ตอนที่ 288. อุบายประวิงเวลา

ในขณะที่กองทัพเมืองกังตั๋งกำลังสู้รบกับกองทัพของเมืองหลวงเพื่อแย่งชิงสามหัวเมืองฝ่ายใต้ฝั่งเหนือของแม่น้ำแยงซีอย่างชุลมุนเหมือนกับพญานกอินทรีโฉบพญางูใหญ่แล้วถูกพญางูใหญ่เกี่ยวพันรัดตัวเข้าไว้ ต่างจิก ต่างรัดชุลมุนอยู่นั้น กองทัพของเล่าปี่และขงเบ้งซึ่งประดุจดังเสือซ่อนเล็บก็ได้ตะครุบเอาเมืองเกงจิ๋ว เมืองลำกุ๋น และเมืองซงหยงไว้ในอำนาจอย่างง่ายดาย

            กองทัพของโจหยินแตกหนีกลับไปเมืองหลวง แต่กองทัพเมืองกังตั๋งนั้นจิวยี่เคียดแค้นและเสียใจที่เสียรู้ขงเบ้งถึงกับรากเลือด คิดจะยกไปยึดสามเมืองกลับคืน แต่โลซกที่ปรึกษาคนสำคัญได้ห้ามปรามไว้ เพราะเกรงว่ากองทัพโจโฉจะเข้าซ้ำเติม หรือมิฉะนั้นเล่าปี่ก็อาจจะร่วมมือกับโจโฉ แล้วเมืองกังตั๋งจักเป็นอันตราย

            จิวยี่ได้ฟังคำปรึกษาของโลซกแล้วก็เห็นด้วยแต่ยังอาลัยอาวรณ์และเสียใจ เพราะได้ลงทุนลงแรงไปในการสงครามเป็นอันมาก จึงกล่าวกับโลซกว่า “เราได้เสียเสบียงแลเงินทองปูนบำเหน็จทหารเป็นอันมาก แล้วก็ได้ยกมาทำการรบพุ่งถึงเมืองลำกุ๋น อันเล่าปี่กับขงเบ้งมิได้เสียเงินทองแลเสบียงอาหารเลย มาชุบมือเอาเมืองสามตำบลนี้ได้โดยง่าย เราก็มีความแค้นเป็นอันมาก”

            โลซกได้ฟังคำจิวยี่ก็สงสาร จึงปลอบใจว่าที่ท่านมีความเคียดแค้นนั้นก็ควรอยู่ แต่จะหักหาญกับเล่าปี่และขงเบ้งคงไม่ได้การ ข้าพเจ้าขออาสาไปว่ากล่าวแก่เล่าปี่และขงเบ้งโดยดีเสียชั้นหนึ่งก่อน หากแม้นไม่ฟังคำจึงค่อยคิดอ่านทำการสืบไป

            จิวยี่ได้ฟังดังนั้นจึงปรึกษาหารือกับบรรดาที่ปรึกษาและแม่ทัพนายกองอื่นว่าจะมีความเห็นเป็นประการใด

            คนทั้งปวงเห็นถ้อยคำของโลซกชอบด้วยเหตุและผล ทั้งเห็นประจักษ์อยู่กับตาว่ากองทัพเมืองกังตั๋งบัดนี้บอบช้ำ ทั้งเสบียงอาหารก็ไม่พอเพียง ยากที่จะยกเข้าตีเมืองเกงจิ๋ว เมืองลำกุ๋นและเมืองซงหยงได้ จึงพร้อมเพรียงกันสนับสนุนความคิดของโลซก

            จิวยี่เห็นดังนั้นจึงสั่งให้โลซกไปเจรจาว่ากล่าวกับเล่าปี่ตามที่เสนอ

            โลซกจึงคำนับลาจิวยี่ออกมาจัดแจงทหารคนสนิทได้สิบคนแล้วพากันไปที่เมืองลำกุ๋น พอถึงที่ประตูเมืองเห็นจูล่งคุมทหารรักษาการณ์อยู่บนเชิงเทินจึงแจ้งความประสงค์ว่าจะมาขอพบกับเล่าปี่

            จูล่งจึงร้องบอกมาจากบนเชิงเทินว่าบัดนี้เล่าปี่ไม่ได้อยู่ที่เมืองลำกุ๋น เพราะได้พาขงเบ้งไปที่เมืองเกงจิ๋วแล้ว หากท่านประสงค์จะขอพบกับเล่าปี่ก็จงเดินทางไปที่เมืองเกงจิ๋วนั้นเถิด

