ตอนที่ 280. พร้อมพลีชีพเพื่อธรรม

 ขงเบ้ง จิวยี่ ใช้ธาตุไฟอันเป็นพลังจักรวาลผลาญกองทัพแปดสิบสามหมื่นของ  โจโฉซึ่งได้สร้างกิตติศัพท์ร่ำลือว่ามีจำนวนถึงกว่าร้อยหมื่น ผลาญทัพโจโฉจนเกือบหมดสิ้น สมรภูมิเซ็กเพ็กได้กลายเป็นทะเลเพลิง ที่แม้มอดแล้วร่วมสองพันปีแต่วีรกรรมแห่งสงครามเซ็กเพ็กยังคงไม่จางหายไปจากประวัติศาสตร์สงครามจนกระทั่งถึงทุกวันนี้

            โจหยินนายทหารเอกซึ่งเป็นแม่ทัพภาคใต้ของโจโฉยกทหารจากเมืองลำกุ๋นออกมาช่วยรับโจโฉกลับเข้าเมืองลำกุ๋น แล้วแต่งโต๊ะเลี้ยงปลอบขวัญเพื่อให้โจโฉคลายทุกข์โศก

            ในท่ามกลางงานเลี้ยงซึ่งเต็มไปด้วยบรรดาที่ปรึกษาและแม่ทัพนายกองของกองทัพประจำภาคใต้ซึ่งตั้งอยู่ ณ เมืองลำกุ๋นนั้น แม้ว่าบรรยากาศจะไม่สนุกสนานครื้นเครงเหมือนกับเหตุการณ์รื่นเริงชัยในคืนเพ็ญสิบห้าค่ำเดือนอ้ายชายฝั่งแม่น้ำแยงซี แต่ก็มิได้เศร้าสลด

            ในขณะที่งานเลี้ยงดำเนินไปพอเป็นที่คลายทุกข์โศกของบรรดาเหล่าทหาร โจโฉกลับร้องไห้โฮดังลั่นห้องโถงจัดเลี้ยง บรรดาทหารทั้งปวงต่างสงสัยว่าเหตุไฉนในยามนี้โจโฉจึงร้องไห้เพราะแม้ในขณะที่แตกทัพถอยหนีเข้าสู่ที่ทุรกันดารก็ยังสามารถหัวเราะเยาะความคิดของจิวยี่และขงเบ้งได้

            บรรดาที่ปรึกษาซึ่งนั่งอยู่ที่ใกล้กับโจโฉจึงสอบถามว่า “เมื่อแตกมากลางทางนั้นได้ความลำบากเป็นอันมาก ข้าพเจ้าเห็นท่านหาสู้เป็นทุกข์ไม่ บัดนี้ท่านพ้นมาจากเงื้อมมือข้าศึกแล้ว ชอบแต่จะซ่องสุมทหารยกไปแก้แค้นจึงจะควร เหตุใดท่านจึงมาร้องไห้ฉะนี้เล่า”

            โจโฉได้ฟังจึงว่า “ซึ่งเราร้องไห้เพราะเหตุคิดถึงกุยแก แม้กุยแกยังไม่ตายก็จะได้มาด้วยเรา เราก็จะไม่ยากถึงเพียงนี้” ว่าแล้วก็ยิ่งร้องไห้คร่ำครวญถึงกุยแกเป็นอันมาก

