ตอนที่ 255. ปรากฏการณ์แห่งพลังจักรวาลธาตุลม

 จิวยี่เตรียมจะทิ้งจอกสุราให้สัญญาณหน่วยสังหารประหัตประหารเล่าปี่ แต่พลันที่เหลือบไปเห็นกวนอูถือง้าวยืนเป็นสง่าอยู่ด้านหลังเล่าปี่ก็พรั่นใจ เพราะ  ลักษณาการของกวนอูราวกับว่าเป็นทหารเทพยดาน่าเกรงขามนัก ดังนั้นด้วยสัญชาติญาณระแวดระวังตน จิวยี่จึงถามเพื่อให้สิ้นสงสัยว่าทหารคนนี้เป็นผู้ใด

            เล่าปี่ไม่รู้นัยก็ตอบไปตามจริงว่านี่คือกวนอูน้องร่วมสาบานคนรองของข้าพเจ้า แล้วบอกกวนอูให้คำนับจิวยี่

            จิวยี่พอได้ยินนามกวนอูก็ตกใจ มือที่ถือจอกสุราอยู่พลันสั่นไหวโดยไม่รู้สึกตัว จนสุราหกออกจากจอก จิวยี่จึงถามต่อไปว่าทหารของท่านซึ่งฆ่างันเหลียง บุนทิว สองทหารเอกของอ้วนเสี้ยวเมื่อครั้งสงครามภาคเหนือระหว่างโจโฉกับอ้วนเสี้ยวอันปรากฏกิตติศัพท์ลือเลื่องทั้งแผ่นดินคือกวนอูผู้นี้หรือ

            เล่าปี่รับว่าใช่กวนอูผู้นี้แล้ว จิวยี่ได้ฟังดังนั้นก็ยิ่งตกใจ รีบวางจอกสุราลงบนโต๊ะอย่างระมัดระวัง เหงื่อเริ่มไหลโทรมกายโดยไม่รู้สึกตัว แต่ข่มความรู้สึกเอาไว้ได้แล้วสั่งทหารให้เอาสุราไปรินให้กวนอู

            จิวยี่ได้เชิญกวนอูดื่มสุราเป็นการให้เกียรติ กวนอูรับจอกสุราจากทหารมาดื่มแล้วยืนบึ้งตึงอยู่ ในขณะที่มือหนึ่งยังคงถือง้าวไว้มั่น

            ในขณะนั้นโลซกได้เดินเข้ามาในศาลาบัญชาการทหาร เล่าปี่เห็นโลซกเดินเข้ามาก็ดีใจจึงรีบถามโลซกว่าข้าพเจ้ามาครั้งนี้ยังมิเห็นหน้าขงเบ้งเลย ท่านพาขงเบ้งมาเมืองกังตั๋งแล้วบัดนี้ขงเบ้งอยู่ที่ไหนเล่า จงพามาให้ข้าพเจ้าได้เห็นหน้าสักหน่อยหนึ่ง

            โลซกไม่ทันตอบ จิวยี่กลับตอบสวนขึ้นแทนว่าบัดนี้เป็นหน้าศึกอยู่ ข้าพเจ้าได้มอบหมายให้ขงเบ้งช่วยคิดอ่านวางแผนการสงคราม ไว้เสร็จศึกทางด้านโจโฉแล้วค่อยพบกันก็ยังไม่สาย

            เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็รู้สึกผิดหวัง และสังหรณ์ว่าจะมีเรื่องผิดปกติเกิดขึ้น เพราะตั้งแต่มาถึงกองทัพของจิวยี่ปรากฏว่าจิวยี่มิได้ปรึกษาหารือเกี่ยวกับการสงคราม หรือแผนการยุทธ์ กลับเป็นการสนทนาด้วยเรื่องทั่วไปเสียเป็นส่วนใหญ่ ทั้งไม่เห็นขงเบ้งมาร่วมงาน แม้จะขอพบก็ถูกบ่ายเบี่ยงจึงยิ่งสงสัย

