ตอนที่ 267. เปิดตัวฮองซู-หงส์คะนอง

วิสัยยอดคนย่อมมีความเฉลียวฉลาดคือเฉลียวอย่างหนึ่งและฉลาดอีกอย่างหนึ่ง ความเฉลียวเป็นสัญชาติญาณระแวงภัย จึงเป็นนักช่างสังเกต ส่วนความฉลาดเป็นสมบัติที่ติดตัวมาแต่กำเนิดไม่อาจสร้างก่อต่อเติมขึ้นได้ เป็นสิ่งที่สวรรค์ประทานสำหรับแต่ละคน และเป็นเครื่องจำแนกให้แต่ละคนแตกต่างกัน

            ความเฉลียวฉลาดก่อให้เกิดความระแวงระวัง โดยความเฉลียวเป็นปัจจัยให้เกิดความหวาดระแวงในขณะที่ความฉลาดเป็นปัจจัยให้เกิดความระวัง ถ้าความเฉลียวกับความฉลาดสมดุล ความระแวงกับความระวังก็จะสมดุลด้วย และจะทำให้การใช้ความพินิจและตัดสินใจถูกต้องถ่องแท้ ทำให้ปฏิบัติการทั้งปวงหนักหน่วงแม่นยำบรรลุผลสำเร็จ แต่ถ้าไม่ได้ดุลก็จะเกิดความโน้มเอียงที่วิปริตแปรปรวน หนักไปข้างระแวงก็จะก่อศัตรูหรือเป็นเกาะแก่งกีดขวางทางแห่งความสำเร็จ หากหนักไปข้างระวังก็จะรุดหน้าไปไม่ได้หรือเชื่องช้าจนเสียทีไม่ทันการ   การเสียดุลไปข้างใดข้างหนึ่งย่อมมีผลเสียทั้งสองทาง มีก็แต่การสมดุลเท่านั้นจึงจะเป็นหลักและปัจจัยแห่งความสำเร็จ แต่ทั้งนี้ย่อมไม่ขึ้นอยู่กับเจตจำนงของผู้คน หากเป็นไปตามลิขิตแห่งสวรรค์ที่จำแนกแจกแจงและบันดาลให้แต่ละคนเป็นไป เหตุนี้ในหมู่ชนจึงมีจอมคนผู้นำคนน้อยนัก เลอเลิศด้วยความสำเร็จในทุกด้านน้อยนัก ในขณะที่ส่วนใหญ่ต้องกลายเป็นผู้ตาม  นี่คือธรรมชาติของสังคมมนุษย์ที่อดีต ปัจจุบันและอนาคตย่อมเป็นไปดังนี้

            โจโฉเป็นยอดคนเป็นผู้นำคนแต่ยังหนักไปในทางเฉลียวและระแวง จึงกลายเป็นจุดอ่อนที่สำคัญประจำตัวของโจโฉ ดังนั้นแม้จะวางใจไว้ใจ ใช้ชัวต๋ง ชัวโฮ ไปเป็นไส้ศึกและรับสวามิภักดิ์เอาอุยกาย งำเต๊ก เข้าเป็นพวกแล้ววางเป็นไส้ศึกก็ยังคงระแวงระวัง ต้องการส่งคนไปสอบทานว่าความซึ่งรายงานมานั้นถูกต้องถ่องแท้หรือหาไม่ โดยหารู้ไม่ว่าเพราะระแวงดั่งนี้จึงชักนำมหันตภัยใหญ่หลวงมาสู่กองทัพ

            ฝ่ายเจียวก้านนักวิชาการไร้เดียงสาเจ้าเก่า ได้ฟังปรารภของโจโฉแล้วรีบก้าวมาข้างหน้าแล้วขันอาสาว่า เมื่อคราก่อนข้าพเจ้าอาสาไปเกลี้ยกล่อมจิวยี่ แต่กลับมามือเปล่าเป็นที่ละอายใจฝังใจนัก ดังนั้นครั้งนี้จะขออาสาแก้มือไปสอบสวนทวนความให้กระจ่างมิให้เสียการของท่านอัครมหาเสนาบดีอีก

