ตอนที่ 282. อุบาย "นั่งบนภู ดูเสือกัดกัน"
พลันที่โจโฉเสียทีหนีกลับไปภาคเหนือ ศึกสามเส้าชิงสามเมืองทางภาคใต้ฝั่งเหนือของแม่น้ำแยงซีก็ก่อตัวขึ้น โดยโจหยินเป็นผู้บัญชาการใหญ่ของฝ่ายโจโฉรักษาดินแดนแถบนี้ ในขณะที่เล่าปี่กับจิวยี่ต่างตั้งเป้าหมายที่จะแย่งชิงเมืองลำกุ๋น เมืองเกงจิ๋ว และเมืองซงหยงให้จงได้
ทางฝ่ายเมืองหลวงนั้นหากโจหยินเสียสามเมืองนี้แล้ว อิทธิพลอำนาจทางการทหารของโจโฉในภาคใต้ก็จะหมดสิ้นไป
ทางฝ่ายกังตั๋งนั้นเล่า หากชิงสามเมืองนี้ได้แล้วอิทธิพลอำนาจทางการทหารของกังตั๋งก็จะคุกคามต่อฝ่ายเมืองหลวงในทันที ในขณะเดียวกันนั้นก็ขจัดหรืออย่างน้อยก็จำกัดอำนาจอิทธิพลทางการทหารของเล่าปี่และขงเบ้งไปในตัว
ส่วนทางฝ่ายเล่าปี่มีทหารอยู่เพียงหมื่นเศษ และนี่คือโอกาสเดียวที่จะเปิดหนทางอันกว้างใหญ่ไปสู่การตั้งตัวขึ้นเป็นใหญ่ในแผ่นดิน เพราะการยึดเมืองลำกุ๋น เมืองเกงจิ๋ว และเมืองซงหยงให้สำเร็จนั้น จะทำให้กำลังทางการทหารของเล่าปี่เติบใหญ่ขึ้นเป็นประวัติการณ์ ทั้งยังมีอาณาเขตดินแดนกว้างใหญ่ไพศาลในพื้นที่ภาคใต้ฝั่งเหนือของแม่น้ำแยงซี
ที่สำคัญที่สุดคือการได้เมืองเกงจิ๋วคือการบรรลุเป้าหมายยุทธศาสตร์ขั้นแรกของยุทธศาสตร์สามก๊กที่ขงเบ้งได้เสนอต่อเล่าปี่ก่อนที่พญามังกรผู้แจ้งฟ้าจบดินจะเคลื่อนตัวเลื้อยลงจากโงลังกั๋ง และเป็นรากฐานของการก้าวไปสู่ยุทธศาสตร์สามก๊กขั้นที่สองคือการยึดเมืองเสฉวนตามแบบอย่างของพระเจ้าฮั่นโกโจปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ฮั่น จากนั้นจึงรอคอยการบรรลุยุทธศาสตร์ขั้นที่สาม คือการรวบรวมแผ่นดินจีนเข้าเป็นหนึ่ง
ยุทธการยึดเกงจิ๋วจึงเป็นยุทธการสำคัญที่สุดที่ชี้อนาคตของเล่าปี่ว่าจะก้าวขึ้นสู่พระแท่นมังกรทองได้สำเร็จหรือไม่
เล่าปี่ ขงเบ้ง ออกไปต้อนรับจิวยี่และโลซกที่ด้านนอกแล้วเชิญไปสนทนากันที่ศาลาบัญชาการ ต่างฝ่ายต่างถ้อยทีคำนับกันตามธรรมเนียมแล้ว เล่าปี่จึงเชิญให้จิวยี่และโลซกนั่งตามตำแหน่งที่แขกเมือง ไต่ถามสารทุกข์สุขดิบกันเป็นพิธีแล้ว เล่าปี่จึงสั่งให้แต่งโต๊ะเลี้ยงจิวยี่และโลซกที่กองบัญชาการทหารนั้น
เล่าปี่ได้กล่าวสรรเสริญจิวยี่และโลซกว่าโจโฉกรีฑาทัพใหญ่กว่าร้อยหมื่นลงใต้ในครั้งนี้ หมายมั่นจะเหยียบย่ำยึดครองหัวเมืองฝ่ายใต้ไว้ในอำนาจทั้งสิ้น แต่ด้วยสติปัญญาความสามารถของท่าน จึงเอาชัยชนะแก่โจโฉทำลายกองทัพกว่าร้อยหมื่นให้ราบพนาสูญไปได้ในค่ำคืนเดียว ข้าพเจ้าเลื่อมใสในสติปัญญาความสามารถของท่านยิ่งนัก คุณูปการอันใหญ่หลวงในครั้งนี้จะเป็นที่จดจำของอาณาประชาราษฎรทั้งปวง
แล้วว่าเมื่อโจโฉเสียทีหนีกลับไปเมืองหลวงแล้วหัวเมืองฝ่ายใต้ทั้งปวงก็จะสงบสันติและอาณาประชาราษฎรจะได้รับความสุขก็เพราะท่านในครั้งนี้
จิวยี่ได้ฟังก็หัวเราะ รีบกล่าวถ่อมตัวว่าข้าพเจ้าทำการครั้งนี้ได้สำเร็จก็เพราะได้อาศัยความคิดสติปัญญาของขงเบ้งแลการเรียกลมสลาตันมาผลาญกองทัพโจโฉนั่นต่างหาก
ครั้นเห็นเป็นโอกาสอันสมควร จิวยี่จึงถามว่า “ซึ่งท่านคุมทหารมาตั้งอยู่ที่นี้ ท่านคิดจะยกไปตีเอาเมืองลำกุ๋นหรือ”
