ตอนที่ 272. โรคลมในใจ

 โจโฉได้กล่าวแสดงภูมิปัญญาความรู้ข่มความคิดที่ปรึกษาว่าฤดูกาลนี้มีแต่ลมพลัดยาพัดมาแต่ทิศพายัพไปทางทิศอาคเนย์ ดังนั้นถ้าหากจิวยี่จะลอบใช้เพลิงก็ไม่สามารถใช้ได้ เพราะแทนที่เพลิงจะเผากองทัพโจโฉ กลับจะเผากองทัพของจิวยี่เสียเอง ทั้งได้แสดงตัวอย่างให้เห็นประจักษ์ต่อสายตาของบรรดาที่ปรึกษาและแม่ทัพนายกองทั้งปวง

            บรรดาแม่ทัพนายกองทั้งได้ยินดังนั้นจึงพากันสรรเสริญสติปัญญาความรู้ของโจโฉกันเซ็งแซ่ว่าชำนาญการพิชัยสงครามและฤดูกาลทั้งปวง โจโฉฟังคำยอก็หัวเราะร่วนด้วยความพอใจ

            เทียหยกยังติดใจอยู่ด้วยเรื่องฤดูกาลและความผันแปรของการในอากาศเตรียมที่จะออกไปทักท้วงต่อไปอีก แต่ซุนฮิวที่ปรึกษาผู้ใหญ่ซึ่งยืนอยู่ใกล้ ๆ รู้ทีจึงยุดเอาชายเสื้อของเทียหยกไว้แล้วกระซิบเบาๆ ว่าท่านอยากเป็นเหมือนเล่าฮกหรือ เทียหยกฟังคำเตือนก็ได้คิดแล้วนิ่งอยู่ในที่เดิม

            โจโฉเห็นบรรดาที่ปรึกษาและแม่ทัพนายกองทั้งปวงพากันชื่นชมสติปัญญาตัวดังนั้นจึงปรารภขึ้นว่า เป็นบุญของเราที่จะรวบรวมแผ่นดินเข้าเป็นหนึ่งได้สำเร็จ เทพยดาจึงดลใจให้บังทองมาบอกแผนพสุธาลอยน้ำแก่เราดังนี้ ปัญหาของทหารชาวดอนที่ไม่สันทัดการรบทางทะเลซึ่งเป็นจุดอ่อนใหญ่ของกองทัพก็ได้รับการแก้ไขให้เป็นจุดแข็ง สามารถทำการรบได้เหมือนยืนอยู่บนแผ่นดิน หากมิได้ความคิดบังทองครั้งนี้เห็นทีจะข้ามทะเลไปยึดเมืองกังตั๋งมิได้

            ฝ่ายเจียวเหียและเจียวหลำสองนายทหารรองของกองทัพโจโฉซึ่งเดิมทีเป็นทหารเก่าของอ้วนเสี้ยวได้ฟังปรารภของโจโฉดังนั้นจึงว่า “ข้าพเจ้าเป็นชาวดอนก็จริงแต่ชำนาญการเรืออยู่บ้าง ข้าพเจ้าจะขอเรือรบยี่สิบลำบรรทุกทหารให้พร้อม จะยกไปตีเอากองทัพเรือจิวยี่เอาฤกษ์ไว้ในกองทัพให้ปรากฏไว้ว่าชาวดอนก็ชำนาญเรืออยู่”

            โจโฉหันมามองสองนายทหารรองก็จำได้ว่าเป็นทหารเก่าของอ้วนเสี้ยวที่เข้าสวามิภักดิ์จึงว่า พวกท่านเป็นทหารภาคเหนือ แม้ชำนาญการรบทางเรืออยู่บ้างก็เป็นแต่การรบในแม่น้ำลำคลอง แตกต่างกับการรบทางทะเล “อันชาวเมืองกังตั๋งสันทัดเรือนั้นรวดเร็วดังปลาว่ายอยู่ในน้ำ ท่านทั้งสองอย่าได้ดูหมิ่น ซึ่งจะอาสาไปนั้นก็ขอบใจแล้ว แต่เราจะให้ไปนั้นเหมือนหนึ่งแกล้งให้ท่านตายเสียเปล่า”

