ตอนที่ 261. เปิดเผนเพลิงพิฆาต
เจี้ยนอันศกปีที่สิบสาม เดือนสิบสองข้างแรม หมอกลงจัดทั่วทั้งแม่น้ำแยงซี ในขณะที่อากาศหนาวเหน็บปกคลุมแผ่ไปทั่ว ขงเบ้งชวนโลซกลงเรือน้อย ตามด้วยขบวนเรืออีกยี่สิบลำแจวขึ้นไปทางฝั่งเหนือ ล่องเลียบค่ายน้ำของโจโฉตั้งแต่ด้านทิศตะวันออกไปทางด้านตะวันตก
ขบวนเรือของขงเบ้งลอยล่องเป็นทิวยาวขนานกับแนวค่ายน้ำในชั่วระยะเกาทัณฑ์เท่านั้น พลันที่ขงเบ้งสั่งให้ทหารตีกลองศึกและม้าล่อเสียงดังสนั่นประหนึ่งว่าจะยาตราทัพเรือเข้าโจมตีกองทัพของโจโฉ โลซกยิ่งตกใจเป็นอันมาก ละล่ำละลักถามขงเบ้งว่าท่านจะบ้าไปแล้วหรือ เรายกมาแต่เพียงเท่านี้ อาวุธก็มิได้พรักพร้อม กลับจะมาท้าโจโฉทำยุทธนาวี หากโจโฉยกกองทัพออกมาแล้วท่านจะต้านทานรับมือประการใด
ขงเบ้งได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะแล้วว่า “หมอกลงหนักอยู่ ที่ไหนโจโฉจะอาจยกทัพเรือออกมา ท่านกับเราตั้งหน้าเสพสุราเล่นให้สบายใจกว่าจะสว่างขึ้น เราจึงจะถอยเรือล่องกลับลงไป”
ขงเบ้งกล่าวแล้วก็ยกจอกสุราขึ้นชนกับโลซก ส่วนโลซกกำลังตกใจยกจอกขึ้นชนเพื่อไม่ให้เสียมารยาทแต่ดื่มไม่ลง วางจอกสุราลงที่เดิม ในขณะที่สีหน้าก็ตื่นตระหนกอย่างรุนแรง ขงเบ้งเห็นดังนั้นก็หัวเราะ แล้วดื่มสุราด้วยความสุขสบายใจ
ทางฝ่ายกองทัพของโจโฉกำลังพักผ่อนหลับนอนอย่างสุขสบาย จนปลายยามสามได้ยินเสียงกลองศึกและม้าล่อดังสนั่นมาแต่ทางทะเล มองฝ่าหมอกไปเห็นเงาดำตะคุ่มเป็นแนวยาวคล้ายกองเรือรบก็สำคัญว่ากองทัพเมืองกังตั๋งยกทัพเรือมาปล้นค่าย ทหารเวรจึงรีบไปรายงานให้โจโฉทราบ
โจโฉตกใจตื่นขึ้น ฟังรายงานแล้วจึงออกไปยืนหน้าค่าย มองไปทางทะเลแต่หมอกลงจัดมองไม่เห็นว่ากำลังทหารเรือเมืองกังตั๋งมากแลน้อย ได้ยินแต่เสียงกลองศึกม้าล่อดังสนั่น สำคัญว่าจิวยี่ยกกองทัพเรือมาปล้นค่าย จึงเรียกอิกิ๋ม มอกาย มาสั่งการว่าจิวยี่ยกกองทัพมาปล้นค่ายเราวันนี้เห็นทีจะเป็นอุบายลวงให้เรายกออกไปต่อสู้แล้วจะคอยซุ่มโจมตีกระหนาบ เราก็จะเสียทีแก่ทหารเมืองกังตั๋ง ดังนั้นจึงอย่าเพ่อออกรบ ให้ท่านคุมทหารเรือตั้งมั่นไว้ในที่ตั้ง แล้วระดมยิงเกาทัณฑ์สกัดกั้นกองทัพเรือเมืองกังตั๋งไว้อย่าให้ยกล่วงค่ายน้ำเข้ามาได้
อิกิ๋มและมอกายรับคำสั่งแล้วคำนับลาโจโฉกลับออกไปสั่งทหารให้ตั้งมั่นในที่ตั้งเดิม และให้ทหารที่ค่ายน้ำตลอดแนวระดมยิงเกาทัณฑ์ใส่กองทัพเรือของจิวยี่
โจโฉสั่งอิกิ๋มและมอกายแล้วยังไม่วางใจเกรงว่าจะเสียทีแก่จิวยี่ จึงสั่งให้เรียกเตียวเลี้ยวและซิหลงให้เกณฑ์ทหารจากกองทัพบกอีกห้าพันนายพร้อมเกาทัณฑ์เต็มอัตราศึกลงไปที่ชายทะเลแล้วระดมยิงสกัดกองทัพเรือเมืองกังตั๋งมิให้รุกขึ้นฝั่งได้
เตียวเลี้ยวและซิหลงรับคำสั่งแล้วจึงคำนับลาโจโฉออกไปจัดกำลังพลเกาทัณฑ์เข้าประจำการตามชายทะเลแล้วระดมยิงไปที่กองทัพเรือของจิวยี่ดังห่าฝน