เล่าปี่จึงตอบจิวยี่ตามที่ขงเบ้งได้กระซิบแนะนำไว้ว่า “ซึ่งข้าพเจ้ายกมาตั้งอยู่ที่นี้เพราะคิดว่าท่านจะไปตีเอาเมืองลำกุ๋น ข้าพเจ้าจะคุมทหารไปช่วยเป็นการเร็ว แม้ท่านไม่ไปข้าพเจ้าก็คิดอยู่ว่าจะไปตีเอาเมืองลำกุ๋นให้”
เพราะเหตุผลแบบนี้ หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช จึงได้วิพากษ์เล่าปี่และขงเบ้งไว้ในสามก๊กฉบับนายทุนว่า ทั้งเล่าปี่และขงเบ้งเป็นพวกกะล่อนปลิ้นปล้อน ในแต่ละวันคิดอ่านแต่จะหลอกลวงผู้คน โจโฉต่างหากเล่าที่เป็นอัครมหาเสนาบดีที่อุทิศตัวเพื่อแผ่นดินและราษฎร
จิวยี่ได้ฟังดังนั้นก็รู้ทันจึงหัวเราะแล้วกล่าวว่า “ตัวเราเป็นชาติทหาร อยู่เมืองกังตั๋งก็คิดอยู่ว่าจะยกกองทัพไปตีเอาหัวเมืองฝ่ายเหนือให้เป็นบำเหน็จมือไว้ พอโจโฉยกกองทัพลงมาตีหัวเมืองฝ่ายใต้ครั้งนี้ เราได้ออกมาตั้งสู้รบจนโจโฉแตกหนีไปแล้ว เราก็เสียเสบียงอาหารแลเงินทองแจกทหารเป็นอันมาก อันเมืองลำกุ๋นบัดนี้เหมือนหนึ่งอยู่ในเงื้อมมือเรา แม้จะคิดเอาเมื่อใดก็จะได้โดยง่าย เหตุใดท่านจึงถามว่าเราจะไม่เอาหรือ”
เล่าปี่ฟังคำของจิวยี่แล้วนึกสรรเสริญความคิดขงเบ้งเป็นอันมากว่าหยั่งรู้ความคิดของจิวยี่แม่นยำประหนึ่งนั่งอยู่ในหัวใจของจิวยี่ด้วยตนเอง จึงกล่าวตอบตามที่ขงเบ้งได้กระซิบบอกต่อไปว่า “เมื่อโจโฉแตกไปนั้น ได้ให้โจหยินอยู่รักษาเมืองลำกุ๋น แล้วแต่งทหารเอกซึ่งมีฝีมืออยู่รักษาด่านทางเป็นหลายตำบล อันโจหยินนั้นมีกำลังกล้าหาญนัก ข้าพเจ้าเกรงว่าท่านทำการจะไม่สมความคิด”
กลยุทธ์แห่งวาทศิลป์ของขงเบ้งที่ถ่ายทอดถึงจิวยี่โดยทางปากของเล่าปี่ครั้งนี้ คือกลยุทธ์เดียวกันกับการแก้ไขปัญหาเอาตัวรอดเมื่อครั้งที่จิวยี่ลวงให้ขงเบ้งยกไปตีคลังเสบียงของโจโฉ แล้วขงเบ้งยั่วยุฝากโลซกไปถึงจิวยี่ว่าเหตุที่จิวยี่ใช้ขงเบ้งไปทำการก็เพราะจิวยี่ไม่ถนัดการรบทางบก จิวยี่ด้วยแรงโทสะฟังคำขงเบ้งที่ถ่ายทอดผ่าน โลซกแล้วจึงยกเลิกคำสั่งที่ให้ขงเบ้งไปตีคลังเสบียงของโจโฉ แล้วคิดจะไปตีคลังเสบียงของโจโฉด้วยตนเองจนขงเบ้งต้องเตือนสติให้ล้มเลิกความคิดเสีย
ขงเบ้งเคยยั่วยุจิวยี่ด้วยกลยุทธ์นี้ได้ผลมาแต่ครั้งก่อน มาครั้งนี้พลันที่จิวยี่ได้ฟังคำเล่าปี่ อารมณ์เดือดแค้นก็พลุ่งขึ้น กล่าวกับเล่าปี่ว่า “แม้เราตีเอาเมืองลำกุ๋นไม่ได้ ท่านก็จงยกไปตีเอาเถิด”
เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นเห็นการสมคะเนตามที่ขงเบ้งได้กระซิบบอกแผนการไว้ จึงรีบรับคำท้าในทันทีว่า “จิวยี่ว่าทั้งนี้โลซกกับขงเบ้งจงเป็นพยานเราด้วย สืบไปภายหน้าถ้าจิวยี่จะคืนคำเสีย เราจะได้อ้างท่านทั้งสองเป็นพยาน”
จิวยี่สำคัญว่าการโต้ตอบเจรจากันทั้งนี้เป็นทีของฝ่ายกังตั๋งแล้ว ครั้นได้ฟังคำเล่าปี่รับคำท้าจึงว่า “ตัวเราเกิดมาเป็นชาย ได้ลั่นวาจาออกมาแล้วก็ไม่คืนคำเลย”
ขงเบ้งนั่งฟังการโต้ตอบอยู่ด้วยอาการอันสงบ ครั้นยินคำจิวยี่ว่าดังนั้นจึงรีบกล่าวสำทับสนับสนุนขึ้นว่า “อันจิวยี่นี้แม้จะเจรจาสิ่งใดก็มั่นคงนัก อันเมืองลำกุ๋นนั้นให้จิวยี่ไปตีก่อน ถ้าขัดสนประการใดเล่าปี่จึงยกไปทำการต่อภายหลัง”