            เล่าปี่จึงหันหน้าไปมองกวนอู เห็นกวนอูจ้องตาขมึงเป็นนัยอยู่ก็รู้ว่ามีความนัยสำคัญ จึงกล่าวกับจิวยี่ว่าข้าพเจ้ามาคำนับท่านบัดนี้รบกวนเวลาของท่านมากพอแล้ว จะขออำลากลับไปก่อน วันเวลาข้างหน้ามีการใดที่จะให้ข้าพเจ้าร่วมมือสนับสนุนก็อย่าได้เกรงใจเลย ทั้งขออวยพรให้ท่านได้รับชัยชนะในการศึกครั้งนี้ การศึกเสร็จสิ้นแล้วเมื่อใดข้าพเจ้าจะมาคำนับคารวะท่านอีกครั้งหนึ่ง

            จิวยี่ได้ฟังดังนั้นจึงว่าท่านมาครั้งนี้ขอบใจนักหนา ทำให้ความเป็นพันธมิตรระหว่างท่านกับซุนกวนแน่นแฟ้นเป็นปัจจัยแห่งชัยชนะในการสงคราม ท่านจะกลับไปบัดนี้ก็ตามใจเถิด

            ว่าแล้วจิวยี่จึงสั่งให้หยุดการบรรเลงดนตรี และโบกมือให้ทหารซึ่งร่ายรำกระบี่และอาวุธกลับออกไป จากนั้นจึงเดินออกไปส่งเล่าปี่ถึงที่หน้ากองบัญชาการ ต่างคนต่างคำนับลากันตามธรรมเนียมแล้วจิวยี่จึงเดินกลับเข้ามา

            เล่าปี่เดินออกไปพบทหารที่รออยู่ด้านนอก ทราบว่าขงเบ้งมาพบก็ดีใจจึงรีบไปที่เรือ เห็นขงเบ้งคอยทีอยู่ก็ยินดี

            ขงเบ้งคำนับเล่าปี่แล้วรีบกล่าวว่าวันนี้โชคดีที่กวนอูมาด้วยท่าน ท่านจึงปลอดภัย หาไม่แล้วท่านต้องตายด้วยน้ำมือจิวยี่เป็นมั่นคง

            เล่าปี่ฟังคำขงเบ้งแล้วก็รู้ว่าความรู้สึกสังหรณ์ว่าจิวยี่วางแผนการร้ายเพื่อสังหารนั้นเป็นความรู้สึกที่ถูกต้อง แต่เห็นว่าอยู่ในแดนเมืองกังตั๋งจึงไม่กล่าวความให้ยืดยาว รีบชวนขงเบ้งให้เดินทางกลับไปเมืองแฮเค้าพร้อมกัน

            ขงเบ้งได้ฟังดังนั้นจึงว่างานของข้าพเจ้าเสร็จไปครึ่งหนึ่งแล้ว เหลืออีกครึ่งหนึ่งคือการทำลายกองทัพโจโฉให้วอดวายไป จึงยังกลับไปด้วยท่านมิได้ ข้าพเจ้าอยู่ที่นี่แม้นเหมือนว่านั่งอยู่ในปากเสือแต่มิเป็นอันตรายประการใด ข้าพเจ้ายังคงอยู่สุขสบายราวกับว่านั่งอยู่บนภูเขาไท้ซาน

            แล้วขงเบ้งจึงว่าท่านกลับไปแล้วให้รีบจัดแจงเตรียมการทั้งทัพบกทัพเรือให้พร้อมสรรพ “ต่อถึงเดือนอ้ายแรมห้าค่ำจึงให้จูล่งเอาเรือน้อยมาคอยรับข้าพเจ้าที่ฟากแม่น้ำข้างทิศทักษิณ”

            เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็สงสัยจึงถามต่อไปว่าท่านสั่งการไว้ทั้งนี้มีประสงค์สิ่งใดหรือ แล้วตัวท่านก็จากข้าพเจ้ามานานวันแล้ว เมื่อใดจะได้กลับไปเมืองแฮเค้า

            ขงเบ้งจึงว่าวันนี้เวลาน้อยนัก ทั้งอยู่ในที่คับขัน ท่านอย่าได้สอบถามให้ยาวความเลย จงจัดการเตรียมการทั้งปวงให้พร้อมตามที่ข้าพเจ้าได้บอกกล่าวนั้นเถิด ลมสลาตันมาจากทิศอาคเนย์เมื่อใด เมื่อนั้นแล้วข้าพเจ้าก็จะกลับไปถึงท่านอย่าได้สงสัยเลย

            ว่าแล้วขงเบ้งจึงเร่งรัดให้เล่าปี่รีบเดินทางกลับ เพราะขืนอยู่ช้าต่อไปจิวยี่อาจคิดการเสี่ยงภัยก็จะเสี่ยงอันตราย เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็รับคำ ขงเบ้งจึงคำนับลาเล่าปี่แล้วขึ้นจากเรือกลับไปที่เรือน้อย

            เล่าปี่ออกเรือจากท่าไม่นาน เห็นกองเรือรบวิ่งสวนมาในทะเลก็ตกใจ แต่พอเข้ามาใกล้เห็นเป็นเตียวหุยก็คลายใจ พอกองเรือสมทบกันเข้า เตียวหุยได้แจ้งว่ามีความห่วงใยว่าจิวยี่จะคิดกลอุบายทำร้ายเล่าปี่จึงยกกองทัพเรือติดตามมาคุ้มกัน เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดีแล้วพากันยกกลับเมืองแฮเค้า

            ขงเบ้งกำหนดแผนการศึกเซ็กเพ็กไว้ในใจโดยละเอียดชัดเจนแล้ว จึงกำหนดการสำคัญไว้สองประการ คือประการแรก ให้เล่าปี่จัดแจงแต่งกองทัพทั้งทัพบก ทัพเรือไว้ให้พร้อมสรรพ การจัดแจงแต่งการทั้งนี้ย่อมเป็นไปตามยุทธศาสตร์ที่ขงเบ้งวางไว้เดิมตั้งแต่ออกจากเมืองกังแฮคือเมื่อเกิดศึกสงครามระหว่างโจโฉกับซุนกวนแล้ว เล่าปี่ก็จะอยู่ตรงกลาง ข้างใดแพ้ก็จะซ้ำเอาแล้วเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากสงครามนั้น ส่วนประการที่สอง ขงเบ้งกำชับแข็งขันว่าต่อถึงวันแรมห้าค่ำ เดือนอ้าย ให้เล่าปี่สั่งจูล่งให้เอาเรือน้อยมาคอยรับที่ริมน้ำข้างทิศใต้ และได้ชี้มือกำหนดจุดที่หมายให้เล่าปี่ดูเป็นสำคัญ ทั้งยังแก้ความห่วงกังวลของเล่าปี่ว่าไม่ต้องวิตก ให้สังเกตลมสลาตันที่พัดมาแต่ทิศอาคเนย์ ลมสลาตันพัดมาเมื่อใดขงเบ้งก็จะกลับไปถึงเล่าปี่เมื่อนั้น ความทั้งนี้แม้ยังมิได้เปิดเผยถึงรายละเอียดของแผนการยุทธ์ของสงครามเซ็กเพ็ก แต่ก็ได้ประจักษ์ว่าขงเบ้งได้คิดอ่านแผนการยุทธ์ไว้ละเอียดถี่ถ้วน กระทั่งกำหนดวันเวลาเผด็จศึกแล้ว จึงสั่งการดังนี้

