ตอนที่ 266. จารชนลวงจารชน

 จิวยี่รับชัวต๋ง ชัวโฮ ซึ่งเป็นจารชนของโจโฉไว้ในกองทัพเพื่อใช้เป็นจารชนซ้อน  ส่วนโจโฉหลงกลจิวยี่รับอุยกายและงำเต๊กไว้เป็นจารชน และใช้งำเต๊กกลับไปเมืองกังตั๋งเพื่อประสานงานกับอุยกายเป็นไส้ศึกในกองทัพของจิวยี่

            ครั้นงำเต๊กลอยเรือข้ามอ่าวกลับไปถึงกองทัพแล้ว จึงตรงเข้าไปหาอุยกาย เล่าความที่ได้พบและสนทนากับโจโฉให้อุยกายทราบทุกประการ

            อุยกายได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี จึงว่าด้วยเชิงชั้นจัดจ้านแห่งวาทะศิลป์ของท่าน ข้าพเจ้าคงไม่เสียทีที่เจ็บตัวเปล่าเป็นแน่แท้ ทั้งการของนายเราก็จะสำเร็จเพราะท่านในครั้งนี้

            งำเต๊กได้ฟังดังนั้นจึงว่า กำเหลงรับแผนการของจิวยี่ดูแลชัวต๋งและชัวโฮอยู่ ดังนั้นข้าพเจ้าจะไปพบกำเหลงเพื่อฟังความข้างชัวต๋ง และชัวโฮสักครั้งหนึ่ง ดีร้ายก็จะได้วางกลอุบายให้ก้าวหน้าสืบไป

            อุยกายฟังความเห็นของงำเต๊กแล้วจึงบอกให้งำเต๊กรีบไปดูลาดเลา หากได้ความประการใดก็ให้มาส่งข่าวให้ทราบ งำเต๊กจึงคำนับลาอุยกายไปที่ค่ายพักของกำเหลง 

            กำเหลงทราบว่างำเต๊กมาก็มีความยินดี รีบออกมาต้อนรับ ต่างคำนับทักทายกันตามธรรมเนียมแล้วเชิญงำเต๊กเข้าไปสนทนากันภายในค่าย

            งำเต๊กระแวงว่าชัวต๋ง ชัวโฮอยู่ในค่ายของกำเหลงจะได้ยินความที่สนทนากับกำเหลง จึงแสร้งกล่าวหยั่งเชิงขึ้นว่า เมื่อวันก่อนที่จิวยี่ลงโทษอุยกายนั้น ท่านได้เข้าไปขอร้องแต่โดยดี แต่จิวยี่กลับหมิ่นน้ำใจปรามาสท่าน ให้ทหารไล่ตีเป็นที่อัปยศ ข้าพเจ้าเห็นว่าจิวยี่ทำการครั้งนี้ใช้อำนาจตามแต่อำเภอใจ

            กำเหลงรู้จักงำเต๊กเป็นอย่างดีว่าเป็นขุนนางเก่าแก่ที่มีความจงรักภักดีต่อกังตั๋ง ทั้งมีสติปัญญาเฉลียวฉลาดหลักแหลม การที่งำเต๊กกล่าวความทั้งนี้น่าจะมีเงื่อนงำ แต่ครั้นจะรับคำก็ใช่ที่ ครั้นจะปฏิเสธเล่าก็ไม่สมควร ดังนั้นกำเหลงจึงได้แต่หัวเราะ โดยมิได้กล่าวความใด ๆ

            พลันได้ยินเสียงคนเดินมาแต่ภายนอก งำเต๊กเป็นคนปราดเปรียวรีบเหลียวหน้าชำเลืองไปดูเห็นชัวต๋ง ชัวโฮ กำลังเดินเข้ามา มีท่าทีหลบ ๆ ซ่อน ๆ แล้วเลี่ยงไปทางด้านข้างของค่ายพักกำเหลง ดังนั้นงำเต๊กจึงหันมาสบตากับกำเหลง