เล่าปี่ ขงเบ้ง เห็นการสมคะเนก็มีความยินดี ในขณะเดียวกันนั้นจิวยี่ก็มั่นใจว่าการที่เป็นไปดังนี้สมแก่ความคิดที่อุตส่าห์เดินทางมาหาเล่าปี่ ดังนั้นต่างฝ่ายจึงต่างหัวเราะแสดงความยินดีที่สามารถทำความตกลงกันได้
เล่าปี่ ขงเบ้ง กับโลซกและจิวยี่ ต่างยกสุราขึ้นชนจอกเป็นนัยว่าแสดงความยินดีแก่กันและกันที่ทำความตกลงกันได้ แล้วต่างฝ่ายต่างก็พูดว่าเราตกลงกันตามนี้ จากนั้นจิวยี่และโลซกจึงคำนับลาเล่าปี่และขงเบ้งลงเรือกลับไปที่ฐานทัพ
พอจิวยี่กลับออกไปแล้ว เล่าปี่จึงปรารภกับขงเบ้งว่าข้าพเจ้าได้ว่ากล่าวกับจิวยี่ตามแผนการซึ่งท่านได้กระซิบกำหนดการไว้ทุกประการแล้ว แต่ให้วิตกว่าหากแม้นจิวยี่ยกกองทัพไปตีเมืองลำกุ๋นก่อนก็คงจะตีเมืองลำกุ๋นได้สำเร็จเป็นมั่นคง ก็แลบัดนี้แผ่นดินสักฝ่ามือหนึ่งข้าพเจ้าก็ไม่มีที่จะอาศัย หากจิวยี่ตีเมืองลำกุ๋นได้แล้วจะทำประการใดต่อไปเล่า
ขงเบ้งได้ฟังดังนั้นก็เอาพัดขนนกโบกไปมาอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่าเมื่อครั้งที่ท่านไปพบข้าพเจ้าที่ตำบลเขาโงลังกั๋งนั้น ข้าพเจ้าได้เสนอให้ยึดเมืองเกงจิ๋วไว้ก่อน แต่ท่านก็ไม่ฟังคำ หลังจากนั้นโอกาสอำนวยอีกหลายครั้งข้าพเจ้าก็ได้เสนอให้ท่านยึดเมืองเกงจิ๋วไว้เป็นฐานกำลังอีก แต่ท่านก็ยังยืนยันความคิดเดิม มิหนำซ้ำยังว่าการข้างหน้าจะเป็นประการใดก็สุดแต่บุญและกรรม
ขงเบ้งกล่าวต่อไปว่า มาบัดนี้ท่านมาวิตกด้วยจิวยี่จะตีเมืองลำกุ๋นได้ ซึ่งคงจะยึดได้ไปถึงเมืองเกงจิ๋วและเมืองซงหยงทั้งสามเมืองดังนี้ ท่านได้ตระหนักถึงความจำเป็นในการสร้างฐานกำลังแล้วหรือหาไม่
เล่าปี่จึงว่า แต่ก่อนนั้นข้าพเจ้าไม่กล้ายึดเอาเมืองเกงจิ๋วก็เพราะว่าเมืองเกงจิ๋วเป็นสิทธิของเล่าเปียว จึงเกรงคำคนครหาว่าแย่งสมบัติของคนแซ่เดียวกัน แต่บัดนี้เมืองเกงจิ๋วตกเป็นสิทธิแก่โจโฉแล้ว ข้าพเจ้าจึงหวังให้ท่านช่วยคิดอ่านยึดเอาเมืองเกงจิ๋วตามแผนการเดิมของท่านให้จงได้
ขงเบ้งได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี จึงว่าเมื่อท่านได้คิดเช่นนี้แล้วก็จงอย่าวิตกเลย ที่ข้าพเจ้าคิดอ่านวางแผนให้จิวยี่ยกไปตีเมืองลำกุ๋นก่อนนั้น เป็นเพียงอุบาย “นั่งบนภู ดูเสือกัดกัน” ลวงให้จิวยี่และโจหยินทำศึกกันให้แตกหัก เพลี่ยงพล้ำลงก่อนแล้วเราจึงค่อยซ้ำเติมยึดเมืองเกงจิ๋ว เมืองซงหยง และเมืองลำกุ๋นไว้จงสิ้น จะได้ไม่ยากลำบากแก่ทหารทั้งปวง
แล้วขงเบ้งจึงอธิบายต่อไปว่า หากแม้นว่าท่านยกกองทัพไปตีเอาเมืองลำกุ๋นก่อน ก็จะต้องสู้รบกับทหารของโจโฉซึ่งตั้งหลักมั่นอยู่ในเมือง จะเปลืองแรงและชีวิตของทหารเป็นอันมาก ถึงจะได้ชัยชนะก็หาสมบูรณ์ไม่ เพราะกองทัพของเราจะถูกสงครามลดทอนความเข้มแข็งลงไป ถึงแม้นว่ายึดได้แล้วก็ยังต้องรับมือกับกองทัพของจิวยี่ กลายเป็นทำสงครามสองครั้ง ถึงจะได้ชัยชนะกำลังทหารและความเข้มแข็งของกองทัพก็ถูกบั่นทอนลงเป็นอันมาก เหตุนี้ข้าพเจ้าจึงวางแผนให้จิวยี่ยกกองทัพไปสู้รบกับโจหยินก่อน เสือสองตัวต่อสู้กันจะต้องมีตัวใดตัวหนึ่งบาดเจ็บล้มตาย หรือมิฉะนั้นก็อาจบาดเจ็บล้มตายลงทั้งสองฝ่าย เราก็จะซ้ำเติมช่วงชิงชัยชนะได้โดยง่าย
เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็สรรเสริญความคิดสติปัญญาของขงเบ้งเป็นอันมาก แล้วถามต่อไปว่าเมื่อท่านคิดอ่านวางแผนดังนี้ จะทำประการใดต่อไปจึงจะฉวยโอกาสซ้ำเติมชิงเอาทั้งสามเมืองไว้เป็นสิทธิ
ขงเบ้งได้ฟังดังนั้นจึงว่า ท่านอย่าปรารมภ์เลย ข้าพเจ้าได้คิดอ่านวางแผนไว้เสร็จสิ้นแล้ว จากนั้นขงเบ้งจึงเรียกนายทหารลาดตระเวนระยะไกลให้ติดตามความเคลื่อนไหวของกองทัพของจิวยี่ที่จะทำศึกสงครามกับโจหยินอย่างใกล้ชิด แล้วให้รายงานความคืบหน้าให้ทราบทุกระยะ
จากนั้นขงเบ้งจึงกล่าวกับเล่าปี่ว่า จังหวะก้าวต่อไปนี้คือการสอดแนมข่าวศึกระหว่างจิวยี่กับโจหยิน แล้วเกาะกุมสถานการณ์ไว้ให้พร้อมที่จะกระทำการได้ทุกเมื่อ ขอให้ท่านจัดแจงแต่งกองทัพให้พร้อมที่จะยกไปทำการได้โดยไว
เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี สั่งการให้ทหารเตรียมพร้อมอยู่ในที่ตั้ง คอยฟังคำสั่งของขงเบ้งต่อไป
ทางฝ่ายจิวยี่และโลซกเมื่อล่องเรือกลับมาถึงค่ายแล้ว จึงเรียกประชุมบรรดาที่ปรึกษาและแม่ทัพนายกองเพื่อจะยกไปตีเมืองลำกุ๋น
โลซกจึงถามจิวยี่ว่า อันการศึกระหว่างแคว้นกังตั๋งของเรากับโจโฉในครั้งนี้ ซุนกวนนายเราได้ลงทุนลงแรงทั้งเงินทองข้าวของและเสบียงอาหารเป็นอันมาก ตัวท่านก็เคยกล่าวว่าอันเมืองลำกุ๋น เมืองเกงจิ๋วและเมืองซงหยง บัดนี้เหมือนอยู่ในเงื้อมมือของแคว้นกังตั๋งแล้ว เหตุไฉนท่านจึงบอกกับเล่าปี่ว่าหากตีเอาเมืองลำกุ๋นไม่ได้แล้ว ให้เล่าปี่ค่อยยกเข้าตีต่อไป
จิวยี่ได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะ แล้วว่า “ซึ่งเราว่าแก่เล่าปี่นี้เป็นคำลวง เพราะเหตุว่าจะให้เล่าปี่กำเริบ” และว่าปล่อยให้เล่าปี่ ขงเบ้ง หลงคำลวง ตั้งหน้าตั้งตาคอยต่อไป เมื่อเรายึดได้เมืองลำกุ๋น เมืองเกงจิ๋ว และเมืองซงหยงแล้ว จะได้กำจัดเล่าปี่และขงเบ้งในภายหลัง
โลซกได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี จิวยี่จึงปรารภต่อไปว่าบัดนี้เราจะยกกองทัพไปตีเอาเมืองลำกุ๋นก่อน จะมีผู้ใดอาสาเป็นกองหน้า
เจียวขิมร่วมปรึกษาอยู่ ได้ฟังดังนั้นจึงขออาสาเป็นกองหน้ายกไปตีเมืองลำกุ๋น จิวยี่ได้ฟังก็มีความยินดี แต่งตั้งให้เจียวขิมเป็นแม่ทัพหน้า ให้ชีเซ่งและเตงฮองเป็นปีกซ้าย ปีกขวา คุมทหารห้าพันรีบยกข้ามแม่น้ำฮันกั๋งในวันพรุ่งนี้ ส่วนตัวจิวยี่เองจะคุมกองทัพหลวงยกตามไปในภายหลัง
เจียวขิม ชีเซ่ง และเตงฮอง รับคำสั่งจิวยี่แล้วออกไปจัดแจงทหารให้เตรียมพร้อมไว้ ครั้นเวลารุ่งขึ้นเจียวขิมจึงยกกองทัพหน้าข้ามแม่น้ำฮันกั๋งจะยกไปตีเอาเมืองลำกุ๋น
พอข้ามฟากแม่น้ำฮันกั๋งแล้ว สามนายทหารของกังตั๋งจึงปรึกษาหารือกันว่าเราจะเข้าตีเมืองอิเหลงซึ่งเป็นทางผ่านเสียก่อนหรือไม่ประการใด ในที่สุดเห็นพ้องต้องกันว่าหากจะตีเมืองกิเหลงก่อนก็จะขัดสน เพราะจะทำให้ชาวเมืองลำกุ๋นรู้ตัวและเตรียมการป้องกันรักษาเมือง ทั้งเมืองอิเหลงแม้ว่าจะเป็นเมืองเล็กแต่กำแพงเมืองสูงใหญ่ ดังนั้นจึงชอบที่จะอ้อมเมืองอิเหลงตรงเข้าตีเมืองลำกุ๋นในทันที
เมื่อเห็นพ้องต้องกันดังนี้ กองทัพหน้าของเมืองกังตั๋งจึงยกอ้อมเมืองอิเหลงตรงไปที่เมืองลำกุ๋นแล้วตั้งค่ายประชิดเมืองลำกุ๋นไว้.
