ตอนที่ 285. อุบายพิษเกาทัณฑ์
โจหยินดำเนินการตามแผนการที่โจโฉสั่งไว้ในหนังสือลับ ในขณะที่จิวยี่ประมาทสำคัญว่าโจหยินกำลังหนี จึงให้ฮันต๋งและจิวท่ายไล่ตามตี
โจหยินเห็นจิวท่ายขี่ม้าออกหน้าทหารมาจึงชักม้าเข้ารบกับจิวท่าย ส่วนโจหองชักม้าเข้ารบกับฮันต๋ง ในขณะที่ทหารทั้งสองฝ่ายได้เข้าต่อสู้ตะลุมบอนกันเป็นสามารถ โจหยินและโจหองทำทีเป็นสู้ไม่ได้แล้วชักม้าหนีจากลานรบไปทางทิศเหนือของเมืองลำกุ๋น ฮันต๋งและจิวท่ายเห็นดังนั้นก็ไม่ไล่ติดตามต่อไป พากันยกกลับจะไปสบทบกับกองทัพหลวงของจิวยี่
ฝ่ายจิวยี่คุมกองทัพหลวงมาใกล้กำแพงเมืองเห็นประตูเมืองนั้นเปิดอยู่แต่ไม่เห็นทหาร สำคัญว่าหนีตามโจหยินและโจหองไปแล้ว จิวยี่จึงพาทหารติดตามซึ่งใกล้ชิดประมาณห้าสิบคนจะเข้าไปที่ประตูเมือง
ฝ่ายตันเกียวคุมพลเกาทัณฑ์ซุ่มคอยทีอยู่เห็นกองทัพของจิวยี่หลงกลก็สรรเสริญสติปัญญาของโจโฉว่าสามารถคิดอ่านวางแผนการสงครามไว้ล่วงหน้าได้ถูกต้องแม่นยำราวกับว่าเทพยดาเข้าดลใจ
พอตันเกียวเห็นจิวยี่ขี่ม้าพาทหารเข้ามาใกล้ประตูเมืองจึงจุดประทัดสัญญาณขึ้น บรรดาพลเกาทัณฑ์ที่ซุ่มคอยทีอยู่บนเชิงเทินและกำแพงเมืองจึงลุกขึ้นระดมยิงเกาทัณฑ์ไปที่ทหารของจิวยี่ที่กำลังจะกรูกันเข้ามาที่ประตูเมืองราวกับห่าฝน ในขณะที่พลเฝ้าประตูเมืองเมื่อได้ยินเสียงประทัดสัญญาณก็รีบปิดประตูเมืองเสียทั้งสามด้าน
ทหารของจิวยี่กำลังลำพองใจว่าสามารถเข้ายึดเมืองลำกุ๋นได้โดยไม่ต้องรบจึงไม่ทันระวังตัว พวกที่รีบรุกได้ตกลงไปในหลุมตามแนวกำแพงเมืองทั้งสามด้านเป็นจำนวนมาก พวกข้างหน้าแตกตื่นจะถอยหนีในขณะที่พวกข้างหลังกำลังหนุนเนื่องเข้ามาจึงแออัดยัดเยียดเป็นเป้านิ่งและถูกเกาทัณฑ์บาดเจ็บล้มตายลงเป็นอันมาก พวกที่เหลือก็พากันถอยหนีให้พ้นจากระยะเกาทัณฑ์ เบียดเสียดเสียหลักล้มลงและถูกทหารพวกเดียวกันเหยียบบาดเจ็บล้มตายอีกจำนวนมาก
ฝ่ายจิวยี่กำลังขี่ม้าจะเข้าเมืองด้วยความประมาทว่าจะยึดเมืองลำกุ๋นได้โดยสะดวก พลันได้ยินเสียงประทัดสัญญาณและเห็นประตูเมืองค่อย ๆ ปิดก็ตกใจ รู้ว่าต้องกลข้าศึกจึงชักม้าจะถอยกลับ พอลูกเกาทัณฑ์แล่นกรีดฝ่าอากาศมาทุกทิศทางจิวยี่จึงเอาทวนกวัดแกว่งปัดลูกเกาทัณฑ์เป็นพัลวัน
จิวยี่เอาทวนปัดลูกเกาทัณฑ์ไปพลางถอยไปพลางแต่ยังไม่ทันพ้นระยะเกาทัณฑ์ ตันเกียวเห็นสภาพที่ทุลักทุเลของจิวยี่จึงเอาเกาทัณฑ์อาบยาพิษเล็งไปที่ลำตัวของจิวยี่ พอดีกับที่จิวยี่ขยับถอยห่างออกไป ลูกเกาทัณฑ์ของตันเกียวจึงพลาดไปถูกขาซ้ายช่วงเหนือหัวเข่าของจิวยี่ ในขณะที่จิวยี่ก็หลบลูกเกาทัณฑ์ซึ่งยิงมาจากในเมืองจึงเสียหลักพลัดตกลงจากหลังม้า
งิวขิ้มคุมทหารอยู่บนเชิงเทินเห็นดังนั้นจึงยกทหารออกจากประตูเมืองจะเข้าไปจับจิวยี่ พอดีชีเซ่งและเตงฮองยกทหารกลับมาเห็นดังนั้นจึงพากทหารเข้าไปรบป้องกันแก้ จิวยี่ออกมาพ้นจากรัศมีเกาทัณฑ์ของทหารโจหยินแล้วให้ทหารพยุงจิวยี่ขี่ม้ากลับไปที่ค่าย ส่วนชีเซ่งและเตงฮองคุมทหารคอยสกัดทหารของโจหยินซึ่งกำลังไล่ตามมา