            โจโฉได้ฟังดังนั้นก็ยินดี อนุญาตให้เจียวก้านไปทำการตามที่อาสา ว่าแล้วสั่งให้แต่งโต๊ะเลี้ยงส่งเจียวก้าน เสร็จงานเลี้ยงแล้วเจียวก้านจึงคำนับลาโจโฉลงเรือน้อยลอยล่องข้ามอ่าวไปทางกองทัพเมืองกังตั๋ง

            ฝ่ายฮองซู-บังทอง หงส์คะนองแห่งซงหยง มหาบัณฑิตผู้เรืองปัญญาซึ่งเร้นกายในขุนเขาและอยู่ในกลุ่มเพื่อนผู้สนิทชิดเชื้อของขงเบ้งและชีซี ซึ่งทั้งสุมาเต็กโชและชีซีต่างยกย่องว่าในแผ่นดินนี้ผู้ใดได้ฮกหลง-ขงเบ้ง หรือฮองซู-บังทอง แต่คนใดคนหนึ่งไปเป็นกุนซือแล้วก็จะสามารถรวบรวมแผ่นดินเข้าเป็นหนึ่งได้ เสมอด้วยความสำเร็จของพระเจ้าฮั่นโกโจปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ฮั่น ครั้งโจโฉกรีฑาทัพใหญ่ล่วงเข้าแดนเมืองซงหยง บังทองจึงได้หลบลี้หนีภัยสงครามมาอาศัยอยู่ในแดนเมืองกังตั๋ง

            เมื่อหนีภัยเข้ามาอยู่ในแดนกังตั๋งแล้วได้พบพานกับโลซกกุนซือเอกแห่งกังตั๋ง     โลซกได้สนทนาพาทีเป็นที่ประจักษ์ในความคิดและสติปัญญาอันลึกล้ำ จึงมาแนะนำจิวยี่ให้เชิญบังทองเข้ารับราชการ แต่จิวยี่เห็นว่าบังทองเป็นเพื่อนสนิทของขงเบ้ง หากให้เข้ารับราชการในขณะนี้เกลือกจะคบคิดสมรู้กับขงเบ้งแล้วจิวยี่ก็จะต้านทานมิได้ เพราะลำพัง   ขงเบ้งผู้เดียวก็เหลือแรงจิวยี่ที่จะรับมืออยู่แล้ว ดังนั้นจิวยี่จึงให้ชะลอการเชิญบังทองเข้ารับราชการกับแคว้นกังตั๋งเอาไว้ก่อน ตั้งใจว่าเสร็จศึกด้านโจโแล้วจึงค่อยเชิญบังทองมารับราชการ และได้มอบหมายให้โลซกติดต่อประสานงานผูกไมตรีกับบังทองไว้ไม่ให้ห่าง

            หลังจากจิวยี่และขงเบ้งได้ปรึกษาแผนการสงครามและกำหนดยุทธวิธีใช้เพลิงเผากองทัพโจโฉแล้ว จิวยี่ได้ใช้ให้โลซกไปขอความเห็นกับบังทองว่าจะมีแผนการความคิดในการทำสงครามกับโจโฉประการใด

            บังทองได้เสนอแผนการเผด็จศึกในสงครามครั้งนี้ว่า โจโฉกรีฑาทัพนับร้อยหมื่นมากกว่ากำลังทหารเมืองกังตั๋งหลายเท่านักไม่อาจต่อสู้ซึ่งหน้าได้ มียุทธวิธีเดียวเท่านั้นที่จะเอาชัยชนะต่อกองทัพโจโฉคือ ต้องใช้เพลิง ซึ่งตรงกับแผนการความคิดของจิวยี่และขงเบ้ง

