ตอนที่ 273. อุบายเรียกลมสลาตัน

 โลซกเล่าความที่จิวยี่ขึ้นไปสังเกตการกระทำยุทธนาวีระหว่างทหารฝ่ายเหนือกับฝ่ายใต้แล้วลมพัดต้องธงชัยประจำกองทัพของโจโฉหักสะบั้น จากนั้นปลายลมจึงพัดมาต้องธงชัยจิวยี่ ชายธงพลิ้วสะบัดต้องใบหน้าจิวยี่ล้มลงอาเจียนเป็นโลหิตแล้ว ป่วยหนักอยู่ให้ขงเบ้งฟังทุกประการ

            ขงเบ้งได้ฟังดังนั้นจึงถามโลซกว่า เมื่อแม่ทัพใหญ่จิวยี่ป่วยหนักดังนี้ ตัวท่านและบรรดาที่ปรึกษาของเมืองกังตั๋งจะคิดอ่านประการใด

            โลซกจึงว่า จิวยี่เป็นผู้บัญชาการที่ปรีชาสามารถ เมื่อป่วยหนักลงในหน้าศึกเช่นนี้ย่อมเป็นคราวเคราะห์ของชาวเมืองกังตั๋ง และเป็นบุญของโจโฉที่จะยึดเมืองกังตั๋งได้ในครั้งนี้

            ขงเบ้งได้ฟังดังนั้นทำทีเป็นครุ่นคิดแล้วว่า “อันโรคจิวยี่นี้เราพอจะรักษาให้หายได้”

            โลซกได้ฟังดังนั้นก็ยินดี แล้วว่าถ้าหากท่านสามารถรักษาโรคของจิวยี่ให้หายได้ก็นับว่าบุญของเมืองกังตั๋งยังไม่สิ้น และถามย้ำว่าท่านจะสามารถรักษาโรคของจิวยี่ให้หายได้จริงแท้กระนั้นหรือ

            ขงเบ้งหัวเราะแล้วพยักหน้า โลซกเห็นดังนั้นก็เชื่อว่าขงเบ้งอาจร่ำเรียนวิชาการแพทย์ที่สามารถรักษาโรคจิวยี่ให้หายได้ จึงชวนขงเบ้งไปที่ค่ายพักของจิวยี่แล้วให้ขงเบ้งรออยู่ที่ภายนอก ส่วนโลซกเข้าไปหาจิวยี่ที่ข้างใน เห็นจิวยี่นอนห่มผ้าคลุม ร้องครางอยู่ก็สงสารเป็นอันมาก จึงถามว่า “ซึ่งท่านป่วยนี้เพื่อโรคอันใด”

            จิวยี่ตอบโลซกว่า “โรคเรานี้มิรู้แห่งที่จะบอก ในอกในใจนั้นชอกช้ำดังต้องอาวุธต่าง ๆ”

            โลซกจึงถามต่อไปว่า ท่านป่วยดังนี้ได้กินยาใดบ้างแล้วหรือไม่ จิวยี่จึงว่ายาบรรดามีก็มากอยู่ แต่ข้าพเจ้ากินไม่ได้เลย ด้วยเหตุว่าลมภายในประดังแน่นขึ้นมาในอก ปะทะไว้กลืนมิลง

            โลซกจึงบอกจิวยี่ว่า ข้าพเจ้าได้ไปหาขงเบ้งเล่าอาการป่วยของท่านให้ฟังแล้ว ขงเบ้งอาสาว่าจะรักษาโรคของท่านให้หายได้ จิวยี่จึงถามว่าแล้วขงเบ้งอยู่ที่ใดเล่า โลซกตอบว่าข้าพเจ้าได้ชวนขงเบ้งมาด้วยแล้ว บัดนี้ให้รออยู่ที่ข้างนอก

            จิวยี่ได้ฟังดังนั้นจึงบอกโลซกให้ไปเชิญขงเบ้งเข้ามาที่ข้างใน ขงเบ้งเข้ามาถึงก็คำนับจิวยี่ แต่จิวยี่ลุกคำนับตอบมิได้จึงค้อมศีรษะรับคำนับแทน และสั่งให้ทหารคนสนิทพยุงตัวให้ลุกขึ้นนั่ง

            ขงเบ้งนั่งลงข้างเตียงของจิวยี่แล้วว่า “ข้าพเจ้าไม่ได้มาหาสองสามวันนี้ ท่านบังเกิดปัจจุบันโรคขึ้นมา ข้าพเจ้าไม่ทันรู้”

