ตอนที่ 278. อุบายจริงคือจริง

โจโฉพาทหารหนีทหารเมืองกังตั๋งซึ่งไล่หลังมา แต่พบกับเล่งทองคุมทหารสกัดทางอยู่ก็ตกใจ ชะงักม้าไว้แล้วเตรียมจะขับหนีไปทางข้าง ในทันใดนั้นมีเสียงร้องดังตามหลังมาว่าท่านอัครมหาเสนาบดีอย่าได้ตกใจ ข้าพเจ้าซิหลงตามมาช่วยท่านแล้ว 

            โจโฉเห็นเป็นซิหลงก็ค่อยคลายใจ ยังไม่ทันที่จะได้ทักทายประการใดซิหลงได้ขับม้าปรี่เข้ารบกับเล่งทองอย่างดุเดือด โจโฉเห็นเป็นโอกาสจึงขี่ม้าฝ่าออกไป ซิหลงเห็นโจโฉหนีพ้นไปแล้วจึงขี่ม้าพาทหารไล่ตามโจโฉไป

            ฝ่ายม้าเอี๋ยนและเตียวคีซึ่งรักษาค่ายที่ตำบลลิหยงไกลออกมาจากสมรภูมเซ็กเพ็กเห็นแสงเพลิงสว่างจับท้องฟ้าก็รู้ว่ากองทัพของโจโฉเสียทีแก่ความคิดชาวเมืองกังตั๋ง จึงยกทหารสามพันสวนทางมาจะช่วยโจโฉ เห็นโจโฉและทหารติดตามกำลังขับม้าหนีมาอย่างทุลักทุเลก็ตรงเข้าไปคำนับ โจโฉเห็นคนมาช่วยก็ค่อยคลายใจแล้วให้ม้าเอี๋ยนคุมทหารพันหนึ่งเป็นกองหน้า อีกสองพันเป็นกองหลวงคอยคุ้มกันโจโฉแล้วยกกลับไปตามเส้นทางที่ยกมานั้น

            โจโฉแตกทัพเรือจากสมรภูมิเซ็กเพ็กหนีขึ้นไปหวังพึ่งกองทัพบก ค่ายและคลังเสบียงของกองทัพบกก็ถูกทหารจิวยี่บุกปล้นโจมตีเกือบทุกค่ายตลอดระยะสามพันเส้น แสงเพลิงแดงฉานทาบท้องฟ้าราวกลางวัน โจโฉหนีไปถึงไหนทหารจิวยี่ก็สกัดอยู่ทุกแห่ง จนกระทั่งบ่ายโฉมหน้าหนีไปทางเมืองเกงจิ๋วตามเส้นทางฮัวหลิมได้ม้าเอี๋ยนและเตียวคีคุมทหารสามพันยกมาช่วย โจโฉก็ค่อยคลายใจ

            ม้าเอี๋ยนและเตียวคีคุมทหารหนึ่งพันยกเป็นกองหน้ากลับตามเส้นทางเดิมได้ร้อยเส้นก็มีทหารเมืองกังตั๋งยกออกมาสกัดไว้ ตัวนายชักม้าออกหน้ามาแล้วร้องว่าตัวกูชื่อกำเหลง รับคำสั่งจิวยี่ให้มาตัดศีรษะโจโฉ จงออกมาแล้วยอมให้จับตัวเสียโดยดี

            ม้าเอี๋ยนได้ฟังดังนั้นก็โกรธ ทั้งหวังจะเอาใจโจโฉเป็นความชอบ จึงชักม้าออกไปข้างหน้าเงื้อง้าวแล้วตรงเข้าไปที่กำเหลง ยังไม่ทันที่จะได้ฟาดง้าวกำเหลงได้กระตุ้นม้าวิ่งปราดเข้ามาแล้วเอาง้าวฟันม้าเอี๋ยนตัวขาดสองท่อนร่วงลงจากหลังม้าถึงแก่ความตาย

            เตียวคีเห็นเพื่อนรักถูกสังหารก็โกรธ  ขับม้าออกไปจะรบกับกำเหลง  พอม้าเตียวคีเข้าไปใกล้ระยะห้าวากำเหลงก็ตวาดขึ้นด้วยเสียงอันดัง ทั้งม้าทั้งคนตกใจตลึงพรึงเพริด ขาหน้าม้าเตียวคีผงะยกขึ้นยังไม่ทันลงถึงพื้น กำเหลงปรี่เข้ามาแล้วเอาง้าวฟันเตียวคีถึงแก่ความตายอีกคนหนึ่ง