ทางฝ่ายเมืองหลวงนั้นหากโจหยินเสียสามเมืองนี้แล้ว อิทธิพลอำนาจทางการทหารของโจโฉในภาคใต้ก็จะหมดสิ้นไป
ทางฝ่ายกังตั๋งนั้นเล่า หากชิงสามเมืองนี้ได้แล้วอิทธิพลอำนาจทางการทหารของกังตั๋งก็จะคุกคามต่อฝ่ายเมืองหลวงในทันที ในขณะเดียวกันนั้นก็ขจัดหรืออย่างน้อยก็จำกัดอำนาจอิทธิพลทางการทหารของเล่าปี่และขงเบ้งไปในตัว
ส่วนทางฝ่ายเล่าปี่มีทหารอยู่เพียงหมื่นเศษ และนี่คือโอกาสเดียวที่จะเปิดหนทางอันกว้างใหญ่ไปสู่การตั้งตัวขึ้นเป็นใหญ่ในแผ่นดิน เพราะการยึดเมืองลำกุ๋น เมืองเกงจิ๋ว และเมืองซงหยงให้สำเร็จนั้น จะทำให้กำลังทางการทหารของเล่าปี่เติบใหญ่ขึ้นเป็นประวัติการณ์ ทั้งยังมีอาณาเขตดินแดนกว้างใหญ่ไพศาลในพื้นที่ภาคใต้ฝั่งเหนือของแม่น้ำแยงซี
ที่สำคัญที่สุดคือการได้เมืองเกงจิ๋วคือการบรรลุเป้าหมายยุทธศาสตร์ขั้นแรกของยุทธศาสตร์สามก๊กที่ขงเบ้งได้เสนอต่อเล่าปี่ก่อนที่พญามังกรผู้แจ้งฟ้าจบดินจะเคลื่อนตัวเลื้อยลงจากโงลังกั๋ง และเป็นรากฐานของการก้าวไปสู่ยุทธศาสตร์สามก๊กขั้นที่สองคือการยึดเมืองเสฉวนตามแบบอย่างของพระเจ้าฮั่นโกโจปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ฮั่น จากนั้นจึงรอคอยการบรรลุยุทธศาสตร์ขั้นที่สาม คือการรวบรวมแผ่นดินจีนเข้าเป็นหนึ่ง
ยุทธการยึดเกงจิ๋วจึงเป็นยุทธการสำคัญที่สุดที่ชี้อนาคตของเล่าปี่ว่าจะก้าวขึ้นสู่พระแท่นมังกรทองได้สำเร็จหรือไม่
เล่าปี่ ขงเบ้ง ออกไปต้อนรับจิวยี่และโลซกที่ด้านนอกแล้วเชิญไปสนทนากันที่ศาลาบัญชาการ ต่างฝ่ายต่างถ้อยทีคำนับกันตามธรรมเนียมแล้ว เล่าปี่จึงเชิญให้จิวยี่และโลซกนั่งตามตำแหน่งที่แขกเมือง ไต่ถามสารทุกข์สุขดิบกันเป็นพิธีแล้ว เล่าปี่จึงสั่งให้แต่งโต๊ะเลี้ยงจิวยี่และโลซกที่กองบัญชาการทหารนั้น
เล่าปี่ได้กล่าวสรรเสริญจิวยี่และโลซกว่าโจโฉกรีฑาทัพใหญ่กว่าร้อยหมื่นลงใต้ในครั้งนี้ หมายมั่นจะเหยียบย่ำยึดครองหัวเมืองฝ่ายใต้ไว้ในอำนาจทั้งสิ้น แต่ด้วยสติปัญญาความสามารถของท่าน จึงเอาชัยชนะแก่โจโฉทำลายกองทัพกว่าร้อยหมื่นให้ราบพนาสูญไปได้ในค่ำคืนเดียว ข้าพเจ้าเลื่อมใสในสติปัญญาความสามารถของท่านยิ่งนัก คุณูปการอันใหญ่หลวงในครั้งนี้จะเป็นที่จดจำของอาณาประชาราษฎรทั้งปวง
แล้วว่าเมื่อโจโฉเสียทีหนีกลับไปเมืองหลวงแล้วหัวเมืองฝ่ายใต้ทั้งปวงก็จะสงบสันติและอาณาประชาราษฎรจะได้รับความสุขก็เพราะท่านในครั้งนี้
จิวยี่ได้ฟังก็หัวเราะ รีบกล่าวถ่อมตัวว่าข้าพเจ้าทำการครั้งนี้ได้สำเร็จก็เพราะได้อาศัยความคิดสติปัญญาของขงเบ้งแลการเรียกลมสลาตันมาผลาญกองทัพโจโฉนั่นต่างหาก
ครั้นเห็นเป็นโอกาสอันสมควร จิวยี่จึงถามว่า “ซึ่งท่านคุมทหารมาตั้งอยู่ที่นี้ ท่านคิดจะยกไปตีเอาเมืองลำกุ๋นหรือ”
เล่าปี่จึงตอบจิวยี่ตามที่ขงเบ้งได้กระซิบแนะนำไว้ว่า “ซึ่งข้าพเจ้ายกมาตั้งอยู่ที่นี้เพราะคิดว่าท่านจะไปตีเอาเมืองลำกุ๋น ข้าพเจ้าจะคุมทหารไปช่วยเป็นการเร็ว แม้ท่านไม่ไปข้าพเจ้าก็คิดอยู่ว่าจะไปตีเอาเมืองลำกุ๋นให้”
