ตอนที่ 276. กลยุทธ์ถ่วงดุลยกำลัง

ยุทธศาสตร์ที่ขงเบ้งกำหนดให้เล่าปี่สำหรับสงครามเซ็กเพ็กตั้งแต่ก่อนออกเดินทางไปเมืองกังตั๋งคือคอยซ้ำเติมแล้วเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ บัดนี้ได้จัดกระบวนรบทั้งการซ้ำเติมและการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์อย่างครบถ้วน โดยได้ท้าทายกับกวนอูและใช้ศีรษะแต่ละฝ่ายเป็นเดิมพัน

            เพราะเหตุที่เส้นทางฮัวหยงที่ขงเบ้งให้กวนอูยกไปตั้งสกัดโจโฉนั้นเป็นเส้นทางที่แยกจากเส้นทางเมืองเกงจิ๋วจะไปยังเมืองลำกุ๋นซึ่งโจหยินรักษาอยู่ แต่ทางสายนี้ยังมีทางแยกเป็นสองเส้นทาง เส้นทางใหญ่เดินทางได้สะดวก อีกเส้นหนึ่งเป็นทางแคบแลทุรกันดาร เกือบตลอดทางเป็นทางเดินในระหว่างหุบเขาแต่เป็นทางลัดใกล้เมืองลำกุ๋นกว่าเส้นทางใหญ่ถึงห้าร้อยเส้น ขงเบ้งจึงสั่งกวนอูว่าให้ไปซุ่มอยู่ในเส้นทางลัดแต่ให้ก่อไฟสุมไว้ที่ปากทางลัดนั้น โจโฉเห็นไฟสุมอยู่ก็จะหนีมาทางลัดนั้น

            กวนอูได้ฟังดังนั้นก็สงสัยจึงถามว่าโจโฉหนีภัยมาเป็นการร้อน เห็นไฟสุมอยู่ที่ปากทางย่อมสำคัญว่ามีกองทัพซุ่มอยู่ ไฉนท่านจึงว่าโจโฉจะหนีมาทางที่กองไฟเล่า

            ขงเบ้งจึงว่าโจโฉนั้นชำนาญในการสงคราม ทั้งน้ำใจก็มักระแวง เมื่อเห็นแสงและควันไฟอยู่ที่ปากทางก็จะคิดว่าจิวยี่วางกลอุบายยกทหารไปซุ่มไว้ที่เส้นทางใหญ่ซึ่งสะดวกกว่าแล้วเอาไฟมาสุมไว้ที่ปากทางลัดลวงให้กลัวจะได้หนีไปตามเส้นทางใหญ่ซึ่งซุ่มทหารไว้ โจโฉคิดเช่นนี้แล้วก็จะหนีไปทางกองเพลิง
           
            ขงเบ้งอธิบายเหตุผลจนกระจ่างแล้วจึงกำชับกวนอูว่า เมื่อท่านพบโจโฉแล้วจงตัดศีรษะกลับมา มิฉะนั้นข้าพเจ้าก็จำต้องตัดศีรษะท่านตามสัญญา

            กวนอูรับคำแล้วคำนับลาเล่าปี่และขงเบ้ง พากวนเป๋งผู้บุตรบุญธรรมและจิวฉองทหารคู่ใจออกมาจัดแจงทหารแล้วรีบยกไป

            เล่าปี่นั่งฟังคำตอบโต้ของขงเบ้งและกวนอูอยู่โดยตลอดแต่มิได้ขัดขวางทักท้วง ทั้งๆ ที่การท้าทายนั้นออกจะเป็นเรื่องรุนแรง เพราะเชื่อมั่นขงเบ้งว่าที่ทำการดังนี้ย่อมต้องมีเลศนัยแอบแฝงอยู่หาใช่เรื่องที่ท้าทายกันด้วยอารมณ์ไม่ แต่พอกวนอูไปแล้วเล่าปี่ก็อดความสงสัยไว้มิได้ จึงถามขงเบ้งว่าตัวท่านประจักษ์น้ำใจกวนอูถ่องแท้อยู่แล้วว่าเป็นคนมีความสัตย์มั่นกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ ท่านใช้กวนอูไปทำการครั้งนี้คงจะพบโจโฉดังที่ท่านคะเนเป็นแม่นมั่น แต่กวนอูคงจะปล่อยโจโฉไปด้วยคิดถึงบุญคุญแต่ครั้งก่อนที่เคยไปอาศัยกับโจโฉ ดังนี้การที่ท่านกำหนดไว้จะไม่เสียทีไปหรือ