            บังทองได้บอกโลซกถึงวิธีการทางการยุทธ์สืบไปว่า แต่ว่าการใช้เพลิงเผากองทัพโจโฉนั้นใช่ว่าจะทำได้โดยสะดวกดายดังใจนึก เพราะท้องทะเลกว้างใหญ่ กองทัพเรือโจโฉประกอบด้วยกองเรือใหญ่น้อยเป็นอันมาก จอดทอดสมอรายเรียงเป็นหมวดหมู่ก็จริงแต่ยังกระจัดกระจายไม่เป็นกลุ่มกอง เพลิงไหม้ขึ้นที่เรือลำใดลำหนึ่งหรือกองใดกองหนึ่งแล้ว ก็ยังไม่ไหม้ทั้งหมด กองเรือที่เหลืออยู่ยังสามารถทำการรบได้ จะต้องวางอุบายให้โจโฉเอาเรือรบทั้งปวงผูกโยงเข้าด้วยกันให้หนาแน่นดังแผ่นดิน แผนการใช้เพลิงเผด็จศึกครั้งนี้จึงจะสำเร็จดังประสงค์

            โลซกได้ฟังแผนการยุทธ์ของบังทองดังนั้นก็สรรเสริญปัญญาความคิดของบังทองเป็นอันมาก ครั้นคำนับลาบังทองแล้วจึงนำความที่ได้สนทนากันนั้นรายงานให้จิวยี่ได้ทราบทุกประการ

            จิวยี่เห็นชอบกับแผนการยุทธ์ของบังทอง จึงเฝ้าครุ่นคิดหาหนทางวางอุบายลวงให้โจโฉจัดขบวนทัพเรือเสียใหม่ให้เป็นไปตามแผนการของบังทองนั้น

            ในขณะที่จิวยี่กำลังขบคิดหาหนทางดำเนินการตามแผนของบังทองอยู่นั้น พอทหารรักษาการณ์เข้ามารายงานว่าบัดนี้เจียวก้านผู้เป็นเพื่อนเก่าจะขอมาคำนับ จิวยี่ก็ดีใจปรบมือดังลั่นหัวเราะแล้วรำพึงว่า ข้อที่เราวิตกขัดสนอยู่จะสำเร็จเพราะการมาของเจียวก้านครั้งนี้แล้ว จึงสั่งการให้โลซกไปขอร้องบังทองให้เตรียมการข้ามน้ำไปลวงโจโฉตามแผนการนั้นและให้เชิญบังทองไปพำนักอยู่ในวัดที่เชิงเขาด้านตะวันตก และกระซิบบอกแผนการแก่  โลซกให้ไปดำเนินการในทันที

            พอโลซกคำนับลาออกไปจิวยี่จึงสั่งทหารรักษาการณ์ไปเชิญเจียวก้านเข้ามาพบ

            เจียวก้านคอยฟังข่าวอยู่ที่ท่าเรือพักหนึ่ง ทหารรักษาการณ์ก็มาแจ้งว่าจิวยี่ให้มารับตัวพาไปพบที่ค่าย เจียวก้านได้ฟังดังนั้นก็ประหลาดใจที่จิวยี่ไม่ออกมาต้อนรับด้วยตนเองเหมือนครั้งก่อน เกรงว่าจะเกิดเหตุร้ายขึ้นจึงกระซิบสั่งคนเรือให้เอาเรือไปจอดซ่อนไว้ที่ชายตลิ่งทางทิศตะวันตก แล้วตามทหารรักษาการณ์เข้าไปพบจิวยี่

            จิวยี่เห็นเจียวก้านตามทหารรักษาการณ์เข้ามาในค่ายก็ทำทีตีสีหน้าบึ้งตึงไม่คำนับไต่ถามทุกข์สุขตามธรรมเนียม กลับต่อว่าเจียวก้านด้วยน้ำเสียงสุดกระด้างว่าท่านเป็นเพื่อนที่ใช้ไม่ได้ เสียแรงที่คบกันมาช้านาน

            เจียวก้านได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะ เพราะสำคัญว่าจิวยี่ตำหนิที่ด่วนหนีไปโดยมิได้ร่ำลาเมื่อคราครั้งก่อน จึงว่าข้าพเจ้ามาวันนี้ก็เพราะมีความในใจจะมาปรึกษากับท่าน ไฉนจึงว่าข้าพเจ้าเป็นเพื่อนที่ใช้ไม่ได้เล่า