ทหารของโจโฉทั้งจากกองทัพเรือและกองทัพบกกว่าหมื่นนายได้ระดมยิงเกาทัณฑ์ไปยังกองทัพเรือของจิวยี่ที่ลอยลำอยู่ในทะเล เห็นเป็นเงาตะคุ่มอยู่ไม่รู้กำลังมากแลน้อย คงได้ยินแต่เสียงม้าล่อฆ้องกลองดังสนั่นหวั่นไหวท่ามกลางม่านหมอกอันหนาทึบ
ขงเบ้งให้ลากเรือทั้งยี่สิบลำล่องเลียบค่ายน้ำจากด้านตะวันออกไปทางตะวันตก มัดฟางและหญ้าซึ่งคลุมด้วยผ้าดำไว้ต้องเกาทัณฑ์ไว้แน่นหนาจนเรือเอียงลง ขงเบ้งจึงให้หยุดม้าล่อฆ้องกลองแล้วให้กลับเรือล่องเลียบค่ายน้ำของโจโฉจากด้านตะวันตกไปทางด้านตะวันออก แล้วให้ตีกลองศึกและม้าล่อดังสนั่นหวั่นไหวเป็นเพลงรบอีกครั้งหนึ่ง
ทหารโจโฉบนค่ายน้ำเห็นเงาตะคุ่มอยู่ในทะเลเป็นทิวยาวล่องขึ้นไปทางด้านตะวันตกแล้วย้อนกลับมาทางด้านตะวันออกก็สำคัญว่ากองทัพเรือจิวยี่พยายามจะเข้าตีแต่ฝ่าม่านเกาทัณฑ์เข้ามาไม่ได้ จึงยิ่งเร่งระดมยิงเกาทัณฑ์ไปที่เงาตะคุ่มนั้นอย่างไม่ยั้งมือ จนกราบเรือที่ต้องลูกเกาทัณฑ์แล้วเอียงไปข้างหนึ่งค่อย ๆ ทรงตัวและเพียบลง ขงเบ้งก็รู้ว่าลูกเกาทัณฑ์ของทหารโจโฉยิงมาติดหญ้าฟางในเรือทั้งยี่สิบลำมากพอแก่ความต้องการแล้ว พอดีสว่างขึ้นขงเบ้งจึงให้ทหารหยุดตีม้าล่อฆ้องกลอง แล้วให้ทหารในเรือร้องตะโกนขึ้นพร้อมกันว่า ขอขอบคุณโจโฉที่ให้ยืมเกาทัณฑ์ ไว้วันหน้าจะมามอบคืน
แล้วขงเบ้งจึงสั่งให้รีบแจวขบวนเรือล่องกลับไปยังฐานทัพเรือของเมืองกังตั๋ง ฟ้าสว่างขึ้นทหารเรือบนค่ายน้ำของโจโฉแลตามหลังไปแต่ไกล ๆ ก็เห็นความชัดว่าขบวนเรือนั้นไม่ใช่ขบวนเรือรบ แต่เป็นขบวนเรือฟางที่คลุมด้วยผ้าดำ และมีเกาทัณฑ์ติดอยู่เป็นอันมาก จึงนำความไปรายงานให้โจโฉทราบ
โจโฉทราบรายงานก็ตกใจรู้ว่าต้องกลของขงเบ้ง จึงสั่งให้เกณฑ์เรือเร็วห้าสิบลำรีบไล่ตามขบวนเรือของขงเบ้งไปในทะเล
กองเรือเร็วของโจโฉพร้อมทหารเต็มอัตราศึกได้แล่นปรี่ออกไปจากค่ายน้ำ ไล่ตามขบวนเรือของขงเบ้งไปได้สองร้อยเส้นก็เห็นว่าไล่ไม่ทันแน่แล้วจึงพากันยกกำลังกลับเข้ามาที่ค่ายน้ำ แล้วนำความรายงานให้โจโฉทราบ
โจโฉได้ทราบความแล้วก็เสียใจที่เสียรู้ขงเบ้ง ได้รับความอัปยศนัก จึงนั่งตรอมใจอยู่แต่ในค่าย
ทางฝ่ายขงเบ้งคุมขบวนเรือกลับ ในขณะที่ล่องไปในทะเลขงเบ้งได้กล่าวกับโลซกว่า ข้าพเจ้าทำการทั้งนี้มิได้เสียทหารแม้แต่สักคนหนึ่ง ไม่ต้องสิ้นเปลืองอุปกรณ์สิ่งสินในการทำลูกเกาทัณฑ์แม้แต่น้อย ท่านมาด้วยข้าพเจ้าในวันนี้คงจะเห็นแล้วมิใช่หรือว่าเรือในขบวนแต่ละลำได้ลูกเกาทัณฑ์ลำละห้าถึงหกพันเป็นอย่างน้อย เรือทั้งยี่สิบลำจึงได้เกาทัณฑ์มากกว่าสิบหมื่นเสียอีก
โลซกฟังดังนั้นมองไปตามขบวนเรือซึ่งตามหลังเรือน้อยมาก็เห็นจริงตามคำของขงเบ้ง จึงสรรเสริญสติปัญญาความคิดของขงเบ้งเป็นอันมาก แล้วว่าท่านคิดอ่านทำกลอุบายครั้งนี้ล้ำลึก เหนือความคิดของมนุษย์จะหยั่งคาดได้ถึงราวกับเทพยดาเข้าดลใจ
แล้วโลซกจึงถามว่าเหตุไฉนท่านจึงได้รู้ความว่าวันนี้หมอกจะลงจัด จึงสามารถคิดอ่านเตรียมการได้ทันท่วงทีดังนี้