            กำเหลงตอนแรกได้ยินคำของงำเต๊กก็สงสัยว่างำเต๊กจะรู้ความนัยเรื่องแผนการใช้จารชนซ้อนของจิวยี่ ครั้นได้เห็นท่าทีของงำเต๊กอันแสดงออกอย่างมีเงื่อนงำหลังจากเห็นชัวต๋งและชัวโฮ ก็มั่นใจว่างำเต๊กคือคนสำคัญอีกคนหนึ่งที่ร่วมในขบวนการซ้อนกลโจโฉ

            ดังนั้นพอสบตากับงำเต๊กแล้วกำเหลงก็รู้ที แสร้งกล่าวซุบซิบแต่พอให้ได้ยินเสียงออกไปนอกค่ายพักว่า ไอ้จิวยี่เด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม เหลิงระเริงในอำนาจของแม่ทัพใหญ่ ไม่เกรงใจตัวเราผู้เป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่ ข้าพเจ้าร้องขอโทษให้อุยกายแต่โดยดีตามหน้าที่ของเพื่อนทหารที่กรำศึกร่วมกันมา แต่จิวยี่กลับแสดงอำนาจบาตรใหญ่ให้ทหารไล่ทุบตีข้าพเจ้า เป็นการดูหมิ่นข้าพเจ้านัก ความแค้นครั้งนี้จะไม่มีวันลืม โอกาสเปิดเมื่อใดแล้วข้าพเจ้าจะหาทางกำจัดจิวยี่เสีย

            กล่าวแล้วกำเหลงทำเป็นโกรธแค้น เอามือทุบโต๊ะดังฉาดใหญ่ พร้อมกับขบเขี้ยวเคี้ยวฟันเสียงดังกรอด กรอด

            งำเต๊กรู้นัยจึงทำทีเดินเข้าไปกระซิบที่ข้างหูของกำเหลง

            กำเหลงก็แสดงละครตบตาชัวต๋งและชัวโฮ ซึ่งคาดว่าแอบดู แอบฟังอยู่ในที่ใกล้ต่อไป โดยทำทีเป็นก้มหน้า ส่ายศีรษะ ทอดถอนใจใหญ่แต่ไม่พูดจาประการใด 

            ฝ่ายชัวต๋งและชัวโฮในขณะที่เดินเข้ามาใกล้ค่ายของกำเหลง เห็นกำเหลงและงำเต๊กมีท่าทีซุบซิบมีเงื่อนงำ ก็สำคัญว่าทั้งสองนายทหารไม่พอใจจิวยี่ จึงค่อย ๆ ย่องไปข้างค่ายแล้วยืนแอบฟัง โดยเข้าใจว่าการเดินเข้ามาครั้งนี้ทั้งกำเหลงและงำเต๊กไม่ทันสังเกต ครั้นได้ฟังความที่กำเหลงและงำเต๊กสนทนาตลอดจนท่าทีที่แสดงตลอดแล้ว ทั้งชัวต๋งและชัวโฮจึงพากันเดินเข้าไปข้างในค่าย

            ชัวต๋ง ชัวโฮคำนับกำเหลงและงำเต๊กตามธรรมเนียมแล้วจึงหยั่งเชิงว่า ดูท่าทีท่านทั้งสองไม่ค่อยสบายใจ มีเรื่องราวอันใดหากไม่เหลือบ่ากว่าแรงแล้วจงแจ้งให้ข้าพเจ้าทราบเถิด สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ข้าพเจ้าพึงรับใช้ช่วยเหลือได้ก็จะอาสารับใช้จนสุดความสามารถ

            งำเต๊กได้ฟังดังนั้นจึงสวนกลับชัวต๋ง ชัวโฮว่า ความในใจเราคับแค้นประการใด ไฉนจะเกี่ยวด้วยตัวท่านทั้งสอง ตัวเราสุขสบายดีทุกประการ หาได้มีความขุ่นข้องหมองใจดังที่ท่านเข้าใจไม่

            ชัวต๋งและชัวโฮได้ฟังดังนั้นก็สำคัญว่ากำเหลงและงำเต๊กกลบเกลื่อนปกปิดเรื่องราวที่ได้สนทนากันอันฟังได้แน่แล้วว่าสองนายทหารนี้คิดคดขบถเอาใจออกหากจากจิวยี่ เพราะมั่นใจดังนี้ชัวโฮจึงรุกเข้าใส่ด้วยหวังให้กำเหลงและงำเต๊กยอมจำนนว่า พวกท่านกำลังคิดกบฏจะเอาใจออกหากจากจิวยี่เพื่อจะไปสวามิภักดิ์ด้วยโจโฉมิใช่หรือ

