ตอนที่ 258. กลลวงหักลวง

 เจียวก้านวางเหลี่ยมในฐานเพื่อนเก่าของจิวยี่อาสามาเกลี้ยกล่อมให้จิวยี่ยอมจำนนต่อโจโฉ แต่จิวยี่ก็รู้ทัน วางเหลี่ยมสกัดมิให้เจียวก้านผู้เพื่อนเก่าเอื้อนเอ่ยถ้อยร้อยวาจาเกลี้ยกล่อม มิหนำซ้ำกลับโอ้อวดถึงความมั่งคั่งร่ำรวยของแคว้นกังตั๋ง ตลอดจนแสนยานุภาพอันเข้มแข็งเกรียงไกรของทหารเมืองกังตั๋งต่อเพื่อนร่วมสำนัก จนถึงเวลาค่ำก็ยังไม่เลิกรา

            กล “ลวงหักลวง” กำลังดำเนินไปอย่างดุเดือด ลึกซึ้งแหลมคม

            ครั้นค่ำลงความมืดได้แผ่ปกคลุมทั่วทุกพื้นที่อย่างรวดเร็ว สายลมหนาวพัดโชยมา จิวยี่สั่งการให้ทั่วทั้งกองทัพจุดโคมไฟ โดยเฉพาะในบริเวณงานจัดเลี้ยงที่ศาลาบัญชาการทหารนั้นให้เพิ่มโคมไฟสว่างราวกับกลางวัน

            จิวยี่ชนจอกสุรากับเจียวก้านติดต่อกันอีกหลายจอก แล้วลุกขึ้นจากที่นั่งดึงกระบี่จากมือทหารรักษาการณ์ทำเป็นเมาสุราแล้วร่ายรำเพลงกระบี่ท่ามกลางงานเลี้ยง และสั่งให้วงมโหรีบรรเลงเพลงทำนองพื้นบ้านของเมืองกังตั๋ง

            จิวยี่ทำเป็นเมามายร่ายรำกระบี่อย่างคึกคะนอง ปากก็ร้องเพลงคล้ายกับแต่งขึ้นเองตามใจชอบว่า “ธรรมดาเกิดมาเป็นชาย เร่งอุตส่าห์กระทำความเพียรให้มียศถาบรรดาศักดิ์ ถ้าได้สมความปรารถนาแล้วจึงสำแดงความคิดให้คนทั้งปวงเห็นว่ามีสติปัญญา”

            ในระหว่างที่จิวยี่ร่ายรำเพลงกระบี่เสมือนหนึ่งเมามายไม่เข้าทำนองเพลงและไม่เป็นเพลงที่สัมผัสตามลักษณะบทนิพนธ์ บรรดานายทหารทั้งปวงในที่นั้นพากันกล่าวว่าท่านแม่ทัพเมาสุรามากแล้ว แต่ครั้นจิวยี่ร้องเพลงจบลงทุกคนต่างปรบมือแล้วหัวเราะ

            เจียวก้านเห็นได้ทีจึงกล่าวกับจิวยี่ว่าเวลาวันนี้ดึกแล้ว ตัวข้าพเจ้าก็มีกำลังน้อยไม่สามารถดื่มสุราได้เหมือนกับท่านซึ่งเป็นทหาร ซึ่งท่านเลี้ยงรับรองต้อนรับในวันนี้เป็นเกียรติยศและอบอุ่นใจยิ่งแล้ว ข้าพเจ้าขอบคุณนัก ขอท่านจงพักงานครั้งนี้ไว้แต่เพียงเท่านี้เถิด

            จิวยี่ทำทีเป็นขัดคำขอของเพื่อนไม่ได้ โบกมือเป็นสัญญาณให้วงดนตรีหยุดขับกล่อม และให้เลิกงานเลี้ยงแต่บัดนั้น บรรดาแม่ทัพนายกองทั้งปวงต่างคำนับลาจิวยี่กลับออกไป

            จิวยี่ได้กล่าวกับเจียวก้านว่าเมื่อครั้งอยู่ร่วมสำนักนั้น ข้าพเจ้ากับท่านได้นอนร่วมเตียงกันเสมอมา บัดนี้นานแล้วที่มิได้นอนสนทนาร่วมเตียงเดียวกัน ดังนั้นวันนี้ท่านจงนอนสนทนาอยู่กับข้าพเจ้าสักคืนหนึ่ง ว่าแล้วจิวยี่ก็จูงมือเจียวก้านเข้าไปที่ห้องพักของแม่ทัพใหญ่