            จิวยี่จึงตอบว่า “ธรรมดาเกิดมาเป็นมนุษย์ อันโรคและความตายนั้นจะกำหนดวันมิได้”

            ขงเบ้งฟังคำจิวยี่แล้วก็หัวเราะ กล่าวขึ้นลอย ๆ ว่า เมฆและลมบนอากาศนั้นยากจักคาดคะเน ความป่วยเจ็บของมนุษย์เราก็เป็นเช่นเดียวกันกับเมฆแลลมบนอากาศนั้น ไหนเลยจะคาดคะเนได้เล่า

            จิวยี่ได้ฟังดังนั้นก็สะดุ้งขึ้นในใจ ใบหน้าซีดเผือดลงอีกครั้งหนึ่ง กล่าวคำพูดใดมิได้และส่งเสียงร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดในทรวงอก 

            ขงเบ้งเห็นดังนั้นจึงว่า “ในอกท่านนั้นประกอบด้วยความวิตกสะสมเพิ่มพูนขึ้นจึงเกิดโรคดังนี้ จำจะประกอบยาเย็นแก้จึงจะคลาย”

            จิวยี่จึงว่าจริงตามคำท่านแล้ว แต่ยาเย็นนั้นข้าพเจ้าก็ได้กินแล้วเป็นหลายขนาน แต่โรคก็มิได้บรรเทาเบาลงเลย แล้วจึงถามขงเบ้งว่าซึ่งยาเย็นของท่านนั้นเป็นยาใด จะรักษาโรคข้าพเจ้าให้หายได้จริงละหรือ

            ขงเบ้งได้ฟังดังนั้น จึงเอาพัดขนนกโบกเป็นทีให้ผู้คนทั้งปวงในค่ายพักของจิวยี่ออกไปข้างนอก แล้วว่าอันโรคในกายของท่านนี้จำจะต้องแก้ไขลมปราณ ปรับธาตุลมให้เป็นปกติเสียก่อน แม้นธาตุลมเป็นปกติ ลมปราณเดินสะดวกแล้วท่านก็จะหายใจเป็นปกติ โรคของท่านก็จะหาย

            จิวยี่ได้ฟังดังนั้นก็ยิ่งสะดุ้งใจ เกรงว่าขงเบ้งจะรู้ความในใจที่วิตกทุกข์ร้อนอยู่จึงแสร้งถามว่า ท่านจะทำประการใดจึงจะปรับธาตุลมในกายให้เป็นปกติเพื่อให้ลมปราณเดินได้โดยสะดวก

            ขงเบ้งจึงว่าอันธรรมดาธาตุลมนั้นมีอยู่สามชนิด เป็นธาตุลมต้นกำเนิดอยู่ใต้พิภพรองรับแผ่นน้ำ และแผ่นดินอย่างหนึ่ง ลมอันพัดอยู่ในอากาศนั้นอย่างหนึ่ง และลมในกายแล่นเป็นลมปราณสัมพันธ์กับกายเนื้อยังชีวิตให้ดำเนินไปเป็นปกตินั้นอีกอย่างหนึ่ง ลมทั้งสามชนิดนี้เกี่ยวเนื่องกันอยู่และสัมพันธ์กันอยู่ ขาดไปแต่อย่างหนึ่งอย่างใดชีวิตก็จะหาไม่ ขาดความสมดุลย์เสียอย่างหนึ่งอย่างใด ความวิปริตผันแปรก็จะเกิดขึ้น

            แล้วขงเบ้งจึงกล่าวว่า ข้าพเจ้ามียาอยู่ขนานหนึ่งซึ่งสามารถรักษาธาตุลมในกายท่าน ปรับลมปราณให้เป็นปกติได้

            จิวยี่ได้ฟังดังนั้นก็ยินดี สำคัญว่าขงเบ้งจะบอกตำรับยารักษาโรค จึงว่าถ้าเช่นนั้นท่านจงเอ็นดูช่วยรักษาข้าพเจ้าด้วยเถิด