            อันลมที่พัดอยู่ในธรรมชาตินั้นเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ นับเป็นพลังจักรวาลธาตุลมที่ใช่ว่าจะพัดโดยไร้กฎเกณฑ์กติกาเสียทีเดียวก็หามิได้ ผู้สังเกตความผันแปรกาลในอากาศย่อมรู้และขนานนามของลมแต่ละชนิดเพื่อเป็นเครื่องกำหนดหมายในการทำการต่าง ๆ ได้ ทิศทางหลักแห่งลมมีมาสองทิศทาง  คือมาแต่เบื้องบูรพาและ  ปัจจิม ส่วนลมที่มาจากอุดรและทักษิณนั้นหาใช่กระแสลมหลักไม่ เพราะเกิดแต่ความเบี่ยงเบนของกระแสลม ยกเว้นก็แต่ดินแดนซึ่งอยู่ใกล้ทะเลทรายทางด้านเหนือของโลก ซึ่งอาจมีพายุทะเลทรายจากเหนือลงใต้ได้ตามฤดูกาล

            ลมอันพัดมาแต่เบื้องบูรพานั้นมีนามว่า “ลมนอก” จัดเป็นลมทะเลที่พัดมาแต่พระมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ พัดเข้าสู่ผืนแผ่นดินอันอยู่ทางด้านตะวันตก ส่วนลมอันพัดมาแต่เบื้องปัจจิมนั้นมีนามว่า “ลมพลัด” พัดจากผืนแผ่นดินอันกว้างใหญ่ไปยังพระมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ทางด้านตะวันออก จึงปะทะกับความผันแปรในอากาศทำให้กระแสลมเบี่ยงเบน ดังนั้นลมพลัดจึงมีลักษณะพัดได้สามทาง คือพัดทางตรงจากตะวันตกสู่ตะวันออกทางหนึ่ง พัดแต่ทิศหรดีไปทางอีสานทางหนึ่ง และพัดแต่ทิศพายัพไปทางอาคเนย์อีกทางหนึ่ง

            อันลมนอกนี้มีความแรงกล้าทำให้เกิดคลื่นขนาดใหญ่ มีช่วงคลื่นห่าง ดังนั้นแม้คลื่นจะใหญ่แต่เรือเล็กก็มักปลอดภัย เพราะลอยล่องไปในท่ามกลางช่วงคลื่น

            ลมนอกที่เบี่ยงเบนพัดจากทิศอาคเนย์ไปทางทิศพายัพนั้น มีชื่อเฉพาะเรียกว่า “ลมสลาตัน”

            โบราณเรียกลมพลัดที่พัดจากทิศตะวันตกไปเบื้องตะวันออกว่า “ลมพลัดกลาง” เรียกลมพลัดที่พัดจากทิศตะวันตกเฉียงใต้ไปยังทิศตะวันออกเฉียงเหนือว่า “ลมพลัดหลวง” และเรียกลมพลัดที่พัดจากทิศตะวันตกเฉียงเหนือไปยังทิศตะวันออกเฉียงใต้ว่า “ลมพลัดยา” ลมพลัดทั้งสามชนิดนี้ทำให้คลื่นในแม่น้ำและทะเลไม่สูงนัก แต่มีความถี่มาก ทำให้เรือล่มได้โดยง่าย และเป็นอันตรายมาก

            ลมนอกและลมพลัดมีปกติหมุนเวียนอย่างละหกเดือน โดยลมนอกจะเริ่มพัดตั้งแต่ปลายเดือนอ้ายไปถึงเดือนหก ส่วนลมพลัดจะพัดตั้งแต่ปลายเดือนหกไปถึงปลายเดือนอ้าย แต่ถ้ากำหนดเวลานี้อาจร่นหรือขยายได้ตามลักษณะภูมิประเทศที่ใกล้ไกลทะเล