พอตันเกียวยกทหารออกจากประตูเมืองจึงปะทะกับชีเซ่งและเตงฮอง ทั้งสองได้รบพุ่งต่อสู้กันเป็นสามารถ
ฝ่ายเทียเภาเห็นจิวยี่เสียทีแก่ข้าศึกจึงให้ตีระฆังสัญญาณให้ถอยทัพ ทหารเมืองกังตั๋งได้ยินสัญญาณจึงพากันถอยกลับไปที่ค่ายตามสัญญาณ
ฝ่ายโจหยินและโจหองครั้นทำกลอุบายตามแผนการของโจโฉทำทีหนีไประยะหนึ่งแล้วจึงพากันยกกลับมาที่เมืองลำกุ๋น เห็นเหตุการณ์ที่จิวยี่ต้องกลของโจโฉถูกเกาทัณฑ์อาบยาพิษพลัดตกลงจากหลังม้าดังนั้นก็มีความยินดี ครั้นเห็นทหารเมืองกังตั๋งถอยกลับเข้าค่ายจึงให้สัญญาณให้ทหารถอยกลับเข้าเมือง
ฝ่ายจิวยี่ครั้นกลับไปถึงค่ายก็ดึงลูกเกาทัณฑ์ออกจากขาแล้วให้หมอมารักษาบาดแผล ได้รับความเจ็บปวดเป็นอันมาก แต่ความเจ็บปวดนั้นยังพอทน กังวลก็แต่พิษเกาทัณฑ์จึงต้องกรีดเอาเนื้อบริเวณขาที่ต้องพิษออก ถึงกระนั้นหมอก็ย้ำเตือนจิวยี่ให้ระมัดระวังมิให้เกิดโทสะเพราะพิษจะกำเริบด้วยความแสลงแห่งโทสะนั้น
เทียเภาขุนพลผู้เฒ่าแห่งกังตั๋งเห็นจิวยี่ป่วยตรมอยู่ด้วยแผลเกาทัณฑ์จึงสั่งการให้ระมัดระวังกวดขันรักษาค่ายไว้ให้มั่นคง ไม่ให้ออกรบรอจนกว่าจิวยี่จะหาย แม้มีราชการสงครามก็ห้ามมิให้ปรึกษาด้วยจิวยี่ เพราะเกรงว่าจิวยี่มีโทสะแล้วพิษจะกำเริบขึ้น
ฝ่ายโจหยินเห็นกองทัพเมืองกังตั๋งตั้งมั่นอยู่แต่ในค่ายไม่ยอมออกรบก็รู้ว่าจิวยี่ป่วยด้วยพิษเกาทัณฑ์มีอาการสาหัส หากมีความโกรธบังเกิดขึ้นก็จะถึงแก่ชีวิต ดังนั้นโจหยินจึงแต่งทหารให้งิวขิ้มยกไปที่หน้าค่ายของจิวยี่ ท้าทายให้ทหารเมืองกังตั๋งยกออกมารบกัน แต่ทหารเมืองกังตั๋งก็ตั้งมั่นไม่ยอมออกรบ งิวขิ้มจึงให้ทหารร้องด่าปรามาสจิวยี่เป็นการหยาบคายเป็นอันมาก
ทหารเมืองกังตั๋งทนฟังคำด่าปรามาสหยาบช้ามิได้ก็ขอให้เทียเภาสั่งให้ยกทหารออกไปรบ เทียเภาก็ไม่อนุญาตคงให้ตั้งมั่นไว้ดังเดิม ทหารของงิวขิ้มก็ยิ่งด่าปรามาสหยาบช้าขึ้นทุกวัน
เทียเภาเห็นอาการของจิวยี่ยังไม่ทุเลาและทหารเมืองกังตั๋งก็รุมเร้าจะออกไปรบ จึงเกรงว่าจะเสียที จึงปรารภด้วยแม่ทัพนายกองทั้งปวงว่าบัดนี้แม่ทัพใหญ่ป่วยอยู่ยังไม่ทุเลา หากตั้งยันกันอยู่ดังนี้ก็จะเสียทีแก่ข้าศึก จำจะขอให้จิวยี่เลิกทัพกลับไปเมืองกังตั๋งก่อนแล้วค่อยคิดอ่านทำการต่อไป บรรดาแม่ทัพนายกองฟังปรารภของเทียเภาแล้ว หาข้อตกลงเป็นยุติประการมิได้ จึงเลิกราไปแต่เพียงนั้น
ฝ่ายจิวยี่ป่วยอยู่ด้วยพิษเกาทัณฑ์ แต่ละวันได้ยินเสียงด่าปรามาสก็สู้ข่มอารมณ์ไว้ด้วยเกรงว่าพิษจะกำเริบ วันหนึ่งได้ยินเสียงด่าปรามาสอยู่นอกค่ายจึงถามว่าวันนี้เป็นผู้ใดยกทหารมา ทหารรักษาการณ์จึงรายงานว่าวันนี้เป็นโจหยินคุมทหารยกมาเอง
จิวยี่ได้ยินดังนั้นก็มีความยินดี รำพึงขึ้นว่าเมืองลำกุ๋นจะต้องอยู่ในเงื้อมมือเราเป็นมั่นคง
