ตอนที่ 263. น้ำตา น้ำใจ ที่หลั่งให้วีรชน

การสงครามจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลข่าวสาร จำเป็นต้องอาศัยจารกรรม สงครามในประวัติศาสตร์เป็นเช่นนี้ สงครามในปัจจุบันก็ยิ่งเป็นเช่นนี้  เป็นแต่ว่าในยุคสองพันปีที่ล่วงนั้นมนุษย์ยังไม่สามารถใช้โทรศัพท์มือถือ หรือดาวเทียมเพื่อการจารกรรมได้ ดังนั้นจึงต้องอาศัยคนเป็นจารชน และด้วยเหตุนี้ผู้บัญชาการสงครามที่ปรีชาสามารถจึงสามารถใช้จารชนซ้อนเพื่อ ซ้อนกลข้าศึกได้

            จิวยี่แจ้งในกลอุบายวางจารชนของโจโฉจึงวางแผนใช้ชัวต๋ง ชัวโฮ เป็นจารชนซ้อน  และมอบหมายให้กำเหลงแม่ทัพกองทัพหน้าเป็นผู้รับผิดชอบดูแล ดังนั้นจิวยี่จึงจำเป็นต้องอธิบายแผนการให้กำเหลงทราบ ทั้ง ๆ ที่เป็นความลับสุดยอดของกองทัพ

            แต่ทว่าทั่วทั้งกองทัพเมืองกังตั๋งหามีผู้ใดแจ้งความคิดของจิวยี่ไม่ บางคนไม่มีแม้กระทั่งความกังขาถึงความไม่ปกติ  บางคนแม้สงสัยแต่ยำเกรงอำนาจของจิวยี่จึงไม่ข้องแวะใส่ใจ คงเหลือแต่โลซกซึ่งเป็นขุนนางผู้ใหญ่ติดใจว่าจิวยี่จะหลงกลอุบายของโจโฉและ เกรงว่ากองทัพกังตั๋งจะเสียทีแก่ข้าศึก  ดังนั้นเมื่อปลอดคนเป็นโอกาสสมควรแล้วโลซกจึงเข้าไปทักท้วงกับจิวยี่ว่า ซึ่งชัวต๋ง ชัวโฮ มาขอสวามิภักดิ์ในครั้งนี้เป็นกลอุบายของโจโฉ ใช้มาเป็นใส้ศึก ชอบที่จะขับไล่ออกไปจากกองทัพ  หาไม่แล้วความลับและสายสนกลในทั้งปวงของกองทัพเราก็จะล่วงรู้ไปถึงโจโฉเป็น มั่นคง

            จิวยี่ได้ฟังดังนั้นจึงว่า ตัวข้าพเจ้าได้รับความวางใจจากซุนกวนนายเราให้เป็นผู้บัญชาการทัพ ข้าพเจ้าได้พิจารณาแล้วเห็นสมควรรับสวามิภักดิ์จึงรับชัวต๋งและชัวโฮไว้ใช้ ในราชการ คนทั้งปวงก็รู้เห็น หากกลับคำขับไล่เสียตามคำของท่าน คำครหานินทาว่าพูดจาเหลาะแหละเหลวไหลจะเกิดแก่ข้าพเจ้าเป็นอันมาก แม้สืบไปภายหน้าคนดีมีฝีมือที่ไหนจะกล้ามาสมัครอยู่ด้วยกังตั๋งของเราเล่า

            ว่าแล้วจิวยี่จึงตัดบทว่า ข้าพเจ้าได้ตัดสินใจแล้วท่านอย่าได้กล่าวถึงเรื่องนี้อีกเลย

            โลซกได้ฟังดังนั้นก็น้อยใจที่จิวยี่ไม่ฟังคำจึงคำนับลาจิวยี่กลับออกไป โลซกเสียน้ำใจแต่ใจรักห่วงกังตั๋งเต็มอยู่ในหัวใจ มิรู้ที่จะทำประการใดจึงนึกถึงขงเบ้งและคิดอาศัยสติปัญญาของขงเบ้งช่วยแก้ไข สถานการณ์ ดังนั้นโลซกจึงขี่ม้าไปที่เรือน้อยของขงเบ้ง ต่างคนต่างคำนับกันตามธรรมเนียมแล้วขงเบ้งสังเกตเห็นโลซกมีสีหน้าไม่ใคร่ สบายจึงถามขึ้นก่อนว่า วันนี้ท่านมีเรื่องราวใดไม่เป็นที่สบายใจหรือ