            ทหารของม้าเอี๋ยนและเตียวคีในกองทัพหน้าเห็นตัวนายถึงแก่ความตายก็ตกใจแตกถอยร่นกลับมาทางด้านหลังปะกับกองทัพหลวงของโจโฉ จึงรายงานความทั้งปวงให้โจโฉทราบ

            โจโฉทราบความดังนั้นจึงพาทหารอ้อมทางไปทางด้านเมืองหับป๋า

            ฝ่ายซุนกวนซึ่งยกกองทัพมาตั้งอยู่ที่ตำบลอุยเต้เตรียมพร้อมหนุนกองทัพของจิวยี่อยู่นั้น ครั้นได้เห็นแสงเพลิงสว่างจับท้องฟ้าเหนือตำบลเซ็กเพ็ก และเห็นค่ายบกของโจโฉถูกเพลิงไหม้เป็นหลายแห่งก็มีความยินดี เห็นว่าจิวยี่ทำการครั้งนี้สำเร็จดังความคิดแล้วจึงสั่งให้ลกซุนจุดพลุสัญญาณให้บรรดาแม่ทัพในกองทัพมาชุมนุมพร้อมกัน แล้วสั่งให้ลกซุนและ ไทสูจู้คุมทหารยกไปทางตำบลหับป๋าช่วยสนับสนุนจิวยี่ในการตีสกัดกองทัพโจโฉ ตัวซุนกวนคุมทหารตั้งมั่นคอยป้องกันข้าศึกมิให้ข้ามฟากมาทางฝั่งเมืองกังตั๋ง

            โจโฉพาทหารหนีมาทางตำบลหับป๋าเห็นกองทัพของลกซุนและไทสูจู้ตั้งสกัดอยู่ข้างหน้าจึงเลี่ยงหลบวกไปตามเส้นทางที่จะไปยังตำบลอิเหลง พบกับเตียวคับซึ่งพาทหารแตกหนีมา โจโฉจึงสั่งให้เตียวคับเป็นกองระวังหลังกับเตียวเลี้ยว แล้วพากันหนีต่อไปโฉมหน้าตรงไปที่ตำบลฮัวหลิม

            โจโฉพาทหารหนีจากตำบลเซ็กเพ็กตั้งแต่ต้นยามสองถูกทหารจิวยี่และซุนกวนไล่ตามและตีสกัดอยู่แทบทุกทางจนต้องหนีไปตามเส้นทางที่จะไปตำบลฮัวหลิมซึ่งไกลจากทหารของจิวยี่เพื่อจะกลับไปทางเมืองลำกุ๋น จนล่วงปลายยามสามโจโฉก็พาทหารมาถึงตำบลฮัวหลิม

            ณ ที่นั้นเป็นทางแคบสองข้างทางเป็นป่าทึบ พอทหารโจโฉพ้นซอกเขาไปได้ครึ่งหนึ่ง โจโฉแหงนจ้องมองท้องฟ้าแล้วหัวเราะขึ้นด้วยเสียงอันดัง

            บรรดาทหารทั้งปวงได้ยินดังนั้นก็สงสัย ทหารที่อยู่ใกล้จึงถามโจโฉว่าท่านเสียทีข้าศึกมาดังนี้ไฉนจึงหัวเราะเล่า

            โจโฉจึงตอบด้วยความกระหยิ่มว่าเราเสียทีข้าศึกมาก็จริง แต่เห็นว่าความคิดของจิวยี่แลขงเบ้งยังคิดการไม่ตลอด สู้ความคิดเราไม่ได้ เราจึงหัวเราะ

            ทหารขี้สงสัยจึงถามต่อไปว่า มีสิ่งใดที่ว่าจิวยี่แลขงเบ้งคิดการไม่ตลอดหรือ  

            โจโฉเอาแซ่ม้าชี้ไปที่ข้างทางแล้วว่า ทางเส้นนี้คับขันนักหากจิวยี่ขงเบ้งคิดการรอบคอบรอบด้านจริงแล้วก็จะต้องแต่งทหารมาดักซุ่มอยู่ที่ข้างทางเส้นนี้ เราจะทำฉันใดเล่า

