ตอนที่ 264. ศึกจารชน
อุยกายขุนพลเฒ่าผู้ภักดีแห่งกังตั๋ง ยอมพลีกายรับทัณฑ์ทรมานเพื่อผลาญทัพโจโฉให้สำเร็จตามแผนการความคิดของจิวยี่ แต่ทนทัณฑ์ไม้พลองที่หวดบนหลังได้เพียงห้าสิบทีก็สลบไป
ครั้นจิวยี่สั่งให้งดการโบยเอาไว้ก่อน บรรดาเพื่อนนายทหารมีความสงสารอุยกายจึงต่างพากันเข้ามาประคองอุยกาย แล้วพาไปที่ค่ายพัก
อุยกายถูกตีจนเสื้อผ้าฉีกขาด เนื้อแตกฉีกเป็นริ้ว เลือดไหลโทรมกาย ฟื้นคืนขึ้นมาแล้วก็ทนพิษบาดแผลไม่ได้ถึงกับสลบไปอีกหลายครั้ง บรรดาเพื่อนนายทหารเห็นสภาพการณ์เช่นนั้นต่างพากันร้องไห้สงสารอุยกาย ที่ต้องได้รับโทษทัณฑ์โดยไร้เหตุผลและเกินสมควร แต่อุยกายไม่ปริปากตอบถ้อยคำเพื่อนนายทหาร คงทำทีกัดฟันกรอด ๆ ด้วยความเคืองแค้นจิวยี่เป็นนักหนา
โลซกมาเยี่ยมอุยกาย เห็นสภาพอุยกายก็ร้องไห้ แต่ครั้นจะพูดจาอุยกายก็สลบอีกครั้งหนึ่ง โลซกมีความสงสารแต่ไม่รู้ที่จะทำประการใดจึงกลับออกไป แล้วแวะเวียนไปเยือนขงเบ้งที่เรือน้อย
พอพบหน้าขงเบ้ง โลซกก็ต่อว่าขงเบ้งในทันทีว่าท่านนี้มีน้ำใจดำนัก เห็นอุยกายถูกโบยก็ทำเป็นนิ่งเฉยไม่รู้ร้อนรู้หนาว พวกข้าพเจ้าเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของจิวยี่จึงไร้ที่ความเกรงใจ แต่ตัวท่านนั้นเป็นถึงแขกเมือง หากเอ่ยปากขอร้องสักคำหนึ่งจิวยี่ย่อมเกรงใจและอดโทษอุยกายไว้ อุยกายก็จะไม่บาดเจ็บสาหัสถึงปานนี้
ขงเบ้งได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะแล้วว่า ท่านมากล่าวความทั้งนี้กับข้าพเจ้าเป็นเพราะจิวยี่ใช้ให้มาฟังความกระนั้นหรือ อย่าหมิ่นความคิดข้าพเจ้าว่าไม่รู้เท่าทัน
โลซกได้ฟังดังนั้นก็ตกตะลึง รีบแก้ตัวว่าข้าพเจ้ามาทั้งนี้มิใช่เพราะจิวยี่ใช้มา แต่มาเพราะความสงสารอุยกายและต้องการมาต่อว่าท่านเป็นการเฉพาะ ไฉนจึงมาตำหนิข้าพเจ้าดังนี้เล่า หาควรไม่
ขงเบ้งจ้องมองหน้าโลซก เห็นใบหน้าซื่อทั้งนัยน์ตาก็ใสสะอาด ไม่มีวี่แววของการโกหกหลอกลวง พิเคราะห์แล้วก็เห็นสมว่าโลซกมาต่อว่าโดยสุจริต จึงกล่าวว่าตัวข้าพเจ้ารู้ทันจิวยี่อยู่ว่าที่ลงโทษโบยอุยกายนั้นเป็นกลอุบายวางเพลิงไว้บนหลังอุยกายก่อน แล้วจึงค่อยเอาเพลิงนั้นไปเผากองทัพโจโฉ หากข้าพเจ้าไม่นิ่งเฉยสอดเข้าไปขอร้องก็จะทำให้แผนการของจิวยี่เสียไป
โลซกได้ฟังดังนั้นก็ค่อยสว่างไสวในความคิด แต่ยังไม่สิ้นสงสัยจึงกล่าวต่อไปว่า แม้นหากจะใช้กลอุบายดังนี้ ไฉนต้องทุบตีอุยกายจนแทบถึงตายกระนั้นเล่า
ขงเบ้งจึงว่าหากไม่ลงทัณฑ์ทรมานอุยกายให้สาหัส ไหนเลยจะตบตาโจโฉได้ บาดแผลบนหลังอุยกายมากเท่าใด นั่นแหละเชื้อไฟที่มากพอต่อการเผากองทัพโจโฉให้วอดวาย
ขงเบ้งเห็นโลซกนั่งนิ่งฟังแล้วผงกศีรษะเป็นเชิงยอมรับจึงกล่าวสืบไปว่าต่อแต่นี้ไปจิวยี่ย่อมหาทางวางแผนให้อุยกายไปยอมสวามิภักดิ์กับโจโฉ ส่วนชัวต๋ง ชัวโฮ ไม่รู้กลจิวยี่ก็จะรายงานข่าวแก่โจโฉตามความเป็นจริง นี่แลคือการใช้จารชนซ้อนให้หลอกลวงโจโฉโดยจิวยี่หลอกลวงชัวต๋ง ชัวโฮก่อน
