ตอนที่ 265. เล่ห์ชั้นเชิงลวง

 โจโฉส่งทูตไปพบจิวยี่แต่จิวยี่กลับประหารทูตโดยไม่คำนึงถึงธรรมเนียมและประเพณีการสงคราม แต่ครั้นโจโฉส่งชัวต๋ง ชัวโฮ ไปเป็นไส้ศึกจิวยี่กลับรับไว้อย่างเต็มใจเพื่อใช้เป็นจารชนซ้อน มาครั้งนี้จิวยี่วางแผนซับซ้อนส่งงำเต๊กมาเป็นจารชนลวงโจโฉ ทำให้ศึกจารชนของทั้งสองฝ่ายระเบิดขึ้นอย่างหนักหน่วงรุนแรง

            โจโฉเป็นถึงอัครมหาเสนาบดีจึงยึดธรรมเนียมประเพณีในการสงคราม ซึ่งความข้อนี้กุยแกได้เคยใช้ประเมินการสงครามระหว่างโจโฉกับอ้วนเสี้ยวเมื่อครั้งศึกภาคเหนือว่าโจโฉจะชนะอ้วนเสี้ยว เพราะโจโฉเป็นผู้ถือขนบธรรมเนียม จะทำการสิ่งใดก็ยึดมั่นในขนบธรรมเนียมประเพณี คนทั้งปวงก็จะมีน้ำใจยินดีด้วย เพราะเหตุนี้โจโฉจึงโอภาปราศรัยกับงำเต๊กทั้ง ๆ ที่ในใจตั้งความสังเกตไว้ก่อนแล้วว่าการมาของงำเต๊กครั้งนี้คือการมาของจารชนฝ่ายจิวยี่

            ครั้นโจโฉสอบถามว่างำเต๊กเดินทางมาครั้งนี้มีความประสงค์สิ่งใด งำเต๊กจึงกล่าวว่าได้รับการไหว้วานจากอุยกายขุนพลสามแผ่นดินแห่งเมืองกังตั๋งให้ถือหนังสือลับมามอบแก่ท่าน ด้วยอุยกายนั้นไม่มีความผิดแต่กลับถูกจิวยี่ใช้อำนาจโบยตีอย่างโหดร้ายทารุณและไร้เหตุผล ได้รับความอัปยศนักไม่อาจอยู่ด้วยกองทัพกังตั๋งอีกต่อไป จึงมอบหมายให้ข้าพเจ้ามาเจรจาขอสวามิภักดิ์ต่อท่าน ตัวข้าพเจ้าเป็นเพื่อนรักสนิทสนมกับอุยกายมาช้านาน ครั้นได้รับไหว้วานจากเพื่อนก็มีน้ำใจยินดีที่จะอาสา ประกอบทั้งข้าพเจ้าเองก็เห็นว่าจิวยี่เป็นเด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม ทำการสิ่งใดถือเอาแต่อำเภอน้ำใจตัว ไม่ยำเกรงเคารพผู้ใหญ่ จึงได้ลอบลงเรือน้อยมาหาท่าน

            โจโฉได้ฟังดังนั้นจึงเรียกหาหนังสือลับของอุยกาย งำเต๊กจึงส่งมอบหนังสือลับนั้นแก่โจโฉ