            ขงเบ้งจึงขอยืมกระดาษ หมึก และพู่กันจากโต๊ะเขียนหนังสือของจิวยี่ แล้วเขียนเป็นอักษรสิบหกตัวเป็นใจความว่า “ซึ่งจะคิดกำจัดโจโฉนั้น ก็ได้จัดแจงการไว้ทุกสิ่งเสร็จแล้วเพื่อหวังจะเอาเพลิงเผากองทัพโจโฉเสีย ยังขาดอยู่แต่ลมสลาตันซึ่งมิได้พัดมาสมความคิดท่านเท่านั้น”

            ขงเบ้งเขียนเทียบยาพิสดารสำหรับรักษาโรคใจจิวยี่เสร็จแล้ว จึงพับกระดาษส่งให้จิวยี่แล้วกล่าวสืบต่อไปว่า “อันโรคซึ่งป่วยนี้อุปมาเหมือนธาตุทั้งสี่ในกายท่าน อันธาตุดิน ธาตุน้ำปกติอยู่ แต่ธาตุลมกับเพลิงนั้นหย่อน ถ้าลมพัดมาต้องเพลิงกำเริบขึ้นกล้าแล้ว โรคท่านก็จะหาย”

            จิวยี่รับเทียบยาของขงเบ้งมาอ่านดูและฟังคำขงเบ้งดังนั้นแล้วก็ตกใจสะดุ้งขึ้นสุดตัว คิดว่าขงเบ้งนี้ล่วงรู้ความคิดของเราราวกับว่าได้นั่งอยู่ท่ามกลางหัวใจของเราเอง การจะปิดความขงเบ้งต่อไปเห็นจะไม่ตลอดแล้ว จิวยี่จึงสิ้นพยศเล่าความทุกข์ในอกให้ขงเบ้งฟังว่า บัดนี้ได้เตรียมการทั้งปวงไว้พร้อมแล้ว แต่กองทัพเรือของโจโฉก็กล้าแข็งขึ้นเป็นอันมาก เพราะแผนการพสุธาลอยน้ำทำให้ทหารของโจโฉไม่เมาคลื่น สามารถทำการรบพุ่งได้โดยสะดวกเสมือนหนึ่งรบบนแผ่นดิน แต่การจะเผากองทัพเรือของโจโฉนั้นขัดสนด้วยฤดูนี้มีแต่ลมพลัดยาพัดมาแต่ทิศพายัพ หากเนิ่นช้าไปก็จะเสียทีแก่โจโฉเป็นมั่นคง ข้าพเจ้าจึงวิตกทุกข์หนักดังนี้

            จิวยี่สิ้นที่จะคิดอ่านแก้ไข จึงกล่าวอ้อนวอนขงเบ้งว่าการบัดนี้ถึงทีคับขันแล้ว ขอสติปัญญาท่านช่วยคิดอ่านให้เกิดลมสลาตันจะได้ทำการผลาญทัพเรือโจโฉได้โดยสะดวก

            ขงเบ้งคำนวณการในอากาศไว้ตั้งแต่ก่อนที่เล่าปี่จะข้ามอ่าวมาพบจิวยี่แล้วว่า ในเดือนอ้าย แรมห้าค่ำ จะเกิดลมสลาตันพัดหนักมาเป็นเวลาถึงสามวัน แต่คิดว่าหากจะบอกความจริงเกี่ยวกับการอากาศแก่จิวยี่แล้ว วันข้างหน้าทำศึกแก่กันจิวยี่ก็จะไม่เกรงความคิด จึงวางแผนการคิดอ่านลวงจิวยี่ให้ยำเกรงว่าตัวขงเบ้งนั้นมีสติปัญญาความสามารถดุจดังเทพยดา

            ครั้นขงเบ้งได้ฟังคำจิวยี่ถามดังนั้นจึงว่า ข้าพเจ้านี้มีสติปัญญาน้อย การศึกษาก็ต่ำต้อย แต่เดชะบุญด้วยเหตุที่เมื่อครั้งอยู่ที่เขาโงลังกั๋งนั้นได้พบอาจารย์คนหนึ่งจึงได้รับความเมตตาถ่ายทอดวิทยาการอันลี้ลับให้ ได้แก่วิชาค่ายคูประตูกล วิชากำบังกายหายตัว และวิชาเรียกลมฝน ดังนั้นถ้าหากท่านมีประสงค์จะได้ลมสลาตัน ข้าพเจ้าก็พอจะอาสาเรียกลมสลาตันให้ท่านได้ดังประสงค์