จิวยี่หลงกลของโจโฉที่สั่งการไว้ในหนังสือลับมอบไว้กับโจหยินจนต้องเกาทัณฑ์อาบยาพิษแทบจะเอาชีวิตไม่รอด จิวยี่จึงขุ่นแค้นโจโฉเป็นอันมาก ในขณะที่นอนตรมป่วยอยู่นั้นแต่ละวันยังถูกทหารของโจหยินยกมาท้าทายกล่าวปรามาสเป็นการหยาบช้าก็ยิ่งแค้นเคือง สู้ข่มความโกรธไว้ไม่ให้พิษกำเริบแล้วครุ่นคิดหาแผนการแก้แค้นโจหยิน ครั้นได้ทราบว่าโจหยินยกทหารมาท้าทายด้วยตนเองก็คิดแผนการได้สำเร็จ แล้วรำพึงขึ้นด้วยความมั่นใจว่าเมืองลำกุ๋นครั้งนี้คงจะไม่พ้นเงื้อมมือเรา
จิวยี่จึงเรียกเทียเภาเข้ามาแล้วทำทีเป็นต่อว่าว่าสามสี่วันมานี้ทหารโจหยินยกมาท้าทายถึงหน้าค่ายทุกวัน ถึงตัวข้าพเจ้าจะป่วยอยู่แต่เหตุไฉนท่านจึงไม่ยกทหารออกไปรบ
เทียเภาจึงว่าก็เพราะตัวท่านป่วยอยู่ ข้าพเจ้าจึงจำเป็นต้องสั่งทหารให้ตั้งมั่นอยู่ในค่ายเพื่อมิให้เสียทีแก่ข้าศึก
จิวยี่ทำเป็นโกรธแล้วว่าตัวท่านเป็นปลัดทัพ มีความศึกประการใดย่อมชอบที่จะนำความมาปรึกษาหารือข้าพเจ้าก่อน ไม่ชอบที่จะตัดสินใจโดยลำพัง ท่านเอาแต่สั่งให้ตั้งมั่นอยู่ในค่าย ฝ่ายข้าศึกก็จะกำเริบ ทหารฝ่ายเราก็จะท้อถอย
เทียเภาจึงว่าข้าศึกยกมาด่าว่าเป็นหยาบช้า ถ้าหากนำความมาบอกท่านก็เกรงว่าท่านจะโกรธแล้วพิษเกาทัณฑ์กำเริบขึ้นก็จะเสียการของนายเรา ตัวท่านเองก็อาจเป็นอันตรายจึงดำริที่จะยกกลับไปเมืองกังตั๋งก่อน ให้ท่านหายป่วยแล้วจึงค่อยคิดการต่อไป
จิวยี่ได้ฟังดังนั้นก็ทำเป็นโกรธแล้วว่า “ตัวเราแลท่านทั้งปวงเป็นทหารกินเบี้ยหวัด แต่ตัวเรานี้คิดจะสนองคุณนายจึงมาทำการทั้งนี้ ถึงมาตรว่าชีวิตเราจะตายในท่ามกลางศึก ก็ให้เอาอานม้าปิดซากศพไว้เร่งทำการต่อไป แลท่านทั้งปวงเป็นนายหมวดนายกองสิ้นทุกคน เหตุใดมาวิตกถึงเราป่วยอยู่ แลมิได้ยกออกรบพุ่งด้วยข้าศึกนั้นมิสมควร”
ว่าแล้วจิวยี่จึงแต่งตัวใส่เกราะถือทวนคู่กายออกไปขึ้นม้าที่หน้าค่ายพัก บรรดาแม่ทัพนายกองทั้งปวงเห็นดังนั้นจึงพากันตามจิวยี่ออกไป จิวยี่เห็นคนทั้งปวงออกมาแล้วจึงสั่งให้จัดแจงทหารแล้วยกออกไปที่โจหยินยืนม้าท้าทายอยู่นั้น
โจหยินยืนม้าคุมทหารให้ร้องด่าจิวยี่เป็นการหยาบช้า และว่าจิวยี่เป็นทหารยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม ได้ดิบได้ดีในทางราชการเพราะเส้นสายได้เมียเป็นน้องเมียของซุนเซ็ก จึงเกาะผ้าถุงอิสตรีขึ้นเป็นใหญ่ ทหารโจหยินด่าจิวยี่เป็นหยาบคายดังนี้แล้วก็พากันโห่ฮาเยาะเย้ยจิวยี่
พอจิวยี่ยกออกไปเห็นทหารโจหยินตั้งขบวนเป็นแถวหน้ากระดาน ร้องเยาะเย้ยโห่ฮาดังนั้นก็โกรธ ร้องท้าให้โจหยินออกมารบกัน แล้วสั่งให้พัวเจี้ยงออกรบด้วยโจหยิน แต่ยังไม่ทันที่พัวเจี้ยงจะชักม้าออกไปในลานรบจิวยี่ก็อาเจียนเป็นโลหิต แล้วพลัดตกลงจากหลังม้าท่ามกลางความตะลึงงันของทหารทั้งสองฝ่าย
ทหารเมืองกังตั๋งเห็นเหตุการณ์พลิกผันโดยไม่คาดคิดดังนั้นก็ตกใจแตกตื่นเป็นอลหม่านขึ้น พัวเจี้ยงและทหารซึ่งอยู่ที่ใกล้กับจิวยี่จึงช่วยกันอุ้มจิวยี่ขึ้นบนหลังม้าแล้วรีบพาร่างอันไร้สติของจิวยี่กลับไปที่ค่าย โดยทหารเมืองกังตั๋งคอยคุ้มกันอยู่ด้านหลัง