            งำเต๊กได้ฟังดังนั้นก็ทำทีเป็นตกใจ หน้าถอดสี แกล้งจ้องหน้ากำเหลง แล้วทั้งสองนายทหารจึงทำทีเป็นตื่นตระหนก มือไม้สั่นเป็นพัลวัน

            กำเหลงทำทีเป็นอึ้งอยู่ครู่หนึ่ง แล้วลุกขึ้นชักกระบี่ พลางกล่าวว่าในเมื่อท่านทั้งสองทราบความลับของเราแล้ว เราก็จำเป็นต้องฆ่าท่านเสีย มิฉะนั้นเราทั้งสองก็ต้องตายด้วยน้ำมือของจิวยี่

            ว่าแล้วกำเหลงจึงทำทีจะเอากระบี่แทงชัวต๋งและชัวโฮ!

            ชัวต๋งและชัวโฮเห็นดังนั้นก็ยิ่งมั่นใจว่าทั้งกำเหลงและงำเต๊กสมคบกันคิดกบฏต่อจิวยี่เพื่อจะไปสวามิภักดิ์กับโจโฉแน่แล้ว จึงรีบถอยออกห่างจากคมกระบี่ แล้วรีบละล่ำละลักกล่าวว่า กำเหลงท่านอย่าวู่วาม ข้าพเจ้ามีความลับที่จะกล่าวด้วยท่าน

            กำเหลงได้ฟังดังนั้นจึงทำทีชะงักกระบี่ไว้ แล้วก้าวออกมาขวางทางชัวต๋งและชัวโฮ ทำทีเป็นมิให้หนีออกนอกประตูค่าย แล้วว่าท่านมีความลับอันใดให้รีบกล่าวมาให้แจ้ง

            ชัวโฮจึงว่าท่านทั้งสองอย่าเพิ่งโกรธข้าพเจ้า ที่ข้าพเจ้ากล่าวความไปทั้งนี้เป็นทีสัพยอกท่านเท่านั้น ความจริงพวกเราเป็นพวกเดียวกัน เพราะข้าพเจ้าทั้งสองคนที่มาอยู่ในกองทัพของจิวยี่ครั้งนี้ เกิดแต่แผนการของโจโฉสั่งให้ข้าพเจ้าทำทีมาสวามิภักดิ์เพื่อเป็นไส้ศึกในกองทัพของจิวยี่ บรรดาความอันท่านทั้งสองได้สนทนากันข้าพเจ้าได้ฟังสิ้นแล้ว หากท่านทั้งสองมีประสงค์จะอยู่ด้วยกับโจโฉ ข้าพเจ้าทั้งสองก็พร้อมที่จะสนับสนุนแนะนำและรับรองต่อโจโฉเอง

            กำเหลงได้ฟังดังนั้นก็ทำทีเป็นยินดี สอดกระบี่ใส่กลับเข้าไว้ในฝัก ในขณะที่งำเต๊กก็ทำทีเป็นหายตระหนก

            กำเหลงรีบละล่ำละลักกล่าวกับชัวต๋งและชัวโฮว่าที่ท่านพูดมาทั้งนี้เป็นความจริงกระนั้นหรือ

            ชัวต๋งและชัวโฮโบกมือเป็นทีให้สัญญาณแก่กำเหลงและงำเต๊กว่าให้ลดเสียงเจรจาลง ด้วยเกรงว่าคนอื่นจะได้ยิน แล้วว่าข้าพเจ้าทั้งสองไหนเลยจะกล้าบังอาจหลอกลวงท่าน ความทั้งนี้ล้วนแต่เป็นความจริงแท้