            โจโฉกล่าวพอสิ้นคำลงเสียงประทัดสัญญาณก็ดังขึ้น เพลิงลุกขึ้นที่ข้างทางทั้งสองด้านเป็นอันมาก ทหารม้ากองหนึ่งโห่ร้องยกออกมาจากข้างทางตีตะลุยตัดเข้ากลางกองทหารของโจโฉอย่างดุเดือด เห็นเป็นธงพื้นเหลืองขอบแสดของกองทัพเล่าปี่ แสงเพลิงสว่างเห็นกลางผืนธงมีตัวหนังสือชื่อจูล่งชาวเสียงสานเป็นผู้นำทัพ ตัวจูล่งขี่ม้าอยู่หน้าธงตวาดขึ้นด้วยเสียงอันดังว่า ตัวเราจูล่งแห่งเสียงสานรับคำสั่งขงเบ้งให้มาคอยจับศัตรูราชสมบัติแล้วฆ่าเสีย

            โจโฉเห็นดังนั้นก็ตกใจรีบขี่ม้าหนีไปอย่างรวดเร็ว ในขณะที่เตียวเลี้ยวและเตียวคับต่างช่วยกันตีฝ่าตามโจโฉไป ทหารโจโฉที่หนีไปได้ทิ้งม้าแลศาสตราวุธไว้เป็นอันมาก พวกที่หนีไม่ทันอีกจำนวนมากก็ถูกทหารของจูล่งจับเป็นเชลยสิ้น

            จูล่งรับภารกิจหลักในการยึดอาวุธยุทโธปกรณ์และสินศึกจากกองทัพโจโฉให้มากที่สุดและจับเชลยศึกให้มากที่สุด ครั้นทำการตามคำสั่งขงเบ้งสำเร็จแล้วจึงคุมเชลยและสินศึกทั้งปวงกลับไปหาเล่าปี่

            ฝ่ายโจโฉพาทหารหนีต่อไปในขณะที่ลมสลาตันยังคงพัดหนักอยู่จนสว่างฟ้าแจ้งสว่างแล้วกลับครึ้มลงอีกครั้งหนึ่งแล้วฝนก็ตกลงมาห่าใหญ่ ทหารทั้งปวงเปียกปอนอิดโรยและหิวข้าวอยากจะพัก โจโฉจึงถามทหารที่นำทางว่าขณะนี้เราอยู่ที่ใด ทหารนำทางได้รายงานว่าบัดนี้อยู่ที่ป่าตำบลอิเหลง ข้างหน้าเป็นทางทางแยกท่านจะไปเส้นทางใด  

            โจโฉถามต่อไปว่าเส้นทางไหนไปเมืองลำกุ๋นได้เร็วกว่ากัน ทหารนั้นจึงว่าทางเส้นทิศใต้เมืองอิเหลงเป็นทางลัดตัดออกทางช่องเขาโฮโลก๊กไปเมืองลำกุ๋นได้เร็วกว่าทางเส้นทิศเหนือ โจโฉได้ฟังดังนั้นจึงสั่งให้ใช้เส้นทางลัดข้างทิศใต้มุ่งไปทางช่องโฮโลก๊ก

            พอฝนสร่างฟ้าก็ไปถึงช่องโฮโลก๊ก โจโฉจึงให้ทหารไปแย่งชิงเสบียงอาหารจากชาวบ้าน ได้พบกับเคาทู ซิหลง และที่ปรึกษาอีกสี่ห้าคนหนีทหารจิวยี่มาทันกัน โจโฉก็มีความยินดีแล้วสั่งให้ทหารหยุดพัก

            บรรดาทหารทั้งปวงทั้งอดนอนแลอิดโรยได้พักก็ดีใจ พากันลงจากหลังม้าแล้วผูกม้าให้กินหญ้า ถอดอานม้าออกผึ่งลม และถอดเสื้อเกราะออกผึ่งตากแล้วก่อไฟเตรียมหุงหาอาหารกินกัน โจโฉสั่งให้ฆ่าม้าเป็นกับข้าวแจกจ่ายแก่ทหารตามส่วน

            โจโฉนั่งพักอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่รอกินข้าวซึ่งกำลังหุงอยู่นั้น เหลือบมองไปเห็นทหารนอนรอกินข้าวด้วยความอิดโรยสิ้นเรี่ยวแรง ครั้นเงยหน้าดูเชิงเขาสองข้างทางเห็นสูงชัน ทั้งทางก็แคบเป็นทางคับขันจึงหัวเราะดังสนั่นก้องไปทั้งป่า

            บรรดาทหารกำลังพักผ่อนรอกินข้าวครั้นได้ยินเสียงหัวเราะดังนั้นก็สงสัยพากันเหลียวมองมาที่โจโฉ ทหารที่อยู่ใกล้ตัวถามขึ้นว่าเมื่อคราฟ้าใกล้สางท่านหัวเราะครั้งหนึ่งแล้วจูล่งก็ยกออกมาโจมตี ครั้งนี้ท่านหัวเราะอีกเล่าเพราะเหตุใดหรือ