โจหยินเห็นเหตุการณ์ผิดคาดหมายดังนั้นก็ตกตะลึงเช่นเดียวกัน พอได้คิดจึงรีบออกคำสั่งให้ทหารไล่ตามตีเพื่อจะจับจิวยี่ให้ได้ ทหารเมืองกังตั๋งได้รบพุ่งป้องกันสกัดทหารของโจหยินไว้เป็นสามารถจนจิวยี่ถูกพากลับเข้าไปในค่ายได้สำเร็จ โจหยินเห็นจิวยี่ถูกพาเข้าไปในค่ายแล้วจึงให้สัญญาณให้ทหารถอยกลับเข้าเมืองลำกุ๋น
ข้างในค่ายของจิวยี่เมื่อทหารพาจิวยี่เข้าไปในค่ายพักแล้ว ยังไม่ทันที่หมอจะมาถึงจิวยี่ก็ฟื้นขึ้น เทียเภาเห็นดังนั้นก็มีความยินดี แล้วถามจิวยี่ว่าซึ่งท่านป่วยหนักอยู่เช่นนี้จะคิดอ่านประการใดดี
จิวยี่ได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะแล้วว่า ข้าพเจ้าป่วยทั้งนี้เป็นอุบายลวงโจหยินเพื่อจะยึดเมืองลำกุ๋นดอก ท่านอย่าได้วิตกเลย
แล้วจิวยี่จึงว่าโจหยินสำคัญว่าข้าพเจ้าต้องเกาทัณฑ์อาบยาพิษหากแม้นมีความโกรธบังเกิดแล้วก็จะถึงแก่ความตาย จึงทำอุบายให้ทหารมาด่าว่าเป็นการหยาบช้าหวังจะให้ข้าพเจ้ามีโทสะแล้วจะถึงแก่ความตาย ข้าพเจ้าแจ้งในความคิดของโจหยินจึงซ้อนกลทำทีเป็นมีโทสะแล้วอาเจียนเป็นโลหิตพลัดตกลงจากหลังม้า โจหยินย่อมสำคัญว่าครั้งนี้ข้าพเจ้าจะถึงแก่ความตายเป็นแน่แท้ ดังนั้นข้าพเจ้าจะทำเป็นอุบายว่าข้าพเจ้าถึงแก่ความตายด้วยพิษเกาทัณฑ์ โจหยินทราบข่าวแล้วคงมีใจกำเริบยกมาปล้นค่ายเราในคืนวันนี้ ข้าพเจ้าก็จะซ้อนกลจับโจหยินแล้วยึดเอาเมืองลำกุ๋นให้จงได้ในครานี้
เทียเภาได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี ถามจิวยี่ว่าแผนการความคิดของท่านจะเป็นประการใด
จิวยี่จึงว่าข้าพเจ้าจะให้ทำพิธีแต่งการศพไว้ที่ค่ายนี้ ให้ทหารทั้งปวงแต่งขาวไว้ทุกข์ว่าข้าพเจ้าตายแล้ว และให้ทหารค่ายอื่น ๆ ทำทีเป็นซุบซิบกันเป็นความลับว่าอย่าได้แพร่งพรายข่าวตายให้ข้าศึก ทราบด้วยเกรงว่าข้าศึกจะยกมาโจมตี แล้วว่าข้าพเจ้าได้แต่งทหารคนสนิทไว้แล้วสิบคนจะให้ชักชวนทหารเก่าของโจโฉซึ่งจับไว้เป็นเชลยสองคนทำทีเป็นหนีไปสวามิภักดิ์กับโจหยิน เมื่อโจหยินทราบความคงจะตรวจสอบแล้วสิ้นสงสัยก็จะมีน้ำใจกำเริบยกมาปล้นค่าย ข้าพเจ้าจะแต่งทหารเป็นสี่กองพอค่ำลงก็ให้ยกออกไปซุ่มอยู่ข้างนอกค่าย เมื่อโจหยินยกเข้ามาปล้นค่ายจึงให้จุดพลุสัญญาณล้อมจับโจหยินก็จะได้ตัวโดยง่ายแล้วจึงค่อยยกไปยึดเอาเมืองลำกุ๋นการคงจะสำเร็จเป็นมั่นคง
เทียเภาฟังแผนการความคิดของจิวยี่โดยละเอียดดังนั้นก็ดีใจ เห็นว่าการจักสำเร็จเป็นแน่แท้จึงสรรเสริญความคิดแลสติปัญญาจิวยี่เป็นอันมาก
จิวยี่จึงสั่งการให้เทียเภาจัดการตามแผนการที่วางไว้แล้วจิวยี่จึงเข้าไปซ่อนตัวเสียข้างใน เทียเภาจึงรับภาระจัดแจงการทั้งปวงตามแผนการของจิวยี่ทุกประการ
ตกบ่ายวันนั้นข่าวลือก็แพร่หลายไปทั่วทั้งกองทัพของจิวยี่ว่าจิวยี่ถึงแก่ความตายด้วยพิษเกาทัณฑ์กำเริบแล้ว โลงศพถูกขนเข้าไปในค่ายพักแล้วแต่งกายไว้ทุกข์เฉพาะค่ายของจิวยี่ แต่ภายนอกนั้นทำทีเป็นปกติอยู่.