            โลซกได้ฟังดังนั้นจึงพาทหารรีบตามเล่าปี่ไปที่เมืองเกงจิ๋ว พอไปใกล้ประตูเมืองเห็นบนเชิงเทินและกำแพงเมืองตลอดแนวปักธงทิวขอบแสดพื้นเหลืองอันเป็นธงประจำกองทัพเล่าปี่ และเห็นที่บนเชิงเทินปักธงสำคัญผืนใหญ่อันเป็นธงประจำตัวของเล่าปี่อยู่ข้างหนึ่ง และที่ใกล้ ๆ กันนั้นยังมีธงขอบแสดพื้นเหลือง มีอักษรสีดำระบุชื่อ “จูกัดเหลียง” ก็รู้ว่าทั้งเล่าปี่และขงเบ้งมาอยู่ที่เมืองเกงจิ๋วแล้ว ให้รู้สึกหนาวเหน็บในความคิด ตระหนักว่า “อันสติปัญญาขงเบ้งนั้นลึกซึ้งนัก ยากที่จะหยั่งได้”

            โลซกพาทหารเข้าไปที่หน้าประตูเมือง แล้วร้องบอกนายทหารที่รักษาเชิงเทินอยู่ว่าตัวเราชื่อโลซก มาแต่กองทัพเมืองกังตั๋ง จะมาขอพบเล่าปี่

            ผู้รักษาเชิงเทินได้ฟังดังนั้นจึงร้องบอกให้โลซกคอยอยู่สักครู่หนึ่ง แล้วให้ทหารนำความไปรายงานแก่ขงเบ้ง

            ขงเบ้งทราบรายงานแล้วจึงบอกเล่าปี่ว่าโลซกมาครั้งนี้คงจะมาเจรจาด้วยเรื่องสามหัวเมืองที่เรายึดไว้เป็นมั่นคง ข้าพเจ้าจะเจรจาว่ากล่าวกับโลซกเอง ขอเชิญท่านเข้าไปที่ข้างในเสียก่อน

            เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นจึงถามขงเบ้งว่าท่านจะคิดทำสงครามกับเมืองกังตั๋งหรือว่าจะประนีประนอมยอมยกหัวเมืองทั้งสามให้แก่ซุนกวน

            ขงเบ้งจึงว่าสถานการณ์บัดนี้ไม่ควรที่จะทำสงคราม แลสามหัวเมืองนี้เมื่อเป็นสิทธิแก่ท่านแล้วไหนเลยจะยกให้แก่ซุนกวนได้โดยง่าย ข้าพเจ้าจะทำอุบายประวิงเวลา แล้วรักษาสามเมืองนี้ไว้เป็นสิทธิสืบไป เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็เห็นด้วยจึงเดินเข้าไปที่ข้างใน

            ขงเบ้งได้เรียกทหารคนสนิทเข้ามากระซิบความแล้วให้รีบไปแจ้งแก่เล่ากี๋ให้เตรียมตัวไว้ให้พร้อม จากนั้นขงเบ้งจึงสั่งให้ทหารไปเปิดประตูเมืองต้อนรับโลซกและเชิญเข้ามาที่จวน พอโลซกเข้ามาเห็นขงเบ้ง ต่างถ้อยทีถ้อยคำนับกันตามธรรมเนียมแล้ว ขงเบ้งจึงเชิญให้โลซกนั่งในที่สำหรับแขกเมือง

            หลังจากสนทนาปราศรัยไต่ถามทุกข์สุขตามประเพณีแล้ว โลซกจึงว่าโจโฉยกทัพใหญ่รุกลงภาคใต้ในครั้งนี้ ความประสงค์ที่แท้จริงหาใช่ต้องการทำสงครามกับเมืองกังตั๋งแต่อย่างใดไม่ หากต้องการกำจัดเล่าปี่เป็นสำคัญ แต่ซุนกวนและจิวยี่เห็นแก่ไมตรีและมีน้ำใจช่วยเหลือเล่าปี่ให้พ้นทุกข์ จึงยกกองทัพออกมาสู้รบกับโจโฉ