โลซกผงกศีรษะเป็นนัยว่าเข้าใจแผนการกระจ่างแล้ว ขงเบ้งจึงกำชับโลซกต่อไปว่าความอันข้าพเจ้าได้กล่าวแก่ท่านทั้งนี้ ขอท่านจงเห็นแก่ไมตรีของนายเราทั้งสองฝ่าย อย่าได้แพร่งพรายให้จิวยี่ทราบเป็นอันขาด เพราะหากจิวยี่ทราบว่าข้าพเจ้าล่วงรู้แผนการนี้ก็จะพยาบาทวางแผนสังหารข้าพเจ้า จะทำให้การของนายเราทั้งสองฝ่ายเสียไป หากจิวยี่ไต่ถามท่านถึงเรื่องนี้ก็จงบอกแต่ว่าข้าพเจ้ารู้สึกเสียใจ และนึกตำหนิจิวยี่ที่ลงโทษทหารโดยไม่ยุติธรรม
ขงเบ้งกล่าวความจบแล้วก็จ้องมองหน้าโลซกเป็นทีย้ำคำ โลซกเห็นดังนั้นก็รับปากแล้วคำนับลาขงเบ้งขึ้นเรือตรงไปหาจิวยี่ที่ค่ายพัก
ต่างฝ่ายต่างคำนับกันตามธรรมเนียมแล้ว โลซกจึงต่อว่าจิวยี่ว่าเหตุการณ์วันนี้ท่านลงโทษอุยกายรุนแรงหนักหนาเกินกว่าโทษ จะทำให้ทหารทั้งกองทัพเสียขวัญกำลังใจ
จิวยี่ได้ฟังดังนั้นจึงถามว่ามีทหารผู้ใดไม่พอใจในการกระทำของข้าพเจ้าในวันนี้บ้าง
โลซกจึงตอบว่าทหารเกือบทั่วทั้งกองทัพรู้สึกไม่สบายใจ แต่ไม่กล้าที่จะปริปากพูดจาถึงเรื่องนี้
จิวยี่จึงถามต่อไปว่าท่านทราบหรือไม่ว่าขงเบ้งมีความรู้สึกในเรื่องนี้ประการใด
โลซกจึงว่าข้าพเจ้าเพิ่งแวะเวียนไปเยี่ยมขงเบ้ง ก็มีความเห็นว่าท่านลงโทษทหารโดยไม่ยุติธรรม และตำหนิว่าท่านขาดความเมตตาต่อนายทหารผู้ใหญ่
จิวยี่ได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะ แล้วรำพึงขึ้นอย่างลืมตัวว่าประเสริฐยิ่งนัก ประเสริฐยิ่งนัก
โลซกเห็นดังนั้นก็ประหลาดใจจึงถามว่าท่านกล่าวทั้งนี้หมายความว่าประการใด
จิวยี่มีใบหน้าผ่องใส ตอบคำโลซกด้วยความยิ้มย่องกระหยิ่มใจว่า “เราคิดการครั้งนี้ขงเบ้งหารู้เท่าไม่”
โลซกจึงถามต่อไปว่า ที่ท่านว่าขงเบ้งไม่รู้เท่านั้น มีเหตุผลต้นปลายประการใด
จิวยี่จึงว่า “ขงเบ้งมิได้ล่วงรู้ความคิดเรา ซึ่งให้ทำโทษอุยกายนั้นเพราะเหตุว่าจะซ้อนกลให้อุยกายเข้าเกลี้ยกล่อมโจโฉ แลเนื้อความซึ่งเราทำทั้งนี้ชัวต๋ง ชัวโฮ ไม่รู้เท่า ก็จะบอกไปถึงโจโฉ โจโฉก็จะคิดว่าจริง เราจึงจะเอาเพลิงจุดทำการศึกให้มีชัยชนะโจโฉ”
โลซกได้ฟังดังนั้นก็ผงกศีรษะทำทีเป็นเข้าใจแผนการของจิวยี่ แต่ในใจนั้นนึกสรรเสริญขงเบ้งว่ามีสติปัญญาล้ำเกินกว่าจิวยี่หลายเท่านัก นึกดังนี้แล้วโลซกคำนึงถึงความเมืองที่ต้องการให้เล่าปี่และซุนกวนเป็นพันธมิตรเผด็จศึกโจโฉให้เสร็จสิ้นเสียก่อน จึงปิดบังไม่กล่าวความตามที่ขงเบ้งกำชับไว้นั้น แล้วคำนับลาจิวยี่กลับไปที่อยู่
ทางฝ่ายอุยกายยังคงนอนซมอยู่ในค่ายพัก บรรดาเพื่อนทหารต่างทยอยพากันมาเยี่ยมเยือนดูอาการไม่ขาดสาย แม้ว่าจะไต่ถามความประการใดอุยกายก็ไม่ตอบคำ ยังคงกัดฟันกรอด ๆ ด้วยความแค้นเคืองอย่างลึกซึ้ง