            จิวยี่ตอบสวนกลับไปในทันทีว่า ท่านอย่าเสียเวลามาเกลี้ยกล่อมให้เปลืองแรง ถึงแม้นว่าน้ำในพระสมุทรจะแห้งเหือดก็ดี หรือพระอาทิตย์แลพระจันทร์จะกลับขึ้นทางทิศตะวันตกก็ดี เราจะไม่มีวันอ่อนน้อมต่อโจโฉเป็นอันขาด

            แล้วจิวยี่จึงทำทีฮึดฮัดกล่าวสืบไปว่า ท่านมาเมื่อคราก่อนข้าพเจ้าเห็นว่าเป็นเพื่อนเก่าร่วมสำนักกันมา  จึงวางใจต้อนรับอย่างเต็มที่เสพสุราเมามายแล้วยังเชิญนอนร่วมเตียงหวังรำลึกถึงความหลังครั้งยังเป็นเด็กเรียนวิชาอยู่ด้วยกัน แต่ตัวท่านละความเป็นเพื่อนเสีย กลับลักเอาหนังสือลับแล้วหนีไปโดยมิได้ร่ำลา ครั้นโจโฉทราบความตามหนังสือลับนั้นแล้ว จึงมีคำสั่งประหารชัวมอและเตียวอุ๋นเสีย ทำให้แผนการลอบสังหารโจโฉของเราต้องเสียไป ความผิดครั้งนั้นท่านมีโทษถึงตาย ไฉนจึงกล้าบังอาจกลับมาอีก

            เจียวก้านได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ สีหน้าซีดเผือด จิวยี่เห็นดังนั้นจึงว่า โทษท่านถึงตายก็จริงอยู่แต่เรายังเห็นแก่หน้าครู ที่สั่งสอนเราทั้งสองมาด้วยกัน จึงไม่อาจตัดใจประหารท่านได้ แต่จะให้ต้อนรับเหมือนครั้งก่อนนั้นทำมิได้ เราจะไล่ท่านกลับไปกองทัพโจโฉ แต่ติดขัดด้วยว่า เวลาใกล้ๆนี้เราจะกระทำยุทธการครั้งสำคัญกับโจโฉ หากปล่อยท่านกลับไปความลับของกองทัพก็จะแพร่งพราย  ครั้นจะเอาไว้ในกองทัพท่านก็จะรู้เห็นราชการทั้งปวง ดังนั้นข้าพเจ้าจำเป็นต้องขังตัวท่านไว้ชั่วคราวก่อน เสร็จสงครามแล้วจะปล่อยท่านกลับไป

            ว่าแล้วจิวยี่จึงสั่งทหารให้จับตัวเจียวก้าน แล้วเอาตัวไปกักบริเวณไว้ในวัดที่เชิงเขา ให้ทหารสองนายคอยควบคุมดูแลมิให้หลบหนี

            เจียวก้านได้ฟังดังนั้นก็ยิ่งตกใจ คิดจะเอ่ยปากขอร้องจิวยี่ให้ปล่อยตัวกลับไป แต่เห็นจิวยี่แสดงความโกรธแค้นลุกขึ้นจากที่ สะบัดแขนเสื้อแล้วเดินเข้าไปด้านใน พอดีทหารได้เข้ามาจับตัวเจียวก้านพาไปที่วัดใกล้เนินเขาด้านตะวันตก ปล่อยให้เจียวก้านอยู่ในวิหารหลังหนึ่ง แล้วทหารสองคนนั้นคอยรักษาการณ์อยู่ภายนอกเพียงเพื่อมิให้หลบหนี

            เจียวก้านถูกกักบริเวณอยู่ในวัด ถึงเวลาเย็นก็กินข้าวไม่ลง ครั้นค่ำลงก็นอนไม่หลับ เจียวก้านให้กลัดกลุ้มยิ่งนัก การที่อาสาโจโฉมาก็ยังทำไม่สำเร็จ มิหนำซ้ำยังถูกคุมขังกักบริเวณเอาไว้อีก แม้ไม่เหมือนกับการถูกขังไว้ในเรือนจำยังคงเดินไปไหนมาได้ก็ตามแต่ก็ไม่อาจไปพ้นบริเวณวัดได้ ทั้งยังมีทหารอีกสองคนมาคอยควบคุมอยู่ห่าง ๆ