ขงเบ้งได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะ มองไปในทะเลด้านฐานทัพเรือของเมืองกังตั๋งแล้วว่า “อันธรรมดาเป็นชายชาติทหาร ถ้าไม่รู้คะเนการฤกษ์บนแลฤกษ์ต่ำ ก็มิได้เรียกว่ามีสติปัญญา ซึ่งเรามาทำการทั้งนี้เพราะรู้ว่าวันนี้หมอกจะลงหนัก เราจึงอาจให้ทัณฑ์บนจิวยี่ไว้ซึ่งจิวยี่ให้เราเป็นนายกองทำลูกเกาทัณฑ์ในสิบวันให้แล้วสิบหมื่นนั้น ถึงมาตรว่าจะให้ช่างทำก็ไม่ทัน เหตุทั้งนี้ก็เพราะจิวยี่คิดจะฆ่าเราเสีย แต่หากเทพยดาช่วยเรา เราจึงรู้ว่าวันนี้หมอกลงหนักเราจึงอาจรับแต่สามวัน แลบัดนี้บุญเรามากจึงรอด”
อันวิชาคำนวณฤกษ์ผานาทีและการอากาศซึ่งขงเบ้งได้กล่าวกับโลซกครั้งนี้นับเป็นหนึ่งในวิชาสำคัญที่ผู้เป็นกุนซือพึงเรียนรู้และสามารถใช้ได้อย่างช่ำชอง เพราะฤดูกาลและความผันแปรในการอากาศ ทั้งลม ฝน ความหนาวเย็น ร้อนอุ่นประการใดนั้น ย่อมมีผลต่อชนะและปราชัยในการสงคราม สามารถนำมาใช้ประกอบการยุทธ์ในทางยุทธวิธีแต่ก็มีกุนซือเป็นจำนวนมากที่ยกตนอ้างตัวเป็นกุนซือหรือที่ปรึกษา แต่หาได้รับรู้หรือกระจ่างแจ้งในวิชาเหล่านี้ไม่ กลับไปเรียนรู้และถนัดจัดเจนในวิชาเรียกและรับสินบนซึ่งเป็นสุดยอดวิชาของขันที ดังนั้นจึงไม่เพียงแต่ทำให้ตัวเองได้รับความอัปยศเสียหายเท่านั้น ยังทำให้ผู้เป็นนายต้องได้รับความอัปยศเสียหายอีกด้วย
โลซกได้ฟังดังนั้นก็ยิ่งสรรเสริญความคิดสติปัญญาของขงเบ้งเป็นอันมาก ครั้นเรือเข้าเทียบท่าโลซกจึงรีบตรงไปที่ค่ายพักของจิวยี่ แล้วรายงานความทั้งปวงให้จิวยี่ทราบ และว่าบัดนี้ขงเบ้งได้ลูกเกาทัณฑ์ครบสิบหมื่นตามจำนวนที่ต้องการภายในกำหนดแล้ว ท่านจงให้ทหารไปขนมาตรวจนับเถิด
จิวยี่ได้ฟังรายงานของโลซกก็ตื่นตะลึง เหนือพ้นความคาดคิดว่าขงเบ้งจะใช้วิธีการเยี่ยงนี้ไปหลอกลวงเอาเกาทัณฑ์มาจากกองทัพของโจโฉได้โดยไม่ต้องลงทุนลงแรงและไม่ต้องเสียทหารแม้แต่น้อย ดังนั้นความหวังของจิวยี่ที่ตั้งตารอคอยจะเอาโทษขงเบ้งถึงประหารเพราะคาดคิดว่าล่วงพ้นสามวันแล้วขงเบ้งจะไม่สามารถส่งมอบเกาทัณฑ์สิบหมื่นได้จึงพังทะลายลง
จิวยี่ให้รู้สึกผิดหวังดังนั้นจึงสั่นศีรษะ ทอดถอนใจใหญ่ รำพึงขึ้นว่า “ขงเบ้งมีความคิดแลสติปัญญาลึกซึ้งยิ่งกว่าเราเป็นอันมาก”
พอดีขณะนั้นขงเบ้งดูแลทหารขนลูกเกาทัณฑ์ขึ้นฝั่งเป็นที่พอใจแล้ว จึงเข้ามาพบจิวยี่ พอจิวยี่เห็นขงเบ้งเดินเข้ามาจึงลุกออกไปรับด้วยความเลื่อมใสศรัทธา แล้วเชิญเข้ามานั่งในที่รับรอง และสรรเสริญความคิดสติปัญญาของขงเบ้งเป็นอันมากว่าคิดอ่านทำการทั้งนี้หาผู้ใดเสมอเหมือนมิได้
ขงเบ้งได้ฟังคำสรรเสริญก็ถ่อมตัวคำนับจิวยี่ แล้วว่าข้าพเจ้าคิดอ่านทำการทั้งนี้เพียงประมาณดอก ยังถือว่าดีเด่นมิได้เลย จิวยี่จึงสั่งทหารให้จัดสุรามาเลี้ยงแสดงความยินดีเพื่อเป็นเกียรติแก่ขงเบ้ง แล้วสนทนายกย่องขงเบ้งเป็นอันมาก จิวยี่ได้แจ้งแก่ขงเบ้งว่าเมื่อวานนี้ซุนกวนได้มีหนังสือเร่งรัดมายังข้าพเจ้าให้เร่งคิดอ่านทำการเผด็จศึกโจโฉเสียในเร็ววัน แต่ข้าพเจ้ามีสติปัญญาอันน้อย คิดอ่านไม่ตลอด วันนี้ท่านมาจะขอพึ่งปัญญาท่านช่วยคิดอ่านแผนการทำลายกองทัพของโจโฉให้จงได้