            อันกุยแกผู้นี้เป็นที่ปรึกษาหนุ่มของโจโฉ ได้เข้าร่วมทำการกับโจโฉตั้งแต่เริ่มตั้งตัวจนกระทั่งตั้งตัวเป็นใหญ่ในเมืองหลวงครองอำนาจเด็ดขาดเหนือผู้คนทั้งปวงแล้ว   กุยแกได้เสนอแผนการให้โจโฉปราบหัวเมืองฝ่ายตะวันออกและฝ่ายเหนือจนราบคาบ ในการศึกครั้งสำคัญระหว่างโจโฉกับอ้วนเสี้ยว โจโฉมีกำลังทหารน้อยกว่าอ้วนเสี้ยวถึงสิบเท่า กุยแกได้เสนอความเห็นที่สวนทางกับบรรดาที่ปรึกษาทั้งปวงให้ปราบปรามอ้วนเสี้ยวก่อน ในขณะที่บรรดาที่ปรึกษาอื่นเสนอให้ปราบปรามหัวเมืองเล็ก ๆ ก่อน ในครั้งนั้นกุยแกได้ประเมินสถานการณ์สงครามว่าโจโฉจะชนะด้วยเหตุสิบประการ และอ้วนเสี้ยวจะปราชัยด้วยเหตุสิบประการ หลักการประเมินสงครามสิบประการของกุยแกในครั้งนั้น ได้กลายเป็นหลักการประเมินสถานการณ์การศึกในสงครามยุคหลังกระทั่งถึงทุกวันนี้ นับเป็นที่ปรึกษาผู้มีสติปัญญาเป็นเลิศที่สุดในบรรดาเหล่าที่ปรึกษาทั้งปวง แต่กุยแกอายุสั้นนักทำราชการกับโจโฉได้เพียงสิบปีก็ถึงแก่กรรมในระหว่างทางที่โจโฉยกไปไล่ล่าปราบปรามหัวเมืองฝ่ายเหนือ แม้ตายแล้วก็ยังทิ้งพินัยกรรมสำคัญวางแผนการให้โจโฉได้รับชัยชนะศึกภาคเหนืออย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดโดยไม่ต้องรบ ซึ่งในครั้งนั้นโจโฉโศกเศร้าเสียใจเป็นอันมาก ถึงกับต้องเปิดเผยความในใจออกมาว่า เสียดายที่กุยแกตายเสียแต่ยังหนุ่มเพราะตั้งใจไว้ว่าตัวเองมีอายุมากกว่ากุยแก หากแม้นตายก่อนกุยแกแล้วก็จะปลงธุระข้างหลังของลูกหลานให้อยู่ในความอุปถัมภ์ดูแลของกุยแกทั้งสิ้น

            โจโฉแม้ว่าจะเป็นผู้นำคนที่โดดเด่นในประวัติศาสตร์ ไม่แสดงอาการโศกเศร้าเสียใจจากการปราชัยในศึกเซ็กเพ็กให้ปรากฏมาแต่ก่อน แต่ในเบื้องน้ำใจลึกนั้นย่อมเป็นวิสัยที่ต้องอาลัยอาวรณ์ในกองทัพที่ยิ่งใหญ่เกรียงไกรซึ่งสูญสลายไปในค่ำคืนเดียวด้วยอานุภาพแห่งพลังจักรวาลธาตุไฟ เมื่อเสียใจอาลัยอาวรณ์ดังนี้ก็เป็นวิสัยที่น้ำใจจะหวนรำลึกถึงผู้คนอันเป็นที่พึ่งพาแห่งสติปัญญามาแต่ก่อน โจโฉจึงรำลึกถึงกุยแกแล้วเสียดายนัก ไม่อาจหักใจต่อไปได้จึงร้องไห้ท่ามกลางบรรดาที่ปรึกษาและแม่ทัพนายกองทั้งปวง ในสายน้ำตาของโจโฉที่หลั่งไหลต่อหน้าบรรดาที่ปรึกษาและแม่ทัพนายกองนั้น คือการประเมินคุณค่าอันสูงส่งของภูมิปัญญาความเฉลียวฉลาดของอดีตที่ปรึกษาหนุ่มผู้มีนามว่ากุยแก ภายหลังจากที่กุยแกสิ้นบุญแล้วหลายปี

            งานเลี้ยงจำเป็นต้องเลิกราด้วยบรรยากาศที่โศกเศร้าอาลัยอาวรณ์ของโจโฉดั่งนี้ ครั้นรุ่งขึ้นโจโฉจึงเรียกโจหยินเข้ามาพบ แล้วว่าตัวเราจะกลับเมืองหลวงเพื่อซ่องสุมจัดแจงกองทัพแล้วจะกลับมาแก้แค้นเมืองกังตั๋งให้จงได้ ท่านอยู่รักษาการณ์ที่ภาคใต้ จงคิดอ่านป้องกันระวังอย่าให้ข้าศึกยกมาแย่งยึดบรรดาหัวเมืองทั้งปวงที่ขึ้นต่อเมืองหลวงในเวลานี้

            แล้วโจโฉจึงว่าเราวิตกอยู่ว่าจิวยี่จะยกทหารมาตีเมืองลำกุ๋น และหัวเมืองในภาคใต้ที่ขึ้นต่อเมืองหลวง เราจะเขียนหนังสือลับไว้ให้ท่านฉบับหนึ่งถือไว้สำหรับตัว หากแม้นการศึกคับขันขัดสนเมื่อใดแล้ว ให้ฉีกผนึกหนังสือลับนี้ออกอ่านดูแล้วจงทำตามที่เราได้สั่งไว้ก็จะป้องกันรักษาเมืองไม่ให้ชาวกังตั๋งมาย่ำยีได้