            โจโฉจึงตอบว่า “ซึ่งเราหัวเราะนี้เพราะเห็นว่าความคิดขงเบ้ง จิวยี่นั้นทำการไม่ตลอด แม้เหมือนตัวเราได้คิดการดังนี้ก็จะแต่งกองทัพมาซุ่มไว้ ณ ปากทางนี้ ถ้าข้าศึกหนีมาก็จะจับตัวได้โดยง่าย”

            พอโจโฉว่าขาดคำลงเสียงประทัดสัญญาณก็ดังขึ้นทั้งสี่ด้าน เสียงทหารโห่ร้องก้องทั้งแนวป่า กองทหารของเล่าปี่ยกออกมาพร้อมกันทั้งสี่ด้าน เตียวหุยขี่ม้านำหน้าสกัดไว้ข้างหน้า โจโฉเห็นธงประจำตัวนายทัพชื่อเตียวหุยก็ยิ่งตกใจ ต่างคนต่างรีบขึ้นม้าไม่ทันแม้กระทั่งจะคว้าอานม้าแลเสื้อเกราะ ได้แต่อาวุธประจำกายเท่านั้น

            เตียวหุยตวาดด้วยเสียงอันดังว่า ตัวกูชื่อเตียวหุยเป็นทหารเล่าปี่รับคำสั่งจากขงเบ้งให้มาคอยดักจับศัตรูแผ่นดินแล้วตัดศีรษะเสีย อย่าคิดหนีให้ได้ยากลำบากต่อไปเลย

            โจโฉขึ้นม้าได้ก็รีบขี่หนีไปโดยเร็วเพราะคำขู่ของกวนอูแต่ครั้งก่อนที่ว่าเตียวหุยมีฝีมือกล้าแข็งแม้นว่านายทัพยืนมาอยู่ท่ามกลางทหารนับแสน เตียวหุยก็สามารถตีฝ่าเข้าไปตัดเอาศีรษะโดยง่ายเหมือนกับหยิบส้มออกจากลังยังคงฝังอยู่ในความทรงจำ มีแต่ทหารสี่ห้าคนขี่ม้าไล่หลังตามไป

            เคาทู เตียวเลี้ยว และซิหลง ได้ช่วยกันรบพุ่งป้องกันมิให้เตียวหุยติดตามโจโฉ  บรรดาทหารโจโฉเห็นนายตัวชิงหนีไปก่อนจึงต่างคนต่างวิ่งหนีเข้าไปในป่า  สามขุนพลของ  โจโฉต้านทานเตียวหุยอยู่ครู่หนึ่งจึงรีบตีฝ่าหนีตามโจโฉไป

            เตียวหุยให้ทหารไล่จับเชลยศึกไว้ได้เป็นจำนวนมาก แล้วยึดเอาเสื้อเกราะ อานม้าและอาวุธยุทโธปกรณ์ไว้ได้แทบทั้งสิ้น รวบรวมเชลยและสินศึกแล้วเตียวหุยจึงยกกองทัพกลับไปหาเล่าปี่

            โจโฉพาทหารสี่ห้าคนหนีไปได้พักหนึ่ง เคาทู เตียวเลี้ยว ซิหลง และทหารที่หนีตามได้ติดตามไปทันโจโฉในขณะที่ใกล้จะถึงทางแยก

            ทหารที่อยู่ข้างหน้าจึงถามโจโฉว่าข้างหน้าเป็นทางแยก ท่านจะไปทางแยกไหน

            โจโฉถามกลับไปว่าเส้นทางไหนไกล้เมืองลำกุ๋นมากกว่ากัน

            ทหารนั้นรายงานว่าเส้นทางใหญ่ทางเรียบไปได้สะดวกแต่ไกลกว่าเส้นทางลัดห้าร้อยเส้น แต่ทางลัดนั้นเป็นทางแคบแลทุรกันดารและบัดนี้มีควันไฟปรากฏอยู่ที่ปลายทาง

            โจโฉสงสัยจึงใช้ทหารขึ้นไปบนเนินเขาให้สังเกตที่ควันไฟนั้น ครู่หนึ่งทหารที่ขึ้นไปบนเนินเขาได้ลงมารายงานว่ามีคนก่อไฟไว้ที่ปลายทาง สงสัยว่าข้าศึกจะซุ่มกำลังคอยสกัดอยู่