พอตกกลางคืนทหารรักษาการณ์หน้าค่ายพักของอุยกายได้เข้ามารายงานว่า มีนายทหารชื่องำเต๊กมาเยี่ยม อุยกายได้ฟังรายงานดังนั้นก็ดีใจด้วยงำเต๊กผู้นี้เป็นที่ปรึกษาของจิวยี่ และเป็นเพื่อนรักกับอุยกายมาแต่ก่อน มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดหลักแหลม ถนัดจัดเจนทั้งฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ ในการหนังสือนั้นไม่ว่าหนังสือใดหากผ่านสายตางำเต๊กเพียงครั้งเดียวก็จะจำความได้สิ้น ทั้งยังมีวาทะศิลป์เป็นเลิศ มีความฉลาดปราดเปรียวในเชิงชั้นการเจรจา ครั้นมารับราชการอยู่ด้วยเมืองกังตั๋ง ซุนกวนได้แต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษา
อุยกายจึงสั่งทหารนั้นให้ไปเชิญงำเต๊กเข้ามาถึงห้องนอน และขับผู้คนทั้งปวงออกไปจากค่ายสิ้น
ครั้นงำเต๊กเข้ามาถึงข้างเตียง จึงเอามือกุมมืออุยกายไว้เป็นเชิงปลอบใจ แล้วถามว่าตัวท่านกับจิวยี่ก็ทำราชการด้วยกันมาช้านาน มิได้มีสาเหตุแค้นเคืองต่อกันมาแต่ก่อน แต่ครั้งนี้จิวยี่ลงโทษท่านหนักหนาสาหัสนัก มีเรื่องราวใดเกิดขึ้นหรือ
อุยกายได้ฟังแล้วตอบว่า ข้าพเจ้ากับจิวยี่หาได้มีสิ่งใดเคืองแค้นกันแต่อย่างใดไม่
งำเต๊กได้ฟังดังนั้น สีหน้าก็แปรเปลี่ยนเป็นตื่นเต้น รีบถามอุยกายว่าแม้นหากว่าไม่มีความโกรธแค้นขุ่นเคืองเรื่องใดใหม่ขึ้นแล้ว การลงโทษท่านในครั้งนี้เห็นทีจะเป็นอุบายของจิวยี่เป็นมั่นคง
อุยกายได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ ถามงำเต๊กว่าเหตุไฉนท่านจึงรู้ความดังนี้
งำเต๊กจึงว่า ตัวท่านเป็นขุนนางเก่าแก่ของเมืองกังตั๋ง หากแม้นไม่มีความแค้นเคืองเรื่องใดกันมาก่อน แล้วถูกลงโทษโบยหนักหนาสาหัสถึงปานนี้ ข้าพเจ้าจึงเห็นทีว่า “เป็นกลอุบายสิบส่วน แต่เรารู้เก้าส่วน ไม่แจ้งนั้นส่วนหนึ่ง”
อุยกายได้ฟังดังนั้นก็กำมืองำเต๊กไว้แน่น แล้วว่า “เดิมโจโฉคิดเป็นกลอุบายให้ชัวต๋ง ชัวโฮ มาอยู่ด้วยจิวยี่ จิวยี่จึงปรึกษาเราว่าจะคิดซ้อนกลโจโฉ แลตัวเรานี้ซุนเกี๋ยน ซุนเซ็ก มีคุณเลี้ยงดูเรามา ครั้นซุนเกี่ยน ซุนเซ็ก ถึงแก่ความตายแล้ว ซุนกวนก็เลี้ยงดูเราต่อมา คุณนั้นเป็นอันมาก เรามิได้มีสิ่งใดจึงเอากาย เอาชีวิตนี้แทนคุณ จะอาสาทำการเป็นกลอุบายหวังจะให้กองทัพโจโฉแตกจงได้ เราจึงสู้ทรมานกายเจ็บปวดจนถึงเนื้อถึงเลือด บัดนี้เราพิเคราะห์ดูทหารทั้งปวงในกองทัพนี้มิได้มีผู้ใดที่จะไว้ใจเลย เราเห็นแต่ท่านผู้เดียวมีใจสุจริตสัตย์ซื่อมั่นคงต่อนาย เราจึงบอกความลับทั้งนี้ แม้ท่านรับอาสาได้เราจึงจะบอกต่อไปให้สิ้น”
งำเต๊กได้ฟังดังนั้นจึงถามว่า ท่านกล่าวความทั้งนี้ด้วยมีประสงค์จะให้ข้าพเจ้าอาสาไปลวงโจโฉกระนั้นหรือ
อุยกายจึงว่า ความเข้าใจของท่านถูกต้องถ่องแท้แล้ว คงเหลือแต่ว่าน้ำใจท่านเต็มใจที่จะอาสาไปทำการสนองคุณนายเราหรือไม่
งำเต๊กจึงว่า “เจ้านายก็ได้มีคุณมา ตัวเราบัดนี้ก็มีแต่ชีวิต คิดจะให้ลือชาปรากฏไว้ในแผ่นดิน จะอาสาไปคิดอ่านล่อลวงโจโฉให้ได้ ถึงมาตรว่าโจโฉรู้จะฆ่าเสียก็ตามเถิด ขอแต่ให้มีชื่อปรากฏไว้”