โจหยินเห็นจิวท่ายขี่ม้าออกหน้าทหารมาจึงชักม้าเข้ารบกับจิวท่าย ส่วนโจหองชักม้าเข้ารบกับฮันต๋ง ในขณะที่ทหารทั้งสองฝ่ายได้เข้าต่อสู้ตะลุมบอนกันเป็นสามารถ โจหยินและโจหองทำทีเป็นสู้ไม่ได้แล้วชักม้าหนีจากลานรบไปทางทิศเหนือของเมืองลำกุ๋น ฮันต๋งและจิวท่ายเห็นดังนั้นก็ไม่ไล่ติดตามต่อไป พากันยกกลับจะไปสบทบกับกองทัพหลวงของจิวยี่
ฝ่ายจิวยี่คุมกองทัพหลวงมาใกล้กำแพงเมืองเห็นประตูเมืองนั้นเปิดอยู่แต่ไม่เห็นทหาร สำคัญว่าหนีตามโจหยินและโจหองไปแล้ว จิวยี่จึงพาทหารติดตามซึ่งใกล้ชิดประมาณห้าสิบคนจะเข้าไปที่ประตูเมือง
ฝ่ายตันเกียวคุมพลเกาทัณฑ์ซุ่มคอยทีอยู่เห็นกองทัพของจิวยี่หลงกลก็สรรเสริญสติปัญญาของโจโฉว่าสามารถคิดอ่านวางแผนการสงครามไว้ล่วงหน้าได้ถูกต้องแม่นยำราวกับว่าเทพยดาเข้าดลใจ
พอตันเกียวเห็นจิวยี่ขี่ม้าพาทหารเข้ามาใกล้ประตูเมืองจึงจุดประทัดสัญญาณขึ้น บรรดาพลเกาทัณฑ์ที่ซุ่มคอยทีอยู่บนเชิงเทินและกำแพงเมืองจึงลุกขึ้นระดมยิงเกาทัณฑ์ไปที่ทหารของจิวยี่ที่กำลังจะกรูกันเข้ามาที่ประตูเมืองราวกับห่าฝน ในขณะที่พลเฝ้าประตูเมืองเมื่อได้ยินเสียงประทัดสัญญาณก็รีบปิดประตูเมืองเสียทั้งสามด้าน
ทหารของจิวยี่กำลังลำพองใจว่าสามารถเข้ายึดเมืองลำกุ๋นได้โดยไม่ต้องรบจึงไม่ทันระวังตัว พวกที่รีบรุกได้ตกลงไปในหลุมตามแนวกำแพงเมืองทั้งสามด้านเป็นจำนวนมาก พวกข้างหน้าแตกตื่นจะถอยหนีในขณะที่พวกข้างหลังกำลังหนุนเนื่องเข้ามาจึงแออัดยัดเยียดเป็นเป้านิ่งและถูกเกาทัณฑ์บาดเจ็บล้มตายลงเป็นอันมาก พวกที่เหลือก็พากันถอยหนีให้พ้นจากระยะเกาทัณฑ์ เบียดเสียดเสียหลักล้มลงและถูกทหารพวกเดียวกันเหยียบบาดเจ็บล้มตายอีกจำนวนมาก
ฝ่ายจิวยี่กำลังขี่ม้าจะเข้าเมืองด้วยความประมาทว่าจะยึดเมืองลำกุ๋นได้โดยสะดวก พลันได้ยินเสียงประทัดสัญญาณและเห็นประตูเมืองค่อย ๆ ปิดก็ตกใจ รู้ว่าต้องกลข้าศึกจึงชักม้าจะถอยกลับ พอลูกเกาทัณฑ์แล่นกรีดฝ่าอากาศมาทุกทิศทางจิวยี่จึงเอาทวนกวัดแกว่งปัดลูกเกาทัณฑ์เป็นพัลวัน
จิวยี่เอาทวนปัดลูกเกาทัณฑ์ไปพลางถอยไปพลางแต่ยังไม่ทันพ้นระยะเกาทัณฑ์ ตันเกียวเห็นสภาพที่ทุลักทุเลของจิวยี่จึงเอาเกาทัณฑ์อาบยาพิษเล็งไปที่ลำตัวของจิวยี่ พอดีกับที่จิวยี่ขยับถอยห่างออกไป ลูกเกาทัณฑ์ของตันเกียวจึงพลาดไปถูกขาซ้ายช่วงเหนือหัวเข่าของจิวยี่ ในขณะที่จิวยี่ก็หลบลูกเกาทัณฑ์ซึ่งยิงมาจากในเมืองจึงเสียหลักพลัดตกลงจากหลังม้า
งิวขิ้มคุมทหารอยู่บนเชิงเทินเห็นดังนั้นจึงยกทหารออกจากประตูเมืองจะเข้าไปจับจิวยี่ พอดีชีเซ่งและเตงฮองยกทหารกลับมาเห็นดังนั้นจึงพากทหารเข้าไปรบป้องกันแก้ จิวยี่ออกมาพ้นจากรัศมีเกาทัณฑ์ของทหารโจหยินแล้วให้ทหารพยุงจิวยี่ขี่ม้ากลับไปที่ค่าย ส่วนชีเซ่งและเตงฮองคุมทหารคอยสกัดทหารของโจหยินซึ่งกำลังไล่ตามมา
พอตันเกียวยกทหารออกจากประตูเมืองจึงปะทะกับชีเซ่งและเตงฮอง ทั้งสองได้รบพุ่งต่อสู้กันเป็นสามารถ