            ชัยภูมิอันเป็นที่ตั้งกองทัพของโจโฉ เล่าปี่ และจิวยี่ในสงครามเซ็กเพ็กนั้น กองทัพเมืองกังตั๋งซึ่งมีจิวยี่เป็นผู้บัญชาการตั้งอยู่ปากน้ำเมืองสำกั๋ง ฝั่งใต้ของแม่น้ำแยงซีด้านตะวันออก กองทัพของเล่าปี่ยกมาตั้งที่ปากน้ำเมืองแฮเค้า อยู่ฝั่งตรงกันข้ามกับกองทัพเมืองกังตั๋งทางฝั่งเหนือของแม่น้ำแยงซี ส่วนกองทัพของโจโฉตั้งอยู่ทางด้านตะวันตกของเมืองแฮเค้า ทางฝั่งเหนือของแม่น้ำแยงซี

            ดังนั้นในขณะที่เริ่มสงครามเซ็กเพ็กจึงเป็นช่วงระยะเวลาที่กระแสลมพัดมาแต่ทิศพายัพไปทางทิศอาคเนย์ นั่นคือเป็นลมพลัดยาที่พัดมาแต่ด้านของกองทัพโจโฉ พัดมาทางกองทัพของจิวยี่

            ขงเบ้งกำชับเล่าปี่ให้สั่งจูล่งเอาเรือน้อยมารับในวันแรมห้าค่ำเดือนอ้าย และย้ำกับเล่าปี่อย่างหนักแน่นว่าลมอาคเนย์หรือลมสลาตันพัดมาเมื่อใด ขงเบ้งก็จะกลับไปถึงเล่าปี่เมื่อนั้น การทั้งนี้หาใช่เป็นเพราะลมสลาตันจะพัดขงเบ้งไปถึงเล่าปี่ก็หามิได้ แต่เป็นด้วยนัยยะของการคำนวณทิศทางแห่งลมที่จะผันแปรขึ้นในช่วงเดือนอ้าย และความผันแปรแห่งลมนี้ย่อมเกี่ยวเนื่องกับการคำนวณวันเวลาและการใช้พลังแห่งจักรวาลเข้าทำลายล้างข้าศึกของขงเบ้งนั่นเอง

            ฝ่ายโลซก ครั้นเล่าปี่กลับไปแล้วก็สงสัยว่าในเมื่อจิวยี่วางแผนสังหารเล่าปี่อย่างแยบยลและแน่นหนาดังนี้แล้ว ไฉนเล่าปี่จึงรอดชีวิตกลับไปได้ จึงถามจิวยี่ว่าเหุตไฉนท่านจึงปล่อยเล่าปี่กลับไป ทั้ง ๆ ที่เล่าปี่ได้เดินทางมาตามแผนการของท่านแล้ว

            จิวยี่จึงว่าเล่าปี่เดินทางมาตามแผนการของเราก็จริงอยู่ แต่มีกวนอูติดตัวมาด้วย ไม่ว่าเล่าปี่จะนั่งจะยืน ณ ที่ใด กวนอูก็เป็นประหนึ่งเงาตามตัวของเล่าปี่ไม่มีห่าง ในงานเลี้ยงวันนี้กวนอูยืนอยู่ข้างหลังเล่าปี่ห่างจากตัวข้าพเจ้าเพียงแค่กระบี่เดียวเท่านั้น ข้าพเจ้าหวุดหวิดจะให้สัญญาณสังหารเล่าปี่แล้ว แต่เดชะบุญสะดุดตาเห็นกวนอูเสียก่อนจึงสงสัยว่าทหารผู้นี้เป็นผู้ใดจึงสง่างามน่าเกรงขามนัก ครั้นถามเล่าปี่ได้ความแล้วข้าพเจ้าก็ไม่อาจลงมือได้ เพราะแม้นหากให้สัญญาณให้มือสังหารทำร้ายเล่าปี่แล้ว กวนอูอยู่ในที่ใกล้ก็จะทำร้ายข้าพเจ้าก่อน และคำนวณกำลังฝีมือแล้วบรรดาหน่วยสังหารและทหารที่รักษาการณ์อยู่โดยรอบศาลาบัญชาการเห็นจะไม่อาจต้านทานฝีมือกวนอูได้ เหตุนี้แผนการครั้งนี้จึงเสียไป