            เล่าปี่ได้สำแดงสติปัญญาของความเป็นนายคนได้ประจักษ์ชัดแจ้งนัก อ่านความรู้สึกนึกคิดของกวนอูผู้เป็นน้องร่วมสาบานได้กระจ่างราวกับเป็นตัวกวนอูเอง ในขณะเดียวกันก็เชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมในสติปัญญาของเบ้งและวางใจอย่างเต็มที่ การหยั่งรู้น้ำใจคน การรู้จักใช้คนและใช้คนที่ไว้ใจอย่างวางใจเต็มที่นี่แล้วคือคุณสมบัติของผู้นำคน

            ขงเบ้งจึงแก้ข้อสงสัยของเล่าปี่ว่า “ข้าพเจ้าดูดาวสำหรับมหาอุปราชก็ยังรุ่งเรืองสุกใสอยู่เพราะชะตาโจโฉยังไม่ขาด ข้าพเจ้าจึงแกล้งให้กวนอูไปทำการครั้งนี้หวังจะให้แทนคุณโจโฉเสียให้เสร็จกัน สืบไปภายหน้ากวนอูจะได้ทำการกับโจโฉถนัด”

            ขงเบ้งอ้างเอาลิขิตสวรรค์และปรากฎการณ์ของดวงดาวในนภากาศเป็นเหตุผลไขข้อสงสัยของเล่าปี่ว่าเพราะชะตาโจโฉยังไม่ขาด ซึ่งเป็นเหตุผลที่สามก๊กฉบับต่าง ๆ ได้ระบุตรงกัน แต่คนแบบขงเบ้งนั้นหาใช่จะดูหรือเชื่อปรากฎการณ์บนท้องฟ้าหรือลิขิตสวรรค์แต่เท่านั้นไม่ แม้ตัวของตัวเองซึ่งรู้ทั้งรู้ว่าเล่าปี่นั้นอาภัพอับวาสนา การออกจากเขามาช่วยเล่าปี่จะมีวิบัติเบื้องปลายถึงรากเลือด แต่ขงเบ้งก็เชื่อมั่นในปัญญาตัวว่าจะสามารถผกผันลิขิตสวรรค์ได้สำเร็จ ดังที่จะเห็นได้จากตอนลงจากเขาโงลังกั๋งได้แสดงความมั่นใจเต็มเปี่ยมว่าจะช่วยเหลือเล่าปี่ให้บรรลุปณิธานได้แล้วจะคืนกลับเทือกเขามังกรหลับมาทำไร่ไถนาต่อไป ดังนั้นในครั้งนี้ก็น่าจะมีเหตุผลทางการเมืองที่สำคัญจึงทำให้ขงเบ้งต้องปล่อยโจโฉไป และเมื่อพิจารณาเหตุผลทางการเมืองแล้วก็จะมีน้ำหนักที่หนักหน่วง เพราะถ้าเมื่อโจโฉแพ้สงครามครั้งนี้แล้วดุลยอำนาจกำลังทางทหารของทั้งสามฝ่ายก็จะเปลี่ยนแปลงไป คือฝ่ายโจโฉจะเหลือทหารในภาคเหนือเพียงประมาณสี่สิบหรือห้าสิบหมื่น   ซุนกวนมีทหารทั้งแคว้นกังตั๋งประมาณสามสิบหมื่น แต่เล่าปี่ยังคงมีทหารเพียงหมื่นเศษ หากสิ้นโจโฉทางภาคเหนือก็จะแตกแยกเป็นเสี่ยง ๆ ทหารก็จะกระจัดกระจาย ซุนกวนก็จะสิ้นกังวลระวังภัยทางโจโฉแล้วจะเพ่งเล็งเอาการกำจัดเล่าปี่ซึ่งอยู่ที่ใกล้ อันตรายจะเกิดแก่เล่าปี่ ที่สำคัญคือเป็นอุปสรรคต่อยุทธศาสตร์ที่จะยึดเมืองเกงจิ๋วและเมืองเสฉวน แต่การละโจโฉไว้ให้ซุนกวนห่วงหน้าพะวงหลังจะทำให้ซุนกวนไม่กล้าแตกหักกับเล่าปี่และต้องรักษาความเป็นพันธมิตรไว้ต่อไป เปิดโอกาสให้เล่าปี่ขยายกำลังและดำเนินยุทธศาสตร์ที่กำหนดไว้แต่เดิมได้อย่างเต็มที่ นี่คือยอดกลยุทธ์ถ่วงดุลยกำลัง และเป็นเหตุผลทางการเมืองสำคัญในการตัดสินใจที่แท้จริงของขงเบ้ง แต่ถ้าจะอธิบายเหตุผลเช่นนี้ก็จะเป็นเรื่องยาวไม่สะดวกในยามเร่งรัดบัญชาการทหาร ดังนั้นการอ้างเรื่องดวงดาวซึ่งลี้ลับกลับจะเป็นเรื่องง่ายและรวบรัดกว่า