ฝ่ายเทียเภาเห็นจิวยี่เสียทีแก่ข้าศึกจึงให้ตีระฆังสัญญาณให้ถอยทัพ ทหารเมืองกังตั๋งได้ยินสัญญาณจึงพากันถอยกลับไปที่ค่ายตามสัญญาณ
ฝ่ายโจหยินและโจหองครั้นทำกลอุบายตามแผนการของโจโฉทำทีหนีไประยะหนึ่งแล้วจึงพากันยกกลับมาที่เมืองลำกุ๋น เห็นเหตุการณ์ที่จิวยี่ต้องกลของโจโฉถูกเกาทัณฑ์อาบยาพิษพลัดตกลงจากหลังม้าดังนั้นก็มีความยินดี ครั้นเห็นทหารเมืองกังตั๋งถอยกลับเข้าค่ายจึงให้สัญญาณให้ทหารถอยกลับเข้าเมือง
ฝ่ายจิวยี่ครั้นกลับไปถึงค่ายก็ดึงลูกเกาทัณฑ์ออกจากขาแล้วให้หมอมารักษาบาดแผล ได้รับความเจ็บปวดเป็นอันมาก แต่ความเจ็บปวดนั้นยังพอทน กังวลก็แต่พิษเกาทัณฑ์จึงต้องกรีดเอาเนื้อบริเวณขาที่ต้องพิษออก ถึงกระนั้นหมอก็ย้ำเตือนจิวยี่ให้ระมัดระวังมิให้เกิดโทสะเพราะพิษจะกำเริบด้วยความแสลงแห่งโทสะนั้น
เทียเภาขุนพลผู้เฒ่าแห่งกังตั๋งเห็นจิวยี่ป่วยตรมอยู่ด้วยแผลเกาทัณฑ์จึงสั่งการให้ระมัดระวังกวดขันรักษาค่ายไว้ให้มั่นคง ไม่ให้ออกรบรอจนกว่าจิวยี่จะหาย แม้มีราชการสงครามก็ห้ามมิให้ปรึกษาด้วยจิวยี่ เพราะเกรงว่าจิวยี่มีโทสะแล้วพิษจะกำเริบขึ้น
ฝ่ายโจหยินเห็นกองทัพเมืองกังตั๋งตั้งมั่นอยู่แต่ในค่ายไม่ยอมออกรบก็รู้ว่าจิวยี่ป่วยด้วยพิษเกาทัณฑ์มีอาการสาหัส หากมีความโกรธบังเกิดขึ้นก็จะถึงแก่ชีวิต ดังนั้นโจหยินจึงแต่งทหารให้งิวขิ้มยกไปที่หน้าค่ายของจิวยี่ ท้าทายให้ทหารเมืองกังตั๋งยกออกมารบกัน แต่ทหารเมืองกังตั๋งก็ตั้งมั่นไม่ยอมออกรบ งิวขิ้มจึงให้ทหารร้องด่าปรามาสจิวยี่เป็นการหยาบคายเป็นอันมาก
ทหารเมืองกังตั๋งทนฟังคำด่าปรามาสหยาบช้ามิได้ก็ขอให้เทียเภาสั่งให้ยกทหารออกไปรบ เทียเภาก็ไม่อนุญาตคงให้ตั้งมั่นไว้ดังเดิม ทหารของงิวขิ้มก็ยิ่งด่าปรามาสหยาบช้าขึ้นทุกวัน
เทียเภาเห็นอาการของจิวยี่ยังไม่ทุเลาและทหารเมืองกังตั๋งก็รุมเร้าจะออกไปรบ จึงเกรงว่าจะเสียที จึงปรารภด้วยแม่ทัพนายกองทั้งปวงว่าบัดนี้แม่ทัพใหญ่ป่วยอยู่ยังไม่ทุเลา หากตั้งยันกันอยู่ดังนี้ก็จะเสียทีแก่ข้าศึก จำจะขอให้จิวยี่เลิกทัพกลับไปเมืองกังตั๋งก่อนแล้วค่อยคิดอ่านทำการต่อไป บรรดาแม่ทัพนายกองฟังปรารภของเทียเภาแล้ว หาข้อตกลงเป็นยุติประการมิได้ จึงเลิกราไปแต่เพียงนั้น
ฝ่ายจิวยี่ป่วยอยู่ด้วยพิษเกาทัณฑ์ แต่ละวันได้ยินเสียงด่าปรามาสก็สู้ข่มอารมณ์ไว้ด้วยเกรงว่าพิษจะกำเริบ วันหนึ่งได้ยินเสียงด่าปรามาสอยู่นอกค่ายจึงถามว่าวันนี้เป็นผู้ใดยกทหารมา ทหารรักษาการณ์จึงรายงานว่าวันนี้เป็นโจหยินคุมทหารยกมาเอง
จิวยี่ได้ยินดังนั้นก็มีความยินดี รำพึงขึ้นว่าเมืองลำกุ๋นจะต้องอยู่ในเงื้อมมือเราเป็นมั่นคง