            โลซกได้ฟังดังนั้นจึงว่าสวรรค์ยังเข้าข้างเมืองกังตั๋งเรา เพราะหากแม้นท่านทำร้ายเล่าปี่เสียในครั้งนี้ เมืองกังตั๋งก็ต้องทำสงครามกับโจโฉแต่ลำพัง เห็นจะต้านทานไว้ไม่ได้

            แล้วโลซกจึงว่าอันการศึกข้างโจโฉนั้นเป็นอันตรายต่อเมืองกังตั๋งในเฉพาะหน้า ชอบที่ท่านจะคิดอ่านทำสงครามกำจัดโจโฉเสียไม่ให้เป็นภัยแก่กังตั๋งก่อน แล้วค่อยผ่อนผันคิดอ่านการข้างเล่าปี่ ก็มีแต่จักเป็นประโยชน์ทั้งปัจจุบันและภายหน้า

            จิวยี่ได้ฟังดังนั้นก็เห็นชอบกับโลซก เพราะไหน ๆ เล่าปี่ก็กลับไปเมืองแฮเค้าแล้ว โจโฉเล่าก็มีแสนยานุภาพใหญ่หลวงอยู่ และเป็นอันตรายต่อกังตั๋งมากที่สุด

            ในขณะที่จิวยี่กำลังสนทนากับโลซกอยู่นั้น ทหารรักษาการณ์ได้เข้ามารายงานว่าบัดนี้โจโฉได้ส่งทูตมาแต่ฝั่งเหนือ ถือสารเพื่อมามอบแก่จิวยี่ จิวยี่ทราบรายงานดังนั้นจึงสั่งให้ทหารไปเชิญทูตเข้ามาพบ

            จิวยี่รับหนังสือจากทูตมาดู เห็นที่หน้าซองปิดผนึกระบุความจ่าหน้าว่า อัครมหาเสนาบดีในพระเจ้าเหี้ยนเต้มีหนังสือมาถึงแม่ทัพใหญ่จิวยี่

            จิวยี่พอเห็นความที่จ่าหน้าดังนั้น ความโกรธโจโฉที่จะแย่งยึดเอานางสองเกี้ยวแห่งกังตั๋งไปบำเรอกามก็ปะทุขึ้นมาอย่างรุนแรงอีกครั้งหนึ่ง ไม่ทันได้เปิดอ่านเนื้อความในหนังสือก็โยนหนังสือนั้นลงกับพื้นเอาเท้าขยี้จนแหลกละเอียด แล้วสั่งให้ทหารคุมตัวทูตเอาไปประหาร

            โลซกเห็นดังนั้นก็ตกใจรีบทักท้วงจิวยี่ว่าประเพณีทางการทูตแต่โบราณมาห้ามมิให้คู่กรณีสงครามประหารชีวิตทูตเพราะเป็นการตัดหนทางในการสื่อความถึงกัน จึงไม่ชอบที่จิวยี่จะสั่งประหารทูตของโจโฉเสีย

            จิวยี่จึงว่า “ซึ่งเราฆ่าผู้ถือหนังสือเสียนั้นเพราะเหตุว่าจะให้รู้ถึงโจโฉว่าเรามิได้ย่อท้อ แม้ว่าไม่ฆ่าเสียนั้นเพราะคิดกลัว คนทั้งปวงจะกลับว่าให้นายเราไปขอออกแก่ข้าศึก บัดนี้ตัวเราตั้งใจทำราชการ จะกำจัดโจโฉเสียให้จงได้ เราจึงให้ตัดศีรษะผู้ถือหนังสือส่งให้คนซึ่งมาด้วยเอากลับไปให้แก่โจโฉ.”

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