            จิวยี่จึงถามว่า จะทำประการใดจึงจะเรียกลมสลาตันมาได้ดังคำท่าน

            ขงเบ้งจึงว่า หากแม้นท่านประสงค์จะให้ข้าพเจ้าเรียกลมสลาตันแล้ว ก็ให้แต่งการพิธีที่เขาลำปินสาน ให้ปลูกปะรำสามชั้น สูงชั้นละสามศอกเศษ แล้วขอทหารร้อยยี่สิบคน ถือธงสีต่าง ๆ ล้อมรอบปะรำพิธี ตัวข้าพเจ้าจะขึ้นไปนั่งอ่านมนต์เรียกลมสลาตันตลอดทั้งสามวัน ก็จะได้ลมสลาตันพัดหนักมาถึงสามวันสามคืน ท่านจะได้เผากองทัพโจโฉให้วอดวายได้ตามแผนการ

            จิวยี่ได้ฟังดังนั้นจึงว่า ซึ่งท่านจะทำพิธีเรียกลมสลาตันในครั้งนี้ อย่าว่าแต่ลมสลาตันจะพัดมาสามวันสามคืนเลย แม้ลมสลาตันพัดมาแต่คืนเดียวเท่านั้นก็เพียงพอที่ข้าพเจ้าจะเอาเพลิงเผากองทัพโจโฉให้เป็นจุณไปได้แล้ว วอนท่านช่วยรีบทำการเพราะหากเนิ่นช้าไปโจโฉยกกองทัพมาก็ดี หรือข่าวแพร่งพรายรั่วไหลไปก็ดีจะเสียการไป

            ขงเบ้งจึงว่าข้าพเจ้าจะเริ่มการพิธีแต่วันพรุ่งนี้ ถึงวันแรมห้าค่ำ เดือนอ้าย เวลายามแรก ลมสลาตันก็จะพัดมาตามกำหนด จนกระทั่งถึงวันแรมเจ็ดค่ำจึงจะสงบลง

            จิวยี่ได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดียิ่งนัก โรคใจที่ป่วยอยู่ก็หายสิ้นในบัดดล “ดังขงเบ้งเอายาทิพย์มาทาลงให้ โรคซึ่งเป็นไข้ใจนั้นก็หาย”

            จิวยี่โยนผ้าห่มลงข้างเตียงแล้วผลุนผลันลุกขึ้น ลงมาคุกเข่าคำนับขงเบ้ง แล้วเรียกโลซกมาสั่งการให้เตรียมการพิธีตามความประสงค์ของขงเบ้งจงทุกประการ

            ขงเบ้งเห็นจิวยี่สั่งการดังนั้นจึงกล่าวสืบไปว่า “ซึ่งท่านจะให้ไปขอลมนั้น ข้าพเจ้าจะขออาญาสิทธิ์ไปด้วยจึงจะทำการได้สะดวก”

            จิวยี่ได้ฟังดังนั้นก็สำคัญว่ากระบี่อาญาสิทธิ์เป็นกระบี่สำหรับแผ่นดิน คงเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์และจำเป็นในการพิธี มิได้เฉลียวใจในกลอุบายของขงเบ้ง จึงเอากระบี่อาญาสิทธิ์ซึ่งซุนกวนให้ไว้นั้นมอบแก่ขงเบ้งไปทำพิธี

            ขงเบ้งคำนับลาจิวยี่แล้วพาโลซกไปที่เขาลำปินสาน สำรวจภูมิประเทศโดยรอบแล้ว ชำเลืองตามองไปทางชายทะเล เห็นเรือน้อยของจูล่งทอดคอยอยู่ตามที่ได้สั่งไว้กับเล่าปี่ เมื่อครั้งที่จิวยี่วางแผนสังหารลวงเล่าปี่มาเมืองกังตั๋ง ขงเบ้งก็มีความยินดียิ่งนัก