            โลซกจึงเล่าความที่ได้เข้าไปเจรจาว่ากล่าวกับจิวยี่ให้ขงเบ้งฟังทุกประการ แล้วว่าจิวยี่หลงกลอุบายของโจโฉครั้งนี้ การของนายเราทั้งสองฝ่ายจะฉิบหายเป็นแน่แท้

            ขงเบ้งได้ฟังดังนั้นจึงเบือนหน้ามองไปในทะเล หัวเราะเบา ๆ แล้วอมยิ้มเป็นนัย   โลซกเห็นดังนั้นก็สงสัยจึงถามว่าท่านหัวเราะเยาะข้าพเจ้าหรือ

            ขงเบ้งจึงว่าข้าพเจ้าหัวเราะเยาะความซื่อของท่านที่คิดว่าจิวยี่จะซื่อ เหมือนตัว    ท่านจึงไม่เฉลียวใจทันกลของจิวยี่ครั้งนี้

            แล้ว ขงเบ้งจึงว่าฝ่ายเหนือฝ่ายใต้ทำศึกโดยมีทะเลขวางกั้น การสอดแนมสืบหาข่าวศึกขัดสนนัก กองทัพโจโฉแม้ใหญ่โตแต่เมื่อไม่รู้ข้อมูลข่าวสารก็เหมือนกับตาบอดจึงขยับตัว เคลื่อนทัพมิได้จึงใช้ให้ชัวต๋ง ชัวโฮ มาเป็นไส้ศึก จิวยี่แจ้งในกลอุบายของ  โจโฉจึงคิดซ้อนกลจะให้สองจารชนส่งข่าวสารข้อมูลผิด ๆ ไปลวงโจโฉเสียเอง

            โลซกได้ฟังดังนั้นก็โล่งใจ ขอบใจขงเบ้งที่ช่วยคลายความวิตกให้แล้วจึงคำนับลาขงเบ้งกลับไป

            ในคืนวันนั้นจิวยี่นั่งคิดอ่านวางแผนการสงครามอยู่ในค่ายอย่างเงียบ ๆ แต่ผู้เดียวแต่ต้องรู้สึกประหลาดใจเมื่อทหารรักษาการณ์เข้ามารายงานว่าอุย กายนายพลอาวุโสมาขอพบ จึงรีบลุกออกไปต้อนรับและเชิญอุยกายเข้ามาในค่าย แล้วถามว่าเวลานี้ดึกแล้วไฉนท่านจึงมาถึงที่นี่

            อุย กายจึงว่ากองทัพเหนือใต้ยกมายันกันอยู่ดังนี้ ในไม่ช้าศึกใหญ่ย่อมระเบิดขึ้น ข้าพเจ้าวิตกว่ากองทัพข้าศึกมีกำลังมากกว่าฝ่ายเราหลายเท่านัก การตรึงกำลังหากเนิ่นช้าไปอาจเสียทีแก่ข้าศึก จึงชอบที่ท่านจะได้คิดกลอุบายวางเพลิงเผากองทัพโจโฉเสียโดยเร็ว

            จิวยี่ได้ยินดังนั้นก็ตกใจ ตรงเข้ามาจับเอามือทั้งสองของอุยกายกุมไว้แล้วว่า ความอันท่านว่ากล่าวทั้งนี้มีผู้ใดบอกกล่าวแนะนำหรือว่าเป็นความคิดของท่าน เอง

            อุยกายได้ฟังก็พลอยตะลึงตกใจตามจิวยี่เพราะไม่รู้ว่าจิวยี่กำลังคิดอ่านวาง แผนการประการใด แล้วตอบว่าหามีผู้ใดแนะนำไม่ หากเป็นความคิดเห็นของข้าพเจ้าเอง

            จิวยี่ได้ ฟังดังนั้นก็คลายใจแล้วว่า ความคิดทั้งนี้ท่านอย่าได้แพร่งพรายไปเป็นอันขาดเพราะนี่คือแผนการความคิด ของข้าพเจ้าที่จะใช้ทำลายกองทัพโจโฉในครั้งนี้   แต่ที่ข้าพเจ้ายังวิตกอยู่นี้เพราะยังไม่เห็นผู้ใดที่จะเอาเพลิงไปเผากองทัพ โจโฉได้ตามความคิด

