ตอนที่ 279. หนทางที่สาม

 โจโฉสำคัญว่าข้าศึกซุ่มทหารไว้ที่เส้นทางใหญ่แล้วแสร้งสุมไฟลวงไว้ที่ปากทางลัดเพื่อให้หนีไปตามเส้นทางใหญ่ จึงสั่งการให้เดินทางไปตามเส้นทางลัดที่มีกองไฟสุมอยู่ที่ปลายทางนั้น แต่เส้นทางทุรกันดารนักจนต้องออกคำสั่งสนามให้รีบรุดไปข้างหน้า ห้ามมิให้ผู้ใดท้อถอย มิฉะนั้นก็จะประหารชีวิตเสีย

            บรรดาทหารแตกทัพที่หนีตามโจโฉต่างเกรงกลัวอาญา รีบลงจากหลังม้า ตัดต้นอ้อพงแขม และกิ่งไม้ถมเส้นทางที่เป็นหลุมเป็นบ่อพอให้เดินผ่านไปได้ ในขณะที่พวกที่บาดเจ็บและป่วยไข้ถอยมาอยู่ด้านหลัง

            โจโฉเกรงว่าข้าศึกจะไล่ติดตามมาทัน จึงสั่งให้เตียวเลี้ยว เคาทู ซิหลง คุมทหารร้อยนายคอยตรวจตรา หากผู้ใดทำงานล่าช้าก็ให้ตัดศีรษะเสีย บรรดาทหารที่พอมีเรี่ยวแรงต่างรีบขะมักเขม้นถมและเกลี่ยเส้นทาง ส่วนพวกที่อ่อนแออิดโรยก็ถูกตัดศีรษะเสียเป็นอันมาก

            ทหารบางคนทนความทรมานไม่ได้แต่ก็เกรงอาญาโจโฉ จึงร้องไห้ไปพลางตัดกิ่งไม้ต้นหญ้าถมเส้นทางไปพลาง เสียงร้องไห้ครวญคร่ำดังก้องไปตลอดเส้นทาง โจโฉได้ฟังดังนั้นก็โกรธ ตวาดเสียงดังสนั่นว่าเราเสียทีมาครั้งนี้เป็นตายร้ายดีสุดแท้แต่ลิขิตสวรรค์ ไยต้องโศกเศร้าร้องไห้ หากผู้ใดไม่ฟังคำ ขืนร้องไห้อีกเราก็จะตัดศีรษะเสีย 

            แม้กระนั้นการเดินทางก็ยังเป็นไปด้วยความล่าช้า โจโฉจึงให้แบ่งกองทหารเป็นสามกอง กองหน้าทำหน้าที่ถมเส้นทาง กองกลางเป็นคนป่วยและคนเจ็บ ส่วนกองหลังคอยป้องกันข้าศึก เมื่อกองหน้าเหนื่อยเปลี้ยเพลียแรงก็สลับลงมาเป็นกองหลัง แล้วสลับกองหลังขึ้นไปทำหน้าที่เป็นกองหน้าแทน จนกระทั่งเดินทางผ่านหนทางทุรกันดารเข้าสู่ทางเรียบ

            โจโฉเหลียวหลังมามองเห็นทหารที่เหลือตามมามีเพียงประมาณสามร้อยนาย ไม่มีแม้กระทั่งเสื้อเกราะและอาวุธที่ครบมือแม้แต่สักคนเดียว จากกองทัพที่ยิ่งใหญ่เกรียงไกรถึงแปดสิบสามหมื่นที่พรั่งพร้อมด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์ ธงทิว และเครื่องอิสริยยศทั้งปวงกลับเหลือทหารเดนตายที่หมดสิ้นสภาพสู้รบเพียงสามร้อยนาย โจโฉจึงคุมแค้นจิวยี่และขงเบ้งเป็นอันมาก

            พอเดินทางเข้าทางเรียบได้ครู่หนึ่ง บรรดาทหารที่ต่างอ่อนล้าอิดโรยจึงขอให้  โจโฉหยุดพักสักครู่หนึ่งเพื่อให้บรรดาไพร่พลได้พักผ่อนเอาแรงแล้วค่อยออกเดินทางต่อไป เพราะบัดนี้การเดินทางได้ล่วงมาไกลจากทหารของเมืองกังตั๋งแล้ว

