ตอนที่ 26. สุดยอดกลยุทธ์ของโจโฉ
อ้องอุ้นขุนนางสี่แผ่นดินได้ฟังคำโจโฉดั่งนั้นแล้ว ความอับจนที่แน่นอยู่ในอกพลันโล่ง เบิกบานใจยินดีเป็นยิ่งนัก เดินเข้ามาหาโจโฉคุกเข่าลงกับพื้นต่อหน้าขุนนางในที่นั้น ส่งจอกสุราให้โจโฉเป็นการแสดงคำนับ แล้วสรรเสริญว่าความคิดของท่านดุจดังประทีปที่ส่องสว่างขึ้นในที่มืด การที่คิดไว้คงจะสมความคิดในครั้งนี้ จึงขอให้ท่านดื่มสุราที่ข้าพเจ้าคารวะขอบคุณท่านแทนขุนนางและราษฎรทั้งปวง
โจโฉทรุดตัวลงประคองอ้องอุ้นให้ลุกขึ้น แล้วรับเอาจอกสุรามาผินหน้าไปทางทิศอันเป็นที่ตั้งศาลพระเทพบิดรแห่งราชวงศ์ฮั่น แล้วสาบานว่าเทพยดาจงเป็นพยาน แห่งความภักดีของข้าพเจ้า บัดนี้ข้าพเจ้าขออาสาแผ่นดินจะฆ่าตั๋งโต๊ะเสียให้จงได้ บ้านเมืองแลราษฎรจะได้เป็นสุขทั่วกัน แล้วดื่มสุราสาบานตนนั้นจนหมดจอก
อ้องอุ้นและขุนนางในที่นั้นมีความยินดีนัก แล้วอ้องอุ้นจึงเข้าไปข้างในหยิบกระบี่สั้นวิเศษที่มีชื่อว่ากระบี่สัตตะโลหะให้แก่โจโฉ
กระบี่สั้นสัตตะโลหะนี้ ทำจากโลหะวัตถุธาตุอย่างดีถึงเจ็ดชนิด ตัวกระบี่ยาวเจ็ดนิ้ว ด้ามทำด้วยงายาวห้านิ้ว ตัวดาบมีสีดำสนิท มีเงาประกายเขียวทึบวาววามคมกล้า สามารถตัดเหล็กได้ดุจดังหยวก สามก๊กฉบับสมบูรณ์ระบุว่ากระบี่สั้นนี้มีชื่อว่ากระบี่สั้นสัตตะกายสิทธิ์ คือมีความวิเศษเจ็ดอย่าง บางฉบับว่ากระบี่สั้นชนิดนี้คือต้นแบบของดาบสั้นของซามูไรใช้ประจำกาย หากถึงคราวอับจนหรือสิ้นเกียรติยศก็จะใช้สำหรับฮาราคีรีตนเอง
โจโฉรับกระบี่สั้นจากอ้องอุ้นแล้วก็ลากลับบ้าน คิดอ่านทางหนีทีไล่ในวันรุ่ง ครั้นล่วงเพลาเที่ยงคืนจึงได้หลับไป ตื่นขึ้นอีกครั้งหนึ่งก็ใกล้เพลาสาย โจโฉรีบแต่งตัวเอากระบี่สั้นซ่อนไว้ในเสื้อ แล้วรีบไปจวนตั๋งโต๊ะตามปกติ
ถึงจวนแล้วถามนายประตูอย่างคนคุ้นเคยว่าขณะนี้ท่านอัครมหาเสนาบดีอยู่ที่ไหน นายประตูบอกว่าอยู่ที่หอหนังสือ โจโฉก็ขึ้นไปเห็นลิโป้ยืนอยู่หน้าประตูหอนั้น ตั๋งโต๊ะเห็นโจโฉก็ถามว่าวันนี้ทำไมจึงมาสายไป โจโฉจึงว่าม้าซึ่งขี่ประจำนั้นได้รับบาดเจ็บที่เท้า ใช้ขี่ไม่ได้ จึงต้องไปยืมม้าจากที่อื่น เหตุนี้จึงมารับใช้ท่านสายเกินไป ขออภัยท่านด้วยเถิด
ตั๋งโต๊ะได้ยินดังนั้นจึงสั่งลิโป้ว่าให้ไปที่โรงม้าของเรา เอาม้าพันธุ์ดีตัวหนึ่งที่เพิ่งได้มาจากเมืองซีหลงให้แก่โจโฉ ลิโป้รับคำสั่งตั๋งโต๊ะแล้วก็ออกไป
ตั๋งโต๊ะนั่งดูหนังสืออยู่บนตั่ง ครู่หนึ่งก็ล้มตัวลงนอนดูหนังสือตามปกติ นอนตะแคงซ้ายผินหน้าเข้าหาด้านผนังตึก โจโฉนั้นตอนแรกที่เข้ามาเห็นลิโป้ยืนอยู่ไม่ค่อยสบายใจนักกริ่งว่าจะทำการไม่สมความคิด แม้สมความคิดแล้วก็ยากที่จะหนีรอดมือ ลิโป้ไปได้ ครั้นเห็นลิโป้ไปแล้วก็ดีใจ รำพึงในใจว่าการครั้งนี้คงสมความคิด แล้วจึงย่องเดินเข้าไปใกล้ตัวตั๋งโต๊ะ ล้วงกระบี่สั้นออกจากอกเสื้อ
ยังมิทันที่จะได้ชักกระบี่ออกจากฝัก ตั๋งโต๊ะเห็นโจโฉจากเงาในกระจกที่แขวนอยู่ข้างผนังตึก มีอาการประหลาด จึงผินหน้ามาถามโจโฉว่าตัวถือกระบี่เข้ามาเช่นนี้จะทำร้ายเราหรือ