            อุยกายจึงว่าท่านจะปรารมภ์ในเรื่องนี้ไปไย ข้าพเจ้าจะขออาสาเอาเพลิงไปเผากองทัพโจโฉเอง

            จิวยี่ได้ฟังดังนั้นก็มีสีหน้าไม่ค่อยสบายใจแล้วว่า ซึ่งจะเอาไฟไปเผากองทัพโจโฉนั้นจะต้องสุมไฟไว้บนหลังของท่านก่อน โดยจะต้องโบยตีหลังท่านเป็นหนักหนาสาหัสจึงจะสามารถรอดพ้นสายตาของโจโฉได้ ตัวท่านเป็นขุนพลผู้ใหญ่ของกังตั๋งเราทั้งยังสูงวัยไหนเลยจะทนทัณฑ์ทรมานได้ และไหนเลยข้าพเจ้าจะกล้าทำกับท่านได้ลงคอ

            อุย กายได้ฟังดังนั้นจึงว่าข้าพเจ้าทำราชการกับกังตั๋งมาแต่ครั้งซุนเกี๋ยน พระคุณของตระกูล “ซุน” ท่วมฟ้ามหาสมุทร ขอแต่เพียงสามารถทำลายล้างกองทัพโจโฉได้เท่านั้น อย่าว่าจะต้องทนอาญาท่านจนถึงตายเลย แม้จะให้ข้าพเจ้าลงน้ำลุยไฟนรกขุมไหนๆ ข้าพเจ้าก็พร้อมใจไปทำการให้สำเร็จจงได้  ท่านอย่าได้กังวลหรือห่วงใยในเรื่องนี้เลย

            จิวยี่ได้ยินดังนั้นจึงคุกเข่าลงคำนับอุยกายแล้วว่า แคว้นกังตั๋งของเราจะรอดปลอดภัยด้วยน้ำใจเสียสละของท่านครั้งนี้แล้ว ขอท่านจงรับความคารวะขอบคุณของข้าพเจ้าด้วยเถิด

            อุยกายเห็นดังนั้นก็ตกใจรีบคุกเข่าลงคำนับจิวยี่และประคองจิวยี่ให้ลุกขึ้น แล้วว่าการทั้งนี้เป็นการของซุนกวนนายเราท่านอย่ากังวลเลย ตัวข้าพเจ้าอายุป่านนี้แล้วถึงจะตายก็มิเสียดายชีวิต

            จิ วยี่กุมมือของอุยกายไว้แน่นกล่าวคำขอบคุณอีกครั้งหนึ่งแล้วเอียงหน้ากระซิบ ความที่ข้างหูของอุยกายอยู่ครู่หนึ่ง อุยกายพยักหน้าแต่ไม่กล่าวความใด ๆ แล้วคำนับลากลับออกไป

            วันรุ่งขึ้นจิวยี่ให้เรียกประชุมบรรดาที่ปรึกษาและแม่ทัพนายกองที่ศาลา บัญชาการทหารของค่ายหลวง และเชิญขงเบ้งเข้าร่วมประชุมด้วย  จิวยี่ได้ปรารภกับที่ประชุมว่าโจโฉแอบอ้างพระบรมราชโองการของฮ่องเต้เกณฑ์พล กว่าร้อยหมื่นยกมาตั้งอยู่ฝั่งทิศเหนือ   ไม่อาจกำจัดได้ในเร็ววันและอาจต้องใช้เวลาถึงสามเดือนจึงจะกำจัดโจโฉได้ จึงให้เกณฑ์เสบียงอาหารให้พอเพียงที่จะตั้งรับข้าศึกได้สักสามเดือน

            ในทันใดนั้นอุยกายได้ลุกขึ้นเดินออกไปยืนอยู่ท่ามกลางที่ประชุมแล้วว่า กองทัพสองฝ่ายเผชิญหน้ากันอยู่นานวันแล้วแต่ไม่มีการสู้รบจะเอาชนะข้าศึกได้ อย่างไรกัน การตั้งรับอย่างเดียวเช่นนี้อย่าว่าแต่สามเดือนเลย ต่อให้สามสิบเดือนก็ไม่สามารถกำจัดโจโฉได้   ถ้าคิดจะรบก็ชอบที่จะรบให้แตกหักกันภายในเดือนเดียว แต่ถ้าหากไม่คิดสู้รบก็อย่าให้ราษฎรเดือดร้อนเพราะถูกเกณฑ์เลย ชอบที่จะอ่อนน้อมต่อโจโฉเสียให้สิ้นเรื่องสิ้นราวตามความเห็นของพวกเตียว เจียวจะดีกว่า