            โจโฉได้ฟังจึงว่าอีกไม่ไกลก็จะถึงเมืองลำกุ๋นแล้ว อดทนอีกสักอึดใจหนึ่งก็จะถึงที่สบาย ไว้ถึงเมืองลำกุ๋นแล้วจึงค่อยพักผ่อนให้เต็มที่ บรรดาทหารทั้งปวงได้ฟังดังนั้นก็เกรงอาญาโจโฉไม่กล้าขัดคำ ต่างพากันเดินทางต่อไป จนมาถึงเส้นทางแคบอยู่หว่างกลางซอกเขาเป็นทางคับขันนัก บรรยากาศเงียบสงัด

            โจโฉแหงนหน้ามองยอดภูทั้งสองข้างทางเห็นสูงชัน ครั้นลดสายตามองไปเบื้องหน้าก็เห็นทางแคบคับขัน จึงหัวเราะดังสนั่นเป็นครั้งที่สาม หลังจากที่แตกทัพหนีมาจากยุทธภูมิเซ็กเพ็ก

            บรรดาทหารได้ยินเสียงหัวเราะของโจโฉต่างหันมาจ้องมองเป็นจุดเดียวกัน แล้วถามโจโฉว่าท่านหัวเราะเยาะจิวยี่ ขงเบ้ง มาสองครั้งแล้ว ก็มีเหตุเป็นไปทั้งสองครั้ง มาครั้งนี้ท่านหัวเราะอีกเล่าเพราะเหตุใดหรือ

            โจโฉจึงว่า “เราหัวเราะเย้ยความคิดขงเบ้ง จิวยี่ ด้วยที่นี้ชอบกล มิได้แต่งทหารมาซุ่มไว้ แม้มีพวกขงเบ้ง จิวยี่ มาตั้งสกัดอยู่ เราก็จะเสียทีแก่เขา”

            โจโฉพูดพอขาดคำเสียงพลุสัญญาณก็ดังขึ้นที่ซอกเขาเบื้องหน้า ปรากฏกองทหารของเล่าปี่ยกออกมาจากสองข้างทางสกัดอยู่ข้างหน้า ตัวนายทัพยืนม้าอยู่ภายใต้ธงขอบแสดพื้นเหลือง จารึกอักษรสีดำว่ากวนอู โจโฉและบรรดาทหารทั้งปวงเห็นดังนั้นก็ตกใจ หันหน้าเหลียวหลังหาทางหนีกันเป็นที่จ้าละหวั่น

            โจโฉตกใจจนแทบสิ้นสติสมประดี เหลียวมาข้างหลังก็ประหวั่นถึงเส้นทางอันทุรกันดารยากที่จะหนีไปได้พ้น สองข้างทางเล่าก็เป็นภูเขาสูงชัน เบื้องหน้านั้นกองทหารมัจจุราชภายใต้ธงกวนอูสกัดมั่นคงอยู่ มิเห็นทางรอด แต่เมื่อเห็นทางข้างตายสถานเดียว ใจโจโฉก็ฮึดด้วยแรงมานะ หันมาประกาศแก่ทหารทั้งปวงว่าบัดนี้พวกเราสิ้นทางหนีแล้ว อยู่ก็ตาย สู้ก็ตาย จำเป็นจะต้องเสี่ยงตายสักครั้งหนึ่ง ให้พวกท่านพร้อมใจกันสู้ตาย

            บรรดาทหารทั้งปวงแม้เรี่ยวแรงจะเดินก็แทบสิ้น ครั้นได้ฟังคำโจโฉจึงออดอ้อนว่าเวลานี้ทั้งคนทั้งม้าล้วนอ่อนเปลี้ยเพลียแรง ไหนเลยจะมีกำลังสู้รบกับข้าศึก

            เทียหยกเห็นดังนั้นจึงว่า “จะหนีจะสู้นั้นก็ไม่ได้ อันน้ำใจกวนอูเป็นทหารนั้นก็จริง ถ้าเห็นผู้ใดไม่สู้รบแล้วก็มิได้ทำอันตราย ประการหนึ่งเป็นผู้มีความสัตย์ ทั้งรู้จักคุณคนนักด้วย แล้วท่านก็ได้เลี้ยงดูมีคุณไว้ต่อกวนอูเป็นอันมาก แม้ท่านเข้าไปว่ากล่าวโดยดี เห็นกวนอูจะไม่ทำอันตรายท่าน”