            แล้วว่าเป็นธรรมดาของการศึกย่อมต้องสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายเงินทองและชีวิตทหารเป็นอันมาก ในสงครามเซ็กเพ็กครั้งนี้ท่านก็แจ้งอยู่ว่าซุนกวนนายเราได้เสียเงินทองเสบียงอาหารอาวุธยุทโธปกรณ์และชีวิตไพร่พลเป็นอันมาก จึงทำลายกองทัพโจโฉจนย่อยยับ ตัวโจโฉต้องหนีกลับเมืองหลวง จิวยี่จึงยกกองทัพไปปราบปรามหัวเมืองฝ่ายใต้ทางฝั่งเหนือของแม่น้ำแยงซีเพื่อชดเชยความเสียหายที่ใช้ไปในการสงคราม จนโจหยินและโจหองก็แตกทัพกลับไปเมืองหลวงอีก การที่ท่านฉวยโอกาสที่จิวยี่กรำศึกสงครามอยู่กับโจหยินและโจหองแย่งยึดเอาเมืองสามตำบลไปย่อมไม่ชอบ เป็นการผิดประเพณีการสงครามที่มีมาแต่ก่อน ข้าพเจ้าจึงมาว่ากล่าวเตือนสติท่านให้คืนเมืองสามตำบลแก่ซุนกวนเพื่อไมตรีของทั้งสองฝ่ายจักได้จำเริญสืบไป 

            ขงเบ้งได้ฟังดังนั้นจึงว่า “ตัวท่านเป็นคนมีสติปัญญาอยู่ ควรหรือมาว่าดังนี้เล่า อันเมืองสามตำบลนี้แม้เป็นเมืองของโจโฉ เราก็จะยกให้ซุนกวน อันเมืองทั้งสามนี้เป็นเมืองของเล่าเปียว ท่านก็แจ้งอยู่ว่าเล่าเปียวกับเล่าปี่เป็นพี่น้องกัน ถึงเล่าเปียวตายแล้วเล่ากี๋ผู้บุตรก็ยังอยู่ เรากับเล่าปี่จึงชิงเอาเมืองสามตำบลนี้ไว้หวังจะให้กับเล่ากี๋ ท่านจะว่าผิดประเพณีด้วยอันใด”

            โลซกได้ฟังเหตุผลของขงเบ้งดังนั้นก็ตกตะลึงอึ้งอยู่ พอได้คิดจึงกล่าวสืบต่อไปว่า อันหัวเมืองทั้งสามนี้เป็นของเล่าเปียวก็จริงอยู่ แต่ที่ท่านว่าจะชิงเอาเมืองสามตำบลนี้ให้เล่ากี๋นั้นไม่เห็นสม เพราะเล่ากี๋ไม่ได้อยู่ที่นี่ หากอยู่ที่เมืองกังแฮ เหตุผลของท่านที่ว่ายึดเมืองสามตำบลไว้ให้แก่เล่ากี๋จึงไม่ชอบ

            ขงเบ้งได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะแล้วว่า ท่านทราบได้อย่างไรว่าเล่ากี๋ไม่ได้อยู่ที่นี่ ข้าพเจ้าจะให้ท่านเห็นหน้าเล่ากี๋ จะได้สิ้นที่สงสัย แล้วว่าบัดนี้แม้เล่ากี๋ป่วยอยู่ แต่ข้าพเจ้าจะให้เชิญเล่ากี๋มาพบท่านจะได้สิ้นสงสัยสืบไป

            ขงเบ้งกล่าวดังนั้นแล้วจึงสั่งทหารให้ไปเชิญเล่ากี๋ออกมาพบกับโลซก ครู่หนึ่งทหารสองคนก็พยุงเล่ากี๋ซึ่งแต่งตัวในชุดนอน มีท่าทีทรุดโทรมราวกับคนป่วยหนักออกมาข้างนอก

            พอเล่ากี๋ออกมาเห็นโลซกก็ว่าขออภัยท่านที่ข้าพเจ้าไม่อาจคำนับท่านได้เพราะป่วยอยู่ ทั้งลำตัวและสะเอวให้แข็งเป็นแผ่นกระดาน เล่ากี๋กล่าวเท่านี้แล้วทหารสองคนนั้นก็พยุงเล่ากี๋กลับเข้าไปข้างใน