งำเต๊กกุมมืออุยกายไว้แน่น เขย่ามือทั้งสองเป็นเชิงยืนยันขันแข็ง อุยกายเห็นดังนั้นจึงพยุงกายลุกขึ้นจากที่นอน ลงมาคุกเข่าคำนับงำเต๊ก แล้วว่า “ซึ่งท่านคิดอ่านทั้งนี้มิเสียแรงเป็นชาติทหาร”
งำเต๊กเห็นดังนั้นก็รีบคำนับตอบอุยกาย แล้วพยุงอุยกายกลับไปนอนที่เตียง แล้วว่าเมื่อเป็นเช่นนี้ขอท่านจงรีบดำเนินการตามความคิดเถิด ท่านจะให้ข้าพเจ้าทำประการใดเล่า
อุยกายจึงว่า ข้าพเจ้าได้เขียนหนังสือถึงโจโฉไว้พร้อมสรรพแล้ว ว่าแล้วจึงเอื้อมมือไปข้างเตียงนอน หยิบเอาหนังสือฉบับหนึ่งมอบแก่งำเต๊ก และว่าท่านจงรีบนำหนังสือนี้ไปให้ถึงโจโฉ แล้วคิดอ่านทำการสนองคุณเจ้านายเราให้สำเร็จ
งำเต๊กรับหนังสือมาแล้วคำนับลาอุยกายกลับไปที่อยู่ จัดแจงข้าวของเสร็จแล้วปลอมตัวเป็นชาวประมงมาลงเรือลำน้อย แล้วล่องเรือข้ามอ่าวไปทำทีเป็นทอดแหอยู่ที่หน้าค่ายน้ำของกองทัพเรือของโจโฉ
ฝ่ายทหารลาดตระเวนทางทะเลของกองทัพโจโฉเห็นเรือประมงมาทอดแหเป็นที่ผิดสังเกตจึงเข้าไปจับตัวแล้วไต่ถาม ครั้นทราบว่าเป็นที่ปรึกษาของกองทัพเมืองกังตั๋งปลอมตัวมาขอพบโจโฉจึงพาตัวไปที่หน้าค่ายพักของโจโฉ แล้วแจ้งทหารรักษาการณ์ให้รายงานความให้โจโฉทราบ
โจโฉพอทราบรายงานว่าที่ปรึกษาของซุนกวนปลอมตัวเป็นชาวประมงมาดังนี้ก็คิดว่า “ซึ่งงำเต๊กมานี้หวังจะสอดแนมข้อราชการในกองทัพเรา” คำนึงดังนี้แล้วจึงสั่งทหารให้ไปนำตัวงำเต๊กเข้ามาพบทั้ง ๆ ที่เป็นเวลาสองยามเศษแล้ว
งำเต๊กเข้าไปถึงข้างในค่ายพัก เห็นโจโฉยืนเป็นสง่าอยู่ก็คำนับตามธรรมเนียม โจโฉเห็นดังนั้นจึงถามว่าตัวท่านมาทั้งนี้มีความประสงค์สิ่งใด
งำเต๊กจึงว่า “คนทั้งปวงลือชาปรากฏว่า มหาอุปราชนี้มีสติปัญญากว้างขวาง ทั้งน้ำใจโอบอ้อมอารี มีความปรารถนาจะใคร่เลี้ยงทหาร ซึ่งมีความคิดแลฝีมือกล้าแข็ง ข้าพเจ้ามาทั้งนี้อุปมาเหมือนหนึ่งคนซึ่งเดินทางอยากน้ำ ครั้นพบสระน้ำเข้าก็ตักกินด้วยความยินดี บัดนี้ข้าพเจ้าเห็นมหาอุปราชถือตัวอยู่ มิได้รู้จักคนดีแลชั่ว เมื่อพิเคราะห์ดูก็ไม่สมคำคนทั้งปวงเล่าลือ ซึ่งอุยกายคิดอ่านให้ข้าพเจ้ามาหานี้ก็ป่วยการเสียเปล่า หาประโยชน์มิได้”
โจโฉได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะ แล้วว่าบัดนี้กองทัพเหนือใต้เป็นศัตรูเผชิญหน้ากันอยู่ ในไม่ช้าศึกใหญ่ก็จะระเบิดขึ้น เรากับซุนกวนบัดนี้เป็นคู่สงครามกัน ตัวท่านเป็นนายทหารของศัตรูจึงต้องถือว่าเป็นศัตรูของเราด้วย ก็แลเมื่อท่านลอบเข้ามาใกล้ถึงค่ายเราจะให้วางใจมิต้องไต่สวนทวนความให้กระจ่างก่อน แล้วกะเกณฑ์ให้เราวิ่งออกไปต้อนรับขับสู้นั้นจะควรแก่ประเพณีการทำสงครามแล้วหรือ
โจโฉใช้จารชนไปเป็นไส้ศึกในกองทัพของจิวยี่ จึงระแวงและคิดว่างำเต๊กมาครั้งนี้ก็เพราะจิวยี่ใช้ให้มาเป็นจารชนสอดแนมข่าวศึก เพราะเหตุนี้ศึกจารชนจึงเริ่มขึ้น.