จิวยี่ได้กล่าวต่อไปว่าโจโฉยกมาครั้งนี้ทั้งทัพบก ทัพเรือใหญ่หลวงนัก การจะต่อสู้ซึ่งหน้าเห็นจะไม่สามารถต้านทานข้าศึกได้ ข้าพเจ้าได้คิดกลอุบายไว้อย่างหนึ่ง แต่ไม่แน่ใจว่าท่านจะมีความเห็นเป็นประการใด
ขงเบ้งได้ฟังดังนั้นจึงว่า ท่านอย่าเพิ่งบอกความเห็นของท่านเลย ขอข้าพเจ้าตรองดูสักครู่หนึ่ง
แล้วขงเบ้งจึงว่า ข้าพเจ้าก็คิดแผนอุบายได้อย่างหนึ่ง แต่ไม่รู้ว่าตรงกับความคิดของท่านหรือไม่ ดังนั้นท่านและข้าพเจ้าจงมาเขียนแผนอุบายตามความคิดใส่ในฝ่ามือไว้แล้วเปิดดูพร้อมกันว่าจะตรงกันหรือไม่
จิวยี่ได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี จึงสั่งให้ทหารเอาพู่กันและแท่นหมึกมาสองชุด จิวยี่เอามาเขียนชุดหนึ่ง ขงเบ้งเอามาเขียนชุดหนึ่ง ครั้นทั้งสองคนเขียนใส่ในฝ่ามือเสร็จแล้ว จิวยี่จึงเดินเข้ามาที่ขงเบ้งแล้วแบมือออกดูพร้อมกัน
จิวยี่ดูตัวหนังสือที่เขียนในฝ่ามือขงเบ้งและขงเบ้งก็ดูตัวหนังสือที่เขียนในฝ่ามือของจิวยี่เป็นคำว่า “เพลิง” ตรงกัน ต่างคนจึงต่างหัวเราะขึ้นพร้อมกัน
สามก๊กฉบับภาษาจีนระบุว่า ข้อความที่จิวยี่และขงเบ้งเขียนในฝ่ามือที่ตรงกันนั้น คือคำว่า “ลี้ข่วย” ซึ่งเป็นคำทายชนิดหนึ่งตามคัมภีร์อี้จิง ตัว “ลี้” มีความหมายว่าธาตุทองซึ่งพิชิตธาตุไม้ ส่วนตัว “ข่วย” มีความหมายว่าธาตุไฟซึ่งพิชิตธาตุทอง และรวมเป็นความหมายในการสงครามว่าหมายถึงการใช้เกาทัณฑ์ระดมยิงใส่เรือข้าศึกแล้วใช้เพลิงคลอกเผาทหารของโจโฉ
เมื่อสิ้นเสียงหัวเราะของทั้งสองคนแล้วจิวยี่จึงว่า เมื่อความเห็นของท่านและข้าพเจ้าตรงกันดังนี้ ย่อมมั่นใจว่าแผนการครั้งนี้คงสำเร็จได้รับชัยชนะดังปรารถนา แต่ทว่าแผนการนี้ลึกซึ้งนัก ท่านจงอย่าได้แพร่งพรายออกไปเป็นอันขาด
ขงเบ้งจึงว่าท่านอย่าวิตกว่าข้าพเจ้าจะแพร่งพรายไปให้เสียราชการเลย เพราะการศึกครั้งนี้ก็เป็นการของเล่าปี่นายข้าพเจ้าด้วยเช่นเดียวกัน และแม้ว่าข้าพเจ้าจะคิดอุบายเผาทหารโจโฉถึงสองครั้ง แต่โจโฉคงยังไม่สำนึกและหาได้คิดอ่านป้องกันให้พรักพร้อมไม่
ขงเบ้งได้กล่าวสืบไปว่า แผนการทั้งนี้คงเอาชัยชนะต่อกองทัพของโจโฉได้เป็นมั่นคง ท่านจงตั้งหน้าตั้งตาวางแผนในรายละเอียด ทำให้แผนการครั้งนี้บรรลุเป้าหมายให้จงได้
ครั้นได้เวลาสมควร ขงเบ้งจึงคำนับลาจิวยี่ออกไปที่เรือน้อย
ทางฝ่ายโจโฉต้องกลอุบายขงเบ้งเสียลูกเกาทัณฑ์ไปกว่าสิบหมื่น ได้รับความอัปยศกลัดกลุ้มเสียน้ำใจนัก จึงเรียกซุนฮิวเข้ามาปรึกษาว่าจะคิดอ่านทำลายกองทัพกังตั๋งประการใด
ซุนฮิวเข้ามาพบโจโฉ คำนับกันตามธรรมเนียมแล้วว่าธรรมดาการทำสงครามต้องรู้เขารู้เรา บัดนี้เรารู้แต่เพียงว่าขงเบ้งและจิวยี่ได้ร่วมมือกันคิดอ่านการสงคราม แต่รายละเอียดประการใดหารู้ไม่ จึงชอบที่จะส่งจารชนเข้าไปทำจารกรรมในกองทัพของ จิวยี่เพื่อให้รู้สายสนกลในและความตื้นลึกหนาบางในกองทัพจิวยี่ก่อนจึงจะทำการได้โดยไม่ขัดสน.