            กำเหลงได้ฟังดังนั้นก็ทำทีเป็นดีใจ คุกเข่าลงคำนับชัวต๋งและชัวโฮแล้วว่า เมื่อความจริงเป็นเช่นนี้ ความทุกข์ของข้าพเจ้าทั้งสองจะสิ้นก็เพราะความเมตตาของท่านช่วยเหลือ อนาคตข้างหน้าย่อมพอมีความหวังแล้ว งำเต๊กเห็นกำเหลงคุกเข่าลงเช่นนั้นก็เดินมาคุกเข่าอยู่คู่กับกำเหลง แล้วกล่าวพร้อมกันว่าข้าพเจ้าทั้งสองคนขอฝากตัวให้ท่านช่วยเหลือฝากฝังกับโจโฉด้วย คุณก็จะมีแก่ข้าพเจ้าทั้งสองเป็นอันมาก

            ชัวต๋งและชัวโฮเดิมทีมาอยู่ในกองทัพของจิวยี่ภายใต้บังคับบัญชาของกำเหลง ครั้นเห็นกำเหลงและงำเต๊กให้ความเคารพยำเกรงถึงปานนี้ก็ยิ่งมั่นใจว่าทั้งกำเหลงและงำเต๊กเอาใจออกหากจากจิวยี่แน่แล้วก็มีความยินดียิ่งนัก จึงก้มลงประคองให้กำเหลงและงำเต๊กลุกขึ้นแล้วว่าเรื่องราวที่จิวยี่ทำโทษอุยกายนั้น ข้าพเจ้าได้รายงานให้โจโฉทราบแล้ว บัดนี้เมื่อท่านทั้งสองพร้อมใจที่จะสวามิภักดิ์ด้วยโจโฉก็จงนัดหมายให้พร้อมกัน เพื่อที่จะรายงานให้โจโฉได้ทราบความต่อไป

            กำเหลงจึงว่าบัดนี้พวกเราทั้งสี่คนล้วนมีเจ้านายคนเดียวกันแล้ว ก่อนจะปรึกษาหารือกันต่อไปขอให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสเลี้ยงขอบคุณคาราวะท่านสักครั้งหนึ่ง ว่าแล้วกำเหลงจึงเรียกทหารรักษาการณ์เข้ามาในค่ายพัก สั่งให้แต่งโต๊ะเลี้ยงสุราชัวต๋งและชัวโฮ

            ชัวต๋งและชัวโฮเห็นภาระหน้าที่ไส้ศึกของตนประสบความสำเร็จและก้าวหน้าไปขั้นใหญ่ เพราะทั้งกำเหลงและงำเต๊กต่างเป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่ฝ่ายทหารของเมืองกังตั๋ง การที่สองนายทหารผู้ใหญ่แปรพักตร์เข้าด้วยโจโฉเช่นนี้ย่อมเป็นผลงานและความชอบอันใหญ่หลวง ดังนั้นทั้งสี่คนจึงดื่มสุราสนทนากันอย่างสนุกสนาน

            ในระหว่างเสพสุราอยู่นั้นชัวต๋งและชัวโฮได้ขอกระดาษและแท่นหมึกจาก      กำเหลง แล้วเขียนรายงานถึงโจโฉความว่าบัดนี้ได้เจรจาเกลี้ยกล่อมกำเหลงให้สวามิภักดิ์ด้วยโจโฉเป็นผลสำเร็จแล้ว กำเหลงตกลงเป็นไส้ศึก และได้ทีเมื่อใดก็จะสนับสนุนกองทัพเมืองหลวง ยกทหารในบังคับบัญชาตีกระหนาบกองทัพจิวยี่

            ชัวต๋ง ชัวโฮ เขียนหนังสือเสร็จแล้วจึงสั่งให้ทหารคนสนิทรีบนำไปรายงานแก่โจโฉในเพลานั้น

            ฝ่ายงำเต๊กเมื่อเห็นชัวโฮเขียนหนังสือเสร็จแล้วก็เขียนหนังสือถึงโจโฉบ้างว่า ได้กลับมาพบกับอุยกายแล้วแต่อุยกายบาดเจ็บสาหัสอยู่ ยังไม่สามารถเดินทางข้ามอ่าวไปอยู่กับโจโฉได้ ความเจ็บสร่างเมื่อใดแล้วก็จะชิงเอาเรือและเสบียงยกข้ามอ่าวไปอยู่กับโจโฉ ขอให้สังเกตสัญญาณธงเป็นสำคัญ

            สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ระบุความในหนังสือของงำเต๊กว่า “ข้าพเจ้างำเต๊กกับอุยกายจะจัดเรือบรรทุกเสบียงมา ณ ค่ายมหาอุปราช ให้คอยดูสำคัญ ถ้าเห็นธงตะขาบเขียวปักมาหน้าเรือเป็นสำคัญแล้ว ท่านจงให้ทหารมารับด้วย”

            ในขณะที่สามก๊กฉบับสมบูรณ์ ได้ระบุความสำคัญในตอนนี้ว่า “ขอให้สังเกตดูเรือที่จะไป บนหัวเรือต้องปักธงสีเขียวประดับงาช้างเป็นสำคัญ”

            เมื่อเขียนหนังสือเสร็จ งำเต๊กก็สั่งทหารใต้บังคับบัญชาให้ลอบนำหนังสือข้ามอ่าวไปส่งแก่โจโฉ

            นายทหารจารชนทั้งสี่คนแต่เป็นสองฝ่ายต่างหลอกต่างลวงต่างล่อกันด้วยเชิงชั้นจารชนที่ลึกซึ้ง ซับซ้อน ซ่อนเงื่อน ครั้นได้ทำหนังสือส่งไปเสร็จแล้วยังคงเสพสุรากันเป็นที่ครื้นเครง เป็นทีว่าฉลองชัยชนะล่วงหน้า ต่างยกจอกสุราชนกันจอกแล้วจอกเล่าจนใกล้เมามาย แล้วแยกย้ายกันกลับที่พัก

            ชัวต๋งและชัวโฮชนจอกสุราฉลองชัยด้วยความสำคัญผิดคิดว่าภารกิจที่ข้ามอ่าวมาเป็นจารชนถึงกองทัพจิวยี่ประสบความสำเร็จ และจะส่งผลให้กองทัพเมืองกังตั๋งปราชัยต่อกองทัพของเมืองหลวง ดังนั้นสองจารชนฝ่ายเหนือจึงเสพสุราด้วยความปรีเปรมเกษมศานต์นัก ในขณะเดียวกันนั้นกำเหลงและงำเต๊กก็ชนจอกสุราฉลองชัยด้วยความมั่นใจว่าสามารถลวงจารชนของโจโฉใช้เป็นจารชนซ้อนให้หลอกโจโฉเองเพื่อที่จะทำลายล้างกองทัพโจโฉให้ราบคาบไปในคราวเดียว สี่จารชนสองฝ่ายจึงต่างฉลองชัยด้วยเป้าหมายภายในใจที่แตกต่างกันดังนี้

            ฝ่ายโจโฉคอยฟังข่าวของไส้ศึกที่ส่งไปและไส้ศึกที่รับไว้ใหม่ด้วยความกระหยิ่มใจว่าจิวยี่ครั้งนี้คงจะไม่พ้นเงื้อมมือเป็นแน่แล้ว ครั้นได้รับหนังสือจากจารชนถึงสองฉบับพร้อมกันก็มีความยินดี แต่โจโฉเป็นคนขี้ระแวง ยังคงแคลงใจว่าความจริงจะเป็นดังหนังสือทั้งสองฉบับที่มีมาแต่ข้างกองทัพจิวยี่แล้วละหรือ จึงเรียกประชุมที่ปรึกษาและแม่ทัพนายกองที่สนิท แล้วปรารภว่าบัดนี้ชัวต๋งและชัวโฮได้รายงานข่าวว่ากำเหลงได้แปรพักตร์ยอมสวามิภักดิ์ต่อเรา และจะขอเป็นไส้ศึกอยู่ในกองทัพของจิวยี่ ในขณะเดียวกันงำเต๊กก็ส่งข่าวมาว่าอุยกายและงำเต๊ก “จะจัดเรือบรรทุกเสบียง ปักธงตะขาบเขียวเป็นสำคัญมา ให้เราคอยรับ” แล้วว่ารายงานทั้งสองสายนี้เราได้พิจารณาแล้วยังแคลงใจอยู่ ใคร่จะตรวจสอบทวนความให้ถ่องแท้ว่าจริงเท็จ ดีร้ายประการใด แล้วถามว่าจะมีผู้ใดอาสาปลอมตัวเข้าไปในกองทัพของจิวยี่เพื่อสืบข่าวฟังความเรื่องนี้ให้กระจ่างบ้าง.
  

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