            โลซกเห็นเล่ากี๋มีอาการดังนั้นก็สำคัญว่าเล่ากี๋ป่วยหนัก ความคิดหนึ่งก็วาบขึ้นในใจจึงว่า ซึ่งท่านว่ายึดสามหัวเมืองไว้เพื่อให้แก่เล่ากี๋ก็มีเหตุผลอยู่ เพราะถ้าหากเล่ากี๋มีชีวิตอยู่แล้วย่อมชอบที่จะได้สืบทอดการปกครองสามหัวเมืองแทนเล่าเปียว แต่ถ้าหากเล่ากี๋หาชีวิตไม่แล้ว ท่านจะว่าประการใด

            ขงเบ้งได้ฟังดังนั้นก็ทำทีเป็นจำนนต่อเหตุผลของโลซก แล้วตอบว่า “ถ้าบุญของเล่ากี๋มีอยู่วันหนึ่งสองวันก็ดี เราก็จะช่วยบำรุงไป แม้หาบุญเล่ากี๋ไม่แล้วจึงค่อยคิดอ่านต่อไป”

            โลซกเห็นขงเบ้งตอบถ้อยคำคลุมเครือไม่แน่ชัดว่าหากเล่ากี๋ตายแล้วขงเบ้งจะมอบสามเมืองแก่ซุนกวนหรือไม่ จึงถามย้ำต่อไปว่า ถ้าหากวันข้างหน้าเล่ากี๋ถึงแก่ความตาย ข้าพเจ้าใคร่ทราบว่าท่านจะยอมมอบสามเมืองนี้แก่ซุนกวนหรือไม่

            ขงเบ้งได้ฟังดังนั้นยังคงตอบแบบคลุมเครือต่อไปว่า “ชอบแล้ว” และไม่เปิดโอกาสให้โลซกถามเซ้าซี้ต่อไปอีก หันกลับไปสั่งทหารให้แต่งโต๊ะ แล้วเชิญโลซกไปกินโต๊ะเสพสุราด้วยกัน

            ขงเบ้งชวนโลซกสนทนาสรรเสริญสติปัญญาของจิวยี่และความกล้าหาญมีระเบียบวินัยของทหารเมืองกังตั๋งที่สามารถทำสงครามได้ชัยชนะแก่โจโฉในสงครามเซ็กเพ็ก และได้สรรเสริญความพยายามของโลซกที่ได้ช่วยให้ความเป็นพันธมิตรระหว่างเล่าปี่และซุนกวนดำเนินไปอย่างราบรื่น

            พอโลซกทำท่าจะวกมากล่าวทวงสามหัวเมือง ขงเบ้งก็ชิงพูดไปทางอื่นทุกครั้งไปจนกินโต๊ะเสร็จ โลซกเห็นจะสนทนาว่ากล่าวต่อไปก็คงจะไม่ได้ความมากกว่านี้ ทั้งเห็นเวลาสมควรแล้ว จึงคำนับลาขงเบ้ง กลับไปที่ค่ายเล่าความให้จิวยี่ฟังทุกประการ แล้วว่าข้าพเจ้าสังเกตเห็นอาการป่วยของเล่ากี๋คงจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่ยืนยาวนัก เล่ากี๋ตายเมื่อใดขงเบ้งก็ต้องคืนสามเมืองให้แก่ซุนกวนเป็นแน่แท้

            จิวยี่ได้ฟังดังนั้นจึงท้วงว่าเวลานี้เล่ากี๋ยังหนุ่มอยู่ และยังหนุ่มกว่าซุนกวนนายเราเสียอีก อีกสักกี่ปีเล่ากี๋จึงจะตาย เหตุไฉนท่านจึงไปยอมรับสัญญาที่มีเงื่อนไขแบบไม่มีเวลาที่แน่นอนดังนี้เล่า แล้วว่าท่านรู้ตัวหรือไม่ว่าถูกขงเบ้งวางอุบายแสร้งให้เล่ากี๋ทำทีเป็นป่วยหนักแล้วลวงท่าน

            โลซกได้ฟังคำท้วงของจิวยี่ก็พรั่นใจ หวนย้อนคิดไปอีกครั้งหนึ่งก็นึกถึงความผิดสังเกตเพราะเล่ากี๋ซึ่งอ้างว่าป่วยหนักถึงขนาดตัวแข็งคำนับมิได้นั้น แต่สีหน้าและแววตายังผ่องใส ผิดวิสัยของคนป่วยหนัก แต่ก็เกรงว่าจิวยี่จะตำหนิจึงยืนยันว่าข้าพเจ้าได้เห็นอาการป่วยของเล่ากี๋กับตาว่าแม้ตัวก็แข็งทื่อ ท่านอย่าปรารมภ์ว่าเล่ากี๋จะมีชีวิตอยู่เนิ่นนานเลย

