ้น จูล่งคุมทหารยกตีโอบเข้ามาอย่างรวดเร็วแล้วให้ทหารล้อมโต๊ะเองไว้

            โต๊ะเองเห็นธงประจำนายทัพชื่อจูล่งซึ่งกิตติศัพท์ลือเลื่องมาแต่ครั้งศึกเตียงปัน ทั้งเห็นรูปลักษณ์จูล่งยืนม้าถือทวนองอาจกล้าหาญนักก็กลัวจูล่ง เหลียวหน้าแลหลังเห็นทหารของจูล่งล้อมไว้โดยรอบ พอดีเตียวหุยยกตามมาทันก็ให้ทหารล้อมไว้อีกชั้นหนึ่ง โต๊ะเองคิดเห็นสิ้นทางหนีจึงลงจากหลังม้า ทิ้งขวานลงกับพื้นแล้วตรงไปคุกเข่าคำนับจูล่ง ขอยอมแพ้แต่โดยดี.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