            พอเจียวก้านลุกขึ้นจิวยี่ก็อาเจียนจนเปรอะเปื้อนไปทั่วบริเวณ และแสร้งเดินโซซัดโซเซ ทหารรักษาการณ์เกรงว่าแม่ทัพใหญ่จะเมาสุราเดินต่อไปไม่ได้จึงพากันเข้ามาพยุงตัว แต่จิวยี่ก็โบกมือให้ถอยกลับไปที่เดิม

            เมื่อไปถึงเตียงนอนจิวยี่แสร้งอาเจียนลงที่พื้นข้างเตียง แล้วทำเป็นเมามาย พูดจาไม่ได้ศัพท์ ทหารรักษาการณ์ต้องพากันมาทำความสะอาดบริเวณห้องนอนของแม่ทัพในทันที

            จิวยี่แสร้งชวนเจียวก้านมานอนด้วยกันเหมือนครั้งที่สำนักอยู่กับอาจารย์ แต่พอถึงเตียงนอนจิวยี่ก็แสร้งล้มตัวลงนอนโดยไม่เปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วทำหลับโดยมิได้สนทนาพาทีกับเจียวก้านแม้แต่สักคำเดียว ครู่หนึ่งก็แกล้งกรนเสียงดังสนั่นลั่นทั้งห้องนอน

            เจียวก้านนอนหลับตามิลงเพราะการที่อาสาโจโฉมายังไม่มีวี่แววว่าจะเริ่มต้น ทั้งเสื้อผ้าที่เปรอะเปื้อนสุราของจิวยี่กลิ่นคละคลุ้ง มิหนำซ้ำยังมีเสียงกรนดังสนั่น เจียวก้านจึงได้แต่พลิกตัวไปมาจนเวลาล่วงใกล้ยามสอง เจียวก้านนอนไม่หลับจึงลุกไปสูบยาที่โต๊ะเขียนหนังสือของจิวยี่ซึ่งตั้งอยู่ในห้องนอนนั้น

            เจียวก้านเห็นโต๊ะหนังสือของจิวยี่มีเอกสารกองอยู่เต็มโต๊ะล้วนเป็นเอกสารเกี่ยวกับการทหาร เมื่ออ่านดูก็เห็นเป็นเรื่องราวทางธุรการ แต่เห็นหนังสือฉบับหนึ่งเป็นที่ผิดสังเกตกว่าฉบับอื่น ข้างหน้าซองจ่าหน้าว่า “ชัวมอ เตียวอุ๋นแม่ทัพเรือ มีหนังสือมายังท่านแม่ทัพใหญ่จิวยี่”

            เจียวก้านเห็นเนื้อความตามที่จ่าหน้าดังนั้นก็หลากใจ รีบหันหน้าไปมองที่จิวยี่เห็นนอนหลับสนิท และเสียงกรนยังคงดังสนั่นอยู่ก็สำคัญว่าจิวยี่หลับ จึงเปิดหนังสือนั้นออกอ่านดู

            ความในหนังสือนั้นเป็นลายมือเขียน มีความว่า “ข้าพเจ้าชัวมอ เตียวอุ๋น คำนับมาถึงจิวยี่ ซึ่งข้าพเจ้ามาอยู่ด้วยโจโฉนี้เพราะความจำใจ แต่คิดแค้นอยู่มิวาย ถ้าได้ทีเมื่อใดข้าพเจ้าจะตัดศีรษะมาให้ท่าน แม้ยังมิสมความคิดก่อน ข้าพเจ้าจะให้คนลอบไปบอกข่าวท่านเนือง ๆ”

            เจียวก้านอ่านเนื้อความในหนังสือจบแล้วก็รู้ว่าชัวมอ เตียวอุ๋น แม่ทัพเรือของโจโฉคิดเอาใจออกหากจึงรีบเอาหนังสือนั้นซ่อนไว้ในแขนเสื้อ พอดีจิวยี่หยุดกรนและพลิกตัว เจียวก้านเกรงว่าจิวยี่จะรู้สึกตัวตื่นขึ้นจึงแสร้งเป่าตะเกียงให้ดับแล้วรีบย่องกลับไปนอนในที่เดิม

            เจียวก้านต้องการทดสอบว่าจิวยี่หลับจริงหรือไม่ จึงแสร้งเรียกจิวยี่แต่เบา ๆ ว่าท่านแม่ทัพ ท่านแม่ทัพ แต่จิวยี่ยังคงหลับสนิท เมื่อพลิกตัวเข้าที่แล้วก็กรนเสียงดังสนั่นต่อไป เจียวก้านสำคัญว่าจิวยี่หลับก็ค่อยคลายใจ