            โจโฉรับเอาหนังสือมาแล้วรีบอ่านดู สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ได้ระบุความในจดหมายของอุยกายว่า “ข้าพเจ้าอุยกายคำนับมาถึงมหาอุปราช ด้วยข้าพเจ้าอยู่มากับซุนเกี๋ยน ซุนเซ็ก ซุนกวน ถึงสามนายแล้วก็มิได้มีภัยอันตราย ซึ่งท่านยกกองทัพมาครั้งนี้มีทหารประมาณร้อยหมื่นเศษ ทั้งสติปัญญาก็ลึกซึ้งกว้างขวาง อุปมาดังก้อนศิลา อันทหารในเมืองกังตั๋งนั้นก็น้อยอุปมาเหมือนฟองไก่แลฟองนก ผู้ซึ่งมีสติปัญญาบ้างก็คิดว่าจะสู้รบด้วยกองทัพท่านสืบไป ดังหนึ่งเอาฟองไก่มากระทบก้อนศิลาน่าที่จะแตกระยำไป จึงปรึกษาพร้อมกันให้ขอออกแก่ท่านจะได้มีความสุขสืบไป แต่จิวยี่ผู้เดียวมีใจองอาจมิได้ยอมด้วย ว่ากล่าวขอทหารซุนกวนยกมาทำการสงครามด้วยท่าน อันจิวยี่นั้นกำเริบตั้งสง่าว่ามีสติปัญญาหาผู้ใดจะเสมอมิได้ บังคับการสงครามเอาแต่ตามอำเภอใจ ข้าพเจ้ามิได้มีความผิดก็ให้ทำโทษประจานให้ได้ความเจ็บอาย ข้าพเจ้ามีความเจ็บแค้นเป็นอันมาก ได้ยินกิตติศัพท์ว่าท่านมีใจกรุณาแก่สัตว์เหมือนหนึ่งญาติพี่น้อง คนทั้งปวงเข้าพึ่งพาได้อยู่เย็นเป็นสุข อุปมาดังห่าฝนอันตกลงมาชุ่มชื่นแผ่นดินอยู่ฉะนั้น บัดนี้ตัวข้าพเจ้าจะไปคำนับยังมิได้ ด้วยจิวยี่ให้โบยตีป่วยอยู่เป็นสาหัส แม้ค่อยคลายแล้วได้ช่องเมื่อใด ข้าพเจ้าจึงจะเอาเสบียงอาหารบรรทุกเรือลอบหนีมาหาท่านให้จงได้ ท่านอย่าคิดสงสัยข้าพเจ้าเลย”

            โจโฉอ่านหนังสือของอุยกายจบแล้วไม่วางมือ อ่านทวนแล้วทวนเล่าร่วมสิบครั้ง จากนั้นสีหน้าก็บึ้งตึง เอามือตบโต๊ะดังสนั่น แล้วตวาดใส่งำเต๊กว่า “จิวยี่คิดกลอุบายตีอุยกาย อุยกายจึงแต่งหนังสือให้ตัวถือมานี้เป็นที่เยาะเย้ยเรา”

            ว่าแล้วโจโฉจึงสั่งทหารให้จับตัวงำเต๊กแล้วเอาตัวไปประหาร ทหารรักษาการณ์ได้ยินคำสั่งของโจโฉก็พากันกรูเข้ามาจับตัวงำเต๊กแล้วพาเดินออกไปทางด้านนอกค่าย

            งำเต๊กกุมสติไว้มั่น เงยหน้าแหงนมองฟ้าแล้วหัวเราะดังลั่น โจโฉเห็นดังนั้นจึงตวาดขึ้นด้วยเสียงอันดังให้เอาตัวงำเต๊กกลับเข้ามาในค่ายอีกครั้งหนึ่ง แล้วว่าตัวเราแจ้งในอุบายของจิวยี่ที่ใช้ตัวมาลวงเรา จึงสั่งให้เอาตัวไปประหาร จะตายแล้วไฉนจึงมาหัวเราะดั่งนี้

            งำเต๊กได้ฟังดังนั้นจึงว่า ข้าพเจ้าไม่ได้หัวเราะเยาะท่านแต่หัวเราะเยาะอุยกายที่มีตาเสียเปล่าแต่ไม่รู้จักคนดีแลชั่ว โจโฉได้ฟังดังนั้นก็สงสัย เพราะฟังคำงำเต๊กแล้วประหนึ่งว่ามีความนัยยอกย้อนอยู่ จึงถามงำเต๊กว่าไฉนท่านจึงว่าอุยกายไม่รู้จักคนดี คนชั่ว

            งำเต๊กจึงว่า ท่านจะเซ้าซี้ถามความไปไย สั่งประหารข้าพเจ้าแล้วก็จงรีบประหารเสียเถิด

            โจโฉจึงว่า ท่านว่าอุยกายไม่รู้จักคนดีแลชั่ว ความหมายชัดอยู่ในตัวว่าอุยกายไม่รู้จักเราว่าเป็นคนดี หรือเป็นคนชั่ว ตัววางอุบายมาทั้งนี้เรารู้แจ้งอยู่ “ตัวเราได้เรียนพิชัยสงคราม ชำนาญมาแต่เด็กเป็นอันมาก บัดนี้เราก็แจ้งอยู่ในกลศึกต่าง ๆ จึงได้เป็นนายถึงเพียงนี้ ซึ่งตัวคิดอ่านทำกลอุบายมาลวงเรา เรารู้เกินกว่าความคิดตัวอีก ถ้าตัวจะคิดเล่นฉะนี้ จงไปลวงเด็กเลี้ยงโคนั้นเถิด”