            โจโฉได้ฟังก็ได้สติยั้งคิดว่าหนทางปฏิบัติหาใช่มีแต่หนีกับสู้ตายเท่านั้นไม่ หากยังมีหนทางที่สามคือเจรจาเพื่อเอาตัวรอดอีกทางหนึ่ง โจโฉชะงักม้า ครุ่นคิดหาถ้อยคำที่จะเจรจาอยู่ครู่หนึ่งจึงโบกมือให้ทหารทั้งปวงหยุดอยู่กับที่แล้วขี่ม้าออกไปข้างหน้าทหาร

            โจโฉขี่ม้าเข้าไปใกล้กวนอูในระยะห้าวา โค้งตัวน้อมคำนับกวนอูบนหลังม้าแล้วถามว่า จากกันมานาน ท่านสบายดีหรือ

            กวนอูยืนม้าด้วยท่าทางอันสงบอยู่เบื้องหน้าทหาร เห็นโจโฉเข้ามาว่ากล่าวแต่โดยดีก็ตอบกลับไปโดยมารยาทว่า อันทุกข์สุขของข้าพเจ้าก็เป็นแต่ประมาณของทหารที่มีชีวิตอยู่กับหลังม้า บัดนี้ข้าพเจ้าได้รับคำสั่งจากขงเบ้งให้มาตัดศีรษะของท่านเสีย ข้าพเจ้าจึงมารอคอยท่าท่านอยู่นานแล้ว

            โจโฉได้ฟังดังนั้นไม่เปิดโอกาสให้กวนอูกล่าวสืบไป ตีสีหน้าเศร้าสลด แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงที่รันทดท้อแท้ว่า ตัวเรายกทัพลงใต้ในครั้งนี้เสียทีแก่ความคิดของขงเบ้งและจิวยี่ กองทัพล่มสลายยับเยิน เหลือทหารเพียงสามร้อย จนแม้เสื้อเกราะก็ไม่มีที่จะสวมใส่ ตลอดทางถูกข้าศึกไล่ล่าสังหาร ได้รับความทุกข์ทรมานนัก จนกระทั่งบากบั่นหนีมาถึงที่นี่แล้วมาพบท่าน อันชีวิตเราวันนี้จะเป็นตายร้ายดีประการใดก็อยู่ที่น้ำใจของท่านจะรำลึกถึงไมตรีแต่หนหลังครั้งเคยอยู่กับเราหรือไม่ประการใดเท่านั้น การจะเป็นประการใดก็สุดแต่ใจท่านเถิด

            โจโฉกล่าวสิ้นคำก็ก้มหน้าคอตก กวนอูเห็นอาการโจโฉดังนั้นก็มีความสงสาร แต่ภาระหน้าที่ที่อาสาขงเบ้งมาทำการก็แสนหนัก เพราะได้เอาศีรษะตัวเป็นประกัน หากมิได้ศีรษะโจโฉกลับไป ศีรษะตัวก็ต้องหลุดออกจากบ่าทดแทน กวนอูจึงกล่าวขึ้นว่าข้าพเจ้ารำลึกถึงไมตรีของท่านแต่หนหลังมิได้ขาด แต่ว่าความครั้งก่อนนั้นใช่ว่าข้าพเจ้าจะรับแต่ไมตรีท่านข้างเดียวก็หาไม่ เพราะได้อาสาศึกสังหารงันเหลียงและบุนทิวสองทหารเอกของอ้วนเสี้ยวช่วยชีวิตท่านเมื่อครั้งที่ท่านทำศึกภาคเหนือ ย่อมถือได้ว่าบุญคุณอันใดที่ข้าพเจ้าได้รับไมตรีจากท่านข้าพเจ้าก็ได้ทำการทดแทนจนสิ้นแล้ว เหตุการณ์วันนี้หากแม้นข้าพเจ้ามิได้ศีรษะท่านกลับไป ข้าพเจ้าก็ต้องให้ศีรษะของข้าพเจ้าแก่ขงเบ้งเป็นการทดแทน

            โจโฉได้ฟังน้ำเสียงของกวนอูดังนั้นก็ตระหนักว่ากวนอูยังเปี่ยมด้วยความกตัญญูรู้คุณคน ทั้งทีท่าของกวนอูยังคงสงบนิ่งไม่มีวี่แววว่าจะจู่โจมเข้ามาแต่ประการใด จึงฝืนใจตอบกลับไปอีกว่า ท่านได้สังหารงันเหลียง บุนทิว เมื่อครั้งศึกอ้วนเสี้ยวก็จริงอยู่ แต่เมื่อครั้งที่ท่านหนีกลับไปหาเล่าปี่ ท่านได้หักด่านถึงห้าด่าน ฆ่าแม่ทัพและทหารเอกของเราถึงหกคน และยังสังหารไพร่พลของเราเป็นอันมาก เราก็มิได้คิดเอาโทษท่าน เพราะคิดถึงคำของท่านที่สัญญาไว้ต่อเราว่า สืบไปเบื้องหน้าจะหาหนทางทดแทนคุณเราให้จงได้