            ครู่หนึ่งได้ยินเสียงจิวยี่ละเมอว่า “ยังอีกสี่วันห้าวัน เจียวก้านจงดูศีรษะโจโฉ ณ ค่ายเราเถิด”

            เจียวก้านได้ยินดังนั้นก็สำคัญตามคติความเชื่อแต่โบราณว่า คำคนละเมอพูดนั้นเป็นคำจริง หากซักไซร้ไต่ถามก็จะได้ความจริงดังปรารถนา คิดดังนั้นแล้วเจียวก้านจึงแสร้งถามจิวยี่แต่เบา ๆ ว่าศีรษะของโจโฉหรือ

            พลันได้ยินเสียงจิวยี่ละเมอตอบว่า ศีรษะโจโฉ ศีรษะโจโฉ คอยดูเถิด แล้วได้ยินเสียงฟังไม่ได้ศัพท์กลั้วอยู่ในลำคอของจิวยี่และไม่มีศัพท์สำเนียงอย่างอื่นต่อไปอีก

            เจียวก้านได้ฟังดังนั้นก็เชื่อโดยสนิทใจว่าชัวมอ เตียวอุ๋น แม่ทัพเรือของโจโฉเอาใจออกหากวางแผนตัดศีรษะโจโฉมามอบแก่จิวยี่ จึงยิ่งนอนไม่หลับ เบิ่งตาฝ่าความมืดจ้องไปทางเพดานหลังคาห้องพัก ครุ่นคิดคำนึงถึงเหตุการณ์ในวันข้างหน้า หลับตามิลง

            เสียงยามตีระฆังเป็นสัญญาณยามสองผ่านพ้นไป ก็มีทหารรักษาการณ์เดินเข้ามาในห้องของจิวยี่ เจียวก้านรู้สึกตัวเห็นดังนั้นก็แสร้งทำเป็นหลับ เห็นทหารนั้นเดินย่องเข้าไปสะกิดจิวยี่แล้วเรียกแต่เบา ๆ ว่าท่านแม่ทัพ ท่านแม่ทัพ

            จิวยี่ทำเป็นงัวเงียตื่นขึ้นแล้วถามว่าผู้ใดมานอนข้างเราบนเตียงนี้ ทหารรักษาการณ์ได้รายงานว่าท่านแม่ทัพเมาสุรามากเกินไป จึงลืมไปว่าได้ชวนเจียวก้านเพื่อนเก่าของท่านให้มานอนด้วยกัน จิวยี่ทำเป็นจำได้และพูดเสียงอยู่ในลำคอว่าเราเมาสุรามากไป จะเลอะเลือนพูดจาประการใดออกไปบ้างก็ไม่รู้เลย

            จิวยี่ทำทีค่อย ๆ ลุกขึ้นมิให้เจียวก้านรู้สึก เจียวก้านรู้สึกตัวอยู่แต่แสร้งทำเป็นหลับ จิวยี่เพื่อจะให้มั่นใจว่าเจียวก้านหลับสนิทจึงแสร้งเรียกชื่อเจียวก้านแต่เบา ๆ แต่เจียวก้านไม่ขานตอบ ทำทีนอนนิ่งหลับสนิทต่อไป

            จิวยี่เห็นดังนั้นจึงแสร้งเดินย่องลงจากเตียง ทหารนั้นทำทีเป็นกระซิบกับจิวยี่ว่ามีคนข้ามฟากมาแต่ข้างทิศเหนือ จิวยีได้ฟังดังนั้นจึงทำทีเป็นให้เบาเสียงลงแล้วแสร้งเดินมาที่เตียง เอามือเขย่าตัวเจียวก้านแต่เบา ๆ แล้วเรียกชื่อเจียวก้าน เจียวก้าน

            เจียวก้านยังไม่หลับแต่รู้ทีว่ามีนัยยะอันสำคัญเป็นความลับ และรู้ว่าที่จิวยี่มาแสร้งปลุกตัวนั้นเป็นเพียงการทดสอบให้แน่ใจว่าเจียวก้านยังคงหลับสนิทจริงหรือไม่ เจียวก้านจึงแสร้งนอนหลับมิรู้ศัพท์สำเนียงเสียงเรียกของจิวยี่