ขบวนเรือของขงเบ้งลอยล่องเป็นทิวยาวขนานกับแนวค่ายน้ำในชั่วระยะเกาทัณฑ์เท่านั้น พลันที่ขงเบ้งสั่งให้ทหารตีกลองศึกและม้าล่อเสียงดังสนั่นประหนึ่งว่าจะยาตราทัพเรือเข้าโจมตีกองทัพของโจโฉ โลซกยิ่งตกใจเป็นอันมาก ละล่ำละลักถามขงเบ้งว่าท่านจะบ้าไปแล้วหรือ เรายกมาแต่เพียงเท่านี้ อาวุธก็มิได้พรักพร้อม กลับจะมาท้าโจโฉทำยุทธนาวี หากโจโฉยกกองทัพออกมาแล้วท่านจะต้านทานรับมือประการใด
ขงเบ้งได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะแล้วว่า “หมอกลงหนักอยู่ ที่ไหนโจโฉจะอาจยกทัพเรือออกมา ท่านกับเราตั้งหน้าเสพสุราเล่นให้สบายใจกว่าจะสว่างขึ้น เราจึงจะถอยเรือล่องกลับลงไป”
ขงเบ้งกล่าวแล้วก็ยกจอกสุราขึ้นชนกับโลซก ส่วนโลซกกำลังตกใจยกจอกขึ้นชนเพื่อไม่ให้เสียมารยาทแต่ดื่มไม่ลง วางจอกสุราลงที่เดิม ในขณะที่สีหน้าก็ตื่นตระหนกอย่างรุนแรง ขงเบ้งเห็นดังนั้นก็หัวเราะ แล้วดื่มสุราด้วยความสุขสบายใจ
ทางฝ่ายกองทัพของโจโฉกำลังพักผ่อนหลับนอนอย่างสุขสบาย จนปลายยามสามได้ยินเสียงกลองศึกและม้าล่อดังสนั่นมาแต่ทางทะเล มองฝ่าหมอกไปเห็นเงาดำตะคุ่มเป็นแนวยาวคล้ายกองเรือรบก็สำคัญว่ากองทัพเมืองกังตั๋งยกทัพเรือมาปล้นค่าย ทหารเวรจึงรีบไปรายงานให้โจโฉทราบ
โจโฉตกใจตื่นขึ้น ฟังรายงานแล้วจึงออกไปยืนหน้าค่าย มองไปทางทะเลแต่หมอกลงจัดมองไม่เห็นว่ากำลังทหารเรือเมืองกังตั๋งมากแลน้อย ได้ยินแต่เสียงกลองศึกม้าล่อดังสนั่น สำคัญว่าจิวยี่ยกกองทัพเรือมาปล้นค่าย จึงเรียกอิกิ๋ม มอกาย มาสั่งการว่าจิวยี่ยกกองทัพมาปล้นค่ายเราวันนี้เห็นทีจะเป็นอุบายลวงให้เรายกออกไปต่อสู้แล้วจะคอยซุ่มโจมตีกระหนาบ เราก็จะเสียทีแก่ทหารเมืองกังตั๋ง ดังนั้นจึงอย่าเพ่อออกรบ ให้ท่านคุมทหารเรือตั้งมั่นไว้ในที่ตั้ง แล้วระดมยิงเกาทัณฑ์สกัดกั้นกองทัพเรือเมืองกังตั๋งไว้อย่าให้ยกล่วงค่ายน้ำเข้ามาได้
อิกิ๋มและมอกายรับคำสั่งแล้วคำนับลาโจโฉกลับออกไปสั่งทหารให้ตั้งมั่นในที่ตั้งเดิม และให้ทหารที่ค่ายน้ำตลอดแนวระดมยิงเกาทัณฑ์ใส่กองทัพเรือของจิวยี่
โจโฉสั่งอิกิ๋มและมอกายแล้วยังไม่วางใจเกรงว่าจะเสียทีแก่จิวยี่ จึงสั่งให้เรียกเตียวเลี้ยวและซิหลงให้เกณฑ์ทหารจากกองทัพบกอีกห้าพันนายพร้อมเกาทัณฑ์เต็มอัตราศึกลงไปที่ชายทะเลแล้วระดมยิงสกัดกองทัพเรือเมืองกังตั๋งมิให้รุกขึ้นฝั่งได้
เตียวเลี้ยวและซิหลงรับคำสั่งแล้วจึงคำนับลาโจโฉออกไปจัดกำลังพลเกาทัณฑ์เข้าประจำการตามชายทะเลแล้วระดมยิงไปที่กองทัพเรือของจิวยี่ดังห่าฝน
ทหารของโจโฉทั้งจากกองทัพเรือและกองทัพบกกว่าหมื่นนายได้ระดมยิงเกาทัณฑ์ไปยังกองทัพเรือของจิวยี่ที่ลอยลำอยู่ในทะเล เห็นเป็นเงาตะคุ่มอยู่ไม่รู้กำลังมากแลน้อย คงได้ยินแต่เสียงม้าล่อฆ้องกลองดังสนั่นหวั่นไหวท่ามกลางม่านหมอกอันหนาทึบ