            โลซกได้ประโลมใจจิวยี่ต่อไปว่า ปล่อยให้เล่าปี่ ขงเบ้ง ชะล่าใจไปก่อนแล้วค่อยคิดอ่านย้อนมายึดสามเมืองต่อไปก็จะทำการได้โดยสะดวก

            จิวยี่ได้ฟังคำโลซกต้องด้วยใจปรารถนาก็สนใจ รีบไต่ถามว่าท่านมีความคิดอ่านประการใดจึงกล่าวความดังนี้

            โลซกได้ฟังดังนั้นก็แก้ตัวแบบขุ่น ๆ ต่อไปว่า “อันเล่ากี๋นั้นเป็นเด็กหนุ่ม พอใจเสพสุรา รักสตรี ซึ่งโรคป่วยอยู่นั้นก็เพราะเหตุสองประการนี้ ข้าพเจ้าเห็นว่าอายุเล่ากี๋จะไม่ยืนไปถึงกึ่งปี แม้ตายลงเมื่อใดข้าพเจ้าจะไปทวงเอาเมืองสามตำบลนั้นให้ได้”

            เป็นอันว่าโลซกก็มิได้มีแผนการอื่นใดที่จะแย่งชิงเอาสามเมือง คงอ้างเหตุผลเดิมว่าเล่ากี๋ป่วยหนัก แล้วย้ำว่าคงจะมีอายุต่อไปได้ไม่ถึงครึ่งปีเพื่อทำให้จิวยี่คลายใจ เหตุการณ์นี้ได้แสดงให้เห็นว่าอันวิสัยนักวิชาการนั้น แม้จะมีสติปัญญาเฉลียวฉลาดสักปานไหน แต่พอภัยมาถึงตัวก็หาทางเอาตัวรอด แม้แบบน้ำขุ่น ๆ ก็ยังดี

            จิวยี่ได้ฟังดังนั้นก็ขุ่นเคือง แต่ไม่ทันที่จะได้เอ่ยคำตำหนิโลซก ทหารรักษาการณ์ได้วิ่งเข้ามาข้างในแล้วรายงานว่าบัดนี้ซุนกวนให้ม้าเร็วส่งสารมามอบ รายงานแล้วก็มอบสารของซุนกวนให้แก่จิวยี่

            จิวยี่รับหนังสือของซุนกวนมาอ่านจึงทราบความว่าซุนกวนได้ยกกองทัพจะไปยึดเมืองหับป๋า ได้สู้รบกับเตียวเลี้ยวทหารของโจโฉซึ่งรักษาเมืองหับป๋าเป็นสามารถ แต่ยังไม่แพ้ชนะกัน จึงให้จิวยี่แบ่งทหารยกไปช่วยยึดเมืองหับป๋าต่อไป

            จิวยี่ทราบความตามหนังสือของซุนกวนแล้วก็พรั่นใจ เพราะซุนกวนยกทหารไปเป็นจำนวนมากแต่ไม่สามารถเอาชัยชนะต่อกองทัพของเตียวเลี้ยวซึ่งรักษาเมืองหับป๋าได้ จึงสั่งให้เทียเภาปลัดทัพคุมทหารรีบยกไปช่วยซุนกวนแต่เวลานั้น

            พอเทียเภาคำนับลาจิวยี่ออกไปจัดแจงทหารยกไปช่วยซุนกวนแล้ว จิวยี่ก็ระลึกได้ว่าทหารที่มีเหลืออยู่น้อยตัวนัก ไม่สามารถคิดอ่านแย่งชิงสามหัวเมืองต่อไปได้ ประกอบทั้งตัวจิวยี่เองก็ป่วยอยู่ จึงสั่งให้เลิกทัพกลับไปเมืองกังตั๋ง

            ทางฝ่ายเล่าปี่หลังจากยึดเมืองเกงจิ๋ว เมืองลำกุ๋นและเมืองซงหยงได้แล้ว ได้จัดระเบียบการปกครองหัวเมืองทั้งสามจนเป็นปกติสุข และได้จัดสังกัดทหารเชลยศึกเข้าสังกัดกองทัพตามระบบจัดกองทัพที่ขงเบ้งได้กำหนดทุกประการ.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

I miss you all กับ I miss all of you ต่างกันอย่างไร

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