            เจียวก้านสดับตรับฟังเสียงเดินก็รู้ว่าจิวยี่เดินตามทหารนั้นออกไปที่นอกห้องพัก จึงรีบลุกย่องเดินตามออกไปแอบฟังอยู่ข้างประตู มองออกไปภายนอกเห็นจิวยี่ยืนฟังรายงานจากทหารนั้นเป็นเสียงกระซิบพอได้ยินว่า “ชัวมอ เตียวอุ๋น ให้คนสนิทลอบมาบอกเนื้อความว่าซึ่งจะทำการนั้นยังไม่สมความคิดก่อน” แล้วทหารนั้นจึงคำนับลาจิวยี่

            เจียวก้านเห็นดังนั้นจึงรีบกลับมานอนที่เตียง แสร้งทำเป็นหลับสนิทดังเดิม ชั่วอึดใจหนึ่งจิวยี่ก็เดินเข้ามาในห้อง แล้วทำทีมาเขย่าตัวเจียวก้านแต่เบา ๆ เจียวก้านก็รู้ว่าจิวยี่มาทดสอบว่าหลับสนิทมิรู้ความหรือไม่ จึงแสร้งนอนหลับสนิท จากนั้นจิวยี่จึงล้มตัวลงนอนในที่เดิม ครู่หนึ่งก็ได้ยินเสียงกรนดังสนั่นเป็นทีว่าหลับสนิทตามเดิม

            ล่วงถึงยามสามเจียวก้านก็ยังนอนไม่หลับเพราะความอันประจักษ์ในค่ำคืนนี้ใหญ่หลวงนัก เกี่ยวด้วยความเป็นความตายของอัครมหาเสนาบดีโจโฉ ทั้งคำนึงว่าจิวยี่นี้มีสติปัญญาหลักแหลมละเอียดถี่ถ้วนนัก หากตื่นขึ้นในวันพรุ่งนี้ไม่เห็นหนังสือของชัวมอ เตียวอุ๋น คงจะสงสัยไต่สวนเราก็จะได้รับความผิด แม้ว่าเราเดินทางมาครั้งนี้จะมิได้การดังที่อาสาแต่ความลับที่พานพบกลับสำคัญอันจะก่อเกิดความชอบใหญ่หลวง กระนั้นเลยจำจะรีบหนีกลับไปเสียแต่คืนนี้

            เจียวก้านคำนึงดังนั้นแล้วจึงลุกขึ้นเอามือเขย่าตัวจิวยี่บ้าง เห็นจิวยี่หลับสนิทอยู่ก็วางใจ จึงลอบเดินออกจากนอกห้องนอนไปทางประตูค่ายทำทีว่าเดินทางกลับตามปกติ

            ทหารรักษาการณ์เห็นดังนั้นก็จำได้ว่าเป็นเพื่อนเก่าของแม่ทัพใหญ่ จึงถามว่าเวลายังไม่ทันสว่างท่านจะเดินทางไปข้างไหน เจียวก้านจึงว่าตัวเรามาเป็นภาระให้กับท่านแม่ทัพนักหนาเป็นที่เกรงใจยิ่งนัก  อีกชั่วยามก็จะสว่างแล้วหากอยู่ต่อไปก็จะเป็นภาระให้กับเพื่อนจนไม่เป็นอันคิดอ่านการสงคราม ดังนั้นจะขออำลากลับไปก่อน

            ทหารรักษาการณ์เห็นดังนั้นก็เกรงใจ ทำความเคารพตามระเบียบแล้วปล่อยให้เจียวก้านเดินออกจากค่ายไป

            เจียวก้านกลับไปลงเรือที่จอดไว้ที่ท่า เห็นเรือและผู้คนพร้อมอยู่ในที่เดิม ทหารรักษาการณ์หน้าท่าเห็นเป็นเจียวก้านก็ทำความเคารพมิได้สงสัย เจียวก้านจึงรีบลงเรือแล้วสั่งพลเรือให้รีบออกเรือกลับไปยังค่ายของโจโฉแต่เพลานั้น

            เจียวก้านล่องเรือจนสว่างก็กลับไปถึงค่าย แล้วไปยืนเฝ้ารออยู่ที่ข้างหน้าค่ายพักของโจโฉ พอทราบว่าโจโฉตื่นแล้วเจียวก้านจึงเข้าไปขอพบ

            โจโฉเห็นเจียวก้านมาแต่เช้าตรู่ก็ประหลาดใจ รีบถามขึ้นว่าซึ่งท่านอาสาไปเกลี้ยกล่อมจิวยี่นั้น จะได้ราชการสมกับที่อาสาอยู่หรือ