จิวยี่หลงกลของโจโฉที่สั่งการไว้ในหนังสือลับมอบไว้กับโจหยินจนต้องเกาทัณฑ์อาบยาพิษแทบจะเอาชีวิตไม่รอด จิวยี่จึงขุ่นแค้นโจโฉเป็นอันมาก ในขณะที่นอนตรมป่วยอยู่นั้นแต่ละวันยังถูกทหารของโจหยินยกมาท้าทายกล่าวปรามาสเป็นการหยาบช้าก็ยิ่งแค้นเคือง สู้ข่มความโกรธไว้ไม่ให้พิษกำเริบแล้วครุ่นคิดหาแผนการแก้แค้นโจหยิน ครั้นได้ทราบว่าโจหยินยกทหารมาท้าทายด้วยตนเองก็คิดแผนการได้สำเร็จ แล้วรำพึงขึ้นด้วยความมั่นใจว่าเมืองลำกุ๋นครั้งนี้คงจะไม่พ้นเงื้อมมือเรา
จิวยี่จึงเรียกเทียเภาเข้ามาแล้วทำทีเป็นต่อว่าว่าสามสี่วันมานี้ทหารโจหยินยกมาท้าทายถึงหน้าค่ายทุกวัน ถึงตัวข้าพเจ้าจะป่วยอยู่แต่เหตุไฉนท่านจึงไม่ยกทหารออกไปรบ
เทียเภาจึงว่าก็เพราะตัวท่านป่วยอยู่ ข้าพเจ้าจึงจำเป็นต้องสั่งทหารให้ตั้งมั่นอยู่ในค่ายเพื่อมิให้เสียทีแก่ข้าศึก
จิวยี่ทำเป็นโกรธแล้วว่าตัวท่านเป็นปลัดทัพ มีความศึกประการใดย่อมชอบที่จะนำความมาปรึกษาหารือข้าพเจ้าก่อน ไม่ชอบที่จะตัดสินใจโดยลำพัง ท่านเอาแต่สั่งให้ตั้งมั่นอยู่ในค่าย ฝ่ายข้าศึกก็จะกำเริบ ทหารฝ่ายเราก็จะท้อถอย
เทียเภาจึงว่าข้าศึกยกมาด่าว่าเป็นหยาบช้า ถ้าหากนำความมาบอกท่านก็เกรงว่าท่านจะโกรธแล้วพิษเกาทัณฑ์กำเริบขึ้นก็จะเสียการของนายเรา ตัวท่านเองก็อาจเป็นอันตรายจึงดำริที่จะยกกลับไปเมืองกังตั๋งก่อน ให้ท่านหายป่วยแล้วจึงค่อยคิดการต่อไป
จิวยี่ได้ฟังดังนั้นก็ทำเป็นโกรธแล้วว่า “ตัวเราแลท่านทั้งปวงเป็นทหารกินเบี้ยหวัด แต่ตัวเรานี้คิดจะสนองคุณนายจึงมาทำการทั้งนี้ ถึงมาตรว่าชีวิตเราจะตายในท่ามกลางศึก ก็ให้เอาอานม้าปิดซากศพไว้เร่งทำการต่อไป แลท่านทั้งปวงเป็นนายหมวดนายกองสิ้นทุกคน เหตุใดมาวิตกถึงเราป่วยอยู่ แลมิได้ยกออกรบพุ่งด้วยข้าศึกนั้นมิสมควร”
ว่าแล้วจิวยี่จึงแต่งตัวใส่เกราะถือทวนคู่กายออกไปขึ้นม้าที่หน้าค่ายพัก บรรดาแม่ทัพนายกองทั้งปวงเห็นดังนั้นจึงพากันตามจิวยี่ออกไป จิวยี่เห็นคนทั้งปวงออกมาแล้วจึงสั่งให้จัดแจงทหารแล้วยกออกไปที่โจหยินยืนม้าท้าทายอยู่นั้น
โจหยินยืนม้าคุมทหารให้ร้องด่าจิวยี่เป็นการหยาบช้า และว่าจิวยี่เป็นทหารยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม ได้ดิบได้ดีในทางราชการเพราะเส้นสายได้เมียเป็นน้องเมียของซุนเซ็ก จึงเกาะผ้าถุงอิสตรีขึ้นเป็นใหญ่ ทหารโจหยินด่าจิวยี่เป็นหยาบคายดังนี้แล้วก็พากันโห่ฮาเยาะเย้ยจิวยี่
พอจิวยี่ยกออกไปเห็นทหารโจหยินตั้งขบวนเป็นแถวหน้ากระดาน ร้องเยาะเย้ยโห่ฮาดังนั้นก็โกรธ ร้องท้าให้โจหยินออกมารบกัน แล้วสั่งให้พัวเจี้ยงออกรบด้วยโจหยิน แต่ยังไม่ทันที่พัวเจี้ยงจะชักม้าออกไปในลานรบจิวยี่ก็อาเจียนเป็นโลหิต แล้วพลัดตกลงจากหลังม้าท่ามกลางความตะลึงงันของทหารทั้งสองฝ่าย
ทหารเมืองกังตั๋งเห็นเหตุการณ์พลิกผันโดยไม่คาดคิดดังนั้นก็ตกใจแตกตื่นเป็นอลหม่านขึ้น พัวเจี้ยงและทหารซึ่งอยู่ที่ใกล้กับจิวยี่จึงช่วยกันอุ้มจิวยี่ขึ้นบนหลังม้าแล้วรีบพาร่างอันไร้สติของจิวยี่กลับไปที่ค่าย โดยทหารเมืองกังตั๋งคอยคุ้มกันอยู่ด้านหลัง