            จิวยี่ได้ฟังดังนั้นก็โกรธ ใบหน้าสีแดงก่ำ หยิบเอาถ้วยน้ำชาบนโต๊ะขว้างลงที่พื้นจนแตกแหลกละเอียด แล้วตวาดใส่อุยกายด้วยเสียงอันดังว่าเราถืออาญาสิทธิ์ของซุนกวนให้เป็นแม่ ทัพใหญ่มาทำการครั้งนี้ ท่านมาพูดจาปรามาสเราทั้งนี้หมิ่นน้ำใจเรานัก  ทำให้กำลังขวัญของกองทัพเสียไป แลเมื่อครั้งที่ซุนกวนมอบอาญาสิทธิ์แก่เรานั้นได้สั่งการเป็นเด็ดขาดห้ามมิ ให้ผู้ใดกล่าวความเรื่องอ่อนน้อมแก่โจโฉ หากผู้ใดมิฟังก็ให้เราเอากระบี่อาญาสิทธ์นี้ประหารชีวิตเสีย ตัวท่านถือตัวว่าเป็นนายทหารผู้ใหญ่ละเมิดวินัยทัพโดยไม่ยำเกรง เป็นความผิดฉกรรจ์ หากเราไม่เอาโทษตามพระอัยการศึกแล้วก็ไม่อาจบัญชาการกองทัพสืบไปได้

            ว่าแล้วจิวยี่จึงสั่งทหารให้จับตัวอุยกายและให้เอาตัวไปประหาร

            อุยกายได้ฟังดังนั้นก็โกรธ ร้องด่าจิวยี่ด้วยเสียงอันดังว่าไอ้เด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม   ไม่รู้จักคิดอ่านการศึก เอาแต่บ้าอำนาจ จะทำให้แคว้นกังตั๋งซึ่งกูได้ร่วมสู้ร่วมสร้างมาแต่ครั้งซุนเกี๋ยนสามชั่วคน แล้วต้องพลอยฉิบหายสิ้น

            จิวยี่ได้ฟังคำอุยกายด่าก็ยิ่งโกรธแค้น สั่งทหารให้เร่งเอาตัวอุยกายไปประหาร

            กำ เหลงเห็นเหตุการณ์ดังนั้นก็ตกใจ รีบลุกเข้าไปขอโทษแทนอุยกายว่าอุยกายล่วงละเมิดหยาบช้าต่อท่านก็จริงอยู่ แต่อุยกายเป็นขุนนางเก่าแก่ของแคว้นกังตั๋งได้ทำความชอบไว้เป็นอันมาก  ขอท่านจงงดโทษอุยกายไว้สักครั้งหนึ่งก่อน

            จิวยี่ทำเป็นโกรธแล้วตวาดใส่กำเหลงว่า ตัวท่านเป็นทหารไม่เคารพวินัยกองทัพ จะมัวคิดถึงแต่ความเก่าความหลังโดยไม่มีเหตุผลเช่นนี้หาชอบไม่ ว่าแล้วจิวยี่จึงอาละวาดหนักขึ้นสั่งทหารให้เอาคันทวนไล่ตีกำเหลงออกไปจาก ศาลาบัญชาการ

            บรรดาแม่ทัพนายกองทั้งปวงในที่นั้นเห็นเหตุการณ์บานปลายลุกลามต่างพากันลุก ขึ้นแล้วเดินไปคุกเข่าที่ตรงหน้าจิวยี่แล้วว่าโทษอุยกายครั้งนี้ถึงตายก็ จริงอยู่ แต่บัดนี้กองทัพทั้งสองฝ่ายกำลังเผชิญหน้ากันหากตัดศีรษะอุยกายแล้วจะเกิด ความไม่เป็นมงคลแก่กองทัพ จะทำให้ทหารทั้งปวงเสียขวัญกำลังใจ ขอให้ท่านแม่ทัพใหญ่งดโทษอุยกายไว้ก่อน กำจัดโจโฉได้แล้วค่อยประหารก็ไม่สาย แล้วทุกคนได้กล่าวขึ้นพร้อมกันว่าพวกเราขอร้องท่านแม่ทัพใหญ่ ๆ ๆ