            เล่าปี่ฟังเหตุผลของขงเบ้งดังนั้นก็สรรเสริญความคิดแลปัญญาของขงเบ้งเป็นอันมาก

            ครั้นจัดแจงทหารเสร็จแล้วขงเบ้งจึงสั่งให้ซุนเขียนและกันหยงอยู่รักษาค่าย แล้วชวนเล่าปี่พาทหารขึ้นไปสังเกตการณ์บนเนินเขา และให้จัดสุราอาหารไปเลี้ยงดูกันบนเนินเขาด้วย

            ฝ่ายโจโฉประชุมปรึกษาหารืออยู่กับรรดาที่ปรึกษาและแม่ทัพนายกองที่ค่ายบัญชาการกองทัพบกตั้งแต่เวลาบ่ายจนใกล้พลบค่ำ ลมสลาตันพัดมาแรงขึ้นโดยลำดับ เทียหยกที่ปรึกษาจึงเสนอว่าวันนี้ลมสลาตันพัดมาชอบที่ท่านอัครมหาเสนาบดีจะได้คิดอ่านระมัดระวังเหตุร้ายที่อาจคาดคิดไม่ถึง   

            โจโฉได้ฟังก็หัวเราะแล้วตอบว่า “ท่านอย่าวิตกเลย อันเทศกาลนี้ถึงมาตรว่าลมสลาตันจะมีมาก็น้อย ถึงจะมีเหตุมาก็พอแก้ไขได้”

            เทียหยกเคยทักท้วงเรื่องข้าศึกจะวางเพลิงเผาทำลายกองทัพมาก่อนแล้วแต่โจโฉก็ไม่รับฟัง ยกเหตุผลมาชี้แจงว่าปกติของฤดูกาลลมพัดมาแต่ทิศพายัพไม่มีทางที่ข้าศึกจะวางเพลิงได้จนเทียหยกต้องจำนนมาแล้ว มาครั้งนี้เมื่อทักท้วงอีกว่าลมสลาตันพัดมาแล้วข้าศึกอาจวางเพลิงได้ โจโฉก็ยังคงไม่รับฟังอ้างว่าแม้ลมสลาตันจะมีมาก็น้อยเพราะผิดฤดู เทียหยกแม้ไม่เห็นด้วยแต่ไม่กล้าเซ้าซี้เพราะได้เห็นบทเรียนเล่าฮกที่ถูกสังหารอย่างทารุณมาก่อนจึงก้มหน้านิ่งอยู่

            ครู่หนึ่งทหารรักษาการณ์ได้เข้ามารายงานว่าอุยกายใช้คนส่งหนังสือมาให้ แล้วเอาหนังสือมอบแก่โจโฉ  

            โจโฉรับหนังสือมาอ่านดู ทราบความว่าอุยกายจะคุมเรือเสบียงมาสวามิภักดิ์ในคืนวันนี้ก็มีความยินดี สั่งเลิกประชุมแล้วพาทหารที่สนิทลงไปที่กองทัพเรือ ลงเรือธงแล้วกินโต๊ะเสพสุราคอยท่าอุยกาย

            ทางฝ่ายจิวยี่เตรียมการทั้งปวงไว้พร้อมแล้ว พอเวลาค่ำลมสลาตันพัดหนักมาจิวยี่จึงให้เบิกตัวชัวโฮซึ่งถูกมัดส่งมาแต่ค่ายของกำเหลงเข้ามา แล้วว่าบัดนี้เราจะยกกองทัพไปกำจัดโจโฉ ยังไม่มีเครื่องเซ่นสังเวยธงชัย จะตัดศีรษะท่านเป็นของเซ่น

            ชัวโฮได้ฟังดังนั้นก็ตกใจกลัวรีบถามว่าข้าพเจ้าไม่มีผิดสิ่งไรไฉนจึงต้องตัดศีรษะข้าพเจ้า จิวยี่หัวเราะแล้วว่าเรารู้อยู่แต่ก่อนแล้วว่าท่านถูกโจโฉใช้มาเป็นไส้ศึกจึงซ้อนกลรับท่านไว้ให้ลวงโจโฉเอง บัดนี้สิ้นธุระแล้วเราจึงตัดศีรษะท่าน