เพราะเหตุผลแบบนี้ หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช จึงได้วิพากษ์เล่าปี่และขงเบ้งไว้ในสามก๊กฉบับนายทุนว่า ทั้งเล่าปี่และขงเบ้งเป็นพวกกะล่อนปลิ้นปล้อน ในแต่ละวันคิดอ่านแต่จะหลอกลวงผู้คน โจโฉต่างหากเล่าที่เป็นอัครมหาเสนาบดีที่อุทิศตัวเพื่อแผ่นดินและราษฎร
จิวยี่ได้ฟังดังนั้นก็รู้ทันจึงหัวเราะแล้วกล่าวว่า “ตัวเราเป็นชาติทหาร อยู่เมืองกังตั๋งก็คิดอยู่ว่าจะยกกองทัพไปตีเอาหัวเมืองฝ่ายเหนือให้เป็นบำเหน็จมือไว้ พอโจโฉยกกองทัพลงมาตีหัวเมืองฝ่ายใต้ครั้งนี้ เราได้ออกมาตั้งสู้รบจนโจโฉแตกหนีไปแล้ว เราก็เสียเสบียงอาหารแลเงินทองแจกทหารเป็นอันมาก อันเมืองลำกุ๋นบัดนี้เหมือนหนึ่งอยู่ในเงื้อมมือเรา แม้จะคิดเอาเมื่อใดก็จะได้โดยง่าย เหตุใดท่านจึงถามว่าเราจะไม่เอาหรือ”
เล่าปี่ฟังคำของจิวยี่แล้วนึกสรรเสริญความคิดขงเบ้งเป็นอันมากว่าหยั่งรู้ความคิดของจิวยี่แม่นยำประหนึ่งนั่งอยู่ในหัวใจของจิวยี่ด้วยตนเอง จึงกล่าวตอบตามที่ขงเบ้งได้กระซิบบอกต่อไปว่า “เมื่อโจโฉแตกไปนั้น ได้ให้โจหยินอยู่รักษาเมืองลำกุ๋น แล้วแต่งทหารเอกซึ่งมีฝีมืออยู่รักษาด่านทางเป็นหลายตำบล อันโจหยินนั้นมีกำลังกล้าหาญนัก ข้าพเจ้าเกรงว่าท่านทำการจะไม่สมความคิด”
กลยุทธ์แห่งวาทศิลป์ของขงเบ้งที่ถ่ายทอดถึงจิวยี่โดยทางปากของเล่าปี่ครั้งนี้ คือกลยุทธ์เดียวกันกับการแก้ไขปัญหาเอาตัวรอดเมื่อครั้งที่จิวยี่ลวงให้ขงเบ้งยกไปตีคลังเสบียงของโจโฉ แล้วขงเบ้งยั่วยุฝากโลซกไปถึงจิวยี่ว่าเหตุที่จิวยี่ใช้ขงเบ้งไปทำการก็เพราะจิวยี่ไม่ถนัดการรบทางบก จิวยี่ด้วยแรงโทสะฟังคำขงเบ้งที่ถ่ายทอดผ่าน โลซกแล้วจึงยกเลิกคำสั่งที่ให้ขงเบ้งไปตีคลังเสบียงของโจโฉ แล้วคิดจะไปตีคลังเสบียงของโจโฉด้วยตนเองจนขงเบ้งต้องเตือนสติให้ล้มเลิกความคิดเสีย
ขงเบ้งเคยยั่วยุจิวยี่ด้วยกลยุทธ์นี้ได้ผลมาแต่ครั้งก่อน มาครั้งนี้พลันที่จิวยี่ได้ฟังคำเล่าปี่ อารมณ์เดือดแค้นก็พลุ่งขึ้น กล่าวกับเล่าปี่ว่า “แม้เราตีเอาเมืองลำกุ๋นไม่ได้ ท่านก็จงยกไปตีเอาเถิด”
เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นเห็นการสมคะเนตามที่ขงเบ้งได้กระซิบบอกแผนการไว้ จึงรีบรับคำท้าในทันทีว่า “จิวยี่ว่าทั้งนี้โลซกกับขงเบ้งจงเป็นพยานเราด้วย สืบไปภายหน้าถ้าจิวยี่จะคืนคำเสีย เราจะได้อ้างท่านทั้งสองเป็นพยาน”
จิวยี่สำคัญว่าการโต้ตอบเจรจากันทั้งนี้เป็นทีของฝ่ายกังตั๋งแล้ว ครั้นได้ฟังคำเล่าปี่รับคำท้าจึงว่า “ตัวเราเกิดมาเป็นชาย ได้ลั่นวาจาออกมาแล้วก็ไม่คืนคำเลย”
ขงเบ้งนั่งฟังการโต้ตอบอยู่ด้วยอาการอันสงบ ครั้นยินคำจิวยี่ว่าดังนั้นจึงรีบกล่าวสำทับสนับสนุนขึ้นว่า “อันจิวยี่นี้แม้จะเจรจาสิ่งใดก็มั่นคงนัก อันเมืองลำกุ๋นนั้นให้จิวยี่ไปตีก่อน ถ้าขัดสนประการใดเล่าปี่จึงยกไปทำการต่อภายหลัง”
เล่าปี่ ขงเบ้ง เห็นการสมคะเนก็มีความยินดี ในขณะเดียวกันนั้นจิวยี่ก็มั่นใจว่าการที่เป็นไปดังนี้สมแก่ความคิดที่อุตส่าห์เดินทางมาหาเล่าปี่ ดังนั้นต่างฝ่ายจึงต่างหัวเราะแสดงความยินดีที่สามารถทำความตกลงกันได้