โจโฉเห็นตั๋งโต๊ะรู้ตัวเช่นนั้น จึงรีบคุกเข่าลงกับพื้น เอามือทั้งสองชูกระบี่สั้นขึ้นเหนือศีรษะแล้วแก้ตัวว่า “ซึ่งข้าพเจ้าจะทำร้ายท่านหามิได้ ทุกวันนี้ท่านมีคุณแก่ข้าพเจ้านัก ข้าพเจ้าจะหาสิ่งใดมาสนองคุณมิได้ มีแต่กระบี่สั้นเล่มนี้มีราคามาก เป็นของปู่ย่าตายายได้ต่อ ๆ กันมาจนถึงข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจึงเอามาสนองคุณท่าน”
ว่าแล้วก็ส่งกระบี่สั้นหันด้ามให้ตั๋งโต๊ะ ตั๋งโต๊ะรับกระบี่มาดูเห็นเป็นของวิเศษ น้ำใจโลภอันมีมาในกมลสันดาน จึงมองข้ามเหตุการณ์พิรุธไปมิได้สงสัย เชื่อตามคำของโจโฉ พอดีลิโป้เดินเข้ามาตั๋งโต๊ะจึงส่งกระบี่สั้นให้ลิโป้เก็บไว้ แล้วจึงพาโจโฉออกไปดูม้า ซึ่งลิโป้ไปนำมาที่ข้างนอก แล้วโอ่ว่าม้านี้เป็นม้าชั้นเลิศจากเมืองซีหลง มอบให้ท่านจงนำไปขี่เถิด
โจโฉแสดงความคารวะขอบคุณตั๋งโต๊ะแล้วจึงยอตั๋งโต๊ะว่าม้าของท่านนี้ดีเลิศกว่าม้าทั้งปวงที่ข้าพเจ้าเคยพบเห็นมา แต่ท่าทางพยศนัก ขอให้ข้าพเจ้าได้ลองขี่ดู หากวาสนาข้าพเจ้าไม่พอกับม้า ม้าไม่เต็มใจให้ข้าพเจ้าขี่ เกินกำลังแล้วจะขอมอบคืนแก่ท่าน
ตั๋งโต๊ะฟังคำยอของโจโฉแล้วจึงอนุญาต แล้วชวนลิโป้กลับเข้ามาที่ห้องหนังสือ
โจโฉจูงม้าออกมาที่ด้านนอกแล้วคำนึงว่าเราคิดการหมายสังหารเจ้าโจรเฒ่า การยังไม่สมความคิด แต่มีเหตุดั่งนี้ขึ้น หากอยู่ในเมืองหลวงต่อไป เกลือกตั๋งโต๊ะสงสัยเราก็จะมีภัยชะตากรรมเดียวกับเง่าฮู การใหญ่ในวันข้างหน้าก็จะเสียไป เอาตัวรอดปลอดภัยไว้ก่อนจะดีกว่า จึงคิดอาศัยสุดยอดกลยุทธ์แห่งสามสิบหกยอดกลยุทธ์คือหนีออกจากเมืองหลวงไปหาบิดาเพื่อคิดการใหญ่ต่อไป
คิดดังนั้นแล้วโจโฉก็ขึ้นม้าขี่ออกไปจากจวนของตั๋งโต๊ะ ถึงประตูเมืองด้านตะวันออกจึงบอกนายประตูว่าท่านอัครมหาเสนาบดีใช้เราไปราชการเป็นการด่วน นายประตูรู้จักโจโฉดีว่าเป็นคนในจวนของตั๋งโต๊ะ จึงยินยอมให้ออกไปโดยสะดวก
ฝ่ายลิโป้เมื่อตามตั๋งโต๊ะเข้าไปในห้องหนังสือแล้ว จึงว่าแก่ตั๋งโต๊ะว่าข้าพเจ้าไปเอาม้ามาให้โจโฉตามคำสั่งท่าน ขณะกำลังเดินเข้ามานั้น เห็นโจโฉเดินย่องถือกระบี่สั้นเข้าไปหาท่านมีอาการพิรุธ เห็นว่าโจโฉจะคิดร้ายต่อท่าน หากบุญบารมีท่านมีอยู่มากจึงรู้ตัวทัน โจโฉจึงแสร้งอุบายว่านำกระบี่มามอบแก่ท่าน
ตั๋งโต๊ะฟังคำลิโป้แล้วจึงว่าเราเองก็แคลงใจอยู่ แต่เห็นกระบี่ที่โจโฉนำมามอบนั้นเป็นกระบี่วิเศษ ทั้งเราก็ทำนุบำรุงโจโฉด้วยดีถึงขนาด จนเกิดความใกล้ชิดสนิทเหมือนคนในของจวนเรา แต่ฟังท่านแล้วก็เห็นจะจริงตามคำ
พอดีลิยูกุนซือเจ้าปัญญาเดินเข้ามา ตั๋งโต๊ะจึงเล่าความที่โจโฉเอากระบี่มามอบนั้นให้ลิยูฟัง แล้วปรึกษาว่าท่านคิดเห็นเป็นประการใด
ลิยูฟังความแล้ว ว่าความที่ท่านเล่ามาทั้งนี้น่าเคลือบแคลงสงสัย แต่ยังตัดสินในทางใดมิได้ก่อน ชอบที่จะให้ทหารไปดูที่บ้านโจโฉ หากยังอยู่เป็นปกติก็แสดงว่าการมอบมีดสั้นเป็นความจริงใจ ไม่สมควรจะระแวงสงสัยอีกต่อไป
ลิยูว่าต่อไปว่าแต่หากการตรงกันข้าม ไปดูแล้วไม่พบโจโฉย่อมแสดงว่าโจโฉคิดร้ายต่อท่านเหมือนที่ลิโป้สงสัย คิดการไม่สำเร็จแล้วกลัวภัยจึงตัดสินใจหลบหนี