            ขงเบ้งสั่งให้ตั้งโรงพิธีทางทิศอาคเนย์ของเขาลำปินสาน ซึ่งสามก๊กฉบับสมบูรณ์ระบุการพิธีว่า “ใช้บริเวณที่มีดินสีแดงดำเนินการก่อสร้างปะรำพิธี มีความกว้างและกลมขนาดยี่สิบสี่ตึ๊ง (หนึ่งตึ๊งเท่ากับสิบฟุต) แต่ละชั้นสูงสามเชี๊ยะรวมเป็นเก้าเชี๊ยะ ชั้นล่างให้ปักธงตรานักษัตร มียี่สิบแปดธง ทิศบูรพาปักธงเขียวเจ็ดธงตามลักษณะตำแหน่งดาวประจำทิศ ทิศอุดรปักธงสีดำเจ็ดธงตามลักษณะตำแหน่งดาวประจำทิศ ...ทิศประจิมปักด้วยธงสีขาวเจ็ดธงตามลักษณะตำแหน่งดาวประจำทิศ… ทิศทักษิณปักด้วยธงแดงเจ็ดธงตามลักษณะตำแหน่งดาวประจำทิศ… ชั้นที่สองตามรอบบริเวณปักธงสีเหลืองหกสิบสี่ธง กำหนดตามหกสิบสี่ข่วย แบ่งตั้งอยู่แปดตำแหน่ง ชั้นสูงสุดใช้สี่คน แต่ละคนล้วนขมวดผม สวมหมวก ใส่เสื้อคลุมแพรดำ เสื้อปักเป็นลายหงส์ รัดด้วยผ้าแดงหมายถึงผู้คงแก่เรียน สวมรองเท้าสีแดง สวมทับด้วยกระโปรงสี่เหลี่ยมอีกชั้นหนึ่ง ให้ยืนอยู่ข้างซ้ายหนึ่งคน มือถือไม้ราวตรงปลายไม้ผูกขนไก่เป็นกระจุกเพื่อเป็นสัญญาณข่าวคราวของลม ยืนอยู่ด้านหน้า ด้านข้างขวาหนึ่งคน มือถือไม้ราวผูกติดด้วยผ้าแถบสัตตดาราเพื่อเป็นสัญญาณดูความแรงของลม ให้ยืนอยู่ด้านหลังข้างซ้ายหนึ่งคน ในมือชูกระบี่วิเศษไว้ ให้ยืนอยู่ด้านหลังข้างขวาหนึ่งคนให้ยกกระถางธูปไว้ ชั้นล่างของปะรำพิธีมียี่สิบสี่คนยืนประจำสี่ทิศ ต่างถือธงทิว ประทุนวิเศษ หอกใหญ่ หอกเล็ก ธงสีเหลือง ปลายเสาธงประดับด้วยหางโคจามรี ทั้งขวานโบราณสีขาว ธงใหญ่สีดำล้อมรอบทั้งสี่ด้าน”

            สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) บรรยายการพิธีแตกต่างกันไปบ้างว่า “ให้ทหารปลูกร้านสามชั้นสูงชั้นละสามศอกเศษ ชั้นต้นกว้างยี่สิบวา ยาวยี่สิบวา แล้วให้ขุดเอาดินทิศอาคเนย์มาปั้นเป็นรูปมังกรไว้ ณ ทิศบูรพา ปักธงเขียวเจ็ดคัน ปั้นเป็นรูปเทพยดาชื่อเฮียนบู๊ไว้ทิศอุดร ปักธงดำเจ็ดคัน ปั้นเป็นรูปเสือไว้ทิศปัจจิม ปักธงขาวเจ็ดคัน ปั้นรูปนกยูงไว้ทิศทักษิณ ปักธงแดงเจ็ดคัน แลชั้นกลางนั้นคนถือธงเหลืองประจำทิศทั้งแปด ทิศละแปดคน ชั้นบนนั้นมีคนสี่คน คนหนึ่งอยู่ทิศบูรพา ถือโคมระย้าอยู่เจ็ดดวง คนหนึ่งอยู่ทิศอุดร ถือไม้ผูกขนไก่ คนหนึ่งถือกระบี่อยู่ทิศปัจจิม คนหนึ่งถือกระถางธูปอยู่ทิศทักษิณ”

            พิธีการที่ดูเป็นเรื่องราวขรึมขลังประหนึ่งว่าศักดิ์สิทธิ์เสียเต็มประดานี้ แท้จริงเป็นเพียงพิธีกรรมที่ไร้คุณค่าในทางความเป็นจริง และไม่มีผลต่อการที่ลมสลาตันพัดมาแม้แต่น้อย แต่ก็ดูน่าเชื่อถือว่าศักดิ์สิทธิ์เหมือนกับพิธีการทั้งปวง ยิ่งดูขรึมขลังศักดิ์สิทธิ์มากก็ยิ่งหลอกลวงผู้คนได้มากนั่นแล.
 

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