ครั้นจิวยี่สั่งให้งดการโบยเอาไว้ก่อน บรรดาเพื่อนนายทหารมีความสงสารอุยกายจึงต่างพากันเข้ามาประคองอุยกาย แล้วพาไปที่ค่ายพัก
อุยกายถูกตีจนเสื้อผ้าฉีกขาด เนื้อแตกฉีกเป็นริ้ว เลือดไหลโทรมกาย ฟื้นคืนขึ้นมาแล้วก็ทนพิษบาดแผลไม่ได้ถึงกับสลบไปอีกหลายครั้ง บรรดาเพื่อนนายทหารเห็นสภาพการณ์เช่นนั้นต่างพากันร้องไห้สงสารอุยกาย ที่ต้องได้รับโทษทัณฑ์โดยไร้เหตุผลและเกินสมควร แต่อุยกายไม่ปริปากตอบถ้อยคำเพื่อนนายทหาร คงทำทีกัดฟันกรอด ๆ ด้วยความเคืองแค้นจิวยี่เป็นนักหนา
โลซกมาเยี่ยมอุยกาย เห็นสภาพอุยกายก็ร้องไห้ แต่ครั้นจะพูดจาอุยกายก็สลบอีกครั้งหนึ่ง โลซกมีความสงสารแต่ไม่รู้ที่จะทำประการใดจึงกลับออกไป แล้วแวะเวียนไปเยือนขงเบ้งที่เรือน้อย
พอพบหน้าขงเบ้ง โลซกก็ต่อว่าขงเบ้งในทันทีว่าท่านนี้มีน้ำใจดำนัก เห็นอุยกายถูกโบยก็ทำเป็นนิ่งเฉยไม่รู้ร้อนรู้หนาว พวกข้าพเจ้าเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของจิวยี่จึงไร้ที่ความเกรงใจ แต่ตัวท่านนั้นเป็นถึงแขกเมือง หากเอ่ยปากขอร้องสักคำหนึ่งจิวยี่ย่อมเกรงใจและอดโทษอุยกายไว้ อุยกายก็จะไม่บาดเจ็บสาหัสถึงปานนี้
ขงเบ้งได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะแล้วว่า ท่านมากล่าวความทั้งนี้กับข้าพเจ้าเป็นเพราะจิวยี่ใช้ให้มาฟังความกระนั้นหรือ อย่าหมิ่นความคิดข้าพเจ้าว่าไม่รู้เท่าทัน
โลซกได้ฟังดังนั้นก็ตกตะลึง รีบแก้ตัวว่าข้าพเจ้ามาทั้งนี้มิใช่เพราะจิวยี่ใช้มา แต่มาเพราะความสงสารอุยกายและต้องการมาต่อว่าท่านเป็นการเฉพาะ ไฉนจึงมาตำหนิข้าพเจ้าดังนี้เล่า หาควรไม่
ขงเบ้งจ้องมองหน้าโลซก เห็นใบหน้าซื่อทั้งนัยน์ตาก็ใสสะอาด ไม่มีวี่แววของการโกหกหลอกลวง พิเคราะห์แล้วก็เห็นสมว่าโลซกมาต่อว่าโดยสุจริต จึงกล่าวว่าตัวข้าพเจ้ารู้ทันจิวยี่อยู่ว่าที่ลงโทษโบยอุยกายนั้นเป็นกลอุบายวางเพลิงไว้บนหลังอุยกายก่อน แล้วจึงค่อยเอาเพลิงนั้นไปเผากองทัพโจโฉ หากข้าพเจ้าไม่นิ่งเฉยสอดเข้าไปขอร้องก็จะทำให้แผนการของจิวยี่เสียไป
โลซกได้ฟังดังนั้นก็ค่อยสว่างไสวในความคิด แต่ยังไม่สิ้นสงสัยจึงกล่าวต่อไปว่า แม้นหากจะใช้กลอุบายดังนี้ ไฉนต้องทุบตีอุยกายจนแทบถึงตายกระนั้นเล่า
ขงเบ้งจึงว่าหากไม่ลงทัณฑ์ทรมานอุยกายให้สาหัส ไหนเลยจะตบตาโจโฉได้ บาดแผลบนหลังอุยกายมากเท่าใด นั่นแหละเชื้อไฟที่มากพอต่อการเผากองทัพโจโฉให้วอดวาย
ขงเบ้งเห็นโลซกนั่งนิ่งฟังแล้วผงกศีรษะเป็นเชิงยอมรับจึงกล่าวสืบไปว่าต่อแต่นี้ไปจิวยี่ย่อมหาทางวางแผนให้อุยกายไปยอมสวามิภักดิ์กับโจโฉ ส่วนชัวต๋ง ชัวโฮ ไม่รู้กลจิวยี่ก็จะรายงานข่าวแก่โจโฉตามความเป็นจริง นี่แลคือการใช้จารชนซ้อนให้หลอกลวงโจโฉโดยจิวยี่หลอกลวงชัวต๋ง ชัวโฮก่อน