            โจหยินได้ฟังก็รับคำ ดังนั้นโจโฉจึงลุกไปที่โต๊ะเขียนหนังสือ เขียนหนังสือฉบับหนึ่งใส่ถุงหนังผนึกไว้มอบแก่โจหยินแล้วว่า ท่านจงรักษาหนังสือลับนี้ไว้กับตัวให้จงดี โจหยินคำนับรับหนังสือจากโจโฉแล้วถามว่าอันเมืองหับป๋าซึ่งเป็นแดนต่อแดนกับเมืองกังตั๋งนั้น ท่านจะให้ผู้ใดอยู่รักษา

            โจโฉจึงว่าเมืองหับป๋าเป็นเขตแดนต่อแดนระหว่างแดนที่ขึ้นต่อเมืองหลวงกับเมืองกังตั๋ง เราจะสั่งให้เตียวเลี้ยวไปรักษาเมืองหับป๋าไว้ ส่วนตัวท่านให้ดูแลรักษาเมืองลำกุ๋นและเมืองเกงจิ๋ว ส่วนเมืองซงหยงเราได้ให้แฮหัวตุ้นดูแลรักษาไว้แล้ว เห็นว่าจะพอรักษาเมืองไว้ให้ปลอดภัยได้

            โจโฉได้กล่าวต่อไปว่าอันเมืองหับป๋านั้นเป็นยุทธศาสตร์สำคัญ เราจะให้ลิเตียนกับงักจิ้นเป็นปลัดคอยช่วยเหลือเตียวเลี้ยวคิดอ่านการสงคราม ให้ท่าน เตียวเลี้ยว และแฮหัวตุ้นหมั่นประสานงานและช่วยเหลือเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน ขัดสนสิ่งใดก็อย่าได้ทอดทิ้งกันและกัน ให้ร่วมกันรักษาบ้านเมืองไว้อย่าให้ข้าศึกย่ำยีแย่งยึดเอาไปได้

            โจหยินได้ฟังก็รับคำ แล้วจัดแจงทหารจากเมืองเกงจิ๋วสามพันเป็นกองกำลังคุ้มกันโจโฉในการเดินทางกลับเมืองหลวง ครั้นโจโฉจัดแจงการระมัดระวังรักษาหัวเมืองฝ่ายใต้เรียบร้อยแล้วจึงพาทหารเมืองเกงจิ๋วยกกลับไปเมืองฮูโต๋แต่เพลานั้น

            ครั้นโจโฉไปแล้ว โจหยินจึงจัดแจงสั่งการตามคำสั่งของโจโฉทุกประการและได้ให้โจหองผู้น้องคุมทหารยกไปรักษาด่านอิเหลง

            ในขณะที่ลมสลาตันพัดหนักมาในคืนแรมห้าค่ำเดือนอ้ายนั้น ทางฝ่ายเล่าปี่และขงเบ้ง เมื่อได้จัดแจงทหารให้ยกไปซ้ำเติมกองทัพโจโฉเก็บเกี่ยวสินศึกตามแผนการที่กำหนดแล้วก็ได้พาทหารติดตามพันคนขึ้นไปอยู่บนเนินเขาใกล้ค่ายแฮเค้า แต่งโต๊ะเสพสุราคอยเวลาที่จิวยี่จะทำการกับโจโฉ จนกระทั่งใกล้เวลาสองยามเห็นแสงไฟแดงฉานโชติช่วงเหนือท้องฟ้าบริเวณภูผาเซ็กเพ็ก เพลิงลุกไหม้ขึ้นทางกองทัพโจโฉทั้งฝ่ายกองทัพเรือและกองทัพบก

            ขงเบ้งชี้ให้เล่าปี่ดูไปที่แสงเพลิงนั้นแล้วว่า ชาวเมืองกังตั๋งทำการได้ชัยชนะต่อโจโฉตามแผนการเป็นแน่นอนแล้ว หลังจากวันนี้แล้วการเริ่มก่อร่างตั้งตัวของท่านก็จะเป็นรูปเป็นร่างขึ้นเป็นมั่นคง เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี

            เล่าปี่และขงเบ้งสังเกตการณ์อยู่บนเนินเขาจนกระทั่งใกล้สว่างจึงพาทหารกลับไปที่ค่ายแฮเค้า ครั้นรุ่งขึ้นเพลาบ่ายจูล่งและเตียวหุยต่างทยอยกันยกทหารกลับพร้อมด้วยเชลยศึก อาวุธยุทโธปกรณ์และสินศึกจำนวนมาก