            โจโฉฟังรายงานแล้วจึงสั่งทหารให้ไปตามเส้นทางฮัวหยงซึ่งเป็นทางลัด

            บรรดาทหารทั้งปวงได้ยินคำสั่งดังนั้นก็ท้วงโจโฉว่าก็แลเมื่อปลายทางฮัวหยงมีทหารข้าศึกก่อไฟซุ่มอยู่ ไฉนท่านจึงจะไปตามเส้นทางนี้เล่า

            โจโฉได้ฟังก็หัวเราะแล้วว่า พวกเจ้าไม่รู้ความแห่งพิชัยสงครามว่าจริงก็คือเท็จ  เท็จก็คือจริง มีทำเป็นไม่มี ครั้นไม่มีก็แสร้งทำว่ามี ไกลก็ลวงว่าใกล้ พอใกล้กลับลวงว่าไกล จะไปเหนือก็ทำทีจะไปใต้ ครั้นจะไปใต้ก็ลวงว่าไปเหนือ ดังนั้นหากข้าศึกยกมาซุ่มไว้จริง ที่ไหนจะก่อไฟให้เรารู้ อันขงเบ้งนี้เจ้าเล่ห์เพทุบายนัก วางกำลังดักซุ่มเราไว้ในเส้นทางใหญ่แล้วให้คนไปก่อไฟลวงเราที่ปลายทางเล็ก ให้สำคัญว่าที่ปลายทางลัดมีกองทัพซุ่มอยู่แล้วยกไปตามเส้นทางใหญ่ เราแจ้งในกลอุบายขงเบ้งอยู่จึงให้ไปตามทางเล็ก

            บรรดาทหารทั้งปวงได้ฟังคำโจโฉดังนั้นจึงพากันสรรเสริญในความรู้แลชำนาญการพิชัยสงครามของโจโฉเป็นอันมาก โดยหารู้ไม่ว่านั่นคือการหลงเข้าไปในกลอุบาย “จริงคือจริง” ซึ่งอยู่นอกเหนือตำราพิชัยภาครบของขงเบ้ง

            โจโฉอธิบายความให้บรรดาทหารฟังแล้วจึงสั่งให้เดินทางไปตามเส้นทางลัดซึ่งมีกองเพลิงสุมอยู่ที่ปลายทาง

            เพราะเหตุที่ทางลัดเป็นเส้นทางทุรกันดาร ประกอบทั้งชื้นแฉะจากฝนตกหนัก ดังนั้นทหารทั้งปวงจึงได้รับความยากลำบากเป็นอันมาก จะเดินไปแต่ละก้าวเท้าก็ติดหล่มโคลน เพิ่มความอิดโรยและเหนื่อยล้าจนแทบเดินต่อไปไม่ได้ ทหารจำนวนหนึ่งแอบเข้าไปนั่งพักผ่อนตามใต้ต้นไม้ บ้างก็ทรุดตัวลงนั่ง ทั้งม้าก็เดินไม่สะดวกด้วยเป็นที่ขรุขระและเป็นเลน เสียงร้องโอดครวญดังก้องทั้งแนวป่า

            สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) พรรณนาความว่า “ทหารเจ็บป่วยเป็นอันมาก ทั้งทางก็กันดารนัก ด้วยเป็นซอกเขาแลเนินเขา แล้วเมื่อเช้านั้นฝนตกน้ำขังอยู่ ที่หลุมที่บ่อแลท้องธาร ม้าแลคนเดินลื่นลำบากนักจึงคั่งกันอยู่”

            โจโฉเห็นดังนั้นก็โกรธ ตัดพ้อต่อว่าบรรดาทหารทั้งปวงว่า “เมื่อแรกจะยกกองทัพมานั้น ต่างคนต่างขันอาสาว่าจะรบพุ่งกว่าจะสิ้นชีวิต แม้ภูเขาแลแม่น้ำกั้นหน้าอยู่ก็จะทำตะพานทำลายภูเขาไปให้ได้ บัดนี้เสียทีกลับมาคนทั้งปวงย่อท้ออยู่หรือ”

            โจโฉตัดพ้อดังนั้นแล้วจึงสั่งทหารที่ป่วยเจ็บและอิดโรยให้ถอยมาทางด้านหลัง สั่งทหารที่แข็งแรงให้เดินไปข้างหน้า ตัดกิ่งไม้ใบหญ้ามาถมเส้นทาง และเอาดินมาถมที่เป็นหลุมบ่อให้ม้าและคนข้างหลังเดินไปได้โดยสะดวก

            และประกาศก้องว่า แม้นผู้ใดท้อถอยอยู่ ก็จำเป็นจะต้องตัดศีรษะเสีย!
 

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

I miss you all กับ I miss all of you ต่างกันอย่างไร

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