            พอพ้นยามหนึ่งเจียวก้านยิ่งกลัดกลุ้ม มิรู้จะคิดทางออกประการใด จึงออกไปเดินเล่นบนลานวัด ผิว์ว่าทหารที่ควบคุมเผลอเรอจะได้ฉวยโอกาสหลบหนี

            ค่ำนั้นเป็นคืนเดือนมืด แสงดาวพราวพร่างกระจ่างเวหา สายลมหนาวยามค่ำคืนเย็นยะเยือกทั้งกาย แต่ไม่ทำให้ความรุ่มร้อนภายในใจเจียวก้านคลายร้อนลงไปได้แม้แต่น้อย

            เจียวก้านเดินทอดน่องอยู่ภายในบริเวณวัด จนล่วงเข้าไปใกล้วิหารอีกหลังหนึ่งเห็นแสงไฟสว่างอยู่ในวิหาร ก็คิดว่าพระที่อาศัยในวิหารหลังนี้ยังไม่หลับนอน จึงเดินเข้าไปหวังจะได้สนทนาให้ผ่อนคลายความทุกข์

            แต่พอเข้าไปใกล้ก็ได้ยินเสียงแว่วมาตามลม แต่หาใช่เสียงสวดมนต์ของพระสงฆ์ไม่ หากเป็นเนื้อความแปลกประหลาดมีเนื้อหาลึกซึ้งว่า “ผู้เชี่ยวชาญการศึก ก่อนอื่นต้องสร้างความเกรียงไกรแก่ตนเอง รอคอยโอกาสเอาชัยชนะต่อข้าศึก ความพิชิตนั้นอยู่ที่ฝ่ายเรา แต่ความที่จะเอาชนะกลับอยู่ที่ข้าศึก”

            เจียวก้านได้ฟังความชัดดังนั้นก็ประหลาดใจ ว่าไฉนคนผู้นี้จึงกล่าวความด้วยการสงครามหลักแหลมนัก จึงสนใจจะเข้าไปไต่ถามสนทนาด้วย แต่พอเข้าไปใกล้ประตูก็ได้คิดว่า ถ้าหากเข้าไปรบกวนเวลาเสียแต่ตอนนี้ หากมีความลึกซึ้งอยู่อีกก็จะพลาดโอกาสได้รับฟัง ดังนั้นเจียวก้านจึงชะงักเท้าอยู่ที่นอกประตู สดับโสตเงี่ยหูฟังต่อไป

            ได้ยินเสียงชายนั้นท่องความต่อไปว่า “ในขณะที่ยังเอาชนะข้าศึกมิได้ พึงตั้งรับไว้ก่อน ครั้นที่จะเอาชนะได้จงเร่งรุกเถิด การตั้งรับนั้นเพราะกำลังยังด้อย รุกเพราะมีกำลังเหลือหลาย ผู้สันทัดในการตั้งรับนั้นจะเสมือนหนึ่งซ่อนเร้นยังใต้บาดาลชั้นเก้า เงียบกริบปราศจากวี่แววสรรพสำเนียงใด ๆ ผู้เชี่ยวชาญในการรุกนั้นดุจไหวตัว ณ ฟากฟ้าชั้นเก้าก่อเกิดเสียงกัมปนาทหวั่นไหวประหนึ่งฟ้าถล่มแผ่นดินทลาย เพราะเหตุนี้จึงสามารถรักษากำลังของตนและได้ชัยชนะอย่างสมบูรณ์