            จูล่งและเตียวหุยได้รายงานความศึกให้เล่าปี่และขงเบ้งทราบทุกประการ เล่าปี่ได้ทราบความแล้วก็มีความยินดี สั่งการให้จัดสังกัดเชลยศึกเข้าประจำการในกองทัพและให้แจกจ่ายอาวุธยุทโธปกรณ์แก่เหล่าทหารสำหรับใช้ประจำกาย ส่วนสินศึกทั้งหลายให้รวบรวมไว้ในคลังหลวง แล้วปูนบำเหน็จทหารทั้งปวงเป็นอันมาก

            จนกระทั่งเวลาเย็นทหารรักษาการณ์ได้เข้ามารายงานว่ากวนอูกำลังยกทหารกลับมา ขงเบ้งเมื่อได้ทราบรายงานดังนั้นจึงทำทีเป็นดีใจ แล้วว่ากวนอูกลับมาครั้งนี้คงได้ศีรษะโจโฉกลับมาเป็นความชอบนักหนา ว่าแล้วก็ชวนเล่าปี่ เตียวหุย และจูล่ง ออกไปที่หน้าค่าย ทำทีว่าจะออกไปต้อนรับกวนอูให้สมแก่ความชอบ

            พอกวนอูยกทหารมาถึงที่หน้าค่าย ขงเบ้งก็ออกไปว่ากับกวนอูว่า “ตัวเรารู้ว่าท่านผู้มีน้ำใจช่วยทำนุบำรุงแผ่นดินไปได้ศีรษะซึ่งเป็นศัตรูราชสมบัติมา เราจึงออกมารับท่านด้วยความยินดี”

            กวนอูมีสีหน้าซึมเศร้า ได้ฟังคำขงเบ้งดังนั้นก็นิ่งอยู่ ขงเบ้งเห็นกวนอู “สะเทินใจดังนั้น จึงแกล้งซ้ำว่า ท่านน้อยใจเราหรือว่าไม่ไปรับถึงกลางทาง แล้วว่าแก่ทหารทั้งปวงว่าเหตุใดจึงไม่บอกข่าวให้เรารู้ก่อนจะได้ไปรับกวนอู ควรหรือนิ่งเสียได้ แล้วให้กวนอูโกรธจนไม่พูดกับเรา”

            กวนอูอดสูใจที่ผิดสัญญาไม่สามารถเอาศีรษะโจโฉมาได้ตามทัณฑ์บน ได้ฟังคำขงเบ้งแต่แรกก็สะเทือนใจเป็นอันมาก ครั้นได้ฟังคำซ้ำก็ตระหนักว่าเป็นคำเยาะหยันถากถางอยู่ในที แต่มิรู้ที่จะแก้ตัวประการใด ด้วยวิสัยชายชาติทหารผู้ยึดมั่นในเกียรติศักดิ์และความกตัญญู กวนอูจึงว่า “ข้าพเจ้าจะมารับโทษ”

            ขงเบ้งได้ฟังดังนั้นจึงว่า ท่านจะมารับโทษจากเราเพราะไปแล้วไม่พบโจโฉจึงมาทวงเอาศีรษะเรากระนั้นหรือ

            กวนอูจึงว่าข้าพเจ้าไปทำการแล้วได้พบกับโจโฉตามคำท่าน แต่ข้าพเจ้าไร้ซึ่งฝีมือโจโฉจึงหนีไปได้

            ขงเบ้งได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะ แล้วถามว่า “อันตัวโจโฉหนีไปได้นั้นก็ตามทีเถิด แต่ท่านยังจับทหารมาได้บ้างหรือไม่”

            กวนอูจึงว่า แม้ทหารโจโฉข้าพเจ้าก็จับไม่ได้ ขงเบ้งได้ฟังดังนั้นก็ทำทีเป็นโกรธแล้วว่า “ตัวท่านไปพบโจโฉแล้ว หากคิดถึงคุณเขาอยู่จึงมิได้เอาศีรษะมานั้น โทษท่านใหญ่หลวงนัก ซึ่งสัญญาไว้แก่เรานั้นลืมเสียแล้วหรือ”

            กวนอูได้ฟังคำขงเบ้งจึงว่า “ซึ่งข้าพเจ้าได้สัญญาไว้ว่าถ้าพบโจโฉแล้วมิได้เอาศีรษะมานั้น ก็จะให้ศีรษะข้าพเจ้าแทนตามสัญญา”