            แต่ขงเบ้งนั้นกลับนั่งวางหน้าเฉยเมยอยู่ในที่เดิม  โบกพัดขนนกไปมาราวกับว่าไม่มีเหตุการณ์ใดๆ เกิดขึ้น

            จิวยี่เห็นบรรดาแม่ทัพนายกองพร้อมเพรียงกันขออภัยโทษแก่อุยกายดังนั้นก็ทำ เป็นแค้นเคืองแต่ขัดมิได้แล้วกล่าวว่าอุยกายครั้งนี้โทษถึงตายแล้ว แต่เพื่อเห็นแก่หน้าของพวกท่านเราจะเว้นโทษตายให้ แต่โทษเป็นนั้นจำต้องลงเพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่าง

            ว่าแล้วจึงสั่งให้ยกโทษประหารอุยกาย แต่ให้ลงโทษโบยร้อยที

            อุยกายถูกโบยต่อหน้าธารกำนัลได้ความอัปยศนักจึงร้องด่าจิวยี่ไม่ขาดปาก บรรดาแม่ทัพนายกองเห็นอุยกายถูกโบยผ่านไปเพียงสามสิบทีแต่เลือดไหลโทรมกาย เป็นที่เวทนานักก็สงสาร ทั้งเกรงว่าอุยกายขุนพลผู้เฒ่าจะทนแรงอาญาไม่ตลอด  จึงพร้อมเพรียงกันร้องขอต่อจิวยี่อีกครั้งหนึ่งให้งดโทษไว้แต่เพียงเท่านี้

            จิ วยี่ได้ฟังดังนั้นก็ยิ่งโกรธ เอามือตบโต๊ะดังสนั่นและผลักโต๊ะล้มลงด้วยความขัดเคือง แล้วตวาดใส่บรรดาแม่ทัพนายกองให้ถอยกลับไปนั่งในที่เดิมและสั่งให้โบยอุยกาย ต่อไป พอถึงไม้ที่ห้าสิบอุยกายทนพิษพลองต่อไปไม่ไหวร้องขึ้นได้คำเดียวก็สลบไป

            จิวยี่เห็นดังนั้นก็ตวาดสั่งให้หยุดโบยแล้วว่าวันนี้พอเท่านี้ก่อน  โทษโบยอีกห้าสิบทีที่เหลือค่อยลงต่อในวันหลัง  ว่าแล้วจิวยี่จึงเบือนหน้าไปทางด้านหลัง หากใครสังเกตก็จะเห็นจิวยี่น้ำตาไหลซึมแล้วเอามือปาดใบหน้าทำทีเป็นปาดหยาด เหงื่อ ในขณะที่กลืนน้ำลายด้วยความคับแค้น

            จาก นั้นจิวยี่จึงสั่งเลิกประชุมแล้วลุกเดินเข้าไปข้างใน แต่ไม่วายชำเลืองมองสังเกตกริยาของขงเบ้ง  เห็นขงเบ้งนั่งอมยิ้มเป็นนัยอยู่จิวยี่ก็พรั่นใจ

            ทุก เสียงดังผับ! ผับ! ที่ไม้พลองหวดลงบนหลังของอุยกาย ทำให้อุยกายเจ็บสาหัส ลำตัวกระเด้งขึ้นตามไม้พลอง เลือดไหลซึมจนแดงฉาน เสื้อผ้าฉีกขาด แต่นั่นเป็นเพียงการเจ็บทางกายซึ่งอุยกายพร้อมพลีกายเพื่อแผ่นดินกังตั๋งของ ตระกูล “ซุน” แต่ทุกเสียงผับ!ที่ดังขึ้นก็ได้ทำให้จิวยี่เจ็บลึกไปถึงหัวใจเพราะเป็นผู้ ออกคำสั่งโบยตามแผนการอุบายที่วางไว้ จึงสำนึกถึงบุญคุณและความเสียสละของอุยกายและเสียใจที่ต้องออกคำสั่งลงทัณฑ์ ขุนพลผู้เฒ่าด้วยตัวเองในครั้งนี้ น้ำตาที่หลั่งไหลคล้ายหยาดเหงื่อยังน้อยนักหากจะเทียบกับน้ำตาที่หลั่งไหลใน หัวใจของจิวยี่.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