เล่าปี่ ขงเบ้ง กับโลซกและจิวยี่ ต่างยกสุราขึ้นชนจอกเป็นนัยว่าแสดงความยินดีแก่กันและกันที่ทำความตกลงกันได้ แล้วต่างฝ่ายต่างก็พูดว่าเราตกลงกันตามนี้ จากนั้นจิวยี่และโลซกจึงคำนับลาเล่าปี่และขงเบ้งลงเรือกลับไปที่ฐานทัพ
พอจิวยี่กลับออกไปแล้ว เล่าปี่จึงปรารภกับขงเบ้งว่าข้าพเจ้าได้ว่ากล่าวกับจิวยี่ตามแผนการซึ่งท่านได้กระซิบกำหนดการไว้ทุกประการแล้ว แต่ให้วิตกว่าหากแม้นจิวยี่ยกกองทัพไปตีเมืองลำกุ๋นก่อนก็คงจะตีเมืองลำกุ๋นได้สำเร็จเป็นมั่นคง ก็แลบัดนี้แผ่นดินสักฝ่ามือหนึ่งข้าพเจ้าก็ไม่มีที่จะอาศัย หากจิวยี่ตีเมืองลำกุ๋นได้แล้วจะทำประการใดต่อไปเล่า
ขงเบ้งได้ฟังดังนั้นก็เอาพัดขนนกโบกไปมาอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่าเมื่อครั้งที่ท่านไปพบข้าพเจ้าที่ตำบลเขาโงลังกั๋งนั้น ข้าพเจ้าได้เสนอให้ยึดเมืองเกงจิ๋วไว้ก่อน แต่ท่านก็ไม่ฟังคำ หลังจากนั้นโอกาสอำนวยอีกหลายครั้งข้าพเจ้าก็ได้เสนอให้ท่านยึดเมืองเกงจิ๋วไว้เป็นฐานกำลังอีก แต่ท่านก็ยังยืนยันความคิดเดิม มิหนำซ้ำยังว่าการข้างหน้าจะเป็นประการใดก็สุดแต่บุญและกรรม
ขงเบ้งกล่าวต่อไปว่า มาบัดนี้ท่านมาวิตกด้วยจิวยี่จะตีเมืองลำกุ๋นได้ ซึ่งคงจะยึดได้ไปถึงเมืองเกงจิ๋วและเมืองซงหยงทั้งสามเมืองดังนี้ ท่านได้ตระหนักถึงความจำเป็นในการสร้างฐานกำลังแล้วหรือหาไม่
เล่าปี่จึงว่า แต่ก่อนนั้นข้าพเจ้าไม่กล้ายึดเอาเมืองเกงจิ๋วก็เพราะว่าเมืองเกงจิ๋วเป็นสิทธิของเล่าเปียว จึงเกรงคำคนครหาว่าแย่งสมบัติของคนแซ่เดียวกัน แต่บัดนี้เมืองเกงจิ๋วตกเป็นสิทธิแก่โจโฉแล้ว ข้าพเจ้าจึงหวังให้ท่านช่วยคิดอ่านยึดเอาเมืองเกงจิ๋วตามแผนการเดิมของท่านให้จงได้
ขงเบ้งได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี จึงว่าเมื่อท่านได้คิดเช่นนี้แล้วก็จงอย่าวิตกเลย ที่ข้าพเจ้าคิดอ่านวางแผนให้จิวยี่ยกไปตีเมืองลำกุ๋นก่อนนั้น เป็นเพียงอุบาย “นั่งบนภู ดูเสือกัดกัน” ลวงให้จิวยี่และโจหยินทำศึกกันให้แตกหัก เพลี่ยงพล้ำลงก่อนแล้วเราจึงค่อยซ้ำเติมยึดเมืองเกงจิ๋ว เมืองซงหยง และเมืองลำกุ๋นไว้จงสิ้น จะได้ไม่ยากลำบากแก่ทหารทั้งปวง
แล้วขงเบ้งจึงอธิบายต่อไปว่า หากแม้นว่าท่านยกกองทัพไปตีเอาเมืองลำกุ๋นก่อน ก็จะต้องสู้รบกับทหารของโจโฉซึ่งตั้งหลักมั่นอยู่ในเมือง จะเปลืองแรงและชีวิตของทหารเป็นอันมาก ถึงจะได้ชัยชนะก็หาสมบูรณ์ไม่ เพราะกองทัพของเราจะถูกสงครามลดทอนความเข้มแข็งลงไป ถึงแม้นว่ายึดได้แล้วก็ยังต้องรับมือกับกองทัพของจิวยี่ กลายเป็นทำสงครามสองครั้ง ถึงจะได้ชัยชนะกำลังทหารและความเข้มแข็งของกองทัพก็ถูกบั่นทอนลงเป็นอันมาก เหตุนี้ข้าพเจ้าจึงวางแผนให้จิวยี่ยกกองทัพไปสู้รบกับโจหยินก่อน เสือสองตัวต่อสู้กันจะต้องมีตัวใดตัวหนึ่งบาดเจ็บล้มตาย หรือมิฉะนั้นก็อาจบาดเจ็บล้มตายลงทั้งสองฝ่าย เราก็จะซ้ำเติมช่วงชิงชัยชนะได้โดยง่าย
เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็สรรเสริญความคิดสติปัญญาของขงเบ้งเป็นอันมาก แล้วถามต่อไปว่าเมื่อท่านคิดอ่านวางแผนดังนี้ จะทำประการใดต่อไปจึงจะฉวยโอกาสซ้ำเติมชิงเอาทั้งสามเมืองไว้เป็นสิทธิ