            งำเต๊กเห็นโจโฉก้าวเข้ามาในหลุมบ่วงแห่งวาทะศิลป์จึงย้อนคำไปว่า ซึ่งท่านอ้างว่ามีสติปัญญาเชี่ยวชาญการพิชัยสงคราม จึงสามารถอ่านความว่าข้าพเจ้ามาทั้งนี้เป็นอุบายมาหลอกลวงท่านนั้น ไหนลองบอกมาสักข้อหนึ่งว่ามีข้อไหนเป็นคำลวง

            โจโฉเป็นคนทะนงถือดี ครั้นได้ฟังดังนั้นจึงว่าเพื่อให้เจ้าสิ้นสงสัย ตายไปแล้วจะได้ไม่ผูกเวรกับตัวเรา เราจะบอกให้แจ้งในเหตุผลทั้งปวง

            แล้วโจโฉจึงว่า ตามหนังสือที่ถือมาทั้งนี้ไม่มีแม้แต่สักข้อหนึ่งว่าอุยกายจะมาหาเราต่อวันเวลาใด นี่หรือที่ว่าจะมาสวามิภักดิ์โดยสุจริต เพราะหากจะมาอ่อนน้อมภักดีจริงแล้วก็จะต้องบอกวันเวลาที่แน่นอนว่าจะอพยพครอบครัวและตัวเองมาวันเวลาไหน

            งำเต๊กได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะแล้วว่า “ซึ่งท่านอวดตัวว่าได้เรียนตำราพิชัยสงครามชำนาญอยู่นั้นหาจริงไม่ แต่เราเสียดายว่าท่านได้เป็นมหาอุปราชมิได้รู้ทีเสียทีได้ เราจะช่วยเตือนสติท่านไว้ว่าให้เร่งยกทัพกลับไปเสีย แม้ไม่ฟังคำเราจิวยี่ก็จะจับตัวท่านได้เป็นมั่นคง อันตัวเรานี้เป็นคนโฉดเขลา ถึงมาตรว่าจะตายด้วยอาญาท่านก็หามีคนลือชื่อไม่”

            แล้วงำเต๊กจึงกล่าวปรามาสโจโฉว่าเสียดายชีวิตข้าพเจ้าที่ต้องตกตายในน้ำมือของคนตาบอดอย่างท่าน โจโฉได้ฟังดังนั้นก็โกรธ ลุกถามกลับมาในทันใดว่าไฉนท่านจึงว่าเราตาบอดเล่า

            งำเต๊กจึงว่าเพราะท่านไม่รู้จริงรู้เท็จ ไม่รู้ไม่เห็นน้ำใจคนว่าสุจริตหรือไม่สุจริต มีความสัตย์หรืออาสัตย์ หาสมคำที่อ้างว่าชำนาญการพิชัยสงครามไม่

            โจโฉได้ฟังงำเต๊กย้อนกลับดังนั้นก็ยิ่งงุนงง ย้อนถามงำเต๊กว่าบรรดาคำอันเรากล่าวกับท่านมีสิ่งไหนสักสิ่งหรือที่ว่าไม่รู้จริง ไม่รู้เท็จ ไม่รู้สุจริตหรือไม่สุจริต

            งำเต๊กจึงว่าตัวท่านเป็นผู้ถือแต่อำนาจเป็นใหญ่ ไม่เคารพบัณฑิต จะเจรจาความกับท่านก็ป่วยการเสียเปล่า จงรีบประหารข้าพเจ้าอย่าได้เยิ่นเย้อต่อไปเลย

            โจโฉเห็นงำเต๊กทระนงองอาจมิได้ประหวั่นพรั่นพรึงต่อความตาย ผิดวิสัยของจารชนทั่วไปที่รักตัวกลัวตาย น้ำใจก็โน้มมาทางลังเลว่าหรือว่างำเต๊กนี้จะเป็นบัณฑิตแท้ ก็ยิ่งสงสัย จึงกล่าวขึ้นว่าท่านอย่าเพิ่งมาท้าทาย หากคำท่านมีเหตุและผลเราย่อมรับฟังนับถือ