            ชัวโฮได้ฟังดังนั้นก็ซัดทอดกำเหลงและงำเต๊กเพื่อจะได้เป็นเพื่อนเดินทางไปยมโลกว่าถ้าเช่นนั้นกำเหลงและงำเต๊กก็ได้ร่วมเป็นไส้ศึกกับข้าพเจ้า ไฉนท่านจึงไม่ตัดศีรษะกำเหลงและงำเต็กด้วยเล่า

            จิวยี่จึงตอบให้ชัวโฮเข้าใจโดยไม่ต้องพกเอาความสงสัยติดตัวตายไปด้วยว่าอันกำเหลงแลงำเต๊กนั้นเราใช้ให้ไปลวงท่านเพื่อซ้อนกลโจโฉ มิใช่ร่วมเป็นไส้ศึกกับท่าน ว่าแล้วสั่งทหารให้เอาตัวชัวโฮไปตัดศีรษะเซ่นธงชัย

            พอใกล้สิ้นยามแรกจิวยี่จึงสั่งอุยกายให้เคลื่อนขบวนเรือเสบียงซึ่งบรรทุกเชื้อเพลิงไว้เต็มทั้งห้าสิบลำและปักธงตะขาบเขียวตามที่ได้นัดหมายกับโจโฉพร้อมกับเรือพ่วงสำหรับหนีที่พ่วงตามเรือเสบียงแต่ละลำแล้วรีบยกไป

            ตัวจิวยี่ลงเรือธงสำหรับแม่ทัพใหญ่แล้วสั่งกองทัพเรือทั้งปวงให้เตรียมพร้อม พอขบวนเรือของอุยกายแล่นออกไปได้เกือบครึ่งชั่วยามจิวยี่จึงสั่งให้พลสัญญาณซึ่งเตรียมพร้อมอยู่บนเขาลำปินสานจุดประทัดสัญญานขึ้น เรือรบทั้งสี่ขบวนรวมหนึ่งพันสองร้อยลำของเมืองกังตั๋งก็ชักใบแล่นออกจากฐานทัพตามขบวนเรือของอุยกายขึ้นไปทางกองทัพของโจโฉ ณ สมรภูมิเซ็กเพ็ก

            คืนแรมห้าค่ำเดือนอ้ายยามค่ำพระจันทร์ยังไม่เยี่ยมขอบฟ้าเบื้องตะวันออก  อุยกายคุมขบวนเรือแล่นตามลมสลาตันขึ้นไปทางกองทัพโจโฉ โดยมีกองทัพเรือของจิวยี่แล่นตามไปห่างๆ อย่างเงียบกริบ

            ยามแรกของราตรีผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็วตามความเร็วของลมสลาตันที่พัดกล้าขึ้นทุกขณะ คลื่นในทะเลระลอกใหญ่ขึ้นตามแรงลม ถาโถมเข้าสู่ฝั่งระลอกแล้วระลอกเล่า เร่งขบวนเรือของกองทัพกังตั๋งให้ใกล้เข้ามาทุกขณะ

            ในขณะนั้นโจโฉคอยท่าอุยกายอยู่ในเรือธงซึ่งทอดสมออยู่ด้านในของค่ายน้ำได้ออกมาที่ด้านนอก เงยหน้ามองท้องฟ้าเบื้องตะวันออก ดวงจันทร์เพิ่งเยี่ยมขอบฟ้า โจโฉมีความสบายอารมณ์ยิ่งนัก หัวเราะดังลั่นแล้วว่าซุนกวน จิวยี่ ครานี้ย่อมไม่พ้นเงื้อมมือเรา

            สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง  (หน) และฉบับสมบูรณ์ระบุเหตุการณ์ช่วงนี้ตรงกันว่าเวลานั้น “เดือนสว่าง” และ “จันทร์เจ้าบนท้องนภาส่องแสงสว่างดารดาษระยิบระยับทั่วน่านน้ำประดุจงูทองนับหมื่น ๆ ตัว พลิกคลื่นคะนองลม” ซึ่งไม่เห็นสมเพราะประการแรกหากเป็นเวลาเดือนสว่าง ในท้องทะเลยิ่งสว่าง โจโฉและบรรดาที่ปรึกษาตลอดจนแม่ทัพนายกองทั้งปวงย่อมเห็นกองเรือของเมืองกังตั๋งได้ถนัดในระยะไกล และสามารถป้องกันระวังตัวได้ทันท่วงที ไม่มีทางที่กองเรือของอุยกายจะเข้าไปใกล้ค่ายน้ำของโจโฉได้ ประการที่สองในคืนข้างแรมนั้นพระจันทร์ขึ้นช้าลงตามเวลาแรมที่ผ่านไป  และจะสว่างน้อยลงโดยลำดับจนมืดสนิทในคืนแรมสิบสี่หรือสิบห้าค่ำ คืนแรมห้าค่ำพระจันทร์จะเริ่มปรากฎทางขอบฟ้าทิศตะวันออกประมาณ ยี่สิบเอ็ดนาฬิกาซึ่งจะมีแสงเพียงสลัวเท่านั้น   การพรรณนาความดุจคืนเพ็ญน่าจะเป็นเพียงลีลานิพนธ์ที่เผลอไผลความเป็นจริงทางธรรมชาติ  แต่ฉบับวิจารณ์ในชั้นหลังได้ตั้งความสังเกตเรื่องนี้ไว้เหมือนดังที่ได้พรรณามานี้ ดังนั้นช่วงเวลาที่อุยกายคุมกองเรือเข้าไปใกล้ค่ายน้ำจึงเป็นช่วงเวลาที่พระจันทร์กำลังขึ้นทางขอบฟ้าด้านบูรพา  กองทัพโจโฉไม่สามารถมองเห็นในระยะไกลได้ จึงไม่เห็นกองทัพเรือของจิวยี่ที่ยกตามมา

            โจโฉปรารภพอสิ้นคำทหารรักษาการณ์ได้รายงานว่าเห็นกองเรือกองหนึ่งกำลังแล่นตรงมา โจโฉมองไปจากชั้นสองของเรือธงก็เห็นเงาตะคุ่มจริงดังรายงาน

            จากนั้นก็มีรายงานถ่ายทอดมาจากทหารรักษาการณ์ด้านนอกอีกว่ากองเรือที่กำลังแล่นเข้ามานี้มีธงตะขาบเขียวปักอยู่ที่หัวเรือ ตรงกลางลำเรือที่แล่นอยู่กลางขบวนมีธงประจำตัวนายทัพว่าชื่ออุยกาย

            โจโฉได้ฟังรายงานดังนั้นก็มีความยินดี หัวเราะเสียงดังลั่นแล้วว่าอุยกายนี้สมเป็นชาติทหาร รักษาวาจาสัตย์ไม่คลาดเคลื่อนเลย

            ในขณะนั้นเทียหยกที่ปรึกษาผู้ระแวดระวังในเรื่องที่ข้าศึกจะใช้เพลิงเผาในขณะที่ลมสลาตันพัดแรงมายืนอยู่ข้างตัวโจโฉ เขม้นมองออกไปในทะเลซึ่งแสงพระจันทร์ค่อยๆ กระจ่างขึ้น ทั้งขบวนเรือของอุยกายก็แล่นใกล้เข้ามา เห็นเหตุการณ์ผิดสังเกตจึงกล่าวเตือนโจโฉพลางชี้มือไปที่ขบวนเรือนั้นว่า ข้าพเจ้าเห็นว่าขบวนเรือนี้ผิดสังเกต ขอให้ท่านรีบสั่งการห้ามขบวนเรือของอุยกายอย่าเพิ่งให้เข้ามาก่อน

            โจโฉหันมาถามเทียหยกว่าท่านเห็นสิ่งใดผิดสังเกตหรือ

            ขบวนเรือยิ่งแล่นใกล้เข้ามาเทียหยกเห็นสิ่งผิดสังเกตชัดขึ้นก็ตกใจ   ครั้นได้ยินคำถามของโจโฉก็รีบละล่ำละลักตอบพร้อมกับชี้มือไปที่เรืออีกว่าดูนั่นซีถ้าเป็นเรือบรรทุกเสบียงมาเรือนั้นก็ต้องเพียบปริ่มน้ำ แต่นี่เรือกลับลอยฟ่องท่องตามคลื่นแสดงว่าในเรือเป็นของเบา ยิ่งเวลานี้ลมสลาตันก็พัดจัดมา 

            เทียหยกกล่าวความถึงตอนนี้ก็ยิ่งได้คิดแล้วยิ่งตกใจ คำพูดยิ่งระรัวว่าหากเกิดเหตุร้ายแล้วเห็นจะป้องกันไม่ทันท่วงที

            โจโฉขมวดคิ้วเขม้นมองก็เห็นจริงตามคำของเทียหยก เห็นบุนเพ่งยืนอยู่ในที่ใกล้จึงสั่งบุนเพ่งรีบพาทหารไปห้ามอุยกายไม่ให้เข้ามา.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