ขงเบ้งได้ฟังดังนั้นจึงว่า ท่านอย่าปรารมภ์เลย ข้าพเจ้าได้คิดอ่านวางแผนไว้เสร็จสิ้นแล้ว จากนั้นขงเบ้งจึงเรียกนายทหารลาดตระเวนระยะไกลให้ติดตามความเคลื่อนไหวของกองทัพของจิวยี่ที่จะทำศึกสงครามกับโจหยินอย่างใกล้ชิด แล้วให้รายงานความคืบหน้าให้ทราบทุกระยะ
จากนั้นขงเบ้งจึงกล่าวกับเล่าปี่ว่า จังหวะก้าวต่อไปนี้คือการสอดแนมข่าวศึกระหว่างจิวยี่กับโจหยิน แล้วเกาะกุมสถานการณ์ไว้ให้พร้อมที่จะกระทำการได้ทุกเมื่อ ขอให้ท่านจัดแจงแต่งกองทัพให้พร้อมที่จะยกไปทำการได้โดยไว
เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี สั่งการให้ทหารเตรียมพร้อมอยู่ในที่ตั้ง คอยฟังคำสั่งของขงเบ้งต่อไป
ทางฝ่ายจิวยี่และโลซกเมื่อล่องเรือกลับมาถึงค่ายแล้ว จึงเรียกประชุมบรรดาที่ปรึกษาและแม่ทัพนายกองเพื่อจะยกไปตีเมืองลำกุ๋น
โลซกจึงถามจิวยี่ว่า อันการศึกระหว่างแคว้นกังตั๋งของเรากับโจโฉในครั้งนี้ ซุนกวนนายเราได้ลงทุนลงแรงทั้งเงินทองข้าวของและเสบียงอาหารเป็นอันมาก ตัวท่านก็เคยกล่าวว่าอันเมืองลำกุ๋น เมืองเกงจิ๋วและเมืองซงหยง บัดนี้เหมือนอยู่ในเงื้อมมือของแคว้นกังตั๋งแล้ว เหตุไฉนท่านจึงบอกกับเล่าปี่ว่าหากตีเอาเมืองลำกุ๋นไม่ได้แล้ว ให้เล่าปี่ค่อยยกเข้าตีต่อไป
จิวยี่ได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะ แล้วว่า “ซึ่งเราว่าแก่เล่าปี่นี้เป็นคำลวง เพราะเหตุว่าจะให้เล่าปี่กำเริบ” และว่าปล่อยให้เล่าปี่ ขงเบ้ง หลงคำลวง ตั้งหน้าตั้งตาคอยต่อไป เมื่อเรายึดได้เมืองลำกุ๋น เมืองเกงจิ๋ว และเมืองซงหยงแล้ว จะได้กำจัดเล่าปี่และขงเบ้งในภายหลัง
โลซกได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี จิวยี่จึงปรารภต่อไปว่าบัดนี้เราจะยกกองทัพไปตีเอาเมืองลำกุ๋นก่อน จะมีผู้ใดอาสาเป็นกองหน้า
เจียวขิมร่วมปรึกษาอยู่ ได้ฟังดังนั้นจึงขออาสาเป็นกองหน้ายกไปตีเมืองลำกุ๋น จิวยี่ได้ฟังก็มีความยินดี แต่งตั้งให้เจียวขิมเป็นแม่ทัพหน้า ให้ชีเซ่งและเตงฮองเป็นปีกซ้าย ปีกขวา คุมทหารห้าพันรีบยกข้ามแม่น้ำฮันกั๋งในวันพรุ่งนี้ ส่วนตัวจิวยี่เองจะคุมกองทัพหลวงยกตามไปในภายหลัง
เจียวขิม ชีเซ่ง และเตงฮอง รับคำสั่งจิวยี่แล้วออกไปจัดแจงทหารให้เตรียมพร้อมไว้ ครั้นเวลารุ่งขึ้นเจียวขิมจึงยกกองทัพหน้าข้ามแม่น้ำฮันกั๋งจะยกไปตีเอาเมืองลำกุ๋น
พอข้ามฟากแม่น้ำฮันกั๋งแล้ว สามนายทหารของกังตั๋งจึงปรึกษาหารือกันว่าเราจะเข้าตีเมืองอิเหลงซึ่งเป็นทางผ่านเสียก่อนหรือไม่ประการใด ในที่สุดเห็นพ้องต้องกันว่าหากจะตีเมืองกิเหลงก่อนก็จะขัดสน เพราะจะทำให้ชาวเมืองลำกุ๋นรู้ตัวและเตรียมการป้องกันรักษาเมือง ทั้งเมืองอิเหลงแม้ว่าจะเป็นเมืองเล็กแต่กำแพงเมืองสูงใหญ่ ดังนั้นจึงชอบที่จะอ้อมเมืองอิเหลงตรงเข้าตีเมืองลำกุ๋นในทันที
เมื่อเห็นพ้องต้องกันดังนี้ กองทัพหน้าของเมืองกังตั๋งจึงยกอ้อมเมืองอิเหลงตรงไปที่เมืองลำกุ๋นแล้วตั้งค่ายประชิดเมืองลำกุ๋นไว้.