            การหยั่งเห็นชัยชนะซึ่งใคร ๆ ก็รู้อยู่แล้ว มิใช่ชัยชนะอันดีเลิศ เมื่อรบชนะแล้วผู้คนแซ่ซ้องสรรเสริญก็หาใช้ชัยชนะอันประเสริฐ เพราะเหตุว่าผู้สามารถยกขนสัตว์เพียงเส้นเดียวได้หาใช่ผู้ทรงพลังไม่ ผู้มองเห็นเดือนแลตะวันมิใช่ผู้มีนัยน์ตาแจ่มใส ผู้ได้ยินฟ้าคำรณลั่นก็หาใช่ผู้มีโสตประสาทไว

            ผู้ได้ชื่อว่าเชี่ยวชาญการศึก สามารถเอาชนะเพราะเหตุที่อาจเอาชนะได้โดยง่าย ดังนั้นชัยชนะของผู้เชี่ยวชาญการศึก จึงไม่ลือเลื่องเกริกก้องว่ามีสติปัญญา ไม่มีคุณความดีแห่งความกล้าหาญ

            เพราะฉะนั้นชัยชนะของผู้เชี่ยวชาญการศึก จึงเป็นสิ่งแน่นอนไม่ผันแปร ทั้งนี้เนื่องเพราะเมื่อรบแล้วก็ต้องชนะ ที่ชนะก็เพราะข้าศึกแพ้แล้วนั่นเอง

            เหตุนี้ ก่อนอื่นใดผู้เชี่ยวชาญการศึกจึงนอกจากอยู่ในฐานะที่ไม่แพ้แล้วยังต้องไม่พลาดโอกาสที่ข้าศึกจักต้องแพ้ด้วย

            ด้วยเหตุดังนี้กองทัพที่กำไว้ซึ่งชัยชนะจึงรบเมื่อเห็นชัยชนะแล้ว แต่กองทัพที่พ่ายแพ้จะรบเพื่อหาทางชนะ” 

            เจียวก้านแอบฟังความจนเคลิบเคลิ้มพลันเสียงของชายนั้นก็หยุดลง เจียวก้านจึงแอบมองเข้าไปข้างในเห็นชายนั้นใส่เสื้อคลุมสีน้ำตาลเข้ม นั่งท่องตำราพิชัยสงครามของซุนหวู่อยู่บนโต๊ะ ข้างกายห้อยไว้ด้วยกระบี่ แม้ว่าแสงไฟจะไม่สว่างนักแต่ก็แลเห็นได้ว่าชายผู้นี้ถึงหน้าตาจะไม่สง่างามน่าเกรงขาม หรือมีบุคลิกที่ทรงไว้ด้วยภูมิปัญญา แต่ก็เห็นได้ชัดว่าเป็นยอดคนที่พิสดารคนหนึ่งของแผ่นดิน เจียวก้านจึงนึกเลื่อมใสศรัทธา

            เจียวก้านเห็นชายนั้นหยุดท่องตำรา แล้วรินน้ำชาใส่จอกยกขึ้นดื่มจึงเห็นเป็นโอกาสอันสมควรที่จะเข้าไปทำความรู้จัก จึงเคาะที่ประตูแล้วร้องเรียกว่า ท่านผู้มีปัญญา ข้าพเจ้าขอสนทนาด้วยสักหน่อยหนึ่ง

            ชายนั้นลุกมาเปิดประตูและเดินออกมาต้อนรับ เห็นบุรุษแปลกหน้ายืนอยู่ข้างนอกจึงคำนับตามธรรมเนียม แล้วถามว่าท่านเป็นใคร มาที่วิหารนี้ในยามวิกาลด้วยกิจธุระสิ่งใดหรือ

            เจียวก้านรีบคำนับตอบบังทอง แล้วกล่าวว่าข้าพเจ้าชื่อเจียวก้าน มีความทุกข์สุมอยู่ในอก เดินผ่านมาทางวิหารนี้ได้ยินเสียงท่านท่องตำรากว้างขวางลึกซึ้งเป็นที่เลื่อมใสนัก จึงใคร่รู้จักสนทนาด้วยสักหน่อยหนึ่ง

            บังทองได้ฟังดังนั้นจึงเอื้อนเอ่ยคำเชิญเจียวก้านเข้าไปสนทนากันที่ข้างใน และยกน้ำชารินให้เจียวก้านดื่ม.
 

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