            สองทหารเก่าของอ้วนเสี้ยวได้ฟังดังนั้นก็ขันอาสาต่อไปว่าต่อหน้ากองทัพยามเผชิญศึก ข้าพเจ้าทั้งสองแม้มีขวัญสูงเทียมฟ้าก็มิอาจกล้ากล่าวคำเกินความสามารถตัว ข้าพเจ้าอาสาไปทำการทั้งนี้หากแม้นมิสำเร็จดังวาจา ก็ให้ท่านอัครมหาเสนาบดีลงโทษตามวินัยศึก หรือแม้หากข้าพเจ้าถึงแก่ความตายในการรบก็ให้เอาบุตรภรรยาของข้าพเจ้าทั้งสองไปคลอกไฟเสียให้สิ้น ข้าพเจ้าทั้งสองมาอยู่กับท่านถึงวันนี้ยังมิเคยทำความชอบให้คุ้มแก่ข้าวแดงแกงร้อนของท่าน จะขออาสาไปทำการเอาความชอบเป็นฤกษ์ชัยพอได้สนองคุณท่าน

            โจโฉได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี แต่เกี่ยงว่าบรรดาเรือรบใหญ่น้อยได้ร้อยห่วงโซ่แน่นหนา จะให้ท่านยกไปนั้นมิได้ คงเหลือแต่เรือเร็วอยู่สามร้อยกว่าลำ สำหรับจะใช้สอดแนมและสื่อสาร แต่ละลำจุทหารแต่น้อยเพียงยี่สิบห้าคน ไม่ควรแก่การที่จะให้ท่านยกไป

            เจียวเหียได้ฟังดังนั้นจึงว่าหากข้าพเจ้าได้เรือรบใหญ่ไปทำการก็จะไม่เห็นฝีมือทหารของเมืองหลวง เรือเล็กกลับจะยิ่งดีเพราะจะทำการได้แคล่วคล่องว่องไวไปมาได้สะดวก หากท่านเห็นชอบด้วยดำริแล้วก็ให้จัดเรือเล็กยี่สิบลำให้เจียวหลำคุมไปสิบลำ และข้าพเจ้าคุมไปสิบลำ ยกไปพร้อมกันตีกระหนาบกองทัพเรือจิวยี่ แล้วตัดศีรษะจิวยี่มามอบแก่ท่านให้จงได้

            โจโฉเห็นสองนายทหารอาสาแข็งขันมั่นเหมาะ หากจะขัดขืนก็เกรงว่าจะเป็นแบบอย่างให้เสียน้ำใจทหารไม่กล้าอาสาศึกในภายหน้า จึงว่าเมื่อท่านมุ่งมั่นจะยกไปดังนี้เราก็ไม่ขัด จะจัดเรือเล็กให้ยี่สิบลำตามคำขอของพวกท่าน พร้อมทหารชำนาญศึกห้าร้อยนาย ให้จัดทวนยาวและเกาทัณฑ์เป็นอาวุธเต็มอัตราศึก พรุ่งนี้เช้าจึงค่อยยกไป และให้บุนเพ่งคุมเรือรบสามสิบลำเป็นกองหนุน จากนั้นจึงกำชับเจียวเหียและเจียวหลำว่าในการศึกครั้งนี้อย่าได้หวังเอาแพ้ชนะกันเป็นเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ทำแต่พอให้ทหารกังตั๋งได้เห็นฝีมือก็พอแล้ว

            เจียวเหีย เจียวหลำ ได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี รับคำสั่งโจโฉแล้วกลับออกมาจัดแจงทหารพร้อมกับบุนเพ่ง 

            เจี้ยนอันศกปีที่สิบสาม เดือนอ้าย แรมสองค่ำ เวลาเช้า เพลาฟ้าเริ่มสาง เจียวเหีย เจียวหลำ ได้คุมขบวนเรือเร็วยี่สิบลำ ตามด้วยกองเรือรบของบุนเพ่งอีกสามสิบลำยกไปเป็นกองหนุน ตีม้าล่อฆ้องกลองเอาฤกษ์เอาชัยแล้วเคลื่อนทัพออกจากค่ายน้ำ แล่นข้ามอ่าวตรงไปทางค่ายใหญ่ของกองทัพเมืองกังตั๋ง

            ฝ่ายกองทัพของเมืองกังตั๋ง เมื่อวันแรมหนึ่งค่ำ เดือนอ้าย ซึ่งเป็นวันที่โจโฉซ้อมรบทางทะเลครั้งใหญ่นั้น ทหารลาดตระเวนเห็นเหตุการณ์อึกทึกจึงรายงานความให้จิวยี่ทราบ 