ตั๋งโต๊ะฟังความเห็นของลิยูแล้ว จึงสั่งให้ทหารไปดูโจโฉที่บ้าน ทหารกลับมารายงานว่าโจโฉออกจากบ้านมาที่จวนตั้งแต่ตอนสายยังไม่กลับบ้าน ลิยูจึงสั่งทหารให้ไปสอบถามนายประตูเมืองทุกด้านว่าเห็นโจโฉออกนอกเมืองไปหรือไม่
ทหารซึ่งไปสอบถามนายประตูเมืองด้านตะวันออกกลับมารายงานว่าโจโฉควบม้าออกไปทางประตูเมืองด้านตะวันออก บอกว่าท่านอัครมหาเสนาบดีใช้ไปราชการเป็นการด่วน
ลิยูฟังความแล้วจึงว่ากับตั๋งโต๊ะว่าโจโฉคิดสังหารท่านแน่แล้ว ทำการไม่สมคิดจึงเกิดความกลัวแล้วหลบหนีไป แต่การครั้งนี้เป็นการใหญ่ ย่อมไม่ใช่โจโฉคิดอ่านแต่ลำพัง คงจะมีพรรคพวกคิดอ่านทำร้ายท่านหลายคน ดังนั้นต้องกำจัดเสี้ยนหนามเสียให้สิ้น และจำเป็นต้องตามล่าจับตัวโจโฉมาให้ได้ก่อน แล้วใช้ทัณฑ์ทรมานให้บอกความว่ามีพรรคพวกใครใดที่ร่วมสมคบคิดการครั้งนี้ แล้วกำจัดเสียให้สิ้นซาก
ตั๋งโต๊ะเห็นชอบด้วยความเห็นของลิยู จึงสั่งให้กรมการเจ้าหน้าที่เขียนรูปโจโฉแล้วแต่งหนังสือสั่งการไปทุกหัวเมืองว่าโจโฉเป็นกบฏคิดร้ายต่อแผ่นดิน ผู้ใดพบเห็นโจโฉตามรูปนี้ให้เร่งจับตัวส่งทางราชการที่เมืองหลวง จะปูนบำเหน็จความชอบให้ถึงขนาด แล้วจะตั้งให้เป็นขุนนางผู้ใหญ่ ถ้าผู้ใดคบคิดให้ที่หลบซ่อน หรือปกปิดความเสียไม่แจ้งต่อทางราชการ จะถือว่าผู้นั้นเป็นใจด้วยกบฏ จะเอาโทษประหารชีวิตทั้งครอบครัว
โจโฉหลังจากใช้สุดยอดกลยุทธ์ “ถ้ารบไม่ชนะก็ให้หนีเอาตัวรอดไว้ก่อน” หนีออกจากเมืองหลวงแล้วก็รีบขี่ม้ามุ่งหน้าจะไปหาบิดาตน ครั้นเข้าเขตเมืองจงพวน นายด่านเห็นโจโฉเหมือนกับรูปในประกาศ จึงเข้าจับกุมนำส่งตันก๋งเจ้าเมืองจงพวน
ตันก๋งเจ้าเมืองจงพวนรับมอบตัวโจโฉแล้ว เห็นเหมือนคนในรูปตามประกาศของทางราชการ แต่กลับแสร้งถามว่าท่านชื่อโจโฉ ซึ่งเป็นคนที่ทางการต้องการตัวหรือ
โจโฉเห็นตันก๋งตอนแรกแสดงท่าทีคล้ายคนรู้จัก แต่กลับถามชื่อตนต่อหน้าเจ้าหน้าที่ก็คิดว่าน่าจะมีความนัยอยู่ จึงแกล้งบอกไปว่าข้าพเจ้าไม่ใช่โจโฉ แต่เป็นพ่อค้าชื่อฮ่องฮู เที่ยวค้าขายระหว่างเมือง พวกนายด่านสำคัญผิดคิดว่าข้าพเจ้าคือโจโฉจึงจับตัวมาส่งแก่ท่าน
ตันก๋งจึงกล่าวให้เจ้าหน้าที่ได้ยินทั่วกันว่า เมื่อตัวอ้างว่าไม่ใช่โจโฉ ไว้วันพรุ่งเราจะพิจารณาสอบสวนเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่ง เพราะวันนี้ค่ำแล้วหมดเวลาราชการ แล้วให้ผู้คุมเอาตัวโจโฉไปขังไว้ก่อน
อันตันก๋งนั้นแม้เป็นขุนนางบ้านนอก แต่ได้ยินข่าวคราวทรราชย์ตั๋งโต๊ะ เช่นเดียวกับหัวเมืองอื่น มีความเคียดแค้นอยู่ในใจ ครั้นเห็นประกาศจับโจโฉระบุว่าเป็นกบฏต่อแผ่นดินจึงข้องใจว่าโจโฉจะเป็นกบฏจริงหรือว่าเป็นศัตรูของตั๋งโต๊ะแล้วถูกกลั่นแกล้งกล่าวหาเป็นกบฏ ดังนั้นจึงใคร่ถามความจากโจโฉเป็นการส่วนตัวเสียก่อน เหตุนี้จึงแสร้งเปิดทางไว้เผื่อความคิดต้องกันก็จะได้ร่วมคิดอ่านต่อไป