ขงเบ้งให้ลากเรือทั้งยี่สิบลำล่องเลียบค่ายน้ำจากด้านตะวันออกไปทางตะวันตก มัดฟางและหญ้าซึ่งคลุมด้วยผ้าดำไว้ต้องเกาทัณฑ์ไว้แน่นหนาจนเรือเอียงลง ขงเบ้งจึงให้หยุดม้าล่อฆ้องกลองแล้วให้กลับเรือล่องเลียบค่ายน้ำของโจโฉจากด้านตะวันตกไปทางด้านตะวันออก แล้วให้ตีกลองศึกและม้าล่อดังสนั่นหวั่นไหวเป็นเพลงรบอีกครั้งหนึ่ง
ทหารโจโฉบนค่ายน้ำเห็นเงาตะคุ่มอยู่ในทะเลเป็นทิวยาวล่องขึ้นไปทางด้านตะวันตกแล้วย้อนกลับมาทางด้านตะวันออกก็สำคัญว่ากองทัพเรือจิวยี่พยายามจะเข้าตีแต่ฝ่าม่านเกาทัณฑ์เข้ามาไม่ได้ จึงยิ่งเร่งระดมยิงเกาทัณฑ์ไปที่เงาตะคุ่มนั้นอย่างไม่ยั้งมือ จนกราบเรือที่ต้องลูกเกาทัณฑ์แล้วเอียงไปข้างหนึ่งค่อย ๆ ทรงตัวและเพียบลง ขงเบ้งก็รู้ว่าลูกเกาทัณฑ์ของทหารโจโฉยิงมาติดหญ้าฟางในเรือทั้งยี่สิบลำมากพอแก่ความต้องการแล้ว พอดีสว่างขึ้นขงเบ้งจึงให้ทหารหยุดตีม้าล่อฆ้องกลอง แล้วให้ทหารในเรือร้องตะโกนขึ้นพร้อมกันว่า ขอขอบคุณโจโฉที่ให้ยืมเกาทัณฑ์ ไว้วันหน้าจะมามอบคืน
แล้วขงเบ้งจึงสั่งให้รีบแจวขบวนเรือล่องกลับไปยังฐานทัพเรือของเมืองกังตั๋ง ฟ้าสว่างขึ้นทหารเรือบนค่ายน้ำของโจโฉแลตามหลังไปแต่ไกล ๆ ก็เห็นความชัดว่าขบวนเรือนั้นไม่ใช่ขบวนเรือรบ แต่เป็นขบวนเรือฟางที่คลุมด้วยผ้าดำ และมีเกาทัณฑ์ติดอยู่เป็นอันมาก จึงนำความไปรายงานให้โจโฉทราบ
โจโฉทราบรายงานก็ตกใจรู้ว่าต้องกลของขงเบ้ง จึงสั่งให้เกณฑ์เรือเร็วห้าสิบลำรีบไล่ตามขบวนเรือของขงเบ้งไปในทะเล
กองเรือเร็วของโจโฉพร้อมทหารเต็มอัตราศึกได้แล่นปรี่ออกไปจากค่ายน้ำ ไล่ตามขบวนเรือของขงเบ้งไปได้สองร้อยเส้นก็เห็นว่าไล่ไม่ทันแน่แล้วจึงพากันยกกำลังกลับเข้ามาที่ค่ายน้ำ แล้วนำความรายงานให้โจโฉทราบ
โจโฉได้ทราบความแล้วก็เสียใจที่เสียรู้ขงเบ้ง ได้รับความอัปยศนัก จึงนั่งตรอมใจอยู่แต่ในค่าย
ทางฝ่ายขงเบ้งคุมขบวนเรือกลับ ในขณะที่ล่องไปในทะเลขงเบ้งได้กล่าวกับโลซกว่า ข้าพเจ้าทำการทั้งนี้มิได้เสียทหารแม้แต่สักคนหนึ่ง ไม่ต้องสิ้นเปลืองอุปกรณ์สิ่งสินในการทำลูกเกาทัณฑ์แม้แต่น้อย ท่านมาด้วยข้าพเจ้าในวันนี้คงจะเห็นแล้วมิใช่หรือว่าเรือในขบวนแต่ละลำได้ลูกเกาทัณฑ์ลำละห้าถึงหกพันเป็นอย่างน้อย เรือทั้งยี่สิบลำจึงได้เกาทัณฑ์มากกว่าสิบหมื่นเสียอีก
โลซกฟังดังนั้นมองไปตามขบวนเรือซึ่งตามหลังเรือน้อยมาก็เห็นจริงตามคำของขงเบ้ง จึงสรรเสริญสติปัญญาความคิดของขงเบ้งเป็นอันมาก แล้วว่าท่านคิดอ่านทำกลอุบายครั้งนี้ล้ำลึก เหนือความคิดของมนุษย์จะหยั่งคาดได้ถึงราวกับเทพยดาเข้าดลใจ
แล้วโลซกจึงถามว่าเหตุไฉนท่านจึงได้รู้ความว่าวันนี้หมอกจะลงจัด จึงสามารถคิดอ่านเตรียมการได้ทันท่วงทีดังนี้