            จิวยี่ได้พาที่ปรึกษาและแม่ทัพนายกองขึ้นไปสังเกตการณ์บนเนินเขา เห็นกองเรือรบของโจโฉ ธงทิวปลิวไสวแล่นเป็นขบวนใหญ่ราวกับกำแพงเมืองเคลื่อนที่อยู่ในทะเล และเห็นทหารของโจโฉคึกคักฮึกเหิมนัก ใจหนึ่งก็พรั่นใจเกรงจะเสียทีแก่โจโฉ แต่ใจหนึ่งก็ดีใจที่แผนการความคิดซึ่งเตรียมการจะใช้เพลิงเผากองทัพโจโฉได้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี จิวยี่สังเกตการณ์จนเป็นที่พอใจแล้วจึงพาทหารกลับลงไปที่ค่าย

            ครั้นวันรุ่งขึ้นหน่วยลาดตระเวนของกองทัพเรือเมืองกังตั๋งเห็นกองทัพเรือเร็วของฝ่ายโจโฉแล่นตามคลื่นมาจากด้านทิศเหนือ ตีม้าล่อฆ้องกลองดังสนั่นหวั่นไหวในท้องทะเลจึงนำความไปรายงานแก่จิวยี่

            จิวยี่ทราบรายงานแล้วจึงเรียกประชุมฉุกเฉินที่ปรึกษาและแม่ทัพนายกอง ปรึกษาว่าจะมีผู้ใดอาสาคุมทหารออกไปกระทำยุทธนาวีในครั้งนี้

            ฮันต๋งและจิวท่ายสองนายทหารเรือผู้ใหญ่ได้ฟังปรารภดังนั้นจึงลุกออกมาขันอาสา ออกไปกระทำยุทธนาวีกับทหารของฝ่ายเมืองหลวง

            จิวยี่มีความยินดีนัก สั่งให้กองทัพบกและกองทัพเรือเตรียมพร้อมและให้ฮันต๋ง จิวท่ายคุมกองเรือเพียงคนละห้าลำออกไปสกัดข้าศึก

            ฮันต๋งและจิวท่ายรับคำสั่งจิวยี่แล้วออกมาจัดกองเรือและทหารชำนาญการศึกพร้อมอาวุธ แบ่งกันคุมคนละห้าลำ จัดขบวนเป็นสองปีก ให้ฮันต๋งเป็นปีกซ้าย จิวท่ายเป็นปีกขวา จุดประทัดสัญญาณ ลั่นม้าล่อเอาฤกษ์เอาชัยแล่นออกจากฐานทัพย้อนคลื่นตรงไปที่กองทัพเรือของเจียวเหียและเจียวหลำ

            พอกองเรือของทั้งสองฝ่ายแล่นเข้ามาใกล้กัน เจียวเหีย และเจียวหลำเร่งพลแจวให้เรือที่ขี่มานั้นออกไปหน้าขบวนเรือ ในขณะเดียวกันฮันต๋งและจิวท่ายก็เร่งพลแจวให้เรือที่ขี่มาแล่นออกไปหน้าขบวนเรือเตรียมเผชิญหน้าเช่นเดียวกัน

            เจียวเหียถือทวนยืนอยู่หน้าหัวเรือ ร้องตะโกนมาว่าทหารจิวยี่คนไหนที่กล้าหาญจะมาต่อสู้กับกู ว่าแล้วสั่งทหารให้ระดมยิงเกาทัณฑ์ไปที่กองเรือของฮันต๋งและจิวท่ายเป็นอันมาก

            ฮันต๋งและจิวท่ายสั่งให้ทหารเรือเมืองกังตั๋งใช้โล่ป้องกันเกาทัณฑ์และเตรียมพร้อมเข้าโจมตี บรรดาพลแจวรู้ท่วงทำนองการรบทางเรือเป็นอย่างดี ด้านหนึ่งหลบเกาทัณฑ์ของทหารโจโฉ อีกด้านหนึ่งเร่งกำลังแจวขับเรือจะเข้าชนกองเรือของเจียวเหียและเจียวหลำ