โจหยินเห็นเหตุการณ์ผิดคาดหมายดังนั้นก็ตกตะลึงเช่นเดียวกัน พอได้คิดจึงรีบออกคำสั่งให้ทหารไล่ตามตีเพื่อจะจับจิวยี่ให้ได้ ทหารเมืองกังตั๋งได้รบพุ่งป้องกันสกัดทหารของโจหยินไว้เป็นสามารถจนจิวยี่ถูกพากลับเข้าไปในค่ายได้สำเร็จ โจหยินเห็นจิวยี่ถูกพาเข้าไปในค่ายแล้วจึงให้สัญญาณให้ทหารถอยกลับเข้าเมืองลำกุ๋น
ข้างในค่ายของจิวยี่เมื่อทหารพาจิวยี่เข้าไปในค่ายพักแล้ว ยังไม่ทันที่หมอจะมาถึงจิวยี่ก็ฟื้นขึ้น เทียเภาเห็นดังนั้นก็มีความยินดี แล้วถามจิวยี่ว่าซึ่งท่านป่วยหนักอยู่เช่นนี้จะคิดอ่านประการใดดี
จิวยี่ได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะแล้วว่า ข้าพเจ้าป่วยทั้งนี้เป็นอุบายลวงโจหยินเพื่อจะยึดเมืองลำกุ๋นดอก ท่านอย่าได้วิตกเลย
แล้วจิวยี่จึงว่าโจหยินสำคัญว่าข้าพเจ้าต้องเกาทัณฑ์อาบยาพิษหากแม้นมีความโกรธบังเกิดแล้วก็จะถึงแก่ความตาย จึงทำอุบายให้ทหารมาด่าว่าเป็นการหยาบช้าหวังจะให้ข้าพเจ้ามีโทสะแล้วจะถึงแก่ความตาย ข้าพเจ้าแจ้งในความคิดของโจหยินจึงซ้อนกลทำทีเป็นมีโทสะแล้วอาเจียนเป็นโลหิตพลัดตกลงจากหลังม้า โจหยินย่อมสำคัญว่าครั้งนี้ข้าพเจ้าจะถึงแก่ความตายเป็นแน่แท้ ดังนั้นข้าพเจ้าจะทำเป็นอุบายว่าข้าพเจ้าถึงแก่ความตายด้วยพิษเกาทัณฑ์ โจหยินทราบข่าวแล้วคงมีใจกำเริบยกมาปล้นค่ายเราในคืนวันนี้ ข้าพเจ้าก็จะซ้อนกลจับโจหยินแล้วยึดเอาเมืองลำกุ๋นให้จงได้ในครานี้
เทียเภาได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี ถามจิวยี่ว่าแผนการความคิดของท่านจะเป็นประการใด
จิวยี่จึงว่าข้าพเจ้าจะให้ทำพิธีแต่งการศพไว้ที่ค่ายนี้ ให้ทหารทั้งปวงแต่งขาวไว้ทุกข์ว่าข้าพเจ้าตายแล้ว และให้ทหารค่ายอื่น ๆ ทำทีเป็นซุบซิบกันเป็นความลับว่าอย่าได้แพร่งพรายข่าวตายให้ข้าศึก ทราบด้วยเกรงว่าข้าศึกจะยกมาโจมตี แล้วว่าข้าพเจ้าได้แต่งทหารคนสนิทไว้แล้วสิบคนจะให้ชักชวนทหารเก่าของโจโฉซึ่งจับไว้เป็นเชลยสองคนทำทีเป็นหนีไปสวามิภักดิ์กับโจหยิน เมื่อโจหยินทราบความคงจะตรวจสอบแล้วสิ้นสงสัยก็จะมีน้ำใจกำเริบยกมาปล้นค่าย ข้าพเจ้าจะแต่งทหารเป็นสี่กองพอค่ำลงก็ให้ยกออกไปซุ่มอยู่ข้างนอกค่าย เมื่อโจหยินยกเข้ามาปล้นค่ายจึงให้จุดพลุสัญญาณล้อมจับโจหยินก็จะได้ตัวโดยง่ายแล้วจึงค่อยยกไปยึดเอาเมืองลำกุ๋นการคงจะสำเร็จเป็นมั่นคง
เทียเภาฟังแผนการความคิดของจิวยี่โดยละเอียดดังนั้นก็ดีใจ เห็นว่าการจักสำเร็จเป็นแน่แท้จึงสรรเสริญความคิดแลสติปัญญาจิวยี่เป็นอันมาก
จิวยี่จึงสั่งการให้เทียเภาจัดการตามแผนการที่วางไว้แล้วจิวยี่จึงเข้าไปซ่อนตัวเสียข้างใน เทียเภาจึงรับภาระจัดแจงการทั้งปวงตามแผนการของจิวยี่ทุกประการ
ตกบ่ายวันนั้นข่าวลือก็แพร่หลายไปทั่วทั้งกองทัพของจิวยี่ว่าจิวยี่ถึงแก่ความตายด้วยพิษเกาทัณฑ์กำเริบแล้ว โลงศพถูกขนเข้าไปในค่ายพักแล้วแต่งกายไว้ทุกข์เฉพาะค่ายของจิวยี่ แต่ภายนอกนั้นทำทีเป็นปกติอยู่.