            ว่าแล้วกวนอูก็ชักกระบี่จะเชือดคอตัวเองเพื่อมอบศีรษะแก่ขงเบ้งตามสัญญา ขงเบ้งเห็นท่าทีกวนอูก็เตรียมตัวไว้พร้อมอยู่ก่อนแล้ว พอกวนอูเอื้อมมือชักกระบี่ ขงเบ้งก็ปราดเข้าถึงตัวกวนอู เอามือยุดมือของกวนอูที่กุมด้ามกระบี่เอาไว้แล้วห้ามว่า “ซึ่งเราใช้ท่านไปทั้งนี้ปรารถนาจะให้ท่านแทนคุณโจโฉดอก มิได้คิดว่าจะเอาโทษท่าน ซึ่งท่านจะให้ศีรษะเราตามสัญญานั้นก็ขอบใจที่มิได้เสียความสัตย์ สมเป็นชาติทหารแล้วไปเถิด”

            กวนอูตั้งแต่ครั้งแรกที่กลับมาเห็นขงเบ้งออกมาต้อนรับก็ตระหนักแก่ใจดีว่าขงเบ้ง ออกมาเยาะเย้ยถากถางเพื่อทวงสัญญาเอาศีรษะตามทัณฑ์บน ความกินแหนงแคลงใจที่มีมาแต่ครั้งก่อนก็ประดังเข้ามาในอก แต่เพราะทัณฑ์บนและคำสัตย์ที่ให้ไว้ ด้วยใจของชายชาติทหารที่มั่นคงในศักดิ์ศรีและความกตัญญู มุ่งมั่นจะรักษาธรรมยิ่งกว่าชีวิตตัว กวนอูจึงตัดสินใจยอมตายเพื่อรักษาคำสัตย์นั้น พลันที่ขงเบ้งยุดมือไว้แล้วกล่าวสิ้นคำลง กวนอูก็กระจ่างในน้ำใจของขงเบ้งที่มีความเมตตาและคิดอ่านการสงครามรอบคอบถ้วนถี่ แรงมุมานะในใจที่มีอยู่ก็สร่างสิ้นลง ณ บัดนั้น ความกินแหนงแคลงใจที่เกาะกุมใจมาช้านานก็สลายไปสิ้น

            กวนอูมีความยินดีที่ขงเบ้งอภัยโทษจึงคุกเข่าลงกับพื้น คำนับขอบคุณขงเบ้งที่มิได้ผูกอาฆาตพยาบาทและไว้ชีวิตในครั้งนี้ ขงเบ้งเห็นดังนั้นก็มีความยินดีเอามือทั้งสองประคองกวนอูให้ลุกขึ้น

            เล่าปี่เห็นเหตุการณ์ทั้งหลายลงเอยด้วยดีก็มีความยินดียิ่งนัก ชวนขงเบ้ง กวนอู เตียวหุยและจูล่งเข้าไปในค่าย

            ในค่ำวันนั้นเล่าปี่ได้สั่งให้แต่งโต๊ะเลี้ยงบรรดาทหารทั้งปวงที่มีความชอบในการสงคราม แล้วปรึกษาขงเบ้งว่าท่านจะคิดอ่านประการใดสืบไป

            ขงเบ้งจึงว่าเมื่อโจโฉเสียทีหนีกลับเมืองหลวงแล้ว ดินแดนในภาคใต้ที่โจหยินเป็นผู้บัญชาการใหญ่ดูแลรักษาอยู่ก็จะตกเป็นเป้าหมายที่จิวยี่จะยกไปโจมตี ดังนั้นจึงชอบที่ท่านจะได้อาศัยสถานการณ์นี้ยึดเอาเมืองเกงจิ๋วไว้ให้สำเร็จตามแผนการที่ข้าพเจ้าได้เคยเสนอไว้เมื่อครั้งที่ท่านไปเยือนโงลังกั๋ง

            แล้วขงเบ้งจึงเสนอให้เล่าปี่ยกกองทัพไปตั้งอยู่ที่ปากน้ำเมืองอิวกั๋ง ซึ่งอยู่ใกล้แดนเมืองลำกุ๋น เพื่อเตรียมช่วงชิงหัวเมืองในภาคใต้ของโจโฉต่อไป เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็เห็นชอบ ครั้นรุ่งขึ้นจึงสั่งให้ยกทัพออกจากค่ายแฮเค้าไปตั้งที่ปากน้ำเมืองอิวกั๋ง.
 

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

I miss you all กับ I miss all of you ต่างกันอย่างไร

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