ครั้นเพลาเที่ยงคืน ตันก๋งจึงให้คนสนิทไปนำตัวโจโฉมาพบ ณ ห้องลับภายในจวนเจ้าเมือง แล้วแสร้งถามว่าท่านอัครมหาเสนาบดีใฝ่การแผ่นดิน รักราษฎรแลข้าทหาร ท่านทำความผิดสิ่งใดให้เป็นที่ระคายเคืองจึงต้องหลบหนีมาดังนี้
โจโฉจึงตอบเป็นความนัยว่า “ท่านอุปมาดังนกน้อย เป็นไฉนจึงจะมาล่วงรู้ความคิดของพญาครุฑ” แล้วเกทับไปว่าท่านจับเราได้แล้ว จงเร่งส่งตัวเราเข้าเมืองหลวงเอาความชอบเถิด จะมาถามเราใยให้ป่วยการ
โจโฉตอบความนัยดังนี้เพราะอ่านท่าทีตันก๋งด้วยสายตาแห่งพญาครุฑออกตั้งแต่ตอนค่ำ แล้วว่ามีใจชังตั๋งโต๊ะเหมือนตัว ครั้นถูกเบิกตัวออกจากที่คุมขังในยามดึกก็ยิ่งมั่นใจ จึงกล่าวความเป็นเงื่อนงำเพื่อให้ตันก๋งสารภาพความคิดออกมาเอง
ตันก๋งฟังคำโจโฉแล้ว มั่นใจว่าโจโฉต้องข้อหากบฏเพราะทำตนเป็นศัตรูกับตั๋งโต๊ะต้องด้วยใจตน จึงขับคนรับใช้ออกไปเสียทั้งสิ้น แล้วสารภาพว่ามีความชังตั๋งโต๊ะศัตรูแผ่นดินเช่นเดียวกับคนทั้งปวง “ท่านอย่าดูหมิ่นว่าเราความคิดน้อย ทุกวันนี้ที่เรามาเป็นหัวเมืองจัตวาอยู่นี้เพราะเราขัดสน แลใจนั้นจะคิดหาผู้กล้าหาญ ซึ่งมีสติปัญญาเป็นหลัก จะได้เป็นคู่คิดสืบไป”
โจโฉเห็นการสมที่คาดคะเนไว้ จึงหาเสียงเอากับตันก๋งว่า “แต่ก่อนปู่และบิดาเราเป็นขุนนางได้กินเบี้ยหวัดอยู่ ครั้งนี้บ้านเมืองเป็นจลาจลเพราะขันทีสิบคนแลตั๋งโต๊ะทำการหยาบช้า ครั้นเราจะนิ่งอยู่มิคิดการก็เหมือนหนึ่งหารู้จักคุณแผ่นดินไม่ อันเราไปอยู่ด้วยตั๋งโต๊ะนี้ หวังจะล้างมันเสีย ซึ่งทำไม่สมความคิดทั้งนี้ก็เป็นกรรมของเรา แลวิบากของอาณาประชาราษฎรทั่วทั้งแผ่นดิน”
ว่าแล้วก็สำทับเอากับตันก๋งต่อไปว่าเราทำการทั้งนี้ด้วยถือรับสั่งลับของพระเจ้าเหี้ยนเต้ เป็นประมาณ เนื่องจากตรอมพระทัยด้วยพฤติกรรมของทรราชย์ตั๋งโต๊ะ ให้เราประสานงานหัวเมืองต่าง ๆ ยกทัพเข้าเมืองหลวงกำจัดตั๋งโต๊ะเสีย
ตันก๋งฟังความโจโฉแล้วก็เชื่อ เพราะเห็นว่าเป็นเชื้อสายขุนนางหลายแผ่นดิน หากไม่มีรับสั่งอันเป็นความลับแล้ว คงไม่เสี่ยงเอาตำแหน่งขุนนางในเมืองหลวงไปกระทำการถึงเพียงนี้ ทั้งการที่โจโฉอ้างว่าจะกระทำต่อไปข้างหน้าเป็นการใหญ่ตามพระประสงค์ของฮ่องเต้สอดคล้องกับความคิดของตน
ตันก๋งจึงเข้าถอดเอาเครื่องจำโจโฉออกจากกาย แล้วเชิญให้นั่งบนเก้าอี้แล้วว่าเราชื่อตันก๋ง เป็นข้าในราชวงศ์ฮั่น มีความเจ็บแค้นด้วยแผ่นดินแลราษฎร ใคร่จะสังหารตั๋งโต๊ะจอมทรราชย์อยู่มิได้ขาด เมื่อท่านถือรับสั่งของฮ่องเต้มาทำการดังนี้ เราจะติดตามท่านไปทำการด้วย หวังเอาสติปัญญาของท่านเป็นหลักชัยกำจัดทรราชย์ บำรุงราษฎรให้เป็นสุขสืบไป
ตันก๋งกล่าวความแล้วก็รีบจัดเก็บข้าวของมีค่าและสัมภาระ มอบกระบี่ให้โจโฉเล่มหนึ่ง ตัวเองถือเล่มหนึ่ง คัดเลือกเอาม้าชั้นดีคนละตัว ขับหนีออกจากเมืองจงพวนตั้งแต่เพลาดึกสงัดหลังเที่ยงคืนนั้น
สุดยอดกลยุทธ์ของโจโฉคือการหนีทั้งสองครั้ง ทำให้โจโฉรอดตายและประจักษ์ถึงอานุภาพของกลยุทธ์นี้ที่คุ้มตัวให้สามารถอยู่ทำการใหญ่ต่อไปได้ ก่อรากฐานทางความคิดเชิงกลยุทธ์ให้แก่การนำทัพของโจโฉในวันข้างหน้า และเหมาเจ๋อตงผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้สรุปขึ้นเป็นหลักการสำคัญของสงครามจรยุทธ์ในกาลต่อมาว่า “จรเมื่อเห็นว่ารบไม่ชนะ ยุทธ์เมื่อเห็นว่ารบแล้วชนะแน่ เอาแต่จร ไม่ยุทธ์ คือลัทธิวิ่งหนี เอาแต่ยุทธ์ ไม่จร คือลัทธิสู้ตายแบบบ้าบิ่น”