โลซกผงกศีรษะเป็นนัยว่าเข้าใจแผนการกระจ่างแล้ว ขงเบ้งจึงกำชับโลซกต่อไปว่าความอันข้าพเจ้าได้กล่าวแก่ท่านทั้งนี้ ขอท่านจงเห็นแก่ไมตรีของนายเราทั้งสองฝ่าย อย่าได้แพร่งพรายให้จิวยี่ทราบเป็นอันขาด เพราะหากจิวยี่ทราบว่าข้าพเจ้าล่วงรู้แผนการนี้ก็จะพยาบาทวางแผนสังหารข้าพเจ้า จะทำให้การของนายเราทั้งสองฝ่ายเสียไป หากจิวยี่ไต่ถามท่านถึงเรื่องนี้ก็จงบอกแต่ว่าข้าพเจ้ารู้สึกเสียใจ และนึกตำหนิจิวยี่ที่ลงโทษทหารโดยไม่ยุติธรรม
ขงเบ้งกล่าวความจบแล้วก็จ้องมองหน้าโลซกเป็นทีย้ำคำ โลซกเห็นดังนั้นก็รับปากแล้วคำนับลาขงเบ้งขึ้นเรือตรงไปหาจิวยี่ที่ค่ายพัก
ต่างฝ่ายต่างคำนับกันตามธรรมเนียมแล้ว โลซกจึงต่อว่าจิวยี่ว่าเหตุการณ์วันนี้ท่านลงโทษอุยกายรุนแรงหนักหนาเกินกว่าโทษ จะทำให้ทหารทั้งกองทัพเสียขวัญกำลังใจ
จิวยี่ได้ฟังดังนั้นจึงถามว่ามีทหารผู้ใดไม่พอใจในการกระทำของข้าพเจ้าในวันนี้บ้าง
โลซกจึงตอบว่าทหารเกือบทั่วทั้งกองทัพรู้สึกไม่สบายใจ แต่ไม่กล้าที่จะปริปากพูดจาถึงเรื่องนี้
จิวยี่จึงถามต่อไปว่าท่านทราบหรือไม่ว่าขงเบ้งมีความรู้สึกในเรื่องนี้ประการใด
โลซกจึงว่าข้าพเจ้าเพิ่งแวะเวียนไปเยี่ยมขงเบ้ง ก็มีความเห็นว่าท่านลงโทษทหารโดยไม่ยุติธรรม และตำหนิว่าท่านขาดความเมตตาต่อนายทหารผู้ใหญ่
จิวยี่ได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะ แล้วรำพึงขึ้นอย่างลืมตัวว่าประเสริฐยิ่งนัก ประเสริฐยิ่งนัก
โลซกเห็นดังนั้นก็ประหลาดใจจึงถามว่าท่านกล่าวทั้งนี้หมายความว่าประการใด
จิวยี่มีใบหน้าผ่องใส ตอบคำโลซกด้วยความยิ้มย่องกระหยิ่มใจว่า “เราคิดการครั้งนี้ขงเบ้งหารู้เท่าไม่”
โลซกจึงถามต่อไปว่า ที่ท่านว่าขงเบ้งไม่รู้เท่านั้น มีเหตุผลต้นปลายประการใด
จิวยี่จึงว่า “ขงเบ้งมิได้ล่วงรู้ความคิดเรา ซึ่งให้ทำโทษอุยกายนั้นเพราะเหตุว่าจะซ้อนกลให้อุยกายเข้าเกลี้ยกล่อมโจโฉ แลเนื้อความซึ่งเราทำทั้งนี้ชัวต๋ง ชัวโฮ ไม่รู้เท่า ก็จะบอกไปถึงโจโฉ โจโฉก็จะคิดว่าจริง เราจึงจะเอาเพลิงจุดทำการศึกให้มีชัยชนะโจโฉ”
โลซกได้ฟังดังนั้นก็ผงกศีรษะทำทีเป็นเข้าใจแผนการของจิวยี่ แต่ในใจนั้นนึกสรรเสริญขงเบ้งว่ามีสติปัญญาล้ำเกินกว่าจิวยี่หลายเท่านัก นึกดังนี้แล้วโลซกคำนึงถึงความเมืองที่ต้องการให้เล่าปี่และซุนกวนเป็นพันธมิตรเผด็จศึกโจโฉให้เสร็จสิ้นเสียก่อน จึงปิดบังไม่กล่าวความตามที่ขงเบ้งกำชับไว้นั้น แล้วคำนับลาจิวยี่กลับไปที่อยู่
ทางฝ่ายอุยกายยังคงนอนซมอยู่ในค่ายพัก บรรดาเพื่อนทหารต่างทยอยพากันมาเยี่ยมเยือนดูอาการไม่ขาดสาย แม้ว่าจะไต่ถามความประการใดอุยกายก็ไม่ตอบคำ ยังคงกัดฟันกรอด ๆ ด้วยความแค้นเคืองอย่างลึกซึ้ง