            พอเรือของฮันต๋งเข้าไปในระยะใกล้ประชิดเรือเจียวเหีย พลเกาทัณฑ์ในเรือของเจียวเหียก็ระดมยิงเกาทัณฑ์เข้าใส่ฮันต๋งและทหารในเรือนั้น แต่ทหารกังตั๋งได้ใช้โล่รับไว้อย่างแคล่วคล่อง ในทันใดนั้นเรือของฮันต๋งก็เข้าประชิดเทียบเรือของเจียวเหีย ฮันต๋งเห็นได้ระยะหวังผลจึงเอาทวนพุ่งถูกเจียวเหียตกน้ำถึงแก่ความตาย แล้วกระโดดขึ้นไปบนเรือของเจียวเหีย ไล่ฆ่าฟันทหารบนเรือของเจียวเหียล้มตายลงจนหมดสิ้น

            ในขณะนั้นเจียวหลำคุมกองเรือตามมาไล่เลี่ยกัน เห็นเจียวเหียเสียทีจึงเร่งให้ทหารรีบแจวเรือหนุนเข้าช่วยเจียวเหีย จิวท่ายเห็นดังนั้นก็เร่งพลเรือให้แล่นปรี่เข้าประชิดเรือเจียวหลำ พอเรือทั้งสองฝ่ายใกล้ประชิดกันจิวท่ายได้ใช้ความแคล่วคล่องในการรบทางเรือโจนทะยานข้ามไปบนเรือของเจียวหลำ เอากระบี่ฟันเจียวหลำถึงแก่ความตาย แล้วฆ่าฟันทหารของเจียวหลำบนเรือล้มตายลงจนหมดสิ้น

            กองเรือเมืองกังตั๋งทั้งปีกซ้ายและปีกขวาเห็นได้ทีจึงโหมเข้าตีกองเรือของเจียวเหียที่อยู่ทางด้านหน้าจนบาดเจ็บล้มตายลง บ้างก็ถูกเรือของทหารกังตั๋งชนล่ม ทหารจมน้ำตายเป็นอันมาก ส่วนทหารในกองเรือของเจียวหลำเห็นกองหน้าเสียที ทั้งเจียวเหียและเจียว หลำล้วนถูกฆ่าตายก็เสียกำลังใจ เร่งเบนหัวเรือแจวหนีกลับไป

            ทหารเมืองกังตั๋งเห็นได้ทีก็ไล่ตามตี ทหารของเจียวเหียและเจียวหลำที่หนีไม่ทันถูกฆ่าตายลงเป็นอันมาก

            ฮันต๋งและจิวท่ายคุมกองเรือทั้งปีกซ้าย ปีกขวาไล่ตามตีกองเรือของเจียวเหียและเจียวหลำที่แตกพ่ายร่นถอยไป ปะทะกับกองเรือของบุนเพ่งที่ยกหนุนเจียวเหียและเจียวหลำมา จึงเกิดการต่อสู้รบพุ่งกันเป็นชุลมุน

            ในขณะนั้นจิวยี่ได้พาที่ปรึกษาและแม่ทัพนายกองขึ้นไปสังเกตการณ์ยุทธนาวีครั้งที่สองบนเนินเขา ทอดสายตาไปไกลทางกองทัพเรือของโจโฉ เห็นขบวนเรือชักธงทิวแน่นเป็นขนัด ทางด้านหลังเป็นค่ายทหารของกองทัพบกเรียงรายยาวเหยียดสุดลูกหูลูกตา แล้วมองมาที่เบื้องหน้าในทะเลเห็นฮันต๋ง จิวท่าย  สองนายพลเรือเมืองกังตั๋งกำลังประสานการรุกรบต่อสู้กับกองเรือของบุนเพ่งอย่างดุเดือด กองเรือของบุนเพ่งต้านทานฝีมือของทหารกังตั๋งมิได้ก็ล่าถอย ในขณะที่ฮันต๋งและจิวท่ายคุมขบวนเรือไล่ตามตีต่อไป

            จิวยี่เกรงว่ากองเรือของฮันต๋งและจิวท่ายมีจำนวนน้อย หากไล่ตามตีเข้าไปใกล้ค่ายน้ำของโจโฉแล้ว โจโฉอาจสั่งให้กองเรือเร็วยกขบวนออกโจมตีก็จะเสียที และเห็นว่าชัยชนะในยุทธนาวีครั้งที่สองนี้แม้ว่าฝ่ายกังตั๋งมีทหารและกองเรือน้อยกว่ากองทัพของฝ่ายเหนือกว่าสามเท่าตัว แต่สามารถรุกรบโจมตีและได้ชัยชนะอย่างงดงาม จึงหวังจะเอาชัยชนะนี้เป็นฤกษ์ดีของกองทัพ ดังนั้นจิวยี่จึงสั่งให้ลั่นระฆังเป็นสัญญาณให้กองเรือของฮันต๋งและจิวท่ายถอยกลับฐานทัพ