            เจียวก้านจึงตอบว่าจิวยี่มีสติปัญญาลึกซึ้งหลักแหลมนัก รู้ทันว่าข้าพเจ้าจะไปเกลี้ยกล่อมจึงขัดขวางจนข้าพเจ้าออกปากพูดมิได้ โจโฉได้ฟังดังนั้นก็โกรธ ตำหนิเจียวก้านว่าท่านอาสาเราไปทั้งนี้แต่มิได้ราชการ กลับจะมิทำให้จิวยี่หยามหยันเราเล่นหรือ

            เจียวก้านได้ฟังดังนั้นจึงทำหน้าเศร้า แล้วกล่าวว่าแม้การที่ข้าพเจ้าอาสาท่านไม่สมการตามความคิด แต่ได้ล่วงรู้ความลับข้อหนึ่งใหญ่หลวงนัก

            ว่าแล้วเจียวก้านจึงจ้องมองหน้าโจโฉเป็นนัยว่าผู้คนรับใช้ในค่ายพักของโจโฉมากหน้าหลายตานัก ความลับอาจรั่วไหล โจโฉเห็นดังนั้นก็รู้นัยจึงโบกมือไล่คนรับใช้ในค่ายพักให้ออกไปข้างนอกก่อน

            ครั้นผู้คนออกไปข้างนอกค่ายพักแล้ว เจียวก้านจึงล้วงเอาหนังสือซึ่งลักเอามาจากห้องพักของจิวยี่ส่งให้กับโจโฉ โจโฉเห็นหน้าซองหนังสือนั้นก็ประหลาดใจ ครั้นอ่านดูเนื้อความในหนังสือนั้นแล้วก็โกรธชัวมอ เตียวอุ๋น สีหน้าแดงก่ำขึ้นในบัดดล ปรารภขึ้นว่า ไอ้ชัวมอ เตียวอุ๋น คนทรยศคิดอ่านทำร้ายเราถึงเพียงนี้เจียวหรือ ว่าแล้วสั่งทหารให้รีบไปเรียกชัวมอ เตียวอุ๋น มาในทันที

            ในขณะที่โจโฉยืนทะมึงตึงอยู่ในค่ายพักด้วยแรงแห่งโทสะโกรธชัวมอ เตียวอุ๋น นั้น ครู่หนึ่งชัวมอ เตียวอุ๋น ก็เข้ามาในค่ายพัก คำนับโจโฉแล้วเห็นท่าทีโจโฉบึ้งตึงดังนั้นมิรู้ความเป็นประการใดก็นิ่งอยู่

            โจโฉเห็นชัวมอ เตียวอุ๋น นิ่งอยู่คล้ายกับมีพิรุธก็ยิ่งโกรธ กล่าวขึ้นว่าเราจะให้พวกเจ้ายกกองทัพเรือออกไปรบกับจิวยี่ในวันนี้ ชัวมอ เตียวอุ๋น ไม่รู้ทีจึงกล่าวว่าจะไปรบด้วยจิวยี่ในวันนี้มิได้ก่อน เพราะทหารซึ่งฝึกซ้อมนั้นยังไม่สันทัดการรบทางทะเล ขอให้งดกองทัพไว้ให้ชำนาญก่อนแล้วค่อยยกไป

            โจโฉได้ฟังดังนั้นก็ยิ่งมั่นใจว่าสองอดีตนายทหารใหญ่เมืองเกงจิ๋วเอาใจออกหากสมจริงตามหนังสือที่เจียวก้านเอามานั้น จึงแสร้งหน่วงเหนี่ยวไม่เอาราชการ เพื่อวางแผนร้ายตัดศีรษะตัวเอาไปให้แก่จิวยี่ก็ยิ่งโกรธ

            ชัวมอ เตียวอุ๋น เห็นท่าทีโจโฉโกรธจัดโดยมิรู้สาเหตุก็ยิ่งตกใจกลัว ก้มหน้านิ่งตัวสั่นอยู่ โจโฉสำคัญว่าสองนายทหารรู้ตัวว่าถูกจับความลับได้เกิดรักตัวกลัวตายก็ยิ่งเชื่อความตามหนังสือลับว่าเป็นจริง แล้วกล่าวว่า “ซึ่งตัวจะให้งดไว้กว่าทหารจะสันทัดการเรือนั้น ศีรษะเราจะมิไปอยู่ในเงื้อมมือจิวยี่หรือ”

            ว่าแล้วโจโฉจึงสั่งให้ทหารจับตัวชัวมอ เตียวอุ๋น เอาไปประหารชีวิตในทันที.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