โจโฉทรุดตัวลงประคองอ้องอุ้นให้ลุกขึ้น แล้วรับเอาจอกสุรามาผินหน้าไปทางทิศอันเป็นที่ตั้งศาลพระเทพบิดรแห่งราชวงศ์ฮั่น แล้วสาบานว่าเทพยดาจงเป็นพยาน แห่งความภักดีของข้าพเจ้า บัดนี้ข้าพเจ้าขออาสาแผ่นดินจะฆ่าตั๋งโต๊ะเสียให้จงได้ บ้านเมืองแลราษฎรจะได้เป็นสุขทั่วกัน แล้วดื่มสุราสาบานตนนั้นจนหมดจอก
อ้องอุ้นและขุนนางในที่นั้นมีความยินดีนัก แล้วอ้องอุ้นจึงเข้าไปข้างในหยิบกระบี่สั้นวิเศษที่มีชื่อว่ากระบี่สัตตะโลหะให้แก่โจโฉ
กระบี่สั้นสัตตะโลหะนี้ ทำจากโลหะวัตถุธาตุอย่างดีถึงเจ็ดชนิด ตัวกระบี่ยาวเจ็ดนิ้ว ด้ามทำด้วยงายาวห้านิ้ว ตัวดาบมีสีดำสนิท มีเงาประกายเขียวทึบวาววามคมกล้า สามารถตัดเหล็กได้ดุจดังหยวก สามก๊กฉบับสมบูรณ์ระบุว่ากระบี่สั้นนี้มีชื่อว่ากระบี่สั้นสัตตะกายสิทธิ์ คือมีความวิเศษเจ็ดอย่าง บางฉบับว่ากระบี่สั้นชนิดนี้คือต้นแบบของดาบสั้นของซามูไรใช้ประจำกาย หากถึงคราวอับจนหรือสิ้นเกียรติยศก็จะใช้สำหรับฮาราคีรีตนเอง
โจโฉรับกระบี่สั้นจากอ้องอุ้นแล้วก็ลากลับบ้าน คิดอ่านทางหนีทีไล่ในวันรุ่ง ครั้นล่วงเพลาเที่ยงคืนจึงได้หลับไป ตื่นขึ้นอีกครั้งหนึ่งก็ใกล้เพลาสาย โจโฉรีบแต่งตัวเอากระบี่สั้นซ่อนไว้ในเสื้อ แล้วรีบไปจวนตั๋งโต๊ะตามปกติ
ถึงจวนแล้วถามนายประตูอย่างคนคุ้นเคยว่าขณะนี้ท่านอัครมหาเสนาบดีอยู่ที่ไหน นายประตูบอกว่าอยู่ที่หอหนังสือ โจโฉก็ขึ้นไปเห็นลิโป้ยืนอยู่หน้าประตูหอนั้น ตั๋งโต๊ะเห็นโจโฉก็ถามว่าวันนี้ทำไมจึงมาสายไป โจโฉจึงว่าม้าซึ่งขี่ประจำนั้นได้รับบาดเจ็บที่เท้า ใช้ขี่ไม่ได้ จึงต้องไปยืมม้าจากที่อื่น เหตุนี้จึงมารับใช้ท่านสายเกินไป ขออภัยท่านด้วยเถิด
ตั๋งโต๊ะได้ยินดังนั้นจึงสั่งลิโป้ว่าให้ไปที่โรงม้าของเรา เอาม้าพันธุ์ดีตัวหนึ่งที่เพิ่งได้มาจากเมืองซีหลงให้แก่โจโฉ ลิโป้รับคำสั่งตั๋งโต๊ะแล้วก็ออกไป
ตั๋งโต๊ะนั่งดูหนังสืออยู่บนตั่ง ครู่หนึ่งก็ล้มตัวลงนอนดูหนังสือตามปกติ นอนตะแคงซ้ายผินหน้าเข้าหาด้านผนังตึก โจโฉนั้นตอนแรกที่เข้ามาเห็นลิโป้ยืนอยู่ไม่ค่อยสบายใจนักกริ่งว่าจะทำการไม่สมความคิด แม้สมความคิดแล้วก็ยากที่จะหนีรอดมือ ลิโป้ไปได้ ครั้นเห็นลิโป้ไปแล้วก็ดีใจ รำพึงในใจว่าการครั้งนี้คงสมความคิด แล้วจึงย่องเดินเข้าไปใกล้ตัวตั๋งโต๊ะ ล้วงกระบี่สั้นออกจากอกเสื้อ
ยังมิทันที่จะได้ชักกระบี่ออกจากฝัก ตั๋งโต๊ะเห็นโจโฉจากเงาในกระจกที่แขวนอยู่ข้างผนังตึก มีอาการประหลาด จึงผินหน้ามาถามโจโฉว่าตัวถือกระบี่เข้ามาเช่นนี้จะทำร้ายเราหรือ
โจโฉเห็นตั๋งโต๊ะรู้ตัวเช่นนั้น จึงรีบคุกเข่าลงกับพื้น เอามือทั้งสองชูกระบี่สั้นขึ้นเหนือศีรษะแล้วแก้ตัวว่า “ซึ่งข้าพเจ้าจะทำร้ายท่านหามิได้ ทุกวันนี้ท่านมีคุณแก่ข้าพเจ้านัก ข้าพเจ้าจะหาสิ่งใดมาสนองคุณมิได้ มีแต่กระบี่สั้นเล่มนี้มีราคามาก เป็นของปู่ย่าตายายได้ต่อ ๆ กันมาจนถึงข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจึงเอามาสนองคุณท่าน”
ว่าแล้วก็ส่งกระบี่สั้นหันด้ามให้ตั๋งโต๊ะ ตั๋งโต๊ะรับกระบี่มาดูเห็นเป็นของวิเศษ น้ำใจโลภอันมีมาในกมลสันดาน จึงมองข้ามเหตุการณ์พิรุธไปมิได้สงสัย เชื่อตามคำของโจโฉ พอดีลิโป้เดินเข้ามาตั๋งโต๊ะจึงส่งกระบี่สั้นให้ลิโป้เก็บไว้ แล้วจึงพาโจโฉออกไปดูม้า ซึ่งลิโป้ไปนำมาที่ข้างนอก แล้วโอ่ว่าม้านี้เป็นม้าชั้นเลิศจากเมืองซีหลง มอบให้ท่านจงนำไปขี่เถิด
โจโฉแสดงความคารวะขอบคุณตั๋งโต๊ะแล้วจึงยอตั๋งโต๊ะว่าม้าของท่านนี้ดีเลิศกว่าม้าทั้งปวงที่ข้าพเจ้าเคยพบเห็นมา แต่ท่าทางพยศนัก ขอให้ข้าพเจ้าได้ลองขี่ดู หากวาสนาข้าพเจ้าไม่พอกับม้า ม้าไม่เต็มใจให้ข้าพเจ้าขี่ เกินกำลังแล้วจะขอมอบคืนแก่ท่าน
ตั๋งโต๊ะฟังคำยอของโจโฉแล้วจึงอนุญาต แล้วชวนลิโป้กลับเข้ามาที่ห้องหนังสือ
โจโฉจูงม้าออกมาที่ด้านนอกแล้วคำนึงว่าเราคิดการหมายสังหารเจ้าโจรเฒ่า การยังไม่สมความคิด แต่มีเหตุดั่งนี้ขึ้น หากอยู่ในเมืองหลวงต่อไป เกลือกตั๋งโต๊ะสงสัยเราก็จะมีภัยชะตากรรมเดียวกับเง่าฮู การใหญ่ในวันข้างหน้าก็จะเสียไป เอาตัวรอดปลอดภัยไว้ก่อนจะดีกว่า จึงคิดอาศัยสุดยอดกลยุทธ์แห่งสามสิบหกยอดกลยุทธ์คือหนีออกจากเมืองหลวงไปหาบิดาเพื่อคิดการใหญ่ต่อไป
คิดดังนั้นแล้วโจโฉก็ขึ้นม้าขี่ออกไปจากจวนของตั๋งโต๊ะ ถึงประตูเมืองด้านตะวันออกจึงบอกนายประตูว่าท่านอัครมหาเสนาบดีใช้เราไปราชการเป็นการด่วน นายประตูรู้จักโจโฉดีว่าเป็นคนในจวนของตั๋งโต๊ะ จึงยินยอมให้ออกไปโดยสะดวก
ฝ่ายลิโป้เมื่อตามตั๋งโต๊ะเข้าไปในห้องหนังสือแล้ว จึงว่าแก่ตั๋งโต๊ะว่าข้าพเจ้าไปเอาม้ามาให้โจโฉตามคำสั่งท่าน ขณะกำลังเดินเข้ามานั้น เห็นโจโฉเดินย่องถือกระบี่สั้นเข้าไปหาท่านมีอาการพิรุธ เห็นว่าโจโฉจะคิดร้ายต่อท่าน หากบุญบารมีท่านมีอยู่มากจึงรู้ตัวทัน โจโฉจึงแสร้งอุบายว่านำกระบี่มามอบแก่ท่าน
ตั๋งโต๊ะฟังคำลิโป้แล้วจึงว่าเราเองก็แคลงใจอยู่ แต่เห็นกระบี่ที่โจโฉนำมามอบนั้นเป็นกระบี่วิเศษ ทั้งเราก็ทำนุบำรุงโจโฉด้วยดีถึงขนาด จนเกิดความใกล้ชิดสนิทเหมือนคนในของจวนเรา แต่ฟังท่านแล้วก็เห็นจะจริงตามคำ
พอดีลิยูกุนซือเจ้าปัญญาเดินเข้ามา ตั๋งโต๊ะจึงเล่าความที่โจโฉเอากระบี่มามอบนั้นให้ลิยูฟัง แล้วปรึกษาว่าท่านคิดเห็นเป็นประการใด
ลิยูฟังความแล้ว ว่าความที่ท่านเล่ามาทั้งนี้น่าเคลือบแคลงสงสัย แต่ยังตัดสินในทางใดมิได้ก่อน ชอบที่จะให้ทหารไปดูที่บ้านโจโฉ หากยังอยู่เป็นปกติก็แสดงว่าการมอบมีดสั้นเป็นความจริงใจ ไม่สมควรจะระแวงสงสัยอีกต่อไป
ลิยูว่าต่อไปว่าแต่หากการตรงกันข้าม ไปดูแล้วไม่พบโจโฉย่อมแสดงว่าโจโฉคิดร้ายต่อท่านเหมือนที่ลิโป้สงสัย คิดการไม่สำเร็จแล้วกลัวภัยจึงตัดสินใจหลบหนี
ตั๋งโต๊ะฟังความเห็นของลิยูแล้ว จึงสั่งให้ทหารไปดูโจโฉที่บ้าน ทหารกลับมารายงานว่าโจโฉออกจากบ้านมาที่จวนตั้งแต่ตอนสายยังไม่กลับบ้าน ลิยูจึงสั่งทหารให้ไปสอบถามนายประตูเมืองทุกด้านว่าเห็นโจโฉออกนอกเมืองไปหรือไม่