            งำเต๊กเห็นโจโฉถลำลึกลงมาในค่ายกลวาทะศิลป์แห่งลิ้นลมทางการทูต จึงว่าพิชัยสงครามข้อใดหรือที่กำหนดเป็นกฎเกณฑ์ว่าผู้จะมาสวามิภักดิ์จะต้องบอกกำหนดวันคืนให้ชัดเจน และในความเป็นจริงนั้นคนที่จะลอบหนีมาสวามิภักดิ์ต่อท่านจะสามารถกำหนดวันและคืนได้ดังปรารถนากระนั้นหรือ หากกำหนดวันเวลาแล้วครั้นถึงวันกำหนดแต่ติดขัดลอบหนีมาไม่ได้ก็จะเสียการไป หรือการยังไม่พร้อมแต่กำหนดวันเวลาให้ท่านยกกำลังเข้าโจมตี การของท่านจะมิเสียไปหรือ การไม่กำหนดเวลานั่นต่างหากจึงสอดคล้องต้องด้วยพิชัยสงคราม ถึงวันเวลาพร้อมเมื่อใดจะได้ทำการเมื่อนั้น

            โจโฉได้ฟังดังนั้นก็กระจ่างแจ้งในเหตุผลที่งำเต๊กยกขึ้นแสดงว่าเหตุใดอุยกายจึงไม่กำหนดวันเวลาเดินทางมาสวามิภักดิ์ เพราะการไปกำหนดวันเวลาเป็นเกณฑ์ตัดสินว่าเท็จจริงหรือสุจริตหรือไม่สุจริตนั้น ก็เห็นได้ว่าห่างไกลจากเหตุและผล โจโฉจึงคลายความโกรธ สั่งทหารให้ปล่อยงำเต๊ก แล้วตัวโจโฉได้ลุกไปจูงมืองำเต๊กให้ลุกขึ้นมานั่งที่เก้าอี้ แล้วว่าความอันท่านได้กล่าวทั้งนี้ทำให้เรามองเห็นความสว่าง ซึ่งได้กล่าวคำปรามาสล่วงเกินท่านนั้นจงอย่าได้น้อยใจเลย

            งำเต๊กเห็นโจโฉหลงกลก็ดีใจ รีบกล่าวขอบคุณโจโฉแล้วว่าอุยกายและข้าพเจ้าตั้งหน้าจะมาพึ่งท่าน “อุปมาเหมือนทารกอยากนม ฝ่ายตัวท่านเหมือนมารดา อุยกายกับข้าพเจ้าซึ่งตั้งใจมาหาท่านมีความยินดีที่จะได้กินนมมารดา อันจะคิดเป็นกลอุบายมานั้นหามิได้”

            งำเต๊กเป็นยอดนักจิตวิทยา พอเห็นโจโฉหลงกลก็ย้ำความมั่นใจว่าการเดินทางมาในครั้งนี้เป็นการอ่อนน้อมโดยสุจริต โจโฉได้ฟังคำก็สิ้นสงสัย ที่คลางแคลงใจก็กลายเป็นความเชื่อว่าอุยกายและงำเต๊กมาขอสวามิภักดิ์โดยสุจริต จึงว่าอุยกายและท่านมาขออยู่ด้วยเราครั้งนี้มีคุณแก่ราชการเป็นอันมาก การสำเร็จแล้วเราจะทำนุบำรุงให้เป็นใหญ่ในทางราชการ

            งำเต๊กได้ฟังดังนั้นจึงว่าอุยกายและข้าพเจ้าบากหน้ามาพึ่งท่านครั้งนี้จะหวังเอายศศักดิ์อัครฐานนั้นหามิได้ เป็นแต่ไม่อาจจำใจอยู่กับจิวยี่สืบไปได้ สรรพสิ่งย่อมเป็นไปตามลิขิตแห่งสวรรค์ ตัวท่านถือโองการของฮ่องเต้ประหนึ่งเป็นโองการแห่งสวรรค์ มนุษย์ใดจะอาจต้านทานฝ่าฝืนได้เล่า ท่านได้ชัยชนะต่อจิวยี่แล้วแผ่นดินจะได้เป็นสุข นี่แล้วคือสิ่งที่ข้าพเจ้าและอุยกายปรารถนา

            โจโฉได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี สั่งให้ทหารเอาสุรามาดื่มกับงำเต๊กเป็นการแสดงความยินดีและต้อนรับ