ขงเบ้งได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะ มองไปในทะเลด้านฐานทัพเรือของเมืองกังตั๋งแล้วว่า “อันธรรมดาเป็นชายชาติทหาร ถ้าไม่รู้คะเนการฤกษ์บนแลฤกษ์ต่ำ ก็มิได้เรียกว่ามีสติปัญญา ซึ่งเรามาทำการทั้งนี้เพราะรู้ว่าวันนี้หมอกจะลงหนัก เราจึงอาจให้ทัณฑ์บนจิวยี่ไว้ซึ่งจิวยี่ให้เราเป็นนายกองทำลูกเกาทัณฑ์ในสิบวันให้แล้วสิบหมื่นนั้น ถึงมาตรว่าจะให้ช่างทำก็ไม่ทัน เหตุทั้งนี้ก็เพราะจิวยี่คิดจะฆ่าเราเสีย แต่หากเทพยดาช่วยเรา เราจึงรู้ว่าวันนี้หมอกลงหนักเราจึงอาจรับแต่สามวัน แลบัดนี้บุญเรามากจึงรอด”
อันวิชาคำนวณฤกษ์ผานาทีและการอากาศซึ่งขงเบ้งได้กล่าวกับโลซกครั้งนี้นับเป็นหนึ่งในวิชาสำคัญที่ผู้เป็นกุนซือพึงเรียนรู้และสามารถใช้ได้อย่างช่ำชอง เพราะฤดูกาลและความผันแปรในการอากาศ ทั้งลม ฝน ความหนาวเย็น ร้อนอุ่นประการใดนั้น ย่อมมีผลต่อชนะและปราชัยในการสงคราม สามารถนำมาใช้ประกอบการยุทธ์ในทางยุทธวิธีแต่ก็มีกุนซือเป็นจำนวนมากที่ยกตนอ้างตัวเป็นกุนซือหรือที่ปรึกษา แต่หาได้รับรู้หรือกระจ่างแจ้งในวิชาเหล่านี้ไม่ กลับไปเรียนรู้และถนัดจัดเจนในวิชาเรียกและรับสินบนซึ่งเป็นสุดยอดวิชาของขันที ดังนั้นจึงไม่เพียงแต่ทำให้ตัวเองได้รับความอัปยศเสียหายเท่านั้น ยังทำให้ผู้เป็นนายต้องได้รับความอัปยศเสียหายอีกด้วย
โลซกได้ฟังดังนั้นก็ยิ่งสรรเสริญความคิดสติปัญญาของขงเบ้งเป็นอันมาก ครั้นเรือเข้าเทียบท่าโลซกจึงรีบตรงไปที่ค่ายพักของจิวยี่ แล้วรายงานความทั้งปวงให้จิวยี่ทราบ และว่าบัดนี้ขงเบ้งได้ลูกเกาทัณฑ์ครบสิบหมื่นตามจำนวนที่ต้องการภายในกำหนดแล้ว ท่านจงให้ทหารไปขนมาตรวจนับเถิด
จิวยี่ได้ฟังรายงานของโลซกก็ตื่นตะลึง เหนือพ้นความคาดคิดว่าขงเบ้งจะใช้วิธีการเยี่ยงนี้ไปหลอกลวงเอาเกาทัณฑ์มาจากกองทัพของโจโฉได้โดยไม่ต้องลงทุนลงแรงและไม่ต้องเสียทหารแม้แต่น้อย ดังนั้นความหวังของจิวยี่ที่ตั้งตารอคอยจะเอาโทษขงเบ้งถึงประหารเพราะคาดคิดว่าล่วงพ้นสามวันแล้วขงเบ้งจะไม่สามารถส่งมอบเกาทัณฑ์สิบหมื่นได้จึงพังทะลายลง
จิวยี่ให้รู้สึกผิดหวังดังนั้นจึงสั่นศีรษะ ทอดถอนใจใหญ่ รำพึงขึ้นว่า “ขงเบ้งมีความคิดแลสติปัญญาลึกซึ้งยิ่งกว่าเราเป็นอันมาก”
พอดีขณะนั้นขงเบ้งดูแลทหารขนลูกเกาทัณฑ์ขึ้นฝั่งเป็นที่พอใจแล้ว จึงเข้ามาพบจิวยี่ พอจิวยี่เห็นขงเบ้งเดินเข้ามาจึงลุกออกไปรับด้วยความเลื่อมใสศรัทธา แล้วเชิญเข้ามานั่งในที่รับรอง และสรรเสริญความคิดสติปัญญาของขงเบ้งเป็นอันมากว่าคิดอ่านทำการทั้งนี้หาผู้ใดเสมอเหมือนมิได้
ขงเบ้งได้ฟังคำสรรเสริญก็ถ่อมตัวคำนับจิวยี่ แล้วว่าข้าพเจ้าคิดอ่านทำการทั้งนี้เพียงประมาณดอก ยังถือว่าดีเด่นมิได้เลย จิวยี่จึงสั่งทหารให้จัดสุรามาเลี้ยงแสดงความยินดีเพื่อเป็นเกียรติแก่ขงเบ้ง แล้วสนทนายกย่องขงเบ้งเป็นอันมาก จิวยี่ได้แจ้งแก่ขงเบ้งว่าเมื่อวานนี้ซุนกวนได้มีหนังสือเร่งรัดมายังข้าพเจ้าให้เร่งคิดอ่านทำการเผด็จศึกโจโฉเสียในเร็ววัน แต่ข้าพเจ้ามีสติปัญญาอันน้อย คิดอ่านไม่ตลอด วันนี้ท่านมาจะขอพึ่งปัญญาท่านช่วยคิดอ่านแผนการทำลายกองทัพของโจโฉให้จงได้