ทหารซึ่งไปสอบถามนายประตูเมืองด้านตะวันออกกลับมารายงานว่าโจโฉควบม้าออกไปทางประตูเมืองด้านตะวันออก บอกว่าท่านอัครมหาเสนาบดีใช้ไปราชการเป็นการด่วน
ลิยูฟังความแล้วจึงว่ากับตั๋งโต๊ะว่าโจโฉคิดสังหารท่านแน่แล้ว ทำการไม่สมคิดจึงเกิดความกลัวแล้วหลบหนีไป แต่การครั้งนี้เป็นการใหญ่ ย่อมไม่ใช่โจโฉคิดอ่านแต่ลำพัง คงจะมีพรรคพวกคิดอ่านทำร้ายท่านหลายคน ดังนั้นต้องกำจัดเสี้ยนหนามเสียให้สิ้น และจำเป็นต้องตามล่าจับตัวโจโฉมาให้ได้ก่อน แล้วใช้ทัณฑ์ทรมานให้บอกความว่ามีพรรคพวกใครใดที่ร่วมสมคบคิดการครั้งนี้ แล้วกำจัดเสียให้สิ้นซาก
ตั๋งโต๊ะเห็นชอบด้วยความเห็นของลิยู จึงสั่งให้กรมการเจ้าหน้าที่เขียนรูปโจโฉแล้วแต่งหนังสือสั่งการไปทุกหัวเมืองว่าโจโฉเป็นกบฏคิดร้ายต่อแผ่นดิน ผู้ใดพบเห็นโจโฉตามรูปนี้ให้เร่งจับตัวส่งทางราชการที่เมืองหลวง จะปูนบำเหน็จความชอบให้ถึงขนาด แล้วจะตั้งให้เป็นขุนนางผู้ใหญ่ ถ้าผู้ใดคบคิดให้ที่หลบซ่อน หรือปกปิดความเสียไม่แจ้งต่อทางราชการ จะถือว่าผู้นั้นเป็นใจด้วยกบฏ จะเอาโทษประหารชีวิตทั้งครอบครัว
โจโฉหลังจากใช้สุดยอดกลยุทธ์ “ถ้ารบไม่ชนะก็ให้หนีเอาตัวรอดไว้ก่อน” หนีออกจากเมืองหลวงแล้วก็รีบขี่ม้ามุ่งหน้าจะไปหาบิดาตน ครั้นเข้าเขตเมืองจงพวน นายด่านเห็นโจโฉเหมือนกับรูปในประกาศ จึงเข้าจับกุมนำส่งตันก๋งเจ้าเมืองจงพวน
ตันก๋งเจ้าเมืองจงพวนรับมอบตัวโจโฉแล้ว เห็นเหมือนคนในรูปตามประกาศของทางราชการ แต่กลับแสร้งถามว่าท่านชื่อโจโฉ ซึ่งเป็นคนที่ทางการต้องการตัวหรือ
โจโฉเห็นตันก๋งตอนแรกแสดงท่าทีคล้ายคนรู้จัก แต่กลับถามชื่อตนต่อหน้าเจ้าหน้าที่ก็คิดว่าน่าจะมีความนัยอยู่ จึงแกล้งบอกไปว่าข้าพเจ้าไม่ใช่โจโฉ แต่เป็นพ่อค้าชื่อฮ่องฮู เที่ยวค้าขายระหว่างเมือง พวกนายด่านสำคัญผิดคิดว่าข้าพเจ้าคือโจโฉจึงจับตัวมาส่งแก่ท่าน
ตันก๋งจึงกล่าวให้เจ้าหน้าที่ได้ยินทั่วกันว่า เมื่อตัวอ้างว่าไม่ใช่โจโฉ ไว้วันพรุ่งเราจะพิจารณาสอบสวนเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่ง เพราะวันนี้ค่ำแล้วหมดเวลาราชการ แล้วให้ผู้คุมเอาตัวโจโฉไปขังไว้ก่อน
อันตันก๋งนั้นแม้เป็นขุนนางบ้านนอก แต่ได้ยินข่าวคราวทรราชย์ตั๋งโต๊ะ เช่นเดียวกับหัวเมืองอื่น มีความเคียดแค้นอยู่ในใจ ครั้นเห็นประกาศจับโจโฉระบุว่าเป็นกบฏต่อแผ่นดินจึงข้องใจว่าโจโฉจะเป็นกบฏจริงหรือว่าเป็นศัตรูของตั๋งโต๊ะแล้วถูกกลั่นแกล้งกล่าวหาเป็นกบฏ ดังนั้นจึงใคร่ถามความจากโจโฉเป็นการส่วนตัวเสียก่อน เหตุนี้จึงแสร้งเปิดทางไว้เผื่อความคิดต้องกันก็จะได้ร่วมคิดอ่านต่อไป
ครั้นเพลาเที่ยงคืน ตันก๋งจึงให้คนสนิทไปนำตัวโจโฉมาพบ ณ ห้องลับภายในจวนเจ้าเมือง แล้วแสร้งถามว่าท่านอัครมหาเสนาบดีใฝ่การแผ่นดิน รักราษฎรแลข้าทหาร ท่านทำความผิดสิ่งใดให้เป็นที่ระคายเคืองจึงต้องหลบหนีมาดังนี้