พอตกกลางคืนทหารรักษาการณ์หน้าค่ายพักของอุยกายได้เข้ามารายงานว่า มีนายทหารชื่องำเต๊กมาเยี่ยม อุยกายได้ฟังรายงานดังนั้นก็ดีใจด้วยงำเต๊กผู้นี้เป็นที่ปรึกษาของจิวยี่ และเป็นเพื่อนรักกับอุยกายมาแต่ก่อน มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดหลักแหลม ถนัดจัดเจนทั้งฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ ในการหนังสือนั้นไม่ว่าหนังสือใดหากผ่านสายตางำเต๊กเพียงครั้งเดียวก็จะจำความได้สิ้น ทั้งยังมีวาทะศิลป์เป็นเลิศ มีความฉลาดปราดเปรียวในเชิงชั้นการเจรจา ครั้นมารับราชการอยู่ด้วยเมืองกังตั๋ง ซุนกวนได้แต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษา
อุยกายจึงสั่งทหารนั้นให้ไปเชิญงำเต๊กเข้ามาถึงห้องนอน และขับผู้คนทั้งปวงออกไปจากค่ายสิ้น
ครั้นงำเต๊กเข้ามาถึงข้างเตียง จึงเอามือกุมมืออุยกายไว้เป็นเชิงปลอบใจ แล้วถามว่าตัวท่านกับจิวยี่ก็ทำราชการด้วยกันมาช้านาน มิได้มีสาเหตุแค้นเคืองต่อกันมาแต่ก่อน แต่ครั้งนี้จิวยี่ลงโทษท่านหนักหนาสาหัสนัก มีเรื่องราวใดเกิดขึ้นหรือ
อุยกายได้ฟังแล้วตอบว่า ข้าพเจ้ากับจิวยี่หาได้มีสิ่งใดเคืองแค้นกันแต่อย่างใดไม่
งำเต๊กได้ฟังดังนั้น สีหน้าก็แปรเปลี่ยนเป็นตื่นเต้น รีบถามอุยกายว่าแม้นหากว่าไม่มีความโกรธแค้นขุ่นเคืองเรื่องใดใหม่ขึ้นแล้ว การลงโทษท่านในครั้งนี้เห็นทีจะเป็นอุบายของจิวยี่เป็นมั่นคง
อุยกายได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ ถามงำเต๊กว่าเหตุไฉนท่านจึงรู้ความดังนี้
งำเต๊กจึงว่า ตัวท่านเป็นขุนนางเก่าแก่ของเมืองกังตั๋ง หากแม้นไม่มีความแค้นเคืองเรื่องใดกันมาก่อน แล้วถูกลงโทษโบยหนักหนาสาหัสถึงปานนี้ ข้าพเจ้าจึงเห็นทีว่า “เป็นกลอุบายสิบส่วน แต่เรารู้เก้าส่วน ไม่แจ้งนั้นส่วนหนึ่ง”
อุยกายได้ฟังดังนั้นก็กำมืองำเต๊กไว้แน่น แล้วว่า “เดิมโจโฉคิดเป็นกลอุบายให้ชัวต๋ง ชัวโฮ มาอยู่ด้วยจิวยี่ จิวยี่จึงปรึกษาเราว่าจะคิดซ้อนกลโจโฉ แลตัวเรานี้ซุนเกี๋ยน ซุนเซ็ก มีคุณเลี้ยงดูเรามา ครั้นซุนเกี่ยน ซุนเซ็ก ถึงแก่ความตายแล้ว ซุนกวนก็เลี้ยงดูเราต่อมา คุณนั้นเป็นอันมาก เรามิได้มีสิ่งใดจึงเอากาย เอาชีวิตนี้แทนคุณ จะอาสาทำการเป็นกลอุบายหวังจะให้กองทัพโจโฉแตกจงได้ เราจึงสู้ทรมานกายเจ็บปวดจนถึงเนื้อถึงเลือด บัดนี้เราพิเคราะห์ดูทหารทั้งปวงในกองทัพนี้มิได้มีผู้ใดที่จะไว้ใจเลย เราเห็นแต่ท่านผู้เดียวมีใจสุจริตสัตย์ซื่อมั่นคงต่อนาย เราจึงบอกความลับทั้งนี้ แม้ท่านรับอาสาได้เราจึงจะบอกต่อไปให้สิ้น”
งำเต๊กได้ฟังดังนั้นจึงถามว่า ท่านกล่าวความทั้งนี้ด้วยมีประสงค์จะให้ข้าพเจ้าอาสาไปลวงโจโฉกระนั้นหรือ
อุยกายจึงว่า ความเข้าใจของท่านถูกต้องถ่องแท้แล้ว คงเหลือแต่ว่าน้ำใจท่านเต็มใจที่จะอาสาไปทำการสนองคุณนายเราหรือไม่
งำเต๊กจึงว่า “เจ้านายก็ได้มีคุณมา ตัวเราบัดนี้ก็มีแต่ชีวิต คิดจะให้ลือชาปรากฏไว้ในแผ่นดิน จะอาสาไปคิดอ่านล่อลวงโจโฉให้ได้ ถึงมาตรว่าโจโฉรู้จะฆ่าเสียก็ตามเถิด ขอแต่ให้มีชื่อปรากฏไว้”