            โจโฉได้กล่าวสืบไปว่าเพราะเรายึดมั่นในคำสัตย์ที่ท่านให้ไว้ต่อเรา เราจึงได้ปล่อยท่านไป  ทั้งยังให้ทหารส่งใบเบิกทางและให้คนถือคำสั่งตามมาสั่งการให้แฮหัวตุ้นซึ่งคุมทัพอยู่ที่ริมแม่น้ำฮวงโหให้ปล่อยท่านกลับไปหาเล่าปี่โดยปลอดภัย ไมตรีอันบริสุทธิ์ของเราดังนี้ท่านลืมเสียแล้วหรือ

            โจโฉได้ออดอ้อนต่อไปว่า “บัดนี้ตัวเราเข้าตาจนเหมือนหนึ่งคนตกน้ำ แล้วก็ไม่ต่อสู้ท่าน ท่านจงเห็นไมตรีเราซึ่งได้อ้อนวอน ท่านจงปล่อยเราให้พ้นภัยเถิด”

            กวนอูได้ฟังโจโฉลำเลิกบุญคุณแต่หนหลังแล้วจำนนต่อถ้อยคำของโจโฉ รำลึกถึงไมตรีเมื่อครั้งที่หนีกลับมาหาเล่าปี่ตั้งแต่โจโฉตามมาส่งที่กลางทาง และมอบเสื้อเป็นของขวัญ จากนั้นก็ส่งคนให้ถือใบเบิกทางมาปล่อยตัว แล้วยังส่งทหารเอกถือคำสั่งให้ด่านชายแดนปล่อยตัวอีก ความสำนึกในบุญคุณของโจโฉก็ประดังเข้ามาในห้วงความสำนึก ทั้งเห็นกิริยาอาการของโจโฉที่เสียทีหนีข้าศึกมาเป็นที่น่าเวทนา ครั้นทอดสายตาดูไพร่พลที่ติดตามมาเล่าก็ร้องไห้กลัวความตายเป็นที่น่าสงสาร ด้วยจิตใจที่กตัญญูรู้คุณคนและเมตตาต่อคนผู้ยาก กวนอูจึงตัดสินใจยอมเอาศีรษะตัวมอบแก่ขงเบ้งแทนศีรษะของโจโฉ

            เมื่อตัดสินใจดังนั้นแล้ว กวนอูจึงโบกมือให้ทหารที่สกัดทางอยู่ข้างหน้าถอยออกไปข้างทาง ตัวกวนอูยืนม้านิ่งอยู่ในที่เดิมแล้วเบือนหน้าไปทางข้าง มิได้ว่ากล่าวตอบโต้ประการใดอีกต่อไป

            โจโฉเห็นกิริยาอาการดังนั้นก็รู้ว่ากวนอูตกลงใจปล่อยตัวกลับไป จึงค้อมตัวบนหลังม้าคำนับลากวนอู แล้วสั่งให้ทหารออกเดินทางไปข้างหน้า

            พอโจโฉขี่ม้าผ่านม้ากวนอูไป กวนอูได้ตวาดใส่กองทหารที่กำลังจะติดตามโจโฉไปนั้น บรรดาทหารเหล่านั้นได้ฟังเสียงตวาดของกวนอูก็ตกใจ พากันคุกเข่าคำนับขอชีวิต

            กวนอูเห็นดังนั้นก็ไม่อาจตัดใจออกคำสั่งให้ทหารเข้าสังหารหรือจับกุมตัวบรรดาทหารที่ติดตามโจโฉอีกต่อไป พอดีเตียวเลี้ยวกำลังขี่ม้าจะผ่านที่กวนอูยืนม้าอยู่ กวนอูเห็นเตียวเลี้ยวก็รำลึกถึงไมตรีที่มีมาแต่ครั้งที่เกลี้ยกล่อมให้กวนอูเข้าอยู่ด้วย โจโฉแล้วคบหาเป็นไมตรีต่อกันจึงทอดถอนใจใหญ่ แล้วโบกมือให้ทหารถอยออกไปข้างทางดังเดิม