            ฮันต๋งและจิวท่ายกำลังได้ชัยชนะอย่างงดงาม แต่ครั้นได้ยินสัญญาณจากกองบัญชาการใหญ่ก็สั่งขบวนเรือให้แล่นกลับฐานทัพ จิวยี่เห็นกองเรือของฮันต๋งและจิวท่าย ตลอดจนทหารในเรือปลอดภัยกลับมาทุกคนก็มีความยินดียิ่งนัก ปรารภกับบรรดาที่ปรึกษาและแม่ทัพนายกองว่าทหารฝ่ายเหนือมีมากก็เหมือนหนึ่งเป็นมดปลวก

            จิวยี่กล่าวยังไม่ทันสิ้นคำ ลมพลัดที่พัดมาแต่ทิศพายัพเกิดเป็นพายุแรงกล้า พัดเอาธงเหลืองใหญ่อันเป็นธงชัยประจำกองทัพหลวงของโจโฉหักสะบั้นลง จิวยี่จึงหัวเราะดังลั่นแล้วว่า “ซึ่งธงชัยโจโฉหักดังนี้เป็นการอัปมงคลแก่โจโฉ”

            จิวยี่หัวเราะยังไม่ทันสิ้นเสียง ปลายลมพายุนั้นได้พัดแรงมาในท้องทะเล เห็นคลื่นเป็นระลอกใหญ่โถมถั่งมาทางฝั่งฐานทัพเรือของเมืองกังตั๋ง ในพลันนั้นปลายลมหมุนพัดเอาธงชัยประจำกองทัพจิวยี่ซึ่งปักอยู่ที่หน้าค่ายบัญชาการที่ชายทะเลหลุดออกจากฐานธงปลิวขึ้นมาบนเนินเขาตกลงที่ตรงหน้าของจิวยี่ ผืนผ้าปลายธงสะบัดพลิ้วต้องใบหน้าของจิวยี่

            จิวยี่ร้องขึ้นสุดเสียง เซถลามาทางข้างหลังสองสามก้าวแล้วล้มฟุบลง อาเจียนเป็นโลหิตสด ๆ สิ้นสติไปในบัดดลนั้น

            บรรดาที่ปรึกษาและแม่ทัพนายกองที่ขึ้นมาสังเกตการณ์การกระทำยุทธนาวีอยู่บนที่เนินเขาเห็นดังนั้นก็พากันตกใจ ช่วยกันพาตัวจิวยี่กลับมาที่ค่ายบัญชาการ ระดมกันแก้ไขจนจิวยี่ฟื้นคืนสติสมประดี แต่จิวยี่ไม่ยอมพูดจา ได้แต่ครางฮือ ฮือ และให้ทหารเอาผ้าห่มมาคลุมไว้ด้วยความหนาวเหน็บ

            บรรดาที่ปรึกษาและแม่ทัพนายกองเห็นจิวยี่ป่วยมีอาการหนักเช่นนั้นก็พากันวิตก รีบทำรายงานให้ซุนกวนทราบแต่เวลานั้น แล้วปรึกษากันว่าโจโฉยกทัพใหญ่มาครั้งนี้มีพลกว่าร้อยหมื่น แต่แม่ทัพใหญ่จิวยี่กลับล้มป่วยเป็นหนักหนาสาหัสในท่ามกลางศึกดังนี้ จะทำประการใดดี บ้างก็เร่งไปตามหมอมารักษา

            ฝ่ายโลซกมาเยี่ยมดูอาการป่วยของจิวยี่แล้วให้มีความวิตกนัก เพราะเห็นอาการป่วยหนักหนาสาหัสชนิดที่ไม่เคยเป็นมาก่อน มิรู้ที่จะทำประการใดจึงออกจากค่ายพักของจิวยี่ตรงไปที่เรือน้อยของขงเบ้ง เล่าความที่จิวยี่ป่วยนั้นให้ขงเบ้งฟังทุกประการ.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