โจโฉจึงตอบเป็นความนัยว่า “ท่านอุปมาดังนกน้อย เป็นไฉนจึงจะมาล่วงรู้ความคิดของพญาครุฑ” แล้วเกทับไปว่าท่านจับเราได้แล้ว จงเร่งส่งตัวเราเข้าเมืองหลวงเอาความชอบเถิด จะมาถามเราใยให้ป่วยการ
โจโฉตอบความนัยดังนี้เพราะอ่านท่าทีตันก๋งด้วยสายตาแห่งพญาครุฑออกตั้งแต่ตอนค่ำ แล้วว่ามีใจชังตั๋งโต๊ะเหมือนตัว ครั้นถูกเบิกตัวออกจากที่คุมขังในยามดึกก็ยิ่งมั่นใจ จึงกล่าวความเป็นเงื่อนงำเพื่อให้ตันก๋งสารภาพความคิดออกมาเอง
ตันก๋งฟังคำโจโฉแล้ว มั่นใจว่าโจโฉต้องข้อหากบฏเพราะทำตนเป็นศัตรูกับตั๋งโต๊ะต้องด้วยใจตน จึงขับคนรับใช้ออกไปเสียทั้งสิ้น แล้วสารภาพว่ามีความชังตั๋งโต๊ะศัตรูแผ่นดินเช่นเดียวกับคนทั้งปวง “ท่านอย่าดูหมิ่นว่าเราความคิดน้อย ทุกวันนี้ที่เรามาเป็นหัวเมืองจัตวาอยู่นี้เพราะเราขัดสน แลใจนั้นจะคิดหาผู้กล้าหาญ ซึ่งมีสติปัญญาเป็นหลัก จะได้เป็นคู่คิดสืบไป”
โจโฉเห็นการสมที่คาดคะเนไว้ จึงหาเสียงเอากับตันก๋งว่า “แต่ก่อนปู่และบิดาเราเป็นขุนนางได้กินเบี้ยหวัดอยู่ ครั้งนี้บ้านเมืองเป็นจลาจลเพราะขันทีสิบคนแลตั๋งโต๊ะทำการหยาบช้า ครั้นเราจะนิ่งอยู่มิคิดการก็เหมือนหนึ่งหารู้จักคุณแผ่นดินไม่ อันเราไปอยู่ด้วยตั๋งโต๊ะนี้ หวังจะล้างมันเสีย ซึ่งทำไม่สมความคิดทั้งนี้ก็เป็นกรรมของเรา แลวิบากของอาณาประชาราษฎรทั่วทั้งแผ่นดิน”
ว่าแล้วก็สำทับเอากับตันก๋งต่อไปว่าเราทำการทั้งนี้ด้วยถือรับสั่งลับของพระเจ้าเหี้ยนเต้ เป็นประมาณ เนื่องจากตรอมพระทัยด้วยพฤติกรรมของทรราชย์ตั๋งโต๊ะ ให้เราประสานงานหัวเมืองต่าง ๆ ยกทัพเข้าเมืองหลวงกำจัดตั๋งโต๊ะเสีย
ตันก๋งฟังความโจโฉแล้วก็เชื่อ เพราะเห็นว่าเป็นเชื้อสายขุนนางหลายแผ่นดิน หากไม่มีรับสั่งอันเป็นความลับแล้ว คงไม่เสี่ยงเอาตำแหน่งขุนนางในเมืองหลวงไปกระทำการถึงเพียงนี้ ทั้งการที่โจโฉอ้างว่าจะกระทำต่อไปข้างหน้าเป็นการใหญ่ตามพระประสงค์ของฮ่องเต้สอดคล้องกับความคิดของตน
ตันก๋งจึงเข้าถอดเอาเครื่องจำโจโฉออกจากกาย แล้วเชิญให้นั่งบนเก้าอี้แล้วว่าเราชื่อตันก๋ง เป็นข้าในราชวงศ์ฮั่น มีความเจ็บแค้นด้วยแผ่นดินแลราษฎร ใคร่จะสังหารตั๋งโต๊ะจอมทรราชย์อยู่มิได้ขาด เมื่อท่านถือรับสั่งของฮ่องเต้มาทำการดังนี้ เราจะติดตามท่านไปทำการด้วย หวังเอาสติปัญญาของท่านเป็นหลักชัยกำจัดทรราชย์ บำรุงราษฎรให้เป็นสุขสืบไป
ตันก๋งกล่าวความแล้วก็รีบจัดเก็บข้าวของมีค่าและสัมภาระ มอบกระบี่ให้โจโฉเล่มหนึ่ง ตัวเองถือเล่มหนึ่ง คัดเลือกเอาม้าชั้นดีคนละตัว ขับหนีออกจากเมืองจงพวนตั้งแต่เพลาดึกสงัดหลังเที่ยงคืนนั้น
สุดยอดกลยุทธ์ของโจโฉคือการหนีทั้งสองครั้ง ทำให้โจโฉรอดตายและประจักษ์ถึงอานุภาพของกลยุทธ์นี้ที่คุ้มตัวให้สามารถอยู่ทำการใหญ่ต่อไปได้ ก่อรากฐานทางความคิดเชิงกลยุทธ์ให้แก่การนำทัพของโจโฉในวันข้างหน้า และเหมาเจ๋อตงผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้สรุปขึ้นเป็นหลักการสำคัญของสงครามจรยุทธ์ในกาลต่อมาว่า “จรเมื่อเห็นว่ารบไม่ชนะ ยุทธ์เมื่อเห็นว่ารบแล้วชนะแน่ เอาแต่จร ไม่ยุทธ์ คือลัทธิวิ่งหนี เอาแต่ยุทธ์ ไม่จร คือลัทธิสู้ตายแบบบ้าบิ่น”