            เตียวเลี้ยวคำนับกวนอูเป็นทีอำลาแล้วพาทหารติดตามโจโฉไป กวนเป๋งเห็นดังนั้นจึงชักม้าเข้ามาใกล้กวนอูแล้วท้วงติงว่า ท่านปล่อยโจโฉไปครั้งนี้โทษประหารตามทัณฑ์บนที่ให้ไว้กับขงเบ้งก็จะตกแก่ท่าน จึงขอให้เปลี่ยนใจบุกโจมตีสังหารโจโฉตามที่ได้อาสาไว้กับขงเบ้งเถิด

            กวนอูได้ฟังดังนั้นจึงว่า เราทำทัณฑ์บนเอาศีรษะเป็นประกันไว้กับขงเบ้งก็จริงอยู่ แต่ความมั่นกตัญญูในใจเราก็หนักมั่นดั่งขุนเขาไท้ซาน ไม่อาจตัดใจสังหารโจโฉได้ ดังนั้นเพื่อพิทักษ์ธรรมประจำใจของเรา แม้จะตายด้วยอาญาของขงเบ้งก็สุดแท้แต่บุญและกรรม

            ว่าแล้วกวนอูจึงพาทหารยกกลับไปหาเล่าปี่ ขงเบ้ง

            ฝ่ายโจโฉพาทหารหนีมาตามเส้นทางฮัวหยง ได้กล่าวคำสรรเสริญกวนอูที่มีความยึดมั่นในความกตัญญูรู้คุณคนเป็นอันมาก แล้วว่าครั้งนี้หากกวนอูไม่รักษาความสัตย์ ละทิ้งความกตัญญูเสีย ชีวิตเราคงจบสิ้นในครั้งนี้เป็นแท้

            ครั้นพ้นเขตตำบลฮัวหยงแล้ว โจโฉได้เหลียวกลับไปมองทหารที่ตามมาข้างหลังอีกครั้งหนึ่ง ปรากฏว่าทหารสามร้อยคนบัดนี้เหลืออยู่เพียงยี่สิบเจ็ดคนเท่านั้น ครั้นเวลาพลบค่ำเห็นคนถือคบไฟสวนทางมาข้างหน้าเป็นจำนวนมากก็ตกใจ สำคัญว่าข้าศึกยกทหารมา สกัดกั้นอีกครั้งหนึ่งแล้ว โจโฉก็สิ้นกำลังใจที่จะหนีอีกต่อไป รำพึงขึ้นว่าชีวิตเราคงจบสิ้นในวันนี้เป็นแน่แท้ จะเป็นจะตายประการใดก็สุดแท้แต่จะเป็นไป

            โจโฉรำพึงดังนี้แล้วก็ตัดสินใจพาทหารรุดไปข้างหน้าโดยไม่เกรงกลัวอีกต่อไป ครั้นเข้าไปใกล้ทหารที่ยกสวนมานั้น เห็นธงประจำตัวนายทัพต้องแสงคบเพลิงระบุชื่อว่าเป็นโจหยิน โจโฉก็มีความยินดี

            เดิมโจหยินรับคำสั่งให้คุมทหารรักษาเมืองลำกุ๋น ครั้นเห็นแสงเพลิงลุกโชติช่วงสว่างกลางท้องฟ้าข้างสมรภูมิเซ็กเพ็กก็คาดว่าโจโฉคงเสียทีแก่ข้าศึก จึงยกทหารรีบรุดมา หวังว่าจะได้ช่วยเหลือโจโฉในยามยาก ครั้นเข้าไปใกล้เห็นเป็นโจโฉก็ดีใจ ตรงเข้าไปคำนับแล้วว่า ข้าพเจ้าคาดว่าท่านอัครมหาเสนาบดีจะเสียทีแก่ข้าศึกจึงยกทหารรีบรุดมาเพื่อต้อนรับท่าน

            โจโฉรับคำนับโจหยินแล้วจึงเล่าความศึกที่เสียทีมาให้โจหยินทราบทุกประการ

            โจหยินเห็นดังนั้นจึงสั่งทหารให้เปลี่ยนม้าให้โจโฉขี่ แล้วเชิญโจโฉเดินทางกลับไปที่เมืองลำกุ๋น

            ครั้นเข้าเมืองลำกุ๋นแล้ว โจหยินจึงให้แต่งโต๊ะเลี้ยงโจโฉและบรรดาแม่ทัพนายกองทั้งปวงเพื่อปลอบขวัญให้โจโฉให้สร่างจากทุกข์โศก.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

I miss you all กับ I miss all of you ต่างกันอย่างไร

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