งำเต๊กกุมมืออุยกายไว้แน่น เขย่ามือทั้งสองเป็นเชิงยืนยันขันแข็ง อุยกายเห็นดังนั้นจึงพยุงกายลุกขึ้นจากที่นอน ลงมาคุกเข่าคำนับงำเต๊ก แล้วว่า “ซึ่งท่านคิดอ่านทั้งนี้มิเสียแรงเป็นชาติทหาร”
งำเต๊กเห็นดังนั้นก็รีบคำนับตอบอุยกาย แล้วพยุงอุยกายกลับไปนอนที่เตียง แล้วว่าเมื่อเป็นเช่นนี้ขอท่านจงรีบดำเนินการตามความคิดเถิด ท่านจะให้ข้าพเจ้าทำประการใดเล่า
อุยกายจึงว่า ข้าพเจ้าได้เขียนหนังสือถึงโจโฉไว้พร้อมสรรพแล้ว ว่าแล้วจึงเอื้อมมือไปข้างเตียงนอน หยิบเอาหนังสือฉบับหนึ่งมอบแก่งำเต๊ก และว่าท่านจงรีบนำหนังสือนี้ไปให้ถึงโจโฉ แล้วคิดอ่านทำการสนองคุณเจ้านายเราให้สำเร็จ
งำเต๊กรับหนังสือมาแล้วคำนับลาอุยกายกลับไปที่อยู่ จัดแจงข้าวของเสร็จแล้วปลอมตัวเป็นชาวประมงมาลงเรือลำน้อย แล้วล่องเรือข้ามอ่าวไปทำทีเป็นทอดแหอยู่ที่หน้าค่ายน้ำของกองทัพเรือของโจโฉ
ฝ่ายทหารลาดตระเวนทางทะเลของกองทัพโจโฉเห็นเรือประมงมาทอดแหเป็นที่ผิดสังเกตจึงเข้าไปจับตัวแล้วไต่ถาม ครั้นทราบว่าเป็นที่ปรึกษาของกองทัพเมืองกังตั๋งปลอมตัวมาขอพบโจโฉจึงพาตัวไปที่หน้าค่ายพักของโจโฉ แล้วแจ้งทหารรักษาการณ์ให้รายงานความให้โจโฉทราบ
โจโฉพอทราบรายงานว่าที่ปรึกษาของซุนกวนปลอมตัวเป็นชาวประมงมาดังนี้ก็คิดว่า “ซึ่งงำเต๊กมานี้หวังจะสอดแนมข้อราชการในกองทัพเรา” คำนึงดังนี้แล้วจึงสั่งทหารให้ไปนำตัวงำเต๊กเข้ามาพบทั้ง ๆ ที่เป็นเวลาสองยามเศษแล้ว
งำเต๊กเข้าไปถึงข้างในค่ายพัก เห็นโจโฉยืนเป็นสง่าอยู่ก็คำนับตามธรรมเนียม โจโฉเห็นดังนั้นจึงถามว่าตัวท่านมาทั้งนี้มีความประสงค์สิ่งใด
งำเต๊กจึงว่า “คนทั้งปวงลือชาปรากฏว่า มหาอุปราชนี้มีสติปัญญากว้างขวาง ทั้งน้ำใจโอบอ้อมอารี มีความปรารถนาจะใคร่เลี้ยงทหาร ซึ่งมีความคิดแลฝีมือกล้าแข็ง ข้าพเจ้ามาทั้งนี้อุปมาเหมือนหนึ่งคนซึ่งเดินทางอยากน้ำ ครั้นพบสระน้ำเข้าก็ตักกินด้วยความยินดี บัดนี้ข้าพเจ้าเห็นมหาอุปราชถือตัวอยู่ มิได้รู้จักคนดีแลชั่ว เมื่อพิเคราะห์ดูก็ไม่สมคำคนทั้งปวงเล่าลือ ซึ่งอุยกายคิดอ่านให้ข้าพเจ้ามาหานี้ก็ป่วยการเสียเปล่า หาประโยชน์มิได้”
โจโฉได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะ แล้วว่าบัดนี้กองทัพเหนือใต้เป็นศัตรูเผชิญหน้ากันอยู่ ในไม่ช้าศึกใหญ่ก็จะระเบิดขึ้น เรากับซุนกวนบัดนี้เป็นคู่สงครามกัน ตัวท่านเป็นนายทหารของศัตรูจึงต้องถือว่าเป็นศัตรูของเราด้วย ก็แลเมื่อท่านลอบเข้ามาใกล้ถึงค่ายเราจะให้วางใจมิต้องไต่สวนทวนความให้กระจ่างก่อน แล้วกะเกณฑ์ให้เราวิ่งออกไปต้อนรับขับสู้นั้นจะควรแก่ประเพณีการทำสงครามแล้วหรือ
โจโฉใช้จารชนไปเป็นไส้ศึกในกองทัพของจิวยี่ จึงระแวงและคิดว่างำเต๊กมาครั้งนี้ก็เพราะจิวยี่ใช้ให้มาเป็นจารชนสอดแนมข่าวศึก เพราะเหตุนี้ศึกจารชนจึงเริ่มขึ้น.