จิวยี่ได้กล่าวต่อไปว่าโจโฉยกมาครั้งนี้ทั้งทัพบก ทัพเรือใหญ่หลวงนัก การจะต่อสู้ซึ่งหน้าเห็นจะไม่สามารถต้านทานข้าศึกได้ ข้าพเจ้าได้คิดกลอุบายไว้อย่างหนึ่ง แต่ไม่แน่ใจว่าท่านจะมีความเห็นเป็นประการใด
ขงเบ้งได้ฟังดังนั้นจึงว่า ท่านอย่าเพิ่งบอกความเห็นของท่านเลย ขอข้าพเจ้าตรองดูสักครู่หนึ่ง
แล้วขงเบ้งจึงว่า ข้าพเจ้าก็คิดแผนอุบายได้อย่างหนึ่ง แต่ไม่รู้ว่าตรงกับความคิดของท่านหรือไม่ ดังนั้นท่านและข้าพเจ้าจงมาเขียนแผนอุบายตามความคิดใส่ในฝ่ามือไว้แล้วเปิดดูพร้อมกันว่าจะตรงกันหรือไม่
จิวยี่ได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี จึงสั่งให้ทหารเอาพู่กันและแท่นหมึกมาสองชุด จิวยี่เอามาเขียนชุดหนึ่ง ขงเบ้งเอามาเขียนชุดหนึ่ง ครั้นทั้งสองคนเขียนใส่ในฝ่ามือเสร็จแล้ว จิวยี่จึงเดินเข้ามาที่ขงเบ้งแล้วแบมือออกดูพร้อมกัน
จิวยี่ดูตัวหนังสือที่เขียนในฝ่ามือขงเบ้งและขงเบ้งก็ดูตัวหนังสือที่เขียนในฝ่ามือของจิวยี่เป็นคำว่า “เพลิง” ตรงกัน ต่างคนจึงต่างหัวเราะขึ้นพร้อมกัน
สามก๊กฉบับภาษาจีนระบุว่า ข้อความที่จิวยี่และขงเบ้งเขียนในฝ่ามือที่ตรงกันนั้น คือคำว่า “ลี้ข่วย” ซึ่งเป็นคำทายชนิดหนึ่งตามคัมภีร์อี้จิง ตัว “ลี้” มีความหมายว่าธาตุทองซึ่งพิชิตธาตุไม้ ส่วนตัว “ข่วย” มีความหมายว่าธาตุไฟซึ่งพิชิตธาตุทอง และรวมเป็นความหมายในการสงครามว่าหมายถึงการใช้เกาทัณฑ์ระดมยิงใส่เรือข้าศึกแล้วใช้เพลิงคลอกเผาทหารของโจโฉ
เมื่อสิ้นเสียงหัวเราะของทั้งสองคนแล้วจิวยี่จึงว่า เมื่อความเห็นของท่านและข้าพเจ้าตรงกันดังนี้ ย่อมมั่นใจว่าแผนการครั้งนี้คงสำเร็จได้รับชัยชนะดังปรารถนา แต่ทว่าแผนการนี้ลึกซึ้งนัก ท่านจงอย่าได้แพร่งพรายออกไปเป็นอันขาด
ขงเบ้งจึงว่าท่านอย่าวิตกว่าข้าพเจ้าจะแพร่งพรายไปให้เสียราชการเลย เพราะการศึกครั้งนี้ก็เป็นการของเล่าปี่นายข้าพเจ้าด้วยเช่นเดียวกัน และแม้ว่าข้าพเจ้าจะคิดอุบายเผาทหารโจโฉถึงสองครั้ง แต่โจโฉคงยังไม่สำนึกและหาได้คิดอ่านป้องกันให้พรักพร้อมไม่
ขงเบ้งได้กล่าวสืบไปว่า แผนการทั้งนี้คงเอาชัยชนะต่อกองทัพของโจโฉได้เป็นมั่นคง ท่านจงตั้งหน้าตั้งตาวางแผนในรายละเอียด ทำให้แผนการครั้งนี้บรรลุเป้าหมายให้จงได้
ครั้นได้เวลาสมควร ขงเบ้งจึงคำนับลาจิวยี่ออกไปที่เรือน้อย
ทางฝ่ายโจโฉต้องกลอุบายขงเบ้งเสียลูกเกาทัณฑ์ไปกว่าสิบหมื่น ได้รับความอัปยศกลัดกลุ้มเสียน้ำใจนัก จึงเรียกซุนฮิวเข้ามาปรึกษาว่าจะคิดอ่านทำลายกองทัพกังตั๋งประการใด
ซุนฮิวเข้ามาพบโจโฉ คำนับกันตามธรรมเนียมแล้วว่าธรรมดาการทำสงครามต้องรู้เขารู้เรา บัดนี้เรารู้แต่เพียงว่าขงเบ้งและจิวยี่ได้ร่วมมือกันคิดอ่านการสงคราม แต่รายละเอียดประการใดหารู้ไม่ จึงชอบที่จะส่งจารชนเข้าไปทำจารกรรมในกองทัพของ จิวยี่เพื่อให้รู้สายสนกลในและความตื้นลึกหนาบางในกองทัพจิวยี่ก่อนจึงจะทำการได้โดยไม่ขัดสน.