            ในขณะที่โจโฉนั่งดื่มสุรากับงำเต๊กอยู่นั้น ทหารรักษาการณ์ได้เข้ามาในค่ายแล้วกระซิบที่ข้างหู และมอบหนังสือลับฉบับหนึ่งให้ โจโฉรับหนังสือเห็นจ่าหน้าแล้วรีบลุกเดินห่างออกไปจากงำเต๊ก แล้วเปิดหนังสือนั้นออกอ่าน พอจบความใบหน้าโจโฉก็ยิ้มแย้มแจ่มใส

            ในขณะนั้นงำเต๊กได้สังเกตอากัปกิริยาของโจโฉก็คาดการณ์ได้ว่าน่าจะเป็นเรื่องที่ชัวต๋ง ชัวโฮ ลอบส่งข่าวสารมารายงานโจโฉถึงเหตุการณ์ที่จิวยี่ลงโทษโบยอุยกาย ทำให้เหตุการณ์ที่อุยกายขอสวามิภักดิ์ได้รับคำยืนยันจากไส้ศึกของตนเอง โดยหารู้ไม่ว่าบัดนี้ชัวต๋งและชัวโฮได้กลายเป็นจารชนซ้อน และตกเป็นเครื่องมือของจิวยี่ไปแล้ว

            โจโฉเดินเข้ามานั่งดื่มสุรากับงำเต๊กด้วยความยิ้มแย้มแจ่มใส แล้วกล่าวขึ้นว่าขอให้ท่านกลับไปแจ้งความแก่อุยกายให้วางใจ วันเวลาใดเห็นเป็นโอกาสแล้วให้มีหนังสือแจ้งมาให้เราทราบล่วงหน้าก่อนจะได้จัดแจงแต่งทหารไปรอรับ

            งำเต๊กได้ฟังดังนั้นก็แสร้งอิดเอื้อนว่าข้าพเจ้าปลงใจที่จะมาอยู่ด้วยท่านไม่อยากจะกลับไปเมืองกังตั๋งอีก ขอท่านจงมอบหมายให้ผู้อื่นไปแจ้งความแก่อุยกายนั้นเถิด

            โจโฉได้ฟังดังนั้นก็เชื่อโดยสนิทใจว่างำเต๊กมาสวามิภักดิ์โดยสุจริต จึงกล่าวว่าการทั้งนี้เป็นความลับ หากใช้ผู้อื่นไปเกลือกจิวยี่จับได้ก็จะเสียการไป ฉะนั้นท่านจงรับหน้าที่ไปทำการครั้งนี้ด้วยตนเองจะสะดวกกว่า

            งำเต๊กได้ฟังดังนั้นก็แสร้งอิดเอื้อนบ่ายเบี่ยง ไม่ยอมกลับไปเมืองกังตั๋ง โจโฉก็ยิ่งเชื่อโดยสนิทใจแล้วเจรจาหว่านล้อมให้เห็นถึงความจำเป็นที่งำเต๊กจะต้องกลับไปทำการครั้งนี้ด้วยตนเอง

            งำเต๊กเห็นโจโฉติดบ่วงอุบายแน่นหนาแล้ว จึงแสร้งกล่าวว่าเมื่อมีความจำเป็นที่ข้าพเจ้าจะต้องไปทำการด้วยตนเองฉะนี้ก็จะขอเดินทางกลับไปแต่ในเพลานี้ เพราะหากเนิ่นนานไปก็จะเกิดความสงสัยแก่จิวยี่

            โจโฉได้ฟังก็มีความยินดี สั่งทหารให้เบิกทองคำและแพรพรรณมากำนัลแก่งำเต๊ก

            งำเต๊กเห็นของกำนัลเป็นจำนวนมากก็รีบคุกเข่าลงคำนับโจโฉแล้วว่า ข้าพเจ้ามาอ่อนน้อมต่อท่าน มิได้หวังอำนาจวาสนาหรือทรัพย์สิ่งเงินทองแต่ประการใด หวังจะได้แต่เพียงความร่มเย็นเป็นสุขของบ้านเมืองและราษฎรเท่านั้น ของทั้งนี้ข้าพเจ้าไม่อาจรับไว้ได้ ท่านจงรับคืนไปเถิด ข้าพเจ้าจะรีบไปแล้วจะรีบกลับมาเพื่อไม่ให้คนทั้งหลายสงสัย

            โจโฉได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี งำเต๊กมอบของทั้งนั้นคืนแก่โจโฉแล้วคำนับลา กลับไปลงเรือ ล่องข้ามอ่าวไปยังกองทัพของจิวยี่.